LOGINพนักงานแผนกการตลาดเกือบยี่สิบคนทั้งชายหญิงต่างทยอยเดินเข้ามาโดยที่เฌอเอมเดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย
เธอหันไปยังหัวโต๊ะที่มีร่างคุ้นตานั่งไขว้ห้างใช้ข้อศอกค้ำยันกับที่พักแขนพร้อมกับใช้นิ้วคลึงหัวคิ้วเพื่อให้คลายความเครียด
“จะยืนอยู่อีกนานไหม ไปนั่งสิ” น้ำเสียงดุเอ่ยขึ้นทันทีที่เงยหน้าสบดวงตาหวาน
“ค่ะๆ” เฌอเอมลนลานเลื่อนเก้าอี้นั่งลงแล้วยิ้มจางๆ ให้กับทีมการตลาดอีกทีมถึงแม้ว่าจะได้รับใบหน้าบึ้งตึงตอบกลับมาก็ตาม
“แผนกการตลาดมีกี่ทีม”
“สามทีมค่ะ ทีมละหกคน” รำภาซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเป็นคนบอกพร้อมกับยื่นแฟ้มผลงานแต่ละทีมให้กับชายหนุ่มได้ดู
“เมื่อเช้าเห็นข่าวแล้วใช่ไหม” ดวงตาคมกวาดมองไปทั้งห้องประชุมทุกคนไม่ได้ตอบแต่เลือกพยักหน้าแทน
“สถานการณ์ตอนนี้กับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นไม่ค่อยดีเท่าไร เราจึงต้องหาวิธีกอบกู้ชื่อเสียงบริษัทและทำยังไงก็ได้ให้ยอดขายกลับมาให้ได้เหมือนเดิม”
ร่างสูงยืดตัวแล้วลุกขึ้นเดินไปยังด้านหน้าจอProjectorโดยมีเลขาหน้าห้องทำหน้าที่เลื่อนสไลด์กราฟหุ้นบริษัทที่ตกลงพร้อมกับตารางเปรียบเทียบยอดขายสินค้าของเมื่อวานกับวันนี้ที่แตกต่างกันลิบลับ
“ผมอยากให้พวกคุณเสนอทางออกเร่งด่วนนี้ ใครมีอะไรก็เสนอมาได้เลย”
ภูภัทรกวาดสายตามองไปยังพนักงานของตัวเองทุกคนซี่งกำลังใช้ความคิดเพื่อหาทางออก
โดยปกติแล้วแผนการตลาดแต่ละทีมจะมีเวลาในการวางแผนส่งเสริมการขายเพื่อนำเสนอบอร์ดบริหารเพื่ออนุมัติ แต่วันนี้กลับไม่ใช่ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวกันเพื่อระดมสมองในการหาทางออก
“อันดับแรกเลยทีมหนึ่งคิดว่าเราต้องแถลงข่าวหรือไม่ก็โพสต์จดหมายขอโทษผ่านช่องทางโซเชียลของบริษัทก่อนดีไหมคะ”
สาวหน้ามนยกมือขึ้นนำเสนอด้วยรอยยิ้มสดใสแต่พอเจอสายตาพิฆาตแขนยาวเมื่อครู่ก็หดลงแนบลำตัวทันที
“เรื่องนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ทีมหนึ่งคิดได้แค่นั้นเหรอ”
ประโยคเรียบนิ่งแต่เจ็บจี๊ดไปถึงกระดองใจ ที่พนักงานร่ำลือกันว่าเจ้านายดุยิ่งกว่าหมา น่ากลัวยิ่งกว่าผีสงสัยจะเป็นเรื่องจริง
“แล้วถ้าเราฟ้องพนักงานคนนั้น ฐานที่ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง วิธีนี้น่าจะดีนะคะ แฟนคลับศิลปินน่าจะพอใจ”
หัวหน้าทีมสองลุกขึ้นนำเสนอหลังจากที่หันไปปรึกษากับน้องในทีมว่าจะนำเสนอวิธีนี้
ภูภัทรยังไม่ได้ตอบอะไรเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัว ปากกาแมทดำราคาแพงแท่งสวยถูกหมุนด้วยปลายนิ้ว เขาครุ่นคิดถึงผลได้และผลเสียของวิธีนี้
“ดิฉัน เอ้ย ผมคิดว่าเราไม่น่าใช้วิธีนี้นะครับ เพราะผลเสียมันมากกว่า” ไมตรีเอ่ยขัดขึ้นมา ชายหนุ่มจึงพยักหน้าให้เขาพูดเหตุผลต่อ
“จากที่ผมได้ค้นหาข้อมูลมา คนรักมากคนไม่ชอบก็มี ท่านประธานคิดดูนะครับ เราเป็นบริษัทใหญ่ถ้าหากฟ้องร้องพนักงานเล็ก ๆ ขึ้นมา คราวนี้ลูกค้าเราที่ไม่ได้เป็นกลุ่มแฟนคลับ ได้แบนสินค้าเราทั้งประเทศแน่นอน”
ภูภัทรพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลจากไมตรีจนอีกสองทีมซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกไม่พอใจจนหนึ่งในลูกน้องทีมสองเอ่ยดักคอ
“แล้วถ้าไม่ใช้วิธีนี้ จะให้ใช้วิธีไหนย่ะ ทีมคุณไมตรีก็เสนอมาสิ เห็นนั่งอมพะนำอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นมีใครเสนอไอเดียสักคน”
ไมตรีได้ยินอย่างนั้นก็เลือดขึ้นหน้าไม่พอใจแต่ก็ทำได้แค่เก็บอาการเพราะสมองเช้านี้ของตัวเองว่างเปล่ามากเพราะแฮงค์เหล้าจากการที่ไปดื่มมาเมื่อคืน ส่วนลูกน้องในทีมก็ไม่ต่างกันเพราะไปเที่ยวด้วยกันมา
“แล้วถ้าเราพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสล่ะคะ” เฌอเอมโพล่งขึ้นมาหลังจากที่นั่งครุ่นคิดอยู่นาน น้ำเสียงเมื่อครู่เรียกสายตาทุกคนกลับมาจับจ้องที่เธอเป็นตาเดียว
“หมายความว่ายังไง” เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับท้าวคางเพื่อรอฟังวิธีจากเฌอเอม
“แต่ว่าวิธีนี้อาจจะใช้งบประมาณเยอะหน่อยนะคะ” เธอยิ้มแหย ๆ
“เท่าไร”
“70 ล้านค่ะ”
“ฮะ 70 ล้าน” สิ้นประโยคของหญิงสาวทุกคนในห้องต่างร้องเสียงหลงโดยพร้อมเพียงกัน วิธีอะไรทำไมถึงได้ใช้งบประมาณมากขนาดนั้น
“เอม กำลังจะเสนอว่าให้ดึงตัวคุณพีเจมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเราค่ะ” สิ่งที่หญิงสาวนำเสนอกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะให้กับทีมอื่นจนเธอไหล่ตกเริ่มไม่มั่นใจกับสิ่งที่ได้นำเสนอไป
“แล้วไงต่อ” ภูภัทรยังเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ได้หัวเราะกับวิธีที่เธอคิด นั่นมันก็เพียงพอแล้วที่เธอจะนำเสนอวิธีนี้
“หลังจากที่เราให้คุณพีเจมาเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว เราจะจัดแฟน มีตติ้งฟรีค่ะ แต่ฟรีในที่นี่ไม่ได้หมายถึงให้เดินเข้างานฟรีนะคะ แต่เราจะเลือกวิธีจับฉลากจากยอดบิลสินค้าบริษัทเรา”
จากเสียงหัวเราะเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นนิ่งเงียบและคิดตามวิธีที่เฌอเอมนำเสนอ
“ซึ่งบิลที่เราจะตั้งขึ้นมาต่อการซื้อก็คือเก้าสิบเก้าบาทต่อหนึ่งบิลใบเสร็จ ที่เอมให้ตั้งราคานี้ก็เพราะว่าจากสถิติแฟนคลับของคุณพีเจแล้วยังอยู่ในช่วงวัยเรียนกันเยอะน้อง ๆ ก็น่าจะไหวเท่านี้ แต่กำลังทรัพย์ที่พร้อมจะจ่ายจากช่วงวัยอื่นก็ค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะคะ เอมจึงคิดว่าจะเพิ่มผู้โชคดีที่จะได้ขึ้นไปถ่ายรูปกับศิลปินเข้าไป รับรองวัยนี้ทุ่มสุดตัวแน่นอน”
“คิดน่ะมันง่ายนะ แต่ทำมันยาก รู้ใช่ไหมว่าพีเจรับงาน พรีเซ็นเตอร์ยาก”
เหมือนแสงสว่างจากเทียนพรรษาถูกน้ำสาดจนดับเมื่อโดนดักคอจากอีกสองทีมที่เหลือเพราะคิดว่าหล่อนกำลังเพ้อฝัน
“ใช่ ผมก็คิดเหมือนกันกับทีมหนึ่งและทีมสองนะ” เฌอเอมหันขวับไปมองคนหน้าหล่อที่จ้องมองมา ทำไม่พี่ภูถึงไม่เชื่อในตัวเธอว่าจะทำได้บ้างนะ คิดแล้วมันน่าน้อยใจจริง ๆ
“แล้วถ้าเอมทำได้ล่ะคะ พี่...เออ ท่านประธานจะให้รางวัลอะไรกับทีมสาม” เกือบหลุดเรียกสรรพนามคุ้นชินปากแต่ก็กลับลำทัน
ดวงตาสองคู่มองจ้องกันเหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเพื่อจะเอาชนะอีกฝ่าย
“ผมจะเพิ่มเงินเดือนให้ทีมพวกคุณสิบเปอร์เซ็นต์...แต่...” ยังไม่ทันจะได้ยกมืออ้าปากร้องดีใจทีมสามก็ต้องอ้าปากค้างกับประโยคต่อมา
“ผมอนุมัติงบประมาณให้ได้แค่สิบล้าน ถ้าดีลไม่สำเร็จทีมสามทั้งทีมผมอันเชิญออกจากบริษัทนี้” เฌอเอมถึงกับตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน
“งบแค่สิบล้านจะไปพอได้ไงคะ แค่ค่าตัวศิลปินก็สามสิบล้านแล้ว ไหนจะค่าจัดงานอีกล่ะ” หญิงสาวยังขึ้นเสียงใส่เจ้าของบริษัทแม้จะถูกดึงแขนเตือนจากน้ำขิงก็ตาม หากยังเถียงอยู่แบบนี้มีหวังได้ถูกไล่ออกก่อน
“ถ้ามั่นใจจะกลัวอะไร อ้อ ผมให้เวลาสามวันนะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วเลิกประชุมครับ”
อยู่ ๆ พี่ภูก็เลือกวิธีนี้ของเธอ แต่เงื่อนไขที่ให้มามันลากเลือดเหลือเกิน
ที่ให้เงื่อนไขแบบนี้มาก็เพราะอยากให้เธอออกไปจากบริษัทนี้เหมือนที่เขาเคยบอกไว้เมื่อตอนที่เธอเข้ามาทำงานที่นี้วันแรกตามคำสั่งของป้าโสภีและลุงภูผา....
~ listen to my heart ~“กรี๊ดดดดด”ท่อนสุดท้ายของเพลงจบลงเสียงกรี๊ดก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับนักร้องชื่อดังของเกาหลียกมือโบกลาแฟนคลับและหนึ่งในนั้นก็คือพีเจ“เราจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องมา” ใบหน้าหล่อกระเง้ากระงอดคนเป็นเมียเพราะตั้งแต่กลับมาแต่งงานกันใหม่เจ้าตัวก็เอาแต่พาลูกมาดูคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีถ้าเป็นวงอื่นเขาจะไม่ว่าสักคำแต่นี้ดันเป็นวงของพีเจคนที่ทำให้เขาต้องคอยตามหึงหวงเมียอยู่ตลอด เพราะผู้ชายด้วยกันย่อมมองกันออกว่ามันยังมีใจให้กับเฌอเอมอยู่“จำเป็นสิคะ ก็เจเขาเป็นเพื่อนรักที่คอยหวังดีกับเอม ถ้าไม่มีเขาพี่ภูคงไม่ตาสว่างหรอกค่ะว่าเอมไม่ได้เป็นฆาตกรที่ขับรถชนคุณพิม”สุดท้ายก็วนกลับเข้ามาเรื่องเดิมและเป็นเรื่องที่เขาต้องยกธงขาวยอมแพ้อยู่ตลอดต่อให้งอนแค่ไหนเขาก็ต้องหายเองคิดแล้วมันน่าน้อยใจชะมัด...“พู่กัน น้าพีเจมาโน้นแล้ว” เฌอเอมสะกิดลูกซึ่งก็พอดีกับที่พีเจหันมาเจอแล้วยกมือขึ้นโบกเพื่อทักทายหนูน้อยวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับกระโดดกอด ไม่ต่างจากพีเจหอมแก้มป่องหลานซ้ายขวาจนจะช้ำ“เห็นหน้าน้าเจแล้วลืมพ่อเลยนะ” น้อยใจแม่ไม่พอยังน้อยใจลูกอีกต่างหาก“ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับ เพราะยังไงผ
“พู่กันฟังแม่นะลูก” หญิงสาวย่อตัวคุกเข่าแล้วจับสองมือเล็กขึ้นมาหนูน้อยจึงตั้งหน้ารอฟังว่าแม่จะพูดว่าอย่างไร“ตอนนี้คุณพ่อไม่สบาย คุณหมอกำลังรักษาอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาเพราะฉะนั้นหนูห้ามงอแงเวลาอยู่กับคุณปู่คุณย่า เข้าใจไหมคะ”“เข้าใจค่ะ” ภูริตาคลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งบนตักของคนเป็นปู่[ถ้าพี่ภูอยากได้ความรักจากเอมเหมือนเดิม เอาชีวิตมาแลกสิคะ]อยู่ ๆ ประโยคนั้นที่เธอพูดกับพี่ภูก็ลอยเข้ามาในความคิด ที่พูดไปเธอไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ สักหน่อย จากกันเป็นมันยังไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่ากับจากตายเลยนั่งรออยู่ไม่นานประตูหน้าห้องก็เปิดออกพร้อมกับหมอเลยวัยกลางคนและพยาบาลเดินออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมองของเขาทำเอาเฌอเอมใจคอไม่ดีเลยสักนิด“หมอเสียใจด้วยนะครับ เราทำเต็มที่แล้วที่จะช่วยชีวิตคนไข้”มันช่างเป็นประโยคที่ทรมานหัวใจของเธอและครอบครัวยิ่งนักเรี่ยวแรงที่มีหายไปจนหมด ร่างเล็กถึงกับทรุดลงกับพื้นจนพยาบาลต้องรีบประคองไม่ต่างกับโสภีที่ถึงกับเป็นลมล้มพับลงไปภูผาแทบจะรับเอาร่างคนเป็นเมียไม่ทัน“ไม่จริง เขาต้องไม่ตายสิคะ เขายังอยู่กับลูกได้ไม่เท่าไรเลยนะคะ”แขนยาวเขย่าตัวคุณหมอร้องไห้ฟูมฟายออกมาร
เกือบหกเดือนแล้วที่ภูภัทรยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อคอยตามง้อเมีย และมันก็เป็นอย่างที่แม่เขาพูดเอาไว้ไม่มีผิดว่าเฌอเอมเป็นคนใจแข็งมากหากตัดสินใจอะไรไปแล้วแทบจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเลยสักนิดงานที่บริษัทก็ยุ่งจนเขาต้องให้รำภาเทียวบินไปบินมาอยู่ตลอด หากงานไหนสำคัญจริง ๆ เขาถึงต้องเดินทางไปด้วยตัวเองเมื่อเห็นว่าภูภัทรไม่สามารถพาลูกกับเมียกลับไปได้สองปู่ย่าจึงต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองคราแรกที่โสภีเห็นหน้าหนูน้อยที่นั่งติดแม่แล้วเหลือบมองมาเป็นระยะ มันก็ทำให้หญิงแก่กระชุ่มหัวใจเหลือเกินถึงแม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็แทบจะโคลนนิ่งลูกชายหล่อนมาแทบทุกกระเบียดนิ้ว“พู่กัน สวัสดีคุณปู่ คุณย่าสิลูก”“คุณปู่ คุณย่าคืออะไรคะ” หนูน้อยเงยหน้าถามด้วยเพราะไม่เข้าใจจนทำให้คนแก่ทั้งสองพลอยอมยิ้มไปด้วย“คุณปู่ คุณย่า ก็คือ พ่อและแม่ ของพ่อพู่กันยังไงล่ะจ๊ะ”โสภีอธิบายให้หลานได้เข้าใจ “มาให้ปู่กับย่ากอดหน่อยเร็ว” แขนเหี่ยวอ้าแขนรอภูริตาหันเงยมองหน้าเฌอเอมเพื่อขออนุญาตเมื่อเห็นว่าแม่พยักหน้าหนูน้อยก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป แล้วก็ถูกทั้งสองท่านหอมแก้มซ้ายขวาจนระบมไปหมด“แล้วตาภูไปไหน ตั้งแต่แม่มาถึงยั
ช่วงเย็นหลังจากแพ็คผักหลายชนิดลงถุงเพื่อเตรียมส่งพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเธอก็รีบตรงไปล้างมือเพราะสายตาเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็เห็นว่ามันเลยเวลาเลิกเรียนของลูกมาหลายนาทีแล้ววันนี้หญิงสาวทำอะไรก็สะดวกขึ้นเพราะว่าไม่มีภูภัทรคอยมาตามป่วน ถึงมันจะรู้สึกแปลก ๆ ไปบ้างก็ตามที“แม่ขา หนูกลับมาแล้วค่ะ”ยังไม่ทันที่เท้าเล็กจะก้าวขึ้นรถเสียด้วยซ้ำ เสียงแหลมเล็กของภูริตาก็ตะโกนมาแต่ไกลโดยที่มือนั้นถูกจูงโดยภูภัทรเฌอเอมถึงกับนิ่วหน้าไม่พอใจที่ทางโรงเรียนปล่อยให้ลูกเธอมากับคนอื่นโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตเธอก่อน หากคนที่ไปรับลูกเธอเป็นคนไม่ดีแล้วโดนลักพาตัวไปจะทำอย่างไร“คุณมีสิทธิ์อะไรถึงไปรับลูกที่โรงเรียน”“สิทธิ์ของความเป็นพ่อไง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ไม่สะทกสะท้านกับอาการโมโหของร่างเล็กที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาหา“คุณไม่ใช่พ่อของพู่กัน” หญิงสาวลืมตัวว่าไม่ควรพูดอะไรไม่ดีให้กระทบจิตใจของลูกภูภัทรรีบย่อตัวลงแล้วใช้สองมือขึ้นปิดหูภูริตาเอาไว้“ไม่ใช่ได้ยังไง ดีเอ็นเอ อยู่บนหน้าเสียขนาดนั้น อีกอย่างเอมไม่ควรพูดแบบนี้ให้ลูกได้ยิน เกิดลูกเสียใจขึ้นมาจะทำยังไง”หญิงสาวฉุกคิดมันก็จริงอย่างที่เขาพูดเธอไม่ควรมานั่งถกเถียงป
ข่าวลือเรื่องเจ้าของบริษัทCAเป็นสามีเก่าของเฌอเอมกลายเป็นหัวข้อชวนเม้าท์ของกลุ่มหมู่บ้านทันทีแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตามภูภัทรไม่ได้ยอมแพ้อะไรง่ายดายขนาดนั้นในเมื่อตามไปง้อถึงที่บ้านก็โดนปิดประตูบ้านใส่ เขาจึงเหมาโฮมสเตย์ที่นั้นเป็นที่พักเสียเลยในเมื่อลูกเมียไม่กลับไปด้วยแล้วเขาจะกลับได้อย่างไร“พู่กัน เสร็จหรือยังลูก เดี๋ยวจะไปโรงเรียนไม่ทันนะ”เฌอเอมชะเง้อคอจากห้องครัวออกมาเรียกเจ้าตัวเล็กที่ตอนนี้แต่งตัวไปโรงเรียนเองได้แล้ว...เงียบ...เสียงที่เคยเจื้อยแจ้วทุกเช้ากลับเงียบผิดปกติ เฌอเอมรีบปิดเตาแก๊สแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนแต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น“พู่กัน!”เธอรีบวิ่งออกจากห้องนอนลงบันไดบ้านเพื่อที่จะออกไปตามหาลูกก้าวขาพ้นบันไดขั้นสุดท้ายเธอก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งใจผสมกับความขุ่นเคืองเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กกำลังยืนคุยอยู่กับภูภัทร“คุณลุงเป็นพ่อหนูจริงๆ เหรอคะ” เด็กน้อยเอ่ยถามให้แน่ใจ“จริงครับ พ่อเป็นพ่อของหนูเอง ไม่ต้องเรียกลุงแล้วนะ” มือหนายกขึ้นลูบหัวหนู น้ำตาคลอหัวใจปวดหนึบ ลำคอตีบตันเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เขาได้มีโอกาสได้คุยกับลูกต่อหน้าแบบนี้ทั้งที่ผ่านมาห
รถยนต์เคลื่อนเข้ามาจอดยังศาลากลางหมู่บ้านซึ่งมีชาวบ้านมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ความจริงแล้วกำหนดการมันต้องมีช่วงบ่ายแต่ด้วยระยะทางที่ไกล รำภาจึงเลื่อนเวลาเป็นช่วงเย็นเพื่อให้เจ้านายได้มาคุยกับลูกน้องโดยตรงภูภัทรร่วมพูดคุยกับชาวบ้านอย่างสนุกสนานจนนึกขึ้นได้ว่าอยากเจอผู้นำที่จัดการและดูแลการตลาดชาวบ้านเป็นอย่างดีจนเขารู้สึกประทับใจ“ออ คุณเอมกำลังมาครับ เธอไปรับลูกที่โรงเรียน ตาคำปันแกต้องไปมาดูแลทางนี้ เธอเลยไปรับลูกเอง” ชายวัยกลางคนรีบบอก“ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไรนะ” ชื่อนี้มันยังคงวนเวียนผ่านเข้ามาในชีวิตขอแค่ได้ยินชื่อเขาก็หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว“ชื่อเอมจ๊ะ ชื่อเต็ม ๆ น่าจะเฌอเอม”ชายหนุ่มเม้มปากเข้าหากันหลับตาลงผ่อนลมหายใจแล้วได้แต่ภาวนาว่าขอให้เป็นเฌอเอมคนรักที่เขาตามหาด้วยเถอะ“นั่นไง มาโน้นแล้ว” ชายเมื่อครู่สะกิดบอกเมื่อเห็นเฌอเอมเดินเข้ามา รำภาซึ่งยืนคุยกับชาวบ้านอยู่อีกฝั่งก็ถึงกับตาค้างไม่คาดคิดว่าคนที่เจ้านายให้ตามหาจะหนีมาไกลถึงที่นี่เฌอเอมถึงกับหยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเป็นใคร หัวใจดวงน้อยตกไปอยู่แทบเท้า ขอบตาร้อนผ่าวเหมือนจะร้องไห้“พี่ภู...”เนื้อตัวชาจนไม่







