Se connecterยามเย็นหลังเลิกงานเฌอเอมไม่ได้ตรงดิ่งกลับไปยังบ้านหลังใหญ่ทันทีแต่เธอเลือกไปในที่ที่ทำให้สบายใจและสร้างรอยยิ้มให้เธอมากกว่า
“เย้ พี่เอมมาแล้ว”
เสียงตะโกนของเด็กน้อยอายุเฉลี่ย10ขวบดังขึ้นพร้อมกับกรูกันเข้ามาหาพร้อมโผกอดด้วยความดีใจหลังจากที่เธอไม่ได้มาที่นี่เลยเป็นเดือน
บ้านม่านหมอกอุปถัมภ์ เป็นสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าที่พ่อกับแม่รับดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาตั้งแต่เธออายุ5ขวบ พอท่านเสียชีวิต ทุกอย่างเกือบจบลงแต่ก็ได้พ่อกับแม่ของภูภัทรมารับช่วงต่อดูแลให้เพื่อแลกกับการที่เธอต้องแต่งงานกับภูภัทรเป็นข้อแลกเปลี่ยน
และนี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่เธอหย่ากับเขาไม่ได้เพราะปากท้องความเป็นอยู่ของเด็กกำพร้าเกือบร้อยชีวิตและความทรงจำของพ่อแม่เธอยังอยู่ที่นี่
“เอาขนมพวกนี้ไปเก็บในห้องครัวนะ จะได้กินกันตอนค่ำ”ขนมห่อใหญ่ยื่นให้กับเด็กโต
“ความจริงแล้วเอมไม่น่าซื้อมาเลยนะ แค่งบประมาณจากคุณภูผาและคุณโสภีก็มากพออยู่แล้ว” แม่ครูพรรณณีเอ่ยบอกหลังจากที่เห็นเฌอเอมหิ้วของกินมากมายมาฝากเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอมเต็มใจซื้อมาให้”
“แล้วนั่นหน้าผากไปโดนอะไรมา ไหนแม่ครูดูสิ” มือเหี่ยวเอื้อมไปแตะผ้าก๊อซบนหน้าผากด้วยสายตาที่เป็นห่วงเป็นไย
“เอมไม่เป็นอะไรค่ะ ทายาแล้วไม่กี่วันคงหาย” รอยยิ้มผุดขึ้นมุมปากแต่นัยน์ตากับฉายแววความเศร้าจนแม่ครูอดเป็นห่วงไม่ได้
“หากมีอะไรไม่สบายใจ ก็บออกแม่ครูนะ”
“ค่ะ แม่ครูไม่ต้องห่วงนะคะ นี่ก็มืดแล้วเอมกลับก่อนนะคะ” เรียวนิ้วยกขึ้นไหว้ขอตัวกลับเพราะหากหายไปไหนมืดค่ำแล้วไม่ได้โทรบอกใคร คนที่จะเป็นห่วงเธอมากที่สุดก็คือพ่อแม่สามี
“ตาภู น้องหายไปไหนทำไมแกไม่รู้ แกเป็นผัวนะ” เสียงโสภีเอ็ดคนเป็นลูกชายดังแว่วมาให้ได้ยินตั้งแต่เท้าของเฌอเอมก้าวผ่านประตูห้องโถงใหญ่
“เอม กลับมาแล้วค่ะคุณแม่ พอดีแวะไปบ้านม่านหมอกมาน่ะค่ะ”
หญิงสาวเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับสอดแขนกอดเพื่อออดอ้อน แต่คนที่หน้าบอกบุญไม่รับก็คงเห็นจะเป็นภูภัทร
“แม่รู้เรื่องที่หนูเกิดอุบัติเหตุแล้วนะ ไปทำอิท่าไหนถึงหัวชนกับโต๊ะได้” โสภีจับไปที่ปลายหางคิ้ว
“เอมซุ่มซ่ามเองค่ะ ว่าแต่คุณแม่รู้ได้ยังไงเหรอคะ” ปากเอ่ยถามกับหญิงแก่ตรงหน้าแต่ปรายหางตาชำเลืองมองร่างสูงที่นั่งไถ่โทรศัพท์ไปมา
“ก็รำภาโทรมาบอกนะสิ ถ้าแม่ไม่มีตาสับปะรดไว้คอยสอดส่องจะรู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“ดีจังเลยนะครับ กับคนอื่นเป็นห่วงเป็นไยเอ็นดูเหมือนลูกในไส้แต่กับสายเลือดตัวเอง บังคับอย่างกับไม่ใช่ลูก”
ชายหนุ่มเอ่ยประชดประชันดวงตาคมเหลือกมองจนภูผาที่นั่งด้านข้างอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ใคร ใครบอกว่าหนูเอมเป็นคนอื่นคนไกล น้องเป็นเมียแกก็เหมือนกับเป็นลูกสาวของบ้านนี้เหมือนกัน”
โสภีลอยหน้าลอยตาพูดประชดลูกชายตัวเอง ไม่ให้เธอรักเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ยังไงก็เธอมีพระคุณกับลูกชายเธอเสียขนาดนั้น
“เอมกลับมาเหนื่อย ๆ ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เฌอเอมไม่อยากอยู่เห็นหน้าคนเป็นสามีจึงเลือกที่จะขอตัวขึ้นด้านบนโดยที่ไม่มองหน้าเขาเสียด้วยซ้ำ อันที่จริงก็ไม่มองตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว
ภูภัทรรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้างเล็กน้อยที่เธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นจึงลุกเดินตามหลังไป
“เอม เอม ได้ยินที่เรียกไหม เฌอเอม!”
เขาตัดสินใจตะโกนเรียกเธอแล้วคว้าข้อมือเล็กไว้ทันหน้าห้องนอนพอดี ใบหน้าบึ้งตึงหันขวับมองด้วยความไม่พอใจ
“ได้ยิน แต่ไม่อยากคุยด้วย” ว่าจบหญิงสาวก็หันกลับไปไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้องแต่พอชายหนุ่มจะก้าวเท้าตามเธอก็ปิดประตูใส่หน้าเสียแล้ว
“ยัย...”
ภูภัทรได้แต่ยกกำปั้นขึ้นชูด้วยความหงุดหงิดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“พรึ่บ!” ประตูที่ปิดเมื่อครู่เปิดออกพร้อมกับผ้าห่มผื่นใหญ่ถูกโยนออกมาจากด้านใน
“คืนนี้นอนด้านนอกไปก็แล้วกันนะคะ”
“ทำไมฉันต้องนอนข้างนอกด้วย นี่มันห้องนอนฉันนะ” เขาฉุนเฉียวเล็กน้อย เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาและแต่งงานกันเฌอเอมไม่เคยแข็งข้อกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว สั่งไปซ้ายก็ซ้าย สั่งไปขวาก็ขวามาตลอด
“เอม เป็นเมียพี่ภูห้องนี้ก็เป็นของเอมเหมือนกัน ไม่ต้องให้บอกนะคะว่าทำไมวันนี้พี่ภูถึงได้นอนนอกห้อง”
“ก็...”
ปัง!
“....” ปากอ้าพูดได้แค่คำเดียวประตูก็ถูกปิดลงเสียงดังสนั่นไปทั้งบ้าน เขารู้ตัวว่าวันนี้ทำให้หล่อนเจ็บตัวแต่ก็ไม่คิดว่าจะใจกล้าไล่เขาออกมานอนนอกห้องแบบนี้
“สมน้ำหน้า” โสภีเดินขึ้นมาแล้วเห็นสภาพลูกชายตัวเองแทนที่จะรู้สึกเห็นใจแต่กลับเลือกสมน้ำหน้าเสียอย่างนั้น
“นี่แม่ เข้าข้างยัยเอมเหรอครับ”
“เออ ใช่ แล้วแกไปทำเรื่องอะไรให้น้องมันโกรธถึงกับโยนหมอน โยนผ้าห่มให้ออกมานอนข้างนอกได้” โสภีกอดอกคาดคั้นถามเพราะรู้ว่าไปถามกับลูกสะใภ้ก็คงไม่ได้ความ
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มยังคงปฏิเสธแล้วย่อตัวลงเก็บเอาเครื่องนอนมาอุ้มไว้ในอก
“เออ ดี ทั้งลูกทั้งลูกสะใภ้ไม่มีใครบอกฉันสักคนว่ามีปัญหาอะไรกัน ส่วนแกมันก็สมควรแล้วที่หนูเอมไล่ออกมานอนข้างนอก พูดกับแกแล้วอารมณ์เสีย”
โสภีสะบัดหน้าแล้วเดินกลับไปยังห้องนอนตัวเอง ได้ยินเพียงเสียงตะโกนเรียกแม่บ้านของเจ้าลูกชายตัวดีให้ไปเตรียมห้องรับรอง
~ listen to my heart ~“กรี๊ดดดดด”ท่อนสุดท้ายของเพลงจบลงเสียงกรี๊ดก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมกับนักร้องชื่อดังของเกาหลียกมือโบกลาแฟนคลับและหนึ่งในนั้นก็คือพีเจ“เราจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องมา” ใบหน้าหล่อกระเง้ากระงอดคนเป็นเมียเพราะตั้งแต่กลับมาแต่งงานกันใหม่เจ้าตัวก็เอาแต่พาลูกมาดูคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีถ้าเป็นวงอื่นเขาจะไม่ว่าสักคำแต่นี้ดันเป็นวงของพีเจคนที่ทำให้เขาต้องคอยตามหึงหวงเมียอยู่ตลอด เพราะผู้ชายด้วยกันย่อมมองกันออกว่ามันยังมีใจให้กับเฌอเอมอยู่“จำเป็นสิคะ ก็เจเขาเป็นเพื่อนรักที่คอยหวังดีกับเอม ถ้าไม่มีเขาพี่ภูคงไม่ตาสว่างหรอกค่ะว่าเอมไม่ได้เป็นฆาตกรที่ขับรถชนคุณพิม”สุดท้ายก็วนกลับเข้ามาเรื่องเดิมและเป็นเรื่องที่เขาต้องยกธงขาวยอมแพ้อยู่ตลอดต่อให้งอนแค่ไหนเขาก็ต้องหายเองคิดแล้วมันน่าน้อยใจชะมัด...“พู่กัน น้าพีเจมาโน้นแล้ว” เฌอเอมสะกิดลูกซึ่งก็พอดีกับที่พีเจหันมาเจอแล้วยกมือขึ้นโบกเพื่อทักทายหนูน้อยวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับกระโดดกอด ไม่ต่างจากพีเจหอมแก้มป่องหลานซ้ายขวาจนจะช้ำ“เห็นหน้าน้าเจแล้วลืมพ่อเลยนะ” น้อยใจแม่ไม่พอยังน้อยใจลูกอีกต่างหาก“ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับ เพราะยังไงผ
“พู่กันฟังแม่นะลูก” หญิงสาวย่อตัวคุกเข่าแล้วจับสองมือเล็กขึ้นมาหนูน้อยจึงตั้งหน้ารอฟังว่าแม่จะพูดว่าอย่างไร“ตอนนี้คุณพ่อไม่สบาย คุณหมอกำลังรักษาอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาเพราะฉะนั้นหนูห้ามงอแงเวลาอยู่กับคุณปู่คุณย่า เข้าใจไหมคะ”“เข้าใจค่ะ” ภูริตาคลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งบนตักของคนเป็นปู่[ถ้าพี่ภูอยากได้ความรักจากเอมเหมือนเดิม เอาชีวิตมาแลกสิคะ]อยู่ ๆ ประโยคนั้นที่เธอพูดกับพี่ภูก็ลอยเข้ามาในความคิด ที่พูดไปเธอไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ สักหน่อย จากกันเป็นมันยังไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่ากับจากตายเลยนั่งรออยู่ไม่นานประตูหน้าห้องก็เปิดออกพร้อมกับหมอเลยวัยกลางคนและพยาบาลเดินออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมองของเขาทำเอาเฌอเอมใจคอไม่ดีเลยสักนิด“หมอเสียใจด้วยนะครับ เราทำเต็มที่แล้วที่จะช่วยชีวิตคนไข้”มันช่างเป็นประโยคที่ทรมานหัวใจของเธอและครอบครัวยิ่งนักเรี่ยวแรงที่มีหายไปจนหมด ร่างเล็กถึงกับทรุดลงกับพื้นจนพยาบาลต้องรีบประคองไม่ต่างกับโสภีที่ถึงกับเป็นลมล้มพับลงไปภูผาแทบจะรับเอาร่างคนเป็นเมียไม่ทัน“ไม่จริง เขาต้องไม่ตายสิคะ เขายังอยู่กับลูกได้ไม่เท่าไรเลยนะคะ”แขนยาวเขย่าตัวคุณหมอร้องไห้ฟูมฟายออกมาร
เกือบหกเดือนแล้วที่ภูภัทรยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อคอยตามง้อเมีย และมันก็เป็นอย่างที่แม่เขาพูดเอาไว้ไม่มีผิดว่าเฌอเอมเป็นคนใจแข็งมากหากตัดสินใจอะไรไปแล้วแทบจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเลยสักนิดงานที่บริษัทก็ยุ่งจนเขาต้องให้รำภาเทียวบินไปบินมาอยู่ตลอด หากงานไหนสำคัญจริง ๆ เขาถึงต้องเดินทางไปด้วยตัวเองเมื่อเห็นว่าภูภัทรไม่สามารถพาลูกกับเมียกลับไปได้สองปู่ย่าจึงต้องเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองคราแรกที่โสภีเห็นหน้าหนูน้อยที่นั่งติดแม่แล้วเหลือบมองมาเป็นระยะ มันก็ทำให้หญิงแก่กระชุ่มหัวใจเหลือเกินถึงแม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็แทบจะโคลนนิ่งลูกชายหล่อนมาแทบทุกกระเบียดนิ้ว“พู่กัน สวัสดีคุณปู่ คุณย่าสิลูก”“คุณปู่ คุณย่าคืออะไรคะ” หนูน้อยเงยหน้าถามด้วยเพราะไม่เข้าใจจนทำให้คนแก่ทั้งสองพลอยอมยิ้มไปด้วย“คุณปู่ คุณย่า ก็คือ พ่อและแม่ ของพ่อพู่กันยังไงล่ะจ๊ะ”โสภีอธิบายให้หลานได้เข้าใจ “มาให้ปู่กับย่ากอดหน่อยเร็ว” แขนเหี่ยวอ้าแขนรอภูริตาหันเงยมองหน้าเฌอเอมเพื่อขออนุญาตเมื่อเห็นว่าแม่พยักหน้าหนูน้อยก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป แล้วก็ถูกทั้งสองท่านหอมแก้มซ้ายขวาจนระบมไปหมด“แล้วตาภูไปไหน ตั้งแต่แม่มาถึงยั
ช่วงเย็นหลังจากแพ็คผักหลายชนิดลงถุงเพื่อเตรียมส่งพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเธอก็รีบตรงไปล้างมือเพราะสายตาเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็เห็นว่ามันเลยเวลาเลิกเรียนของลูกมาหลายนาทีแล้ววันนี้หญิงสาวทำอะไรก็สะดวกขึ้นเพราะว่าไม่มีภูภัทรคอยมาตามป่วน ถึงมันจะรู้สึกแปลก ๆ ไปบ้างก็ตามที“แม่ขา หนูกลับมาแล้วค่ะ”ยังไม่ทันที่เท้าเล็กจะก้าวขึ้นรถเสียด้วยซ้ำ เสียงแหลมเล็กของภูริตาก็ตะโกนมาแต่ไกลโดยที่มือนั้นถูกจูงโดยภูภัทรเฌอเอมถึงกับนิ่วหน้าไม่พอใจที่ทางโรงเรียนปล่อยให้ลูกเธอมากับคนอื่นโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตเธอก่อน หากคนที่ไปรับลูกเธอเป็นคนไม่ดีแล้วโดนลักพาตัวไปจะทำอย่างไร“คุณมีสิทธิ์อะไรถึงไปรับลูกที่โรงเรียน”“สิทธิ์ของความเป็นพ่อไง” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ไม่สะทกสะท้านกับอาการโมโหของร่างเล็กที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาหา“คุณไม่ใช่พ่อของพู่กัน” หญิงสาวลืมตัวว่าไม่ควรพูดอะไรไม่ดีให้กระทบจิตใจของลูกภูภัทรรีบย่อตัวลงแล้วใช้สองมือขึ้นปิดหูภูริตาเอาไว้“ไม่ใช่ได้ยังไง ดีเอ็นเอ อยู่บนหน้าเสียขนาดนั้น อีกอย่างเอมไม่ควรพูดแบบนี้ให้ลูกได้ยิน เกิดลูกเสียใจขึ้นมาจะทำยังไง”หญิงสาวฉุกคิดมันก็จริงอย่างที่เขาพูดเธอไม่ควรมานั่งถกเถียงป
ข่าวลือเรื่องเจ้าของบริษัทCAเป็นสามีเก่าของเฌอเอมกลายเป็นหัวข้อชวนเม้าท์ของกลุ่มหมู่บ้านทันทีแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตามภูภัทรไม่ได้ยอมแพ้อะไรง่ายดายขนาดนั้นในเมื่อตามไปง้อถึงที่บ้านก็โดนปิดประตูบ้านใส่ เขาจึงเหมาโฮมสเตย์ที่นั้นเป็นที่พักเสียเลยในเมื่อลูกเมียไม่กลับไปด้วยแล้วเขาจะกลับได้อย่างไร“พู่กัน เสร็จหรือยังลูก เดี๋ยวจะไปโรงเรียนไม่ทันนะ”เฌอเอมชะเง้อคอจากห้องครัวออกมาเรียกเจ้าตัวเล็กที่ตอนนี้แต่งตัวไปโรงเรียนเองได้แล้ว...เงียบ...เสียงที่เคยเจื้อยแจ้วทุกเช้ากลับเงียบผิดปกติ เฌอเอมรีบปิดเตาแก๊สแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนแต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น“พู่กัน!”เธอรีบวิ่งออกจากห้องนอนลงบันไดบ้านเพื่อที่จะออกไปตามหาลูกก้าวขาพ้นบันไดขั้นสุดท้ายเธอก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งใจผสมกับความขุ่นเคืองเมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กกำลังยืนคุยอยู่กับภูภัทร“คุณลุงเป็นพ่อหนูจริงๆ เหรอคะ” เด็กน้อยเอ่ยถามให้แน่ใจ“จริงครับ พ่อเป็นพ่อของหนูเอง ไม่ต้องเรียกลุงแล้วนะ” มือหนายกขึ้นลูบหัวหนู น้ำตาคลอหัวใจปวดหนึบ ลำคอตีบตันเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เขาได้มีโอกาสได้คุยกับลูกต่อหน้าแบบนี้ทั้งที่ผ่านมาห
รถยนต์เคลื่อนเข้ามาจอดยังศาลากลางหมู่บ้านซึ่งมีชาวบ้านมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ความจริงแล้วกำหนดการมันต้องมีช่วงบ่ายแต่ด้วยระยะทางที่ไกล รำภาจึงเลื่อนเวลาเป็นช่วงเย็นเพื่อให้เจ้านายได้มาคุยกับลูกน้องโดยตรงภูภัทรร่วมพูดคุยกับชาวบ้านอย่างสนุกสนานจนนึกขึ้นได้ว่าอยากเจอผู้นำที่จัดการและดูแลการตลาดชาวบ้านเป็นอย่างดีจนเขารู้สึกประทับใจ“ออ คุณเอมกำลังมาครับ เธอไปรับลูกที่โรงเรียน ตาคำปันแกต้องไปมาดูแลทางนี้ เธอเลยไปรับลูกเอง” ชายวัยกลางคนรีบบอก“ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไรนะ” ชื่อนี้มันยังคงวนเวียนผ่านเข้ามาในชีวิตขอแค่ได้ยินชื่อเขาก็หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว“ชื่อเอมจ๊ะ ชื่อเต็ม ๆ น่าจะเฌอเอม”ชายหนุ่มเม้มปากเข้าหากันหลับตาลงผ่อนลมหายใจแล้วได้แต่ภาวนาว่าขอให้เป็นเฌอเอมคนรักที่เขาตามหาด้วยเถอะ“นั่นไง มาโน้นแล้ว” ชายเมื่อครู่สะกิดบอกเมื่อเห็นเฌอเอมเดินเข้ามา รำภาซึ่งยืนคุยกับชาวบ้านอยู่อีกฝั่งก็ถึงกับตาค้างไม่คาดคิดว่าคนที่เจ้านายให้ตามหาจะหนีมาไกลถึงที่นี่เฌอเอมถึงกับหยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเป็นใคร หัวใจดวงน้อยตกไปอยู่แทบเท้า ขอบตาร้อนผ่าวเหมือนจะร้องไห้“พี่ภู...”เนื้อตัวชาจนไม่







