ส่วนไป๋เหวินหยางเองก็มีไฟลุกโชนขึ้นมาเมื่อเห็นการกระทำของผู้เป็นพี่ในวันนี้ “ผมจะต้องเก่งเหมือนพี่ให้ได้เลยครับ” คำประกาศของเขาได้เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนภายในบ้านออกมา
จึงทำให้บ้านหลังน้อยแห่งนี้ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป ก่อนที่เสียงของหลิวซื่อเหม่ยจะดังขึ้นอีกครั้ง ตามที่นางได้ยินมาจากชาวบ้านในระหว่างการเดินกลับมาพร้อมบุตรชาย
“คนพวกนั้นยังบอกกันอีกนะว่า สวรรค์เมตตาหมู่บ้านเรา... ที่ส่งนางฟ้าตัวน้อยมาช่วยชีวิตคน” และคำพูดนี้ทำให้ทุกคนล้วนต่างคิดเหมือนกันว่า ต่อไปนี้คงจะไม่มีใครมาเปรียบเทียบและดูถูกลูกสาว/หลานสาว/พี่สาวของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
เช้าของวันต่อมา ในขณะที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้บานเก่าลงมากระทบเปลือกตา ไป๋เหวินซีที่นอนหลับมาตลอดทั้งคืนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกปวดเมื่อยและอ่อนเพลียยังคงอยู่ แต่จิตใจกลับปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด
สิ่งแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของน้องชายฝาแฝดที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงของตัวเอง ในมือของเขายังคงกำสมุดบันทึกเล่ม เล็ก ๆ เอาไว้อย่างแน่นหนา
(เด็กคนนี้คงไม่ได้นั่งเฝ้าฉันตลอดคืนหรอกใช่ไหม) เธอคิดก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย... ซึ่งเจ้าตัวไม่คิดว่าการกระทำเพียงเท่านี้จะทำให้น้องชายตื่นขึ้นมาทันที
“พี่! พี่ฟื้นแล้ว!”
“อืม...” ไป๋เหวินซีพยักหน้าเบา ๆ “ฉันหลับไปนานแค่ไหน?”
“หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็ม ๆ เลยพี่ ทุกคนเป็นห่วงพี่มากนะ” คำกล่าวของน้องชายทำให้ไป๋เหวินซีตกใจไม่น้อย และยังไม่ทันที่เธอจะโต้ตอบกับเขา ในตอนนั้นเองเสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว
[ภารกิจสำเร็จ! รางวัลแต้มทักษะ +500 แต้ม ได้ถูกโอนเข้าสู่บัญชีของโฮสต์แล้ว]
[ตรวจพบ: พลังงานจิตของโฮสต์ลดต่ำกว่า 10%... คำแนะนำ: ต้องการการพักผ่อนและสารอาหารบำรุงอย่างน้อย 48 ชั่วโมง]
[เงื่อนไขสำเร็จ... ปลดล็อกภารกิจใหม่: บทพิสูจน์แห่งศรัทธา]
[บทพิสูจน์แห่งศรัทธา?] ไป๋เหวินซีเอ่ยทวนกับระบบ
และยังไม่ทันที่เธอจะได้ถามรายละเอียดเพิ่มเติม หญิงวัยกลางคนก็เดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยข้าวต้มร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมของโสมเจือจาง
“ตื่นแล้วเหรอลูก มากินอะไรบำรุงร่างกายเสียหน่อย ใช้แรงไปเยอะนี่นา”
ไป๋เหวินซีมองข้าวต้มในถ้วย มองน้องชายที่นั่งอยู่เคียงข้าง และมองย่าที่มองมาด้วยสายตาอ่อนโยน... ความรู้สึกของการเป็นที่รักจากครอบครัวมันเป็นอย่างนี้เอง
“ขอบคุณค่ะย่า”
ช่วงสายของวันซึ่งยังคงเป็นวันหยุด วันนี้ไป๋เหวินซีตั้งใจจะสอนน้องชายในวิชาเรียนที่ไปไกลหลายบทจากของเดิมซึ่งเป็นบทเรียนในระดับมัธยมปลาย
ดังนั้นหลังจากที่คนในครอบครัวทานข้าวร่วมกันเรียบร้อย ไป๋เหวินหยางผู้กระหายความรู้อย่างเต็มที่ก็ได้กางสมุดของตนออกที่โต๊ะไม้กลางบ้าน เตรียมพร้อมสำหรับบทเรียนพิเศษจากพี่สาวอัจฉริยะของตน
“เอาละ วันนี้เราจะมาเริ่มกันที่วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน” ไป๋เหวินซีเริ่มต้นด้วยท่าทีของอาจารย์มืออาชีพ “หัวข้อคือ... ความเร็วและความเร่ง”
เธอไม่ได้สอนตามตำราที่น่าเบื่อ แต่กลับใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งจากอนาคตมาย่อยเรื่องที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย
“คิดซะว่ามันเหมือนการปล่อยก้อนหินลงจากหน้าผา ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราคงที่... นั่นแหละคือความเร่ง”
ไป๋เหวินหยางผู้มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีอยู่แล้ว เมื่อได้รับการชี้แนะที่ถูกจุด เขาก็สามารถทำความเข้าใจแนวคิดที่ล้ำหน้าเกินชั้นเรียนของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความทึ่งและความสนุกสนาน
แต่แล้ว... บรรยากาศการเรียนรู้ที่สงบสุขก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากหน้าบ้าน!
“ช่วยด้วย! ป้าหลิวช่วยด้วย!”
ทุกคนในบ้านตระกูลไป๋รีบวิ่งออกไปดูทันที และภาพที่เห็นคือหญิงสาวคนหนึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟาย ในอ้อมแขนของเธอคือเด็กชายตัวเล็ก ๆ อายุราวเจ็ดแปดขวบร่างผอมที่นอนแน่นิ่ง ใบหน้าของเขาเริ่มมีสีเขียวคล้ำ
“เกิดอะไรขึ้น!” ไป๋กั๋วเฉียงถามขึ้นหลังจากวิ่งนำหน้าทุกคนในบ้านออกมา
“ลูก... ลูกชายฉันโดนงูกัด! เขาไปเล่นอยู่แถวกองฟืนหลังบ้าน!”
จบคำพูดนี้ เสียงสูดลมหายใจเย็นยะเยือกก็ดังขึ้นมาจากผู้ที่มุงดู ก่อนที่ร่างของหลิวซื่อเหม่ยจะปรากฏตัวออกมาพร้อมกับหลานฝาแฝดทั้งสองคน
ไป๋เหวินซีไม่รอช้าเธอรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของเด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนของหญิงสาวคนนั้นทันที ที่ข้อเท้าของเด็กมีรอยเขี้ยวขนาดเล็กสองรอยซึ่งเริ่มบวมและเปลี่ยนเป็นสีคล้ำอย่างรวดเร็ว
ติ๊ง!
[กำลังสแกน... ตรวจพบพิษงู: งูเขียวหางไหม้ พิษมีผลต่อระบบเลือด ทำให้เกิดอาการบวมและเนื้อตาย]
“คุณน้าคะ! วางน้องชายลงบนพื้นก่อนค่ะ!” น้ำเสียงของไป๋เหวินซีแม้จะนุ่มนวลแต่ก็แฝงความจริงจัง “เราต้องพยายามทำให้เขานิ่งมากที่สุด ยิ่งเขาดิ้น พิษก็จะยิ่งแล่นเร็วขึ้น! ทุกคนถอยออกไปด้วยนะคะ หนูต้องการพื้นที่!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างผงะและถอยออกไปตามคำสั่งของเด็กหญิงโดยอัตโนมัติ แม้แต่แม่ของเด็กก็ยังวางลูกชายลงบนพื้นหญ้าอย่างระมัดระวัง
“ต้องรีบเอาเชือกรัดเหนือแผล! แล้วก็ผ่าแผลดูดพิษออก!” ชายคนหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านตะโกนขึ้นมาตามความเชื่อโบราณ
“ทำอย่างนั้นไม่ได้ค่ะ!” ไป๋เหวินซีรีบโต้กลับทันทีโดยไม่หันไปมอง “เวลาถูกงูกัดจำไว้ว่าห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาด! การรัดแน่นจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงและเนื้อตาย! ส่วนการดูดพิษจะทำให้คนช่วยได้รับพิษไปด้วย! นั่นเป็นวิธีที่ผิด!”
คำพูดที่เต็มไปด้วยหลักการทางการแพทย์ของเธอ ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไป และตอนนี้เด็กหญิงไม่รอช้า “หยางหยาง ไปหาผ้าสะอาดมาให้พี่”
“ครับพี่!” ไป๋เหวินหยางรับคำแล้วรีบวิ่งไปที่บ้านของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลทันที
ในขณะเดียวกันหลิวซื่อเหม่ยก็ได้เข้ามานั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างหลานสาว หล่อนไม่ได้เข้ามายุ่งกับการปฐมพยาบาล แต่กลับทำหน้าที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการเข้าไปกุมมือของแม่เด็กที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“ใจเย็น ๆ ไว้นะ... เชื่อใจหลานเถอะ... ซีซีรู้ว่ากำลังทำอะไร” น้ำเสียงที่นิ่งและหนักแน่นของหญิงวัยกลางคนช่วยปลอบประโลมหัวใจที่กำลังแตกสลายของคนเป็นแม่ได้อย่างน่าประหลาด
ไม่นานนักเหวินหยางก็วิ่งกลับมาพร้อมกับผ้าขาวสะอาดขนาดยาวผืนหนึ่ง
“ดีมาก” ไป๋เหวินซีกล่าวชมพร้อมกับรับผ้าผืนนั้นมา ก่อนจะเริ่มทำการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ เธอไม่ได้นำผ้าไปรัดเหนือแผลอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจ แต่กลับเริ่มพันผ้าจากส่วนปลายเท้าของเด็กชาย ไล่ขึ้นมาอย่างแน่นหนาพอดีจนถึงบริเวณเหนือหัวเข่า
“ทำไมทำแบบนั้นล่ะ ไป๋แฝดพี่” ชายคนเดิมที่เคยแนะนำให้ดูดพิษถามขึ้นด้วยความสงสัย
“การพันผ้าแบบนี้จะช่วยกดทับทางเดินน้ำเหลือง ทำให้พิษงูเดินทางเข้าสู่หัวใจได้ช้าลงค่ะ” เด็กหญิงอธิบาย โดยไม่ได้ ละสายตาไปจากงานตรงหน้า “ซึ่งมันเป็นการซื้อเวลาที่ดีที่สุดในตอนนี้ค่ะ”
หลักการที่ฟังดูแปลกใหม่แต่ก็สมเหตุสมผล ทำให้ชาวบ้านได้แต่พยักหน้ารับอย่างทึ่ง ๆ
“หยางหยาง!” เสียงของเด็กหญิงดังขึ้นอีกครั้ง “ไปที่รั้วหลังบ้านเรา! เอาต้นเสลดพังพอนตัวเมียที่พี่เคยชี้ให้ดู! เอามาทั้งใบทั้งราก! เร็วที่สุด!”
เมื่อน้องชายวิ่งออกไปอีกครั้ง ไป๋เหวินซีก็หันกลับมาประเมินอาการของเด็กชายอย่างต่อเนื่อง แม้ใบหน้าของเขาจะยังดูไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ได้มีอาการทรุดลงไปมากกว่าเดิม
เมื่อเหวินหยางนำสมุนไพรกลับมา เด็กหญิงก็ไม่รอช้า “แม่คะ ช่วยเอาครกหินกลับน้ำมาด้วยค่ะ” เมื่อได้ของครบตามที่เด็กหญิงต้องการ ไป๋เหวินซีก็จัดการตำสมุนไพรจนแหลกละเอียด ผสมกับน้ำเล็กน้อยจนกลายเป็นยาพอกสีเขียวเข้ม ก่อนจะบรรจงพอกมันลงบนบาดแผลของเด็กน้อยอย่างระมัดระวัง และยื่นใบสดอีกสองสามใบให้เขาที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้ว
“กัดไว้นะ... เคี้ยวช้า ๆ แล้วกลืนลงไป มันจะช่วยต้านพิษจากข้างใน” เด็กชายนำสิ่งนั้นเข้าปาก และหลายครั้งที่เขาอยากจะคายทิ้ง
“อดทนไหว ไม่งั้นนายจะแย่” คำพูดของไป๋เหวินซีทำให้เจ้าตัวน้อยที่ตั้งท่าจะร้องไห้อีกรอบได้แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำตามคำสั่งของพี่สาวตรงหน้า
อาการของเด็กยังคงน่าเป็นห่วง แต่เมื่อได้รับการปฐมพยาบาลทั้งแบบสมัยใหม่และแบบดั้งเดิมควบคู่กันไป อาการตัวเขียวคล้ำของเขาก็ดูเหมือนจะเริ่มทรงตัวไม่ลุกลามไปมากกว่านี้
ในขณะเดียวกันไป๋เหวินซีก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันหน้าไปเผชิญกับชาวบ้านทุกคนที่กำลังเฝ้ามองทุกการกระทำของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
“ทุกคนฟังทางนี้ค่ะ!” เสียงของเธอดังขึ้นอย่างมั่นคง “การปฐมพยาบาลนี้เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น น้องยังต้องการเซรุ่มต้านพิษที่โรงพยาบาลอยู่ดี”
คำพูดของเธอทำให้ใบหน้าของทุกคนหมองลงอีกครั้ง “อุบัติเหตุแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก” เธอกล่าวต่อ “แต่ตราบใดที่ถนนยังขาด เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด”
คำพูดของเธอไม่มีใครค้าน เมื่อไป๋เหวินซีเห็นว่าทุกคนดูเหมือนจะยอมรับ เธอก็ชี้ไปที่สมุนไพรที่เหลืออยู่ในครกหิน
“สิ่งนี้สามารถช่วยบรรเทาพิษงูได้เบื้องต้น แต่ไม่ได้รักษาให้หายขาด... หมู่บ้านของเราอยู่ติดป่า มีทั้งยาและพิษอยู่รอบตัว พรุ่งนี้เช้าใครที่สนใจให้มารวมกันที่ลานหมู่บ้าน... หนูจะสอนทุกคนให้รู้จักสมุนไพรใกล้ตัวและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง”
คำประกาศของเธอทำให้ชาวบ้านที่เคยหวาดกลัวเริ่มเปลี่ยนแววตาเป็นความหวังและความชื่นชม... หลิวซื่อเหม่ยเดินเข้ามาวางมือบนไหล่ของหลานสาวเบา ๆ กล่าวออกมาอย่างชื่นชม “หลานทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว... หลานย่า”
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงชุมชนแห่งนี้... ที่เริ่มต้นจากเด็กสาวคนหนึ่งที่ทุกคนเคยดูแคลน แต่ตอนนี้เธอได้ถูกมองว่าเป็นเทพธิดาผู้ช่วยเหลือ