ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจอยู่นั้นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อไป๋เหวินซีเห็นเลือดจำนวนมากไหลทะลักออกจากช่องคลอดของเสี่ยวเหมยไม่หยุด! เลือดไหลเป็นสายราวน้ำหลากพร้อมกับผ้าปูเตียงเปียกชุ่ม
ติ๊ง!
[คำเตือน: ตรวจพบภาวะตกเลือดหลังคลอด ปริมาณเลือดสูญเสียเกิน 500 มล. ภายใน 5 นาที กรุณาดำเนินการหยุดเลือดทันทีเพื่อป้องกันภาวะช็อก]
ไม่ต้องรอให้ระบบบอกไป๋เหวินซีก็รู้ว่านี่คือภาวะตกเลือดหลังคลอด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่จัดการทันเวลา สาเหตุอาจเกิดจากมดลูกไม่หดตัวดีหรือมีเศษรกค้างอยู่ เธอจึงได้รีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ย่าคะ นวดหน้าท้องน้าเหมยแรง ๆ ตรงนี้ เพื่อให้มดลูกหดตัวและหยุดเลือด!” หลิวซื่อเหม่ยไม่มีเวลาให้รอช้า เธอรีบส่งเด็กทารกในอ้อมแขนให้กับพ่อของเขา หวังต้าหลี่รับลูกน้อยมาอุ้มด้วยสีหน้ากังวลสลับกับหันไปมองสีหน้าของภรรยาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ
ส่วนไป๋เหวินซีเธอได้เดินมาตรงประตูห้องและเอ่ยเรียกน้องชายเสียงดัง “หยางหยาง ไปต้มน้ำร้อนเพิ่มและนำผ้าสะอาดมาให้พี่”
เด็กชายพยักหน้ารับและหันไปทางเจ้าของบ้านที่กำลังยืนบีบมือกันแน่นด้วยความหวาดกลัว
“ย่าจางครับ พาผมไปต้มน้ำร้อน” หญิงวัยกลางคนหลุดจากภวังค์ทันที
“จ้ะ ๆ เสี่ยวหยางตามย่ามาเลย”
ขณะที่หลิวซื่อเหม่ยทำการนวดหน้าท้องอย่างต่อเนื่อง ไป๋เหวินซีก็ทำการตรวจภายในช่องคลอดเพื่อหาเศษรกที่อาจค้างอยู่ และเธอก็พบว่ามีเศษรกขนาดเล็กติดค้างอยู่จริง... เธอจึงได้ใช้มือล้วงเข้าไปค่อย ๆ นำเศษรกนั้นออกมาด้วยความระมัดระวัง
“น้าเหมยคะ ทนหน่อยนะคะ หนูจะช่วยหยุดเลือดให้” ไป๋เหวินซีพูดด้วยน้ำเสียงที่ทั้งปลอบโยนและมั่นใจเพื่อให้เสี่ยวเหมยผ่อนคลาย
เธอค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในช่องคลอดเพื่อนำเศษรกนั้นออกมาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการฉีกขาดเพิ่มเติมหรือทำให้มารดาเจ็บปวดมากขึ้น เมื่อนำเศษรกออกมาได้สำเร็จ เธอวางมันลงในถาดที่เตรียมไว้ด้านข้างและตรวจสอบอย่างรวดเร็วว่าไม่มีเศษอื่นหลงเหลืออยู่
อย่างไรก็ตามเลือดยังคงไหลออกมา แม้จะช้าลงเล็กน้อย แสดงว่ามดลูกอาจยังไม่หดตัวดีพอ เธอรู้ว่าการนวดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นนี้
(ฉันต้องการยา!) เธอคิดพร้อมกับหันไปทางประตูที่แง้มอยู่ “หยางหยาง! เอาย่ามของพี่มา!”
ไป๋เหวินหยางที่ได้ยินคำพูดนี้ เด็กชายรีบส่งย่ามผ้าใบเก่าให้พี่สาวทันที เธอรับมันมาแล้วแสร้งทำเป็นค้นหาของอยู่ข้างใน แต่ความจริงแล้วเธอกำลังสื่อสารกับระบบอย่างเร่งรีบ
[ระบบ! ฉันต้องการยาออกซิโทซินเพื่อหยุดเลือดหลังคลอด! ใช้แต้มแลกเดี๋ยวนี้!]
[แต้มทักษะคงเหลือ 100 แต้ม... เสนอทางเลือกฉุกเฉิน: แลกเปลี่ยน 20 แต้มทักษะ เป็นยาออกซิโทซินชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 หลอด ยืนยันหรือไม่?]
[ยืนยัน!]
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลอดยาแก้วใสและเข็มฉีดยาปลอดเชื้อก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอภายใต้ย่ามผ้าใบ เธอหยิบมันออกมาอย่างรวดเร็ว
“นี่คือยาช่วยให้มดลูกหดตัวค่ะ!” เธอกล่าวสั้น ๆ ก่อนจะฉีดยาเข้าไปที่ต้นขาของเสี่ยวเหมยอย่างชำนาญ
ทุกคนในห้องต่างเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อแม้จะไม่รู้ว่าเด็กสาวฉีดยาเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่และไปเอาสิ่งเหล่านี้มาจากไหนก็ตาม ทว่าพวกเขากลับไม่คิดถามเนื่องจากขอให้หญิงสาวที่เพิ่งจะได้เป็นแม่ปลอดภัยก็พอ
เวลาผ่านไปท่ามกลางการรอคอยและการลุ้นระทึกของทุกคน และแล้วในที่สุด... เลือดที่เคยไหลซึมออกมาก็เริ่มชะลอตัวลง... และหยุดลงสนิท
“หยุด...หยุดแล้ว...” หวังต้าหลี่พึมพำออกมาเสียงสั่น เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ก้มหน้าซบลงกับมือของภรรยาแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ซึ่งโชคดีที่ในตอนนี้เจ้าตัวได้ส่งลูกชายออกไปนอกห้องให้พ่อกับแม่ช่วยดูแลแล้ว
หลิวซื่อเหม่ยเองก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรงเช่นกัน หล่อนยกชายเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาแห่งความยินดี พลางมองไปยังหลานสาวของตัวเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อเห็นว่าวิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้วจริง ๆ ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจของไป๋เหวินซีมาตลอดหลายชั่วโมงก็คลายลง ในที่สุด และในตอนนั้นเองที่ร่างกายของเธอพลันถึงขีดจำกัด...
ภาพตรงหน้าของเธอเริ่มพร่าเลือน... เสียงรอบข้างเริ่มอู้อี้ร่างเล็ก ๆ ของเธอโงนเงนไปมาก่อนจะเอนไปข้างหลังอย่างหมดแรง แต่ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มลงถึงพื้น ประตูห้องที่ปิดอยู่ก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง!
“ซีซี!” “พี่!”
เสียงของไป๋กั๋วเฉียงและไป๋เหวินหยางดังขึ้นพร้อมกัน พ่อและน้องชายที่รออยู่ด้านนอกเต็มไปด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่ได้ยินเสียงร้องไห้ด้วยความดีใจดังขึ้น
พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้ามา และภาพที่พวกเขาเห็นก็คือร่างของเหวินซีที่กำลังจะล้มลงนั่นเอง ไป๋กั๋วเฉียงรีบถลาเข้าไปรับร่างของลูกสาวไว้ได้ทันเวลาแบบพอดิบพอดี... เขากอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขนแน่น สัมผัสได้ถึงร่างกายที่อ่อนแรงและเย็นเฉียบของลูกสาวอย่างเด่นชัด
“ลูกพ่อ...” เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกสาวด้วยหัวใจที่ทั้งภาคภูมิใจและเจ็บปวดไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อชาวบ้านที่รออยู่ด้านนอกเห็นว่าประตูเปิดแล้ว พวกเขาก็รีบชะโงกหน้าเข้ามาดู และภาพที่พวกเขาเห็นก็คือ... หญิงสาวผู้เป็นแม่นอนหลับอย่างสงบอยู่บนเตียง
ทารกน้อยที่ปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนของคนเป็นปู่ และเด็กหญิงผู้สร้างปาฏิหาริย์... นอนหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อของเธอเอง
“รอด... รอดจริง ๆ ทั้งแม่ทั้งลูก!” “สวรรค์! เด็กคนนั้น... เธอเป็นเทพธิดามาโปรดหรือยังไง”
เสียงพึมพำที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและเลื่อมใสเริ่ม ดังขึ้น จากความเคลือบแคลงสงสัยในตอนแรกบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความศรัทธาอย่างหมดหัวใจ
ไป๋กั๋วเฉียงไม่ได้พูดอะไร เขาช้อนร่างของลูกสาวขึ้นอุ้มอย่างทะนุถนอม แล้วเดินฝ่ากลุ่มชาวบ้านกลับบ้านของตนเองไปอย่างเงียบงัน ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
เขาไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มากเท่าวันนี้มาก่อนเลยในชีวิต... เมื่อกลับมาถึงบ้านซ่งซูเฟินที่เห็นลูกสาวในสภาพสลบไสลถึงกับหัวใจหล่นวูบทีเดียว
“เกิดอะไรขึ้น ซีซีเป็นอะไร” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“แม่ครับ! ใจเย็นลงก่อนนะครับ” ไป๋เหวินหยางรีบเอ่ยปลอบก่อนที่เจ้าตัวจะเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านของหวังต้าหลี่ออกมา แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยตาทั้งหมดแต่จากคำบอกกล่าวของย่าที่ตอนนี้ยังทำความสะอาดให้กับสะใภ้บ้านหวัง
ซ่งซูเฟินยกมือขึ้นทาบอกด้วยความไม่อยากเชื่อหูในสิ่งที่เจ้าตัวเพิ่งจะได้ยิน โดยที่ตอนนี้ไป๋กั๋วเฉียงได้พาลูกสาวเข้าไปนอนบนเตียงในห้องเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวหยาง ลูกคอยดูแลพี่เขาด้วยนะ”
“ครับพ่อ”
ไป๋เหวินหยางรับคำสั่งของผู้เป็นพ่อเสียงหนัก เขาลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมาวางไว้ข้างเตียงของพี่สาวแล้วนั่งลงเฝ้าอย่างเงียบงันไม่ยอมลุกไปไหน
โดยในมือมีสมุดบันทึกที่คนเป็นพี่เคยสอนอยู่ในมือเขากำลังพยายามทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาอย่างละเอียดเพื่อหวังว่าในอนาคตตัวเองจะแบ่งเบาภาระของผู้เป็นพี่สาวได้มากขึ้น
หลังจากไป๋กั๋วเฉียงสั่งบุตรชายเรียบร้อย เจ้าตัวก็กำลังจะเตรียมตัวออกจากบ้านอีกรอบเพื่อไปรับมารดาของตนที่ยังคงอยู่ที่บ้านของหวังต้าหลี่
“คุณคะ... ลูกเรา...”
ไป๋กั๋วเฉียงมองหน้าของภรรยาของตนแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เขายกมืออันค่อนข้างสั่นของภรรยาขึ้นมากุมเอาไว้เบา ๆ
“ซูเฟิน...” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเต็มไปความภาคภูมิใจระคนหวาดกลัวเล็กน้อย “ลูกของเรา... ไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ซ่งซูเฟินพูดอะไรไม่ออก เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับช้า ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนที่น้ำเสียงของผู้เป็นสามีจะดังขึ้นมาอีกคำรบ
“เพราะหากไม่ใช่ลูกสาวของเรา ครอบครัวนั้นอาจต้องสูญเสียถึงสองชีวิตทีเดียว ไม่ว่าใครจะมองลูกของเรายังไง แต่พวกเราเป็นพ่อแม่พวกเราจะต้องปกป้องเธอให้ดีที่สุดด้วยชีวิต”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะไม่มีทางให้ลูกของเราได้รับความเจ็บปวดจากคนอื่นอย่างแน่นอน” สิ้นคำพูดนี้ของภรรยา ไป๋กั๋วเฉียงจึงได้ลุยฝ่าสายฝนที่เริ่มซาลงออกจากบ้านไปอีกครั้งเพื่อไปรับมารดาของตัวเอง
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ไป๋กั๋วเฉียงก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับหลิวซื่อเหม่ย ท่านอยู่ในสภาพที่อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตากลับเปล่งประกายแห่งความยินดี
ทันทีที่กลับมาถึงท่านไม่ได้นั่งพัก แต่กลับเดินตรงไปยังห้องนอนของหลานสาวเป็นอันดับแรก ท่านวางหลังมือลงบนหน้าผากของเด็กหญิงอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าไม่มีไข้และหายใจสม่ำเสมอดีแล้ว จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ย่าครับ แล้วทางนั้นเป็นยังไงบ้าง” ไป๋เหวินหยางเอ่ยถามอย่างกังวล
“หลานไม่ต้องห่วง ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล” หญิงวัยกลางคนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านต่างพากันเรียกซีซีว่าหมอน้อยไป๋กันหมดแล้วด้วยนะ”
ไป๋เหวินหยางยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก ก่อนที่เขาจะเดินตามย่าออกมาด้านนอกปล่อยให้ผู้เป็นพี่นอนหลับท่ามกลางความเงียบสงบของยามเย็น
กลางห้องโถงของบ้าน หลิวซื่อเหม่ยได้เล่าให้ทุกคนฟังถึงบรรยากาศที่บ้านตระกูลหวังในขณะที่ตัวเองอยู่ตามลำพัง
“ขนาดหวังเจิ้นกั๋วตาแก่หัวรั้นถึงกับก้มหัวยอมรับให้ซีซีบ้านเราเลย”
“จริงหรือคะแม่ ใคร ๆ ก็รู้ว่าลุงหวังแกเป็นคนยังไง” จบคำของซ่งซูเฟิน ไป๋กั๋วเฉียงที่เจอมากับตัวตอนไปรับมารดาก็เอ่ยเสริมออกมาทันที
“จริงครับ ภรรยาตอนที่ผมไปถึงผมแทบจะหลบการก้มหัวขอบคุณของแกไม่ได้เลย แกยังกล่าวชมพวกเราอีกว่า... พวกเราให้กำเนิดลูกสาวที่ดีเป็นเหมือนเทพธิดาลงมาโปรด”
ซ่งซูเฟินที่ได้ยินถึงกับน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ดีเหลือเกินค่ะ” หล่อนกล่าวออกมาทั้งน้ำตา