LOGINศาลารับรองริมน้ำในเรือนลี่หลิน ตัวศาลาถูกสร้างให้ทอดยาวไปสู่กลางสระโดย
ศาลารับรองริมน้ำในเรือนลี่หลิน ตัวศาลาถูกสร้างให้ทอดยาวไปสู่กลางสระโดยเชื่อมต่อกันด้วยสะพานขาวสีเดียวกับตัวศาลาตัวทรง 8 เหลี่ยม ซึ่งสร้างด้วยศิลาขาวทั้งหลัง แกะสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ภายในศาลาเปิดโล่งสามารถชมทัศนียภาพได้รอบทิศทาง มีเสาสลักลายหงส์ร่ายรำไม่ซ้ำกันทั้ง 8 ทิศ ทั้งต้นหลิวโบราณระย้าคลุมหลังคาศาลา ทั้งชายหนุ่มหล่อเหลาและหญิงสาวงดงาม ชวนให้บรรยากาศอบอวลด้วยความหวานชื่น ปรากฏเป็นความงามดุจภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรเอก ดูแล้วช่างเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยกยิ่งนัก เจียงหมิงเจ๋อเหม่อมองดูคนทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิกกัน เขารู้สึกแคลงใจต่อมู่เหม่ยหลานผู้นี้ไม่น้อย ไม่รู้เจตนาของนางที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีต่อเฉินฮ่าวหลานอย่างฉับพลัน ในขณะที่คนของเขาดูเหมือนจะพึงพอใจต่อนางไม่น้อย เจียงหมิงเจ๋อนั้นอยากรู้ว่าพวกเขาคุยสิ่งใดกันจึงพยายามร่ายคาถาหูทิพย์ แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน “เขาไม่ได้ยินแน่หรือ” มู่เหม่ยหลานที่แกล้งหัวร่อต่อกระซิกกับเฉินฮ่าวหลานถาม
หลังจากเจียงหมิงเจ๋อถ่ายทอดพลังวัตร และนำโอสถรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้เฉินฮ่าวหลานแล้ว เขาก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มนั่งทำสมาธิเพื่อดูดซับโอสถอย่างสงบโดยมิได้รบกวนอีก ส่วนตัวเขาก็ออกไปสะสางงานของสำนักให้เรียบร้อยก่อนเตรียมตัวออกเดินทาง ระหว่างที่เฉินฮ่าวหลานกำลังทำสมาธิดูดซับโอสถ เขาก็รู้สึกไหววูบคล้ายการตกภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นเขาก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่มีวงล้อหมุนขนาดใหญ่ และจอภาพเรืองแสงจำนวนมาก เขายันตัวขึ้นด้วยความงวยงง เขาเคยถูกดึงเข้ามาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว [เชื่อมต่อระบบสำเร็จ] เป็นเสียงที่ส่งมาจากจอภาพเรืองแสงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเฉินฮ่าวหลาน "เจ้าๆ เป็นสิ่งใด" เฉินฮ่าวหลานตกตะลึง เขาจำเจ้าจอภาพแปลกประหลาดนี้ได้ ยามนั้นจอนี้พูดคุยกับเจียงหมิงเจ๋ออย่างสนิทสนมโดยไม่มีความเป็นอริแต่อย่างใด เฉินฮ่าวหลานประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เจ้าจอแปลกประหลาดนี้ สมควรเป็นมิตรมากกว่าศัตรู การที่มันดึงเขามาที่นี่ ดูจะไม่ใช่สถานการณ์ล่อแหลมอันตราย [ขอแนะนำตัวเองก่อนครับ ผมคือ 4946 จากระบบปกป้องโลกนิยาย ท่านอาจจะแปลกใจที่พบเจอผม แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ ทางเรามิได้มีเจตนาม
หลังจากคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้น ที่หุบเขากระบี่ มักได้รับการมาเยือนของรั่วจือซือจุนสม่ำเสมอ ยิ่งยามคืนวันเพ็ญ รั่วจือซือจุนมักจะมีเรื่องมาปรึกษาปรมาจารย์หลิวซิงจนดึกดื่น บางครั้งร่วมปรึษาหารือจวบจนฟ้าสางก็มี การคัดเลือกหาผู้ชนะ และหาตัวแทนไปร่วมแสวงหาโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวาย มีศิษย์ของเลี่ยงหรงให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ถึง 2,000 คน จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกออกเป็น 5 รอบ โดยรอบแรก จะสุ่มแบ่งเป็น 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มแบ่งขึ้นเวทีพร้อมกัน 200 คน คัดเหลือเพียงผู้ที่ยืนหยัด 10 คนสุดท้ายของแต่ละเวที รวมทั้งหมด 100 คน จะได้เขาต่อสู้แบบตัวต่อตัวในรอบที่ 2 จากนั้น ผู้ชนะจำนวน 50 คน จะได้โอสถล้ำค่าจากรั่วจือซือจุนและหยกย้ายมิติเป็นตัวแทนของยอดเขาเลี่ยงหรงในการไปแดนลับเหลียงหวาย ซึ่งใน 50 คนนี้หากผู้ใดสมัครใจไม่แข่งขันต่อ ก็จะยังคงได้สิทธิ์ไป เข้าร่วมแย่งชิงโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวายอยู่ดี ส่วนใครที่เข้าร่วมแข่งขันต่อและเข้าสู่รอบลึกๆ 4 คนสุดท้ายจะได้รับสมบัติล้ำค่าจากเจ้าหุบเขาทั้ง 4 เป็นรางวัล หุบเขาอสูรมอบหมาป่าโลหิตสัตว์อสูรระดับ 8 เป็นรางวัล หุบเขาศาสตรามอบเสื้อเก
เมื่อเจียงหมิงเจ๋อไปถึงหุบเขาโอสถ รั่วจือซืนจุนก็นำศิษย์เรียงแถวยืนต้อนรับ เขาจึงสอบถามถึงการเตรียมวัตถุดิบในการหลอมโอสถและมอบสมุนไพรที่เติบโตจากห้องตระหนักรู้ให้อีก 1 ตะกร้าใหญ่ รั่วจือซือจุนเห็นแล้วตื่นเต้นยิ่งนัก สมุนไพรที่เติบโตมาจากดินและน้ำที่อุดมไปด้วยลมปราณบริสุทธิ์เข้มข้น แม้นยังไม่ทันได้หลอมก็มีคุณสมบัติทางโอสถเต็มเปี่ยม กลิ่นสมุนไพรหอมตลบทั้งพื้นที่ แต่ไหนแต่ไรมาเลี่ยงหรงก๋วนจู่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ยิ่งจะมาลำบากลำบน นำสมุนไพรเข้าไปเพาะเลี้ยงด้วยตนเองนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เห็นทีต่อจากนี้ การหลอมโอสถของสำนักเลี่ยงหรงคงทะยานขึ้นอีกขั้นแล้ว บรรดาลูกศิษย์สาวๆ ที่มายืนต้อนรับ ต่างมองเลี่ยงหรงก๋วนจู่ ตาเป็นประกาย และในจำนวนนั้นยังมีศิษย์รุ่นใหม่ ที่ได้รับโอสถสุราทิพย์ในวันรับศิษย์ ยิ่งทำให้ศิษย์สาวเหล่านี้มีความนิยมชมชอบ ถึงขั้นคลั่งไคล้เทิดทูนต่อเลี่ยงหรงก๋วนจู่ จนตั้งกลุ่มคนรักเจ้าสำนักกันขึ้นมาอย่างลับๆ ความจริงแล้วเฉินฮ่าวหลานนั้น จัดว่าหล่อเหล่าไม่ธรรมดาเช่นกัน จึงได้ถูกจับตามองตั้งแต่เดินถือตะกร้าสมุนไพรตามหลังเจียงหมิงเจ๋อแล้ว แต่เนื่องด้วยหน้ากากบริสุทธิ
เมื่อเฉินฮ่าวหลานถึงหัวใจแห่งป่า ในจุดที่ต้าพ่างจือพูดถึง เขาก็พบกับโดมสีเทาขนาดใหญ่กินเนื้อที่กว่า 10 ลี้ สร้างด้วยเส้นใยที่ถูกถักทอจนหนาทึบ ปิดคลุมป่าอสูรมองดูคล้ายรังแมงมุมขนาดใหญ่ เขาจะเอื้อมมือแตะสัมผัสเส้นรังแมงมุม แต่กลับถูกต้าพ่างจือดึงมือไว้ก่อน "มันมีอสนีบาตอาคมสถิตอยู่ เจ้าอยากตายหรือ เพียงระดับการฝึกตนของเจ้าเกรงว่าจะถูกฟ้าผ่าตายเสียก่อน เจ้าถอยออกมาก่อน เดี๋ยวข้าจะลองโจมตีมันอีกครั้ง" ต้าพ่างจือเตือนชายหนุ่มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาลองสัมผัสรังเส้นใยมาแล้ว ขนาดเขาระดับฝ่านซูยังทำเขาเกือบตาย เด็กหนุ่มถอยหลังมายืนดู ว่าต้าพ่างจือจะทำสิ่งใดต่อไป เขาเห็นชายร่างอ้วนรวบรวมพลังวัตรเข้าสู่ฝ่ามือ สร้างเป็นกลุ่มพลังกลมที่อัดแน่นไปด้วยพลังวัตร และใช้พลังระดับฝ่านซูผลักปะทะโดมรังแมงมุมอย่างรุนแรง บอลพลังระเบิดแตกกระจาย เป็นดวงไฟขนาดใหญ่ และสะท้อนกระจายกลับอย่างเร็วเท่าระดับพลังที่ส่งไป พื้นและป่าด้านนอกเกิดสะเก็ดไฟพุ่งกระจายทั่วบริเวณ โดยรังแมงมุมไม่มีรอยขีดข่วนสักเส้น ต้าพ่างจือตกใจกระโดดโหยงหลบไปข้างหลังเฉินฮ่าวหลานอย่างรวดเร็ว มีคนโง่เช่นนี้ได้อย่างไร เฉินฮ่าวหลานไม
เสียงกระทบกันของโลหะ ทำให้เฉินฮ่าวหลานตื่นขึ้น เขาพบว่าข้างกายเขาไม่มีเจียงหมิงเจ๋ออีกแล้ว บัดนี้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องโถงกว้างที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุด ท่ามกลางสิ่งของแปลกประหลาดมากมายเขาไม่รู้จัก กล่องแสงไฟหลากสีทั้งเล็กใหญ่ กว้างและยาวในขนาดต่างกัน บ้างลอยอยู่เหนือศีรษะเขา บ้างอยู่บนพื้น แต่ทุกกล่องล้วนฉายภาพผู้คน ในดินแดนต่างๆ กัน ดินแดนเหล่านี้ใช่เป็นนดินแดนคู่ขนานกับโลกของเขาหรือไม่ เช่นนั้นเขากำลังถูกดึงดูดมาสัมผัสโลกของเจียงหมิงเจ๋อกระนั้นหรือ เครื่องจักรวงล้อขนาดใหญ่หมุนวนอย่างต่อเนื่อง ภายในวงล้อมีทั้งหนังสือ ตำรา รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เขารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง เขาได้ยินเหมือนเสียงคนพูดแว่วมา แต่ช่างแปลกประหลาดนัก เสียงนั้นเป็นเสียงโทนเดียวไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เมื่อมองตามเสียงเขาเห็นจอเรืองแสงสีฟ้ากะพริบตามจังหวะเสียง และเห็นเงาร่างมนุษย์นอนขดงอเป็นกุ้ง ข้างจอภาพเรืองแสง [เป็นอย่างไรบ้างครับโฮสต์ ไหวไหม ตอนนี้ร่างกายในโลกปัจจุบันของคุณได้รับการฟื้นฟูเป็นปกติแล







