LOGINอยู่ๆ ก็ตายไปแบบไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างศศิธรเมียอัปลักษณ์ของชายหนุ่มรูปงามอย่างขุนพิรุณ ในสถานะของเมียชัง ที่ไม่ควรมาหยุดยืนอยู่ให้สามีรำคาญสายตา
View Moreทำความเข้าใจก่อนอ่านกันสักนิด
นิยายเรื่องนี้จะมีสองช่วงเวลาคือปัจจุบันและช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเนื้อหาทั้งหมดเกิดจากจินตนาการของ A'vigetor เองซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด ทั้งหมดเป็นเพียงการอ้างถึงช่วงเวลาเท่านั้น
เนื้อหาเป็นโลก Omegaverse ที่ผู้ชายสามารถท้องได้ ซึ่ง A'vigetor ขอใช้คำเรียกแทนเพศรองในนิยายตามนี้นะครับ
อัลฟ่า = สุริยะ ถือเป็นชายเหนือชาย เป็นผู้มีกลิ่นกายที่สามารถกดข่มศศิธร ให้ยอมหรือหวาดกลัวได้ ทั้งเข้มแข็งและน่าเกรงขาม ส่วนใหญ่จะเป็นนักรบและชนชั้นสูง
เบต้า = ดารกะ ปุถุชนคนธรรมดาทั้งชายและหญิงที่ไม่มีกลิ่นกาย แต่สามารถรับรู้ถึงกลิ่นกายของผู้ที่มีเพศรองได้ หากเพศรองผู้นั้นมีกลิ่นอายที่เข้มแข็งพอ
โอเมก้า = ศศิธร ชายผู้ที่สามารถตั้งครรภ์ได้เช่นสตรีทั่วไป รูปร่างบอบบาง มีกลิ่นกายชวนหลงใหล แม้ดารกะหนุ่มจะไม่สามารถได้กลิ่นกายเหมือนกับสุริยะ แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาก็ยังสามารถทำให้ดารกะหนุ่มคลั่งไคล้ได้
รัท = เป็นสัด อาการที่สุริยะมีความต้องการทางเพศสูง สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลายามที่ได้กลิ่นกายของศศิธรที่อยู่ในช่วงตกไข่ และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ของตัวเอง
ฮีท = ตกไข่ ช่วงที่ศศิธรมีความต้องการทางเพศสูงและปล่อยกลิ่นกายหอมเฉพาะตัวออกมาเพื่อดึงดูดสุริยะให้เข้าหา ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แม้แต่สุริยะก็อาจต่อสู้กันเองได้ และช่วงเวลานี้หากมีการผสมพันธ์ุกันศศิธรจะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงมาก
-----------------
"สวัสดีครับทุกคน! กลับมาเจอกับหนูอินในช่อง In-To-Beauty อีกแล้วนะครับ วันนี้ใครที่หน้ายม หน้าพังเพราะฝุ่นควัน รีบๆ มารวมตัวกันตรงนี้ด่วนๆ เลยนะ! เพราะอินมีสกินแคร์ตัวเด็ดที่จะมาช่วยกู้ชีพผิวแบบเร่งรัดมาป้ายยาเพื่อนๆ กัน"
เสียงพูดที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวกและรอยยิ้มที่จริงใจดังสะท้อนอยู่ในความทรงจำ ภาพของชายหนุ่มร่างโปร่ง ผิวขาวจัดจนเกือบโปร่งแสง ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีอย่างลงตัว ไม่มีโดดเด้งจนโอเว่อร์หรือดรอปจนน่าเกลียด มันคือความพอดีของกูรูที่รู้จริงเรื่องความสวยความงาม
แต่ทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นอดีต หลังจากที่เจ้าแม่ล้านฟอลมีข่าวฉาวหลุดออกมาว่าเป็นมือที่สามในสมการความรักของเพื่อนสนิทตัวเองจากเพจชื่อดังในการขุดคุ้ย ก่อนจะมีอีกหลายเพจที่ดาหน้ากันหาข้อมูลมาแฉแบบรู้ลึกรู้จริง
จากที่เคยยืนหนึ่งรับแสงแฟลชและฟอลโลว์เวอร์หลักล้าน ตอนนี้ยอดกลับดิ่งลงเหวเหลือไม่ถึงหลักพัน... ทุกอย่างกลายเป็นแค่อดีตที่คอยตอกย้ำความโง่ ที่ดันไปเชื่อใจคนผิด
สตูดิโอเล็กๆ ในคอนโดหรูใจกลางเมือง ถูกปิดเงียบ ไม่มีการไลฟ์สด ทั้งห้องมีแค่แสงไฟสลัวจากด้านนอกที่ส่องผ่านกระจกเข้ามากับแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ส่องกระทบหน้าซูบซีดไร้ออร่าความเป๊ะปัง
ขอบตาของอินทุดำคล้ำเพราะไม่ได้นอนมาหลายคืน แขนที่ผอมแห้งจากการกินเท่าแมวดมมาหลายวัน นิ้วเกร็งที่ยังไล่ปัดเลื่อนหน้าจออ่านคอมเมนต์ที่ไม่ใช่อวยยศหรือชื่นชมเหมือนเมื่อก่อน เกือบร้อยละเก้าสิบมันคือคำด่าทอ ที่เรียกได้ว่าเขาโดนทัวร์ลงอย่างสมบูรณ์
'อีอิน... อีหน้าไหว้หลังหลอก แย่งแฟนเพื่อนตัวเองแล้วยังมาลอยหน้าลอยตาทำคลิปสอนแต่งหน้าอีกเหรอ สภาพ!’
‘ผิดหวังมาก ตามมาตั้งแต่ห้าแสนฟอลล่ะ ไม่คิดว่าเบื้องหลังจะสกปรกขนาดนี้ งานนี้ต้องอันฟอลค่ะ’
‘คว่ำบาตรทุกแบรนด์ที่จ้างมัน! คนหน้าด้าน ชอบแย่งแฟนเพื่อน!’
อินทุแค่นยิ้มสมเพชให้ตนเองในความมืด ดวงตากลมโตที่เคยทอประกายสดใสแต่ตอนนี้กลับเลื่อนลอยไม่ต่างกับคนที่ตายแล้ว ความแข็งแกร่งที่เคยเอาอยู่กับรถทัวร์นับร้อยนับพัน แถมยังตอกกลับจนชนะมาก็เยอะ เพราะเขารู้ดีว่ากระแสโซเชียลมันมาไวไปไว และอีกไม่นานคนก็จะเปลี่ยนไปสนใจเรื่องใหม่ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอินทุเหนื่อยล้า กลับไม่ใช่คนนับพันที่รุมด่าแต่มันเป็นแค่สองคนที่อยู่ใกล้ตัวและเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังดราม่าระยำตำบอนในครั้งนี้
คนหนึ่งคือ ‘พีท’ แฟนหนุ่มนักธุรกิจที่คบกันมาสามปี คนที่อินทุรักและไว้ใจที่สุด ยอมทุ่มเทเงินทองและชื่อเสียงช่วยโปรโมตบริษัทสกินแคร์เล็กๆ ของเขาให้จนรุ่งเรือง และอีกคนหนึ่งคือ ‘มายด์’ เพื่อนสนิทคนเดียวในวงการบิวตี้บล็อกเกอร์ คนที่อินทุเคยจูงมือพามาแคสต์งาน แบ่งปันสูตรลับการดูแลผิวให้โดยไม่เคยหวงวิชา
แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา...
สองคนนั้น... นอกจากจะไม่เห็นค่าแล้ว คนที่เขาคิดว่าเป็นโลกทั้งใบยังรวมหัวกันสวมเขาให้อินทุอย่างเจ็บแสบ
ไม่เพียงแค่แอบมีอะไรกันลับหลัง แต่เมื่อเรื่องราวใกล้จะแตกพวกนั้นรู้ดีว่าชื่อเสียงของตัวเองจะพังพินาศ มายด์กับพีทเลือกที่จะชิงลงมือก่อนด้วยการสร้างเรื่องราวดราม่าระดับมหากาพย์ ปล่อยแชตปลอม ตัดต่อรูปภาพ และสร้างหลักฐานเท็จโยนบาปทั้งหมดมาให้อินทุ
กลายเป็นว่าอินทุคือมือที่สามที่เข้าไปแทรกกลางในสมการความรักอันบริสุทธิ์ของเพื่อนสนิทและแฟนหนุ่ม พวกนั้นบิดเบือนความจริงจนสังคมตราหน้าว่าเขาเป็นตัวร้ายที่แย่งแฟนเพื่อน
“อิน... พีทขอโทษนะ แต่บริษัทของพีทกำลังจะเข้าตลาดหุ้น พีทจะเสียชื่อเสียงไม่ได้ มายด์เองก็กำลังจะได้งานเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ใหญ่ ถือว่าอินช่วยพวกเราเป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่พีทโทรมาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสำนึกผิด ก่อนจะตัดสายและบล็อกทุกช่องทางการติดต่อ ทิ้งให้อินทุยืนนิ่งค้างอยู่กลางมรสุมไซเบอร์บูลลี่ที่บ้าคลั่งราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะกลืนกินชีวิตของเขาให้จมดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึก
‘เหอะ... ตัวแม่ล้านฟอลหรอ สุดท้ายก็เป็นได้แค่ไอ้อีหน้าโง่ที่โดนเขาหลอกจนหมดตัว’
อินทุคิดในใจหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นฟังดูแหบแห้งและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเองอย่างที่สุด
แม้จิตใต้สำนึกในฐานะอินทุผู้แข็งแกร่งจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ‘กูยังไหว’ และ ‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ แต่กลไกทางร่างกายกลับไม่ยอมฟังด้วย อาการเครียดลงกระเพาะอย่างรุนแรงทำให้เขาไม่สามารถกลืนอาหารลงคอได้เลยแม้แต่คำเดียวตลอดสามวันที่ผ่านมา อาการปวดหัวตุบ ๆ จากการนอนไม่หลับเริ่มลามไปทั่วทั้งศีรษะจนตาทั้งสองข้างพร่ามัว ร่างบางเริ่มสั่นเทาด้วยพิษไข้ที่รุมเร้า
อินทุพยายามพยุงร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นจากเตียงนอน เขาจำเป็นต้องกินยา อย่างน้อยก็ยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ไข้สักเม็ด แต่เมื่อเปิดตู้ยาในห้องกลับพบเพียงความว่างเปล่า
“ต้องออกไปซื้อ...” เสียงแหบพร่าพึมพำกับตัวเอง
อินทุหยิบเสื้อฮู้ดตัวใหญ่มาสวมทับเพื่อปกปิดใบหน้าและรูปร่างที่ซูบผอมจนผิดหูผิดตา จากนั้นจึงพาร่างที่สั่นเทาเดินออกจากห้องพัก กดลิฟต์ลงมายังชั้นล่างสุดของคอนโดหรูอย่างยากลำบาก ในหัวของเขามันหมุนคว้าง ราวกับโลกทั้งใบกำลังเอียงไปมา
อากาศภายนอกในค่ำคืนนี้ค่อนข้างอบอ้าว แต่สำหรับคนที่เป็นไข้สูงอย่างอินทุกลับรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก สองเท้าที่สวมรองเท้าแตะก้าวเดินไปตามฟุตบาทริมถนนใหญ่อย่างไร้ทิศทาง แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาสาดกระทบดวงตาจนรู้สึกปวดร้าวในสมอง ทุกสิ่งรอบตัวดูเลือนรางและบิดเบี้ยวไปหมด
‘ร้านขายยา... ร้านขายยาอยู่ไหนนะ’
อินทุพยายามกวาดสายตามองหาป้ายร้านขายยาที่อยู่ใกล้ที่สุด ร่างกายของเขาหนักเหมือนกับมีก้อนหินนับตันมาถ่วงไว้ ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นคอนกรีตก็เหมือนกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆที่พร้อมจะยุบตัวลงไปได้ทุกเมื่อ ลมหายใจที่พ่นออกมาจากจมูกและปากก็ร้อนผ่าวจนแทบจะลวกผิว
อาการของอินทุเข้าขั้นวิกฤต ทั้งความเครียดสะสม ทั้งพิษไข้ และการขาดอาหารกำลัังรวมตัวกันโจมตีระบบประสาท
จนกระทั่งเดินมาถึงช่วงสะพานข้ามคลองส่งน้ำขนาดเล็กข้างทาง ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างมืดและไร้ผู้คน แสงไฟทางส่องสว่างได้ไม่ทั่วถึง อินทุรู้สึกได้ถึงแรงดันมหาศาลที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ หัวใจเต้นรัวเร็วและรุนแรงจนแทบจะหลุดออกมาข้างนอก สติที่เคยพยายามประคับประคองเอาไว้เริ่มหลุดลอย
‘ฉันไม่ไหวแล้ว’
ภาพเบื้องหน้าถูกตัดสลับระหว่างความมืดและความสว่างไปมา อินทุเริ่มสูญเสียการทรงตัวโดยสิ้นเชิง โลกทั้งใบหมุนคว้างเป็นวงกลม มือสั่นพยายามจะไขว่คว้าหาที่เกาะยึดไม่ให้เขาเสียหลัก
แต่กลับมีเพียงอากาศที่ว่างเปล่า ก่อนที่ตัวเขาจะเอนเอียงไปด้านข้าง ที่มีเพียงแผงกั้นเตี้ยๆ ที่กั้นไว้ชั่วคราวเพื่อซ่อมราวสะพานที่ชำรุดแล้วร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วง
ตู้ม!
สายน้ำเย็นจัดในคลองข้างทางพุ่งเข้าโอบล้อมร่างกายของอินทุในทันที ความเย็นยะเยือกของน้ำไม่ได้ช่วยให้พิษไข้ในกายลดลง แต่มันกลับทำให้ร่างกายของเขาช็อกจนตื่นตระหนก
อินทุพยายามจะอ้าปากหายใจ แต่กลับกลายเป็นการสูดเอาน้ำคลำและดินโคลนก้นคลองเข้าสู่ปอดจนสำลักอย่างรุนแรง
ความทรมานจากการขาดอากาศหายใจพุ่งเข้าโจมตีระบบประสาททุกส่วน ร่างผอมบางดิ้นรนตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มือเรียวไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวในความมืดมิดใต้ผืนน้ำที่ขุ่นดำ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและโคลนตม
‘ฉันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้... ฉันยังไม่ได้ล้างมลทินให้ตัวเองเลย...’
จิตวิญญาณตัวแม่ล้านฟอลกรีดร้องอยู่ในใจด้วยความแค้น
ภาพใบหน้าสะใจของมายด์และรอยยิ้มเย็นชาของพีทผุดขึ้นมาในสมองเป็นครั้งสุดท้าย ราวกับหนังที่ถูกฉายด้วยความเร็วสูง ก่อนที่ความเจ็บปวดจากการสำลักน้ำจะค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนแทนที่ด้วยความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว
สายตาของอินทุเริ่มพร่ามัว ภาพความมืดมิดของผืนน้ำค่อยๆ กลืนกินทุกอย่างไปจนหมด เสียงของน้ำที่ไหลผ่านหูดังแผ่วลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งทุกอย่างดับวูบไป พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังที่ทิ้งร่างจมดิ่งลงสู่ก้นคลองอันโดดเดี่ยว
ยามบ่ายคล้อยที่ดวงตะวันสาดส่องผ่านร่องหน้าต่างไม้ในห้องทำงาน ทำให้อากาศภายในอบอ้าวขึ้นเป็นทวีคูณ กลิ่นของไม้สักเก่าและกระดาษรายงานส่งกลิ่นอบอวลไปทั่ว ขุนพิรุณที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของความหงุดหงิดที่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้ สายตาคมกริบของสุริยะหนุ่มไม่ได้จดจ่ออยู่กับรายงานค่ายทหารตรงหน้า แตว่ากลับจับจ้องไปยังร่างอวบที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่วาอย่างเลื่อนลอยดอกพุดในยามนี้ไม่ได้มีท่าทีสั่นกลัวหรืออมทุกข์เหมือนดังเช่นวันวาน นิ้วมือที่เรียวขึ้นกว่าก่อนเริ่มจับปากกาขนนกคัดลอกสมุดบัญชีด้วยความคล่องแคล่วแสงแดดที่กระทบลงบนใบหน้าทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ใบหน้าที่เคยกลมตอนนี้เริ่มตอบเรียว รอยหมองคล้ำที่เคยฝังลึกจางลงจนหมดสิ้น เผยให้เห็นผิวเนื้อนวลเนียนเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้รูปร่างที่เคยอวบอ้วนก็ลดลงอย่างมากจนเห็นส่วนเว้าโค้งขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงตอนนี้ยังไม่อาจเรียกว่างดงามล่มเมือง แต่ความสะอาดและดูมีสุขภาพดีนั้นกลับดึงดูดสายตาจนขุนทหารหนุ่มที่เคยรังเกียจกลับมองคนตรงหน้าไม่วางตาไอเย็นที่แผ่โชยออกมากลับทำให้เข
ลมเย็นที่พัดผ่านเรือนใหญ่พลันจางหาย กลิ่นอายความร้อนระอุจากพลังสุริยะที่แผ่ซ่านออกมาจากห้องทำงานของขุนพิรุณนั้นรุนแรงจนบ่าวไพร่ที่เดินผ่านเรือนต่างพากันเร่งฝีเท้าหนีด้วยความหวาดหวั่นบรรยากาศภายในเรือนใหญ่ที่เคยเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่พุ่งสูงขึ้นกว่าครั้งไหนขุนพิรุณที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สัก แม้เบื้องหน้าจะมีบัญชีค่าใช้จ่ายของค่ายทหารในสังกัดรอให้ตรวจสอบความถูกต้อง แต่ขุนทหารหนุ่มกลับไม่มีกะจิตกะใจจะมองมันเลยด้วยซ้ำ ภายในหัวกลับวนเวียนแต่ภาพของดอกพุดที่กำลังแตะเนื้อต้องตัวบ่าวชายอยู่ซ้ำๆ ถึงจะบอกว่าสิ่งที่ทำเป็นการช่วยชีวิตคนก็เถอะ ยังไงก็ไม่สมควรอยู่ดี"หึ! ใยจึ่งมิรู้จักรักนวลสงวนตัวเสียบาง วิชาแพทย์นั่นก็ประหลาดนัก หรือเจ้าเพียงแค่อยากแตะเนื้อต้องตัวชายอื่นกระนั้นรึ?"ความว้าวุ่นแปลกๆ ถูกก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอยู่ในใจและขุนพิรุณก็ไม่อยากจะยอมรับว่าคิดมากเรื่องนี้ คำที่ถูกเป่าหูจึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นเหตุผล"นี่คงเป็นเล่ห์กลของเจ้าที่หมายจักให้ข้าเมตตาเยี่ยงนั้นสินะ? ช่างบังอาจนัก! กล้าทำให้ข้าเป็นดั่งลูกหมาลูกแมวคอยกระวน
เสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านผสมกับเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนกำลังตกใจอะไรบางอย่างที่ดังมาจากหลังแนวทิวไผ่ในเขตเรือนใหญ่ ทำให้ดอกพุดซึ่งกำลังใช้ผ้าขาวบางกรองน้ำอบที่ปรุงสำเร็จแล้วพักไว้ก่อนนำไปบรรจุขวดดินเผาต้องขมวดคิ้วมุ่น"เร็วเข้าเถิด! อ้ายมั่นมันชักตาตั้งล้มพับไปแล้ว!""มันคงถูกปอบเข้าสิงแน่ๆ ข้าเห็นมันทำตาขวางใส่ ช่างน่ากลัวนัก"เสียงบ่าวของเรือนใหญ่ตะโกนคุยกันลั่นมาแต่ไกลดอกพุดจึงรีบวางมือ ก่อนจะรีบก้าวลงจากเรือนหลังโดยมีแม่นิ่มและไอ้จ้อยวิ่งตามหลังมาด้วยความสงสัย ทันทีที่ก้าวพ้นเขตทิวไผ่มายังลานดินด้านหลังเรือนใหญ่ ก็พบกับร่างของอ้ายมั่น บ่าวชายร่างกำยำผู้มีหน้าที่ผ่าฟืนกำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดินท่ามกลางวงล้อมของบ่าวไพร่ที่พากันยืนมุงดูด้วยความตื่นตระหนกตกใจ บางคนพยายามจะเอาเชือกมามัดตัวไว้ไม่ให้ดิ้น บางคนก็รีบวิ่งไปหาน้ำมนต์มารดให้ดอกพุดเลยต้องรีบเอ่ยปากห้ามทันที
แสงตะเกียงโคมระย้าในท้องพระโรงวังหลวงสาดส่องสะท้อนเครื่องทองเครื่องเงินของเหล่าบรรดาขุนนางและศศิธรบรรดาศักดิ์จนดูระยิบระยับละลานตา เสียงปี่พาทย์มโหรีขับขานเคล้าคลอไปกับเสียงพูดคุยสนุกสนาน ผิดกับภายในหัวใจของขุนพิรุณที่ตอนนี้กลับไม่ได้มีความสนุกร่วมกับบรรยากาศรอบๆ ตัวเลยแม้แต่น้อยแม้การแสดงของนางรำกลางห้องโถงจะอ่อนช้อยงดงามสักเพียงใดแต่มันก็ไม่ได้เรียกความสนใจจากท่านขุนหนุ่มได้เลย หรือต่อให้มีขุนนางที่เข้ามาพูดด้วย เขาก็จะคุยเท่าที่จำเป็นตามมารยาท หากมียศต่ำกว่าขุนพิรุณอาจเลือกจะนิ่งเงียบด้วยซ้ำสุริยะหนุ่มในชุดขุนนางเต็มยศยังนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ นัยน์ตาเรียวฉายแววว้าวุ่นสับสน ภาพรอยยิ้มบางๆ อันนิ่งสงบและกลิ่นกายศศิธรหอมบริสุทธิ์ของดอกพุดเมื่อตอนหัวค่ำ ก่อนที่เขาจะลงจากเรือนใหญ่มันยังคงลอยวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดจนทำให้ขุนพิรุณรู้สึกร้อนรุ่มในใจอย่างบอกไม่ถูก“พี่ขุนขอรับ... เหตุใดจึ่งนั่งหน้าดำคร
reviewsMore