LOGINเจียงหมิงเจ๋อถูกจางเจียห่าว ดันร่างจนแผ่นหลังสัมผัสผืนหญ้าชื้นแฉะ มือทั้ง 2 ถูกรวบไว้อย่างแน่นหนา จางเจียห่าวแข็งแกร่งกว่าเขา ทั้งรูปร่างและในด้านระดับการฝึกตน ยิ่งในหลายวันนี้เขาเคี่ยวเข็ญพลังวัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลอมโอสถจำนวนมากแจกจ่ายให้ชาวเมืองผู้ติดเชื้อ ร่างกายเขาเองก็อ่อนล้าจนแทบยืนไม่อยู่ ยิ่งเขาต่อต้านขัดขืน จางเจียห่าวดูเหมือนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเองก็เป็นบุรุษผู้หนึ่งเช่นกัน ถ้าอีกฝ่ายดื้อรั้นต่อต้านเขามากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นท้าทายมากเท่านั้น เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเป็นตัวเขาเองที่ตกในสภาพวิกฤตินี้มาก่อน และวิกฤตครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียเอกราช!! "เดี๋ยว!! จางเจียห่าว อาห่าวเจ้าอย่าวู่ว่าม ถ้าเจ้าเมาก็กลับไปนอนเสีย ข้าไม่ได้ชอบเจ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ " "ไม่!! อาหมิงเข้ารอวันนี้มานับร้อยปี ข้ารอเจ้ามานานเหลือเกินแล้ว เจ้าเองก็รักข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ขอให้ข้าเป็นคู่บำเพ็ญกับเจ้าในครั้งนั้น ความขลาดเขลาของข้าที่ปฏิเสธเจ้าในวันนั้น มันทำให้ข้าสำนึกเสียใจมาจนทุกวันนี้ ชีวิตที่ไม่มีเจ้ามันไร้ความหมายยิ่งนัก ข้ายอมสละทุกสิ่งเพื่อเจ้าแล้ว อาหมิงเ
"ถอยไปๆๆๆ!!! " เสียงตะโกนโหวกเหวก กลางตลาดค้าขาย เมืองเหลียงหวาย เหล่าพ่อค้าแม่ขาย และเหล่าลูกค้าต่างวิ่งหนีแตกฮือหลบไปสองข้างทาง แผงผัก แผงเนื้อถูกชนกระจุยกระจาย อสูรกระทิงป่าร่างใหญ่ยักษ์ วิ่งเตลิดมาอย่างบ้าคลั่ง หลังฝุ่นคุกรุ่นของมัน มีกลุ่มองครักษ์รักษาเมืองควบม้าวิ่งตามจับมัน เด็กน้อยวัย 5 ขวบผู้หนึ่งตกใจตื่นตะลึงจนทำสิ่งใดไม่ถูก จึงยืนตัวแข็งอยู่กลางถนน จวบจนอสูรกระทิงป่าเข้าใกล้ประชิดตัว มารดาเด็กน้อยที่ก่อนหน้านี้กำลังสนใจเลือกซื้อข้าวปลาอาหาร จึงไม่รู้ว่าบุตรชายตนเอง วิ่งไปอยู่กลางถนนตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงจากรอบทิศตะโกนบอกให้เด็กน้อยหลบออกไป เจ้าอสูรกระทิงป่าก็วิ่งมาถึงตรงหน้าบุตรชายนางแล้ว ในขณะกำลังชุลมุน ชาวบ้านล้วนตื่นตกใจ ไม่รู้ควรทำอย่างไรดี ก็มีบุรุษชุดขาวสะอาด โดดมาอุ้มเด็กชายไว้อย่างทันท่วงที เขาสะบัดแขนเสื้อปัดเอาอสูรกระทิงที่กำลังบ้าคลั่งปลิวกระเด็น บุรุษผู้นั้นคือ เจียงหมิงเจ๋อ ซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาโดยลำพัง และเขาสร้างตาข่ายเวทย์
ศาลารับรองริมน้ำในเรือนลี่หลิน ตัวศาลาถูกสร้างให้ทอดยาวไปสู่กลางสระโดยเชื่อมต่อกันด้วยสะพานขาวสีเดียวกับตัวศาลาตัวทรง 8 เหลี่ยม ซึ่งสร้างด้วยศิลาขาวทั้งหลัง แกะสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ภายในศาลาเปิดโล่งสามารถชมทัศนียภาพได้รอบทิศทาง มีเสาสลักลายหงส์ร่ายรำไม่ซ้ำกันทั้ง 8 ทิศ ทั้งต้นหลิวโบราณระย้าคลุมหลังคาศาลา ทั้งชายหนุ่มหล่อเหลาและหญิงสาวงดงาม ชวนให้บรรยากาศอบอวลด้วยความหวานชื่น ปรากฏเป็นความงามดุจภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรเอก ดูแล้วช่างเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยกยิ่งนัก เจียงหมิงเจ๋อเหม่อมองดูคนทั้งคู่หัวร่อต่อกระซิกกัน เขารู้สึกแคลงใจต่อมู่เหม่ยหลานผู้นี้ไม่น้อย ไม่รู้เจตนาของนางที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีต่อเฉินฮ่าวหลานอย่างฉับพลัน ในขณะที่คนของเขาดูเหมือนจะพึงพอใจต่อนางไม่น้อย เจียงหมิงเจ๋อนั้นอยากรู้ว่าพวกเขาคุยสิ่งใดกันจึงพยายามร่ายคาถาหูทิพย์ แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน “เขาไม่ได้ยินแน่หรือ” มู่เหม่ยหลานที่แกล้งหัวร่อต่อกระซิกกับเฉินฮ่าวหลานถาม
หลังจากเจียงหมิงเจ๋อถ่ายทอดพลังวัตร และนำโอสถรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้เฉินฮ่าวหลานแล้ว เขาก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มนั่งทำสมาธิเพื่อดูดซับโอสถอย่างสงบโดยมิได้รบกวนอีก ส่วนตัวเขาก็ออกไปสะสางงานของสำนักให้เรียบร้อยก่อนเตรียมตัวออกเดินทาง ระหว่างที่เฉินฮ่าวหลานกำลังทำสมาธิดูดซับโอสถ เขาก็รู้สึกไหววูบคล้ายการตกภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นเขาก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่มีวงล้อหมุนขนาดใหญ่ และจอภาพเรืองแสงจำนวนมาก เขายันตัวขึ้นด้วยความงวยงง เขาเคยถูกดึงเข้ามาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว [เชื่อมต่อระบบสำเร็จ] เป็นเสียงที่ส่งมาจากจอภาพเรืองแสงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเฉินฮ่าวหลาน "เจ้าๆ เป็นสิ่งใด" เฉินฮ่าวหลานตกตะลึง เขาจำเจ้าจอภาพแปลกประหลาดนี้ได้ ยามนั้นจอนี้พูดคุยกับเจียงหมิงเจ๋ออย่างสนิทสนมโดยไม่มีความเป็นอริแต่อย่างใด เฉินฮ่าวหลานประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เจ้าจอแปลกประหลาดนี้ สมควรเป็นมิตรมากกว่าศัตรู การที่มันดึงเขามาที่นี่ ดูจะไม่ใช่สถานการณ์ล่อแหลมอันตราย [ขอแนะนำตัวเองก่อนครับ ผมคือ 4946 จากระบบปกป้องโลกนิยาย ท่านอาจจะแปลกใจที่พบเจอผม แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ ทางเรามิได้มีเจตนาม
หลังจากคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้น ที่หุบเขากระบี่ มักได้รับการมาเยือนของรั่วจือซือจุนสม่ำเสมอ ยิ่งยามคืนวันเพ็ญ รั่วจือซือจุนมักจะมีเรื่องมาปรึกษาปรมาจารย์หลิวซิงจนดึกดื่น บางครั้งร่วมปรึษาหารือจวบจนฟ้าสางก็มี การคัดเลือกหาผู้ชนะ และหาตัวแทนไปร่วมแสวงหาโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวาย มีศิษย์ของเลี่ยงหรงให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ถึง 2,000 คน จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกออกเป็น 5 รอบ โดยรอบแรก จะสุ่มแบ่งเป็น 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มแบ่งขึ้นเวทีพร้อมกัน 200 คน คัดเหลือเพียงผู้ที่ยืนหยัด 10 คนสุดท้ายของแต่ละเวที รวมทั้งหมด 100 คน จะได้เขาต่อสู้แบบตัวต่อตัวในรอบที่ 2 จากนั้น ผู้ชนะจำนวน 50 คน จะได้โอสถล้ำค่าจากรั่วจือซือจุนและหยกย้ายมิติเป็นตัวแทนของยอดเขาเลี่ยงหรงในการไปแดนลับเหลียงหวาย ซึ่งใน 50 คนนี้หากผู้ใดสมัครใจไม่แข่งขันต่อ ก็จะยังคงได้สิทธิ์ไป เข้าร่วมแย่งชิงโชควาสนาที่แดนลับเหลียงหวายอยู่ดี ส่วนใครที่เข้าร่วมแข่งขันต่อและเข้าสู่รอบลึกๆ 4 คนสุดท้ายจะได้รับสมบัติล้ำค่าจากเจ้าหุบเขาทั้ง 4 เป็นรางวัล หุบเขาอสูรมอบหมาป่าโลหิตสัตว์อสูรระดับ 8 เป็นรางวัล หุบเขาศาสตรามอบเสื้อเก
เมื่อเจียงหมิงเจ๋อไปถึงหุบเขาโอสถ รั่วจือซืนจุนก็นำศิษย์เรียงแถวยืนต้อนรับ เขาจึงสอบถามถึงการเตรียมวัตถุดิบในการหลอมโอสถและมอบสมุนไพรที่เติบโตจากห้องตระหนักรู้ให้อีก 1 ตะกร้าใหญ่ รั่วจือซือจุนเห็นแล้วตื่นเต้นยิ่งนัก สมุนไพรที่เติบโตมาจากดินและน้ำที่อุดมไปด้วยลมปราณบริสุทธิ์เข้มข้น แม้นยังไม่ทันได้หลอมก็มีคุณสมบัติทางโอสถเต็มเปี่ยม กลิ่นสมุนไพรหอมตลบทั้งพื้นที่ แต่ไหนแต่ไรมาเลี่ยงหรงก๋วนจู่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ยิ่งจะมาลำบากลำบน นำสมุนไพรเข้าไปเพาะเลี้ยงด้วยตนเองนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เห็นทีต่อจากนี้ การหลอมโอสถของสำนักเลี่ยงหรงคงทะยานขึ้นอีกขั้นแล้ว บรรดาลูกศิษย์สาวๆ ที่มายืนต้อนรับ ต่างมองเลี่ยงหรงก๋วนจู่ ตาเป็นประกาย และในจำนวนนั้นยังมีศิษย์รุ่นใหม่ ที่ได้รับโอสถสุราทิพย์ในวันรับศิษย์ ยิ่งทำให้ศิษย์สาวเหล่านี้มีความนิยมชมชอบ ถึงขั้นคลั่งไคล้เทิดทูนต่อเลี่ยงหรงก๋วนจู่ จนตั้งกลุ่มคนรักเจ้าสำนักกันขึ้นมาอย่างลับๆ ความจริงแล้วเฉินฮ่าวหลานนั้น จัดว่าหล่อเหล่าไม่ธรรมดาเช่นกัน จึงได้ถูกจับตามองตั้งแต่เดินถือตะกร้าสมุนไพรตามหลังเจียงหมิงเจ๋อแล้ว แต่เนื่องด้วยหน้ากากบริสุทธิ







