Mag-log inตั้งแต่นางย้ายมาอยู่ที่ตำหนักส่วนตัว นางมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสทบทวนทักษะการต่อสู้จากโลกเดิมเพื่อให้ร่างกายของนางยังคงความคล่องตัวอยู่เสมอ นางใช้เวลานี้ในการฝึกฝนและปรับปรุงทักษะที่เคยเรียนรู้มาในชีวิตที่ผ่านมา
ฉิน เสี่ยวเฟิง มีทักษะการต่อสู้ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงมวยไทย, เทคอนโด, และการใช้อาวุธสั้น นางไม่เพียงแต่มีพื้นฐานที่มั่นคงในแต่ละทักษะ แต่ยังมีความเก่งกาจในด้านต่างๆ ที่น่าประทับใจ การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ทำให้นางพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในยุคที่เต็มไปด้วยภัยอันตราย
ตอนนี้ฉิน เสี่ยวเฟิง มีอายุเพียง 15 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในช่วงวัยนี้ นางมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ดี พร้อมทั้งมีพละกำลังและความสามารถ
ขณะที่ฉิน เสี่ยวเฟิง กำลังฝึกฝนอย่างเพลิดเพลินอยู่ในสนามฝึกฝนของตำหนัก เสียงดุด่าที่ดังมาอย่างชัดเจนก็ทำให้นางต้องหยุดการฝึกและหันไปฟัง เสียงนั้นเป็นของฉิน เจียงหลง บุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและการดูถูกดูแคลน
ฉิน เจียงหลง กำลังดุด่าฉิน เหวินเจี๋ย คนขับรถม้าที่เกิดจากสาวรับใช้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“ไอ้ขยะ! แกขับรถม้าแบบนี้หมายความว่าไง!” ฉิน เจียงหลง ด่าอย่างคนโมโหร้าย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและการดูถูก “แกไม่เห็นเหรอว่าของที่ข้าซื้อมานั้นมันเสียหายหมดแล้ว!”
ฉิน เหวินเจี๋ย ที่เป็นคนขับรถม้า พยายามพูดออกมาด้วยความนอบน้อม “ท่านพี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” แต่คำพูดของเขาก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย นอกจากการถูกฉิน เจียงหลง กระทืบสั่งสอนไปหลายที
การกระทำของฉิน เจียงหลง ไม่ได้หยุดเพียงแค่การดุด่าเท่านั้น เขายังลงมือกระทืบและสั่งสอนฉิน เหวินเจี๋ย อย่างโหดร้าย เสียงด่าทอและการลงโทษทำให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดและรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม
ฉิน เหวินเจี๋ย ต้องทนรับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมนี้ด้วยความเจ็บปวดและความอับอาย ความแตกต่างในสถานะและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมทำให้เขาต้องเผชิญกับการดูถูกและการลงโทษอย่างรุนแรงจากฉิน เจียงหลง เพียงเพราะเขาเป็นบุตรชายที่เกิดมาจากสาวรับใช้เท่านั้น คนทั้งสองนั้นมีอายุเท่ากันแต่มีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันโดยที่คนทั้งคู่นั้นมีอายุ 18 ปี
“ช่างน่าอายจริงๆ” ฉิน เสี่ยวเฟิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกและถากถาง ขณะที่นางเดินออกมาจากตำหนักไปยังที่เกิดเหตุ “ตัวท่านเป็นถึงพี่ใหญ่ของตระกูล แต่กลับทำตัวหยาบช้าเช่นนี้”
คำพูดของฉิน เสี่ยวเฟิง แสดงออกถึงความไม่พอใจและความรู้สึกที่ว่า การกระทำของฉิน เจียงหลง ไม่เหมาะสมและขาดความเป็นผู้นำในฐานะพี่ใหญ่ของตระกูล นางไม่เพียงแต่เห็นความไม่ยุติธรรมที่ฉิน เหวินเจี๋ย ต้องเผชิญ แต่ยังต้องการที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของตนต่อความหยาบช้าของฉิน เจียงหลง
การที่ฉิน เสี่ยวเฟิง กล้าแสดงออกถึงความคิดและความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก
“เจ้าเป็นเพียงแค่ลูกของสาวใช้ไม่ควรมายุ่ง” ฉิน เจียงหลง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกและเต็มไปด้วยความหยิ่งยะโส “ลูกผู้ชายเขาจะคุยกัน”
คำพูดของฉิน เจียงหลง แสดงถึงความเหนือกว่าและการไม่ให้ความเคารพฉิน เสี่ยวเฟิง เขาไม่เพียงแค่ปฏิเสธความคิดเห็นของนาง แต่ยังใช้สถานะของนางในการลดทอนเกียรติของนางอย่างชัดเจน
“จิตใจของท่านพี่ช่างหยาบช้ายิ่งนัก” ฉิน เสี่ยวเฟิง พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและความโกรธ “ท่านพูดจาดูถูกได้แม้กระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ ข้าระสงสารคู่ครองภายในอนาคตของท่านจริงๆ”
คำพูดของฉิน เสี่ยวเฟิง ทำให้ฉิน เจียงหลง โกรธเคืองในทันที ความโกรธของเขาลุกลามจนเขาตัดสินใจจะตบสั่งสอนนางเพื่อระบายความเครียด
เมื่อฉิน เจียงหลง ง้างมือขึ้นเพื่อจะตบนาง ฉิน เสี่ยวเฟิง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางหลบหลีกการโจมตีได้อย่างเชี่ยวชาญ ก่อนที่จะจับมือของเขาหักจนกระดูกดังกึกก้อง เสียงกระดูกหักดังขึ้นขณะที่นางกดเขาลงไป
หลังจากนั้น นางก็ใช้ฝ่ามือของตนเองฟาดไปที่ใบหน้าของฉิน เจียงหลง ทำให้ฟันของเขาล่วงออกมาหนึ่งซี่พร้อมกับเลือดที่ไหลจากปาก ร่างของฉิน เจียงหลง ล้มลงกับพื้น เนื้อตัวของเขาสั่นเทาและเขาต้องทนรับความเจ็บปวดจากการโดนโจมตีอย่างรุนแรง
“ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อว่าเจ้าทำร้ายข้า!” ฉิน เจียงหลง พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นกระตุก ขณะเดียวกันเขาก็พูดติดๆ ขัดๆ ด้วยความหวาดกลัวเพราะตั้งแต่ตัวของมันเกิดมาในชีวิตก็ไม่เคยมีผู้ใดที่จะกล้าทำร้ายร่างกายของมันมาก่อน
เขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปรายงานให้ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน เพื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องรีบไปฟ้องพ่อ
“น้องฉิน เสี่ยวเฟิง พี่ขอบคุณเจ้าแล้วก็ต้องขอโทษเจ้าที่ทำให้เดือดร้อน” ฉิน เหวินเจี๋ย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขารู้สึกขอบคุณนางที่ยอมเสี่ยงเพื่อปกป้องเขา แต่ก็รู้สึกเสียใจที่นางต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหานี้
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉิน เหวินเจี๋ย เป็นพี่ชายต่างมารดาที่ดีและอ่อนโยนต่อฉิน เสี่ยวเฟิง เขามักจะเป็นคนที่ดูแลนางอย่างดีเสมอ ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียที่สำคัญคือเขาไม่สู้คนและมักถูกพี่น้องคนอื่นรังแกอยู่บ่อยครั้ง
ฉิน เสี่ยวเฟิง ยิ้มหวานให้กับเขาและกล่าวว่า “ต่อไปน้องจะปกป้องท่านพี่เอง” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและความห่วงใย
ฉิน เหวินเจี๋ย รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ต้องให้เด็กสาวตัวเล็กๆ มาปกป้องเขา แต่เขาก็รู้สึกอบอุ่นใจจากความกล้าหาญและความเอื้อเฟื้อของนาง เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก และเขาจะพยายามทำให้ดีเพื่อไม่ให้ต้องเป็นภาระให้กับนางอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะไม่นานหลังจากที่ฉิน เสี่ยวเฟิง และฉิน เหวินเจี๋ย ได้พูดคุยกัน เด็กสาวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งมาตามฉิน เสี่ยวเฟิง ด้วยความเร่งรีบ
“ไปที่ห้องโถงของตระกูลเดี๋ยวนี้เลย ท่านแม่ทัพต้องการที่จะพูดคุยกับท่าน” เด็กสาวรับใช้พูดด้วยความกระวนกระวาย
น้ำเสียงของเด็กสาวแสดงถึงความเร่งด่วนและความตื่นตระหนก โดยเฉพาะเมื่อท่านแม่ทัพรออยู่ในห้องโถง ซึ่งอาจหมายความว่าท่านแม่ทัพกำลังรอคำชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในค่ำคืนที่สงบ ซู เจิ้งเหวินนอนอยู่บนเตียง โดยมีฉิน เสี่ยวเฟิง อยู่เคียงข้าง เขาโอบกอดนางอย่างอบอุ่นและถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน“ฉิน เสี่ยวเฟิง เจ้าอยากให้ข้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ไหม? เจ้าอยากที่จะเป็นองค์ฮองเฮา หรือไม่?”คำถามของเขาสะท้อนถึงความรู้สึกของเขาที่ต้องการทราบความคิดเห็นและความปรารถนาของนางเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา ซู เจิ้งเหวินรู้ดีว่าการขึ้นเป็นฮ่องเต้หมายถึงการมีอำนาจและความรับผิดชอบที่มากมาย เขาต้องการให้ฉิน เสี่ยวเฟิงรู้สึกสบายใจและมีความสุขในชีวิตของพวกเขาฉิน เสี่ยวเฟิง มองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน นางตอบกลับด้วยความจริงใจ“ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตกับท่านอย่างสงบเพียงแค่นี้ชีวิตของข้าก็มีความสุขมากแล้ว”คำตอบของนางสะท้อนถึงความเรียบง่ายและความพอใจในชีวิตที่มีอยู่แล้ว นางไม่ต้องการความยิ่งใหญ่หรืออำนาจใด ๆ แต่ต้องการแค่ความสงบสุขและความรักจากคนที่นางรัก ข้อความของนางเป็นการยืนยันถึงความรักที่แท้จริงและความสำคัญของความสงบในชีวิตของพวกเขาซู เจิ้งเหวินรู้สึกอบอุ่นและสงบใจเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขาหัวเราะเบา ๆ และยิ้มให้กั
เช้าวันต่อมา ซู เจิ้งเหวิน เดินทางไปหา องค์ชายซู หย่งชิง ที่ตำหนัก องค์ชายซู หย่งชิงเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความถือดีและมีท่าทางที่สูงส่ง แม้ว่าเขาจะมีความสามารถไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ความทะเยอทะยานในใจของเขากลับเต็มเปี่ยม การได้รับการสนับสนุนจากแม่ตั้งแต่เด็กช่วยหล่อหลอมความมั่นใจและความทะเยอทะยานในตัวเขาองค์ชายซู หย่งชิงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทใหม่ ๆ จึงมักแสดงท่าทางที่แสดงถึงศักดิ์ศรีและความสำคัญของตำแหน่ง เขาสวมเสื้อคลุมหรูหราและเดินด้วยท่าทีที่ดูแข็งแกร่งและมีอำนาจ ในการพบปะกับพี่ชายของเขา เขามักจะมีท่าทางที่แสดงถึงความเป็นผู้นำและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่สูงส่งซู หย่งชิงมองด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความถือดี ขณะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอำนาจ “ท่านพี่มาหาน้องแต่เช้าไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอะไร” ซู เจิ้งเหวินหลับตาในขณะที่คำพูดของเขาดังออกมาอย่างหนักแน่น “ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้าจะถูกปลดออก จากนี้ไปเจ้าจะต้องแข่งขันกับซู เฟยหลงเพื่อแสดงความสามารถของเจ้าอย่างตรงไปตรงมา”คำประกาศนี้ทำให้ซู หย่งชิงถึงกับเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เขารู้ดีว่าตนได้ร
ในห้องขังที่เงียบสงัด มหาเสนาบดี หลี่ เฟิง นั่งอยู่บนพื้นเย็นยะเยือก มือของเขาผสานกันอยู่บนตัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหม่นหมองและความขมขื่น ความรักที่เขาเคยมีต่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮา และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญในช่วงท้ายของชีวิต ได้สะท้อนออกมาในบทพูดที่เขากำลังจะบรรยาย“นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ข้าและเหม่ยหย่งเคยเป็นคู่รักที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แต่โชคชะตากลับบีบบังคับให้เราแยกจากกัน ท่านพ่อท่านแม่ของนางไม่เคยเห็นคุณค่าของเรา นางถูกส่งไปยังซู เจินเฉิง ฮ่องเต้ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงรัชทายาท พวกเขาทำลายความรักของเราด้วยการบังคับให้นางแต่งงานกับเขา”เหม่ยหย่งเคยร้องขอให้ ซู เจินเฉิง ปฏิเสธเธอ เพราะเธอมีคนรักอยู่แล้ว แต่การขอร้องของเธอกลับถูกเมินเฉยและไม่เป็นที่สนใจ ซู เจินเฉิงไม่เพียงแต่ไม่รับฟังคำขอของเหม่ยหย่งเท่านั้น แต่ยังทำร้ายและข่มขืนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลของการกระทำเหล่านี้ทำให้เหม่ยหย่งต้องสูญเสียความสุขในชีวิตและกลายเป็นเครื่องมือของโชคชะตาที่เธอไม่ต้องการเด็กชายที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้ คือ องค์ชายใหญ่ ซู เจิ้งเหวิน และซู เฟยหลง เป็นที่มาของความเจ็บปวดแล
เมื่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮาและมหาเสนาบดีหลี่ เฟิง ฟื้นคืนจากสติ พวกเขาพบว่าตัวเองถูกคุมขังด้วยกุญแจมือและเครื่องพันธนาการที่แน่นหนามหาเสนาบดีหลี่ เฟิง แม้จะถูกจับและสวมกุญแจมือ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบ เขาดูเหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกตื่นตกใจหรือหวาดกลัวใดๆ เขารู้สึกถึงความอึดอัดและไม่เชื่อว่าสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เขามีกำลังพลนับพันนับหมื่นและเคยมีอำนาจมากมาย แต่กลับถูกจับกุมในสภาพที่ไม่คาดคิดในทางกลับกัน เหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและวิตกกังวล นางรู้สึกไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวนาง นางถูกคุมด้วยเครื่องพันธนาการที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องประสบกับตัวเอง"ซู เจิ้งเหวิน ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ เจ้าทำร้ายแม่ของเจ้าได้อย่างไรกัน?" เสียงของเหม่ยหย่งสั่นไหวไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางไม่สามารถยอมรับได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลจากการกระทำของบุตรชายของตนซู เจิ้งเหวินยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง พร้อมกับฉิน เสี่ยวเฟิง เขามองไปที่เหม่ยหย่งด้วยความรู้สึกที่สับสนและไม่แน่ใจ แต่เขาตอบกลับด้วยความมุ่งมั
เช้าวันถัดมา ข่าวเรื่องการบาดเจ็บสาหัสขององค์ชายซู เฟยหลง ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง ราวกับไฟลามทุ่ง ทว่าผู้คนกลับไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้ มีเพียงซู เจิ้งเหวิน เพียงผู้เดียวที่รับรู้เรื่องนี้อย่างละเอียดลออ เพราะในคืนก่อนหน้านั้น องค์ชายซู เฟยหลง ได้มาชักชวนเขาให้เข้าร่วมในแผนการที่ดูเสี่ยงและอันตรายเกินไปซู เจิ้งเหวิน ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอของน้องชายด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่า แผนการนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไปเกินกว่าที่จะยอมรับได้ แต่ถึงแม้จะทำตามเหตุผลที่เขาเลือก ความรู้สึกของเขากลับยังเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวลและล่วงลึกถึงใจ องค์ชายซู เฟยหลงซึ่งมักจะมีความแข็งแกร่งและมั่นคงในสายตาของเขา กลับต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่คาดคิดแต่ทว่ามหาเสนาบดีหลี่ เฟิง นั้นเป็นบุรุษผู้ที่เก่งกาจทั้งด้านบุ๋นและบู้ การที่องค์ชายชายซู เฟยหลง รอดกับมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ซู เจิ้งเหวิน ในฐานะพี่ชายคนโตเขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องชายคนนี้จะรู้จักใช้หัวคิดบ้างฉิน เสี่ยวเฟิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเป็นห่วง "ต่อไปท่านต้องระวังตัวให้มากรู้ไหม”หลังข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก
ลานกว้างภายในตำหนักของมหาเสนาบดี หลี่ เฟิง ถูกทำให้สว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นทั่วทั้งพื้นที่ ขณะนี้ ความสว่างทำให้กลุ่มผู้บุกรุกที่สวมชุดดำรู้สึกถึงความไม่สบายใจ พวกเขายืนอึ้งอยู่กลางลานกว้าง ดูเหมือนว่าพวกตนนั้นจะหลงติดกับเข้าให้แล้ว กำลังพลของมหาเสนาบดี หลี่ เฟิง ที่ทำการปิดล้อมนั้นน่าจะมีอยู่ประมาณ 300 กว่าคน ส่วนขององค์ชายซู เฟยหลงมีเพียงแค่ 100 คนเท่านั้น"พวกเราจะเอาอย่างไรดีองค์ชาย ซู เฟยหลง?" เสียงของฉิน เจียงหลงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้ใบหน้าของเขานั้นจะอยู่ภายใต้หน้ากากแต่ก็ไม่สามารถที่จะปิดบังความหวาดกลัวได้พ้นภายใต้แสงที่สว่างจ้า และบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้น ทุกการเคลื่อนไหวและเสียงกระทบกระทั่งมีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขา องค์ชาย ซู เฟยหลง ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่ม ปัญหาตอนนี้คือการหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คับขันนี้ ในขณะที่ผู้บุกรุกมีแนวโน้มที่จะตกใจและไม่แน่ใจในทิศทางที่ควรไปการตัดสินใจขององค์ชายจะต้องรวดเร็วและเด็ดขาด หากไม่สามารถหาทางออกหรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงได้ อาจจะต้องพิจารณาใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เพื่อสร้างความสับสนให้กับศัตรูและหาทางออกที่ปลอดภัย







