로그인ฉิน เสี่ยวเฟิง เคยเป็นนักฆ่าสาวที่โด่งดังในแผ่นดินใหญ่ ชื่อเสียงของเธอในโลกใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและความกลัว ด้วยความเก่งกาจที่เกินขอบเขต เธอเคยลอบสังหารบุคคลสำคัญมากมายจนกลายเป็นที่หวาดกลัวของทั้งแผ่นดิน แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเธอถูกหักหลังและถูกลอบสังหารโดยคนในองค์กรเดียวกัน เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่าตนเองอยู่ในร่างของคุณหนูไร้ค่าคนหนึ่ง ลูกสาวของแม่ทัพใหญ่ แต่แม่ของเธอกลับเป็นเพียงสาวใช้ธรรมดา เธอถูกกลั่นแกล้งและถูกเหยียดหยามจากทุกคนในบ้าน ทั้งที่ความสามารถและประสบการณ์ของเธอนั้นสูงส่งกว่าคนทั่วไปมาก ขณะที่เจ้าของร่างเดิมของเธอได้ตายไป ความทรงจำและความเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในความรู้สึกนึกคิดของฉิน เสี่ยวเฟิง เธอพบว่าตัวเองต้องแบกรับภาระของชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เธอจะต้องรับมือกับความยากลำบากในชีวิตใหม่นี้ โดยไม่สูญเสียตัวตนที่แท้จริงของเธอไป
더 보기ฉิน เสี่ยวเฟิง เป็นนักฆ่าสาวผู้มีชื่อเสียงในวงการลอบสังหารของแผ่นดินใหญ่ ด้วยทักษะที่ไม่ธรรมดาและความแม่นยำในการทำงาน เธอได้รับความเคารพและหวาดกลัวจากศัตรูที่มีมากมาย การปฏิบัติภารกิจของเธอมักจะสำเร็จลุล่วงเสมอ และชื่อเสียงของเธอก็ลามไปทั่วทั้งแผ่นดิน
แต่ความสำเร็จและชื่อเสียงนั้นก็ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยง และวันหนึ่งเธอก็พบว่าตัวเองถูกหักหลังโดยองค์กรที่เธอเคยทำงานให้ องค์กรนี้เห็นว่าเธอเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขาและตัดสินใจที่จะกำจัดเธอ
วันนั้นเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉิน เสี่ยวเฟิง เธอถูกซุ่มโจมตีโดยกลุ่มนักฆ่าที่ได้รับคำสั่งจากองค์กร ท่ามกลางการต่อสู้ที่นองเลือด เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกจับตัวไปอย่างโหดเหี้ยม เธอถูกฆ่าอย่างไร้ความเมตตา ทิ้งให้เธอตายอย่างโดดเดี่ยวและเจ็บปวด
ฉิน เสี่ยวเฟิง ลืมตาตื่นในเช้าของวันที่มีแสงอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้เก่าแก่ ขณะนี้เธอพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของยุคสมัยโบราณ ขอบของผนังที่ทำจากหินขัดสีเทาเข้มและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีลวดลายแกะสลักอันวิจิตรทำให้ห้องนี้มีความรู้สึกย้อนยุคไปหลายร้อยปี
"นี่ข้ายังไม่ตายอีกเหรอ?" เสียงกระซิบออกมาจากปากของเธอเองอย่างสับสนและงงงวย ในขณะที่มือของเธอแตะที่ข้างศีรษะและร่างกาย เพื่อยืนยันว่ามันเป็นความจริง
เธอพยายามลุกขึ้นจากที่นอนที่ทำจากวัสดุที่ดูเหมือนผ้าลินินที่มีลวดลายเก่าแก่ แต่ขาของเธอยังคงรู้สึกหนักหน่วงจากการนอนหลับที่ยาวนาน เธอมองไปรอบๆ และเห็นวัตถุโบราณที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นาฬิกาทรายที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง และโต๊ะไม้ที่มีแผ่นกระดาษเก่าๆ วางอยู่บนมัน
การที่เธออยู่ในห้องนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกพาไปยังโลกที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เธอไม่รู้จัก ท่ามกลางความสับสนและความรู้สึกหวาดกลัว เธอเริ่มพยายามตั้งสติและคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อะไรคือเหตุการณ์ที่ทำให้เธอมาที่นี่?
”บาดแผลพวกนี้มันอะไรกัน? รอยเฆี่ยนตีเต็มไปหมด” เธอสามารถจดจำบาดแผลที่เธอเคยโดนก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี เพราะเนื้อตัวของเธอนั้นมีแต่คมกระสุน ไม่ใช่บาดแผลลักษณะนี้ เธอมึนงงได้อยู่ไม่นานนัก หลังจากนั้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาภายในความรู้สึกนึกคิดของเธออย่างช้าๆ
ภาพเหตุการณ์และความรู้สึกเจ็บปวดเริ่มชัดเจนขึ้น เธอสัมผัสได้ถึงความทรมานและความเครียดที่เจ้าของร่างเดิมเคยเผชิญ ความทรงจำที่เหมือนเป็นบาดแผลในจิตใจ สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวดกำลังค่อยๆ เปิดเผยออกมา เธอเห็นภาพของการถูกลงโทษและการถูกกระทำอย่างไร้ความปรานี การสัมผัสถึงรอยบาดแผลจากการเฆี่ยนตีและความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งทำให้เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวด
ความทรงจำเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นความทรมานทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดเผยถึงความทุกข์ใจและความสูญเสียที่เจ้าของร่างเดิมต้องเผชิญ เธอรู้สึกถึงความรู้สึกอับอายและความทรงจำที่ยังคงอยู่ในใจ แม้ในปัจจุบันจะไม่สามารถเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดได้ แต่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงและความเข้าใจต่อประสบการณ์ของเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิม ฉิน เสี่ยวเฟิง เติบโตในเงามืดของจวนแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพผู้มีลูกนับสิบคนกระจายไปทั่วแผ่นดิน โดยไม่เคยสนใจหรือใยดีถึงความรู้สึกของเธอและแม่ที่เป็นเพียงสาวใช้ในจวน ชีวิตของเธอถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันและความไม่ยุติธรรม
แม่ของเธอเป็นเพียงสาวใช้ที่ถูกเลือกให้เป็นนางสนมของท่านแม่ทัพ ผู้ซึ่งไม่มีความรู้สึกถึงความรักหรือความสงสารต่อเธอและแม่ แม้จะมีความรักและอุปการะจากแม่ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นเพียงความเงียบงันและการปฏิเสธจากครอบครัวที่ใหญ่โตของพ่อ
แม้จะเป็นลูกของท่านแม่ทัพใหญ่ แต่เสี่ยวเฟิงกลับต้องเผชิญหน้ากับความอึดอัดและความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมในทุกย่างก้าว ความแค้นและความเจ็บปวดเกิดขึ้นในใจของเธอ
เธอรู้ดีว่าความยุติธรรมในครอบครัวไม่เคยมีให้เธอ และชีวิตของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ ความมุ่งมั่นปรากฏภายในแววตาของเธอ
“อ่อนแอ เสียจนน่าสงสารจริงๆ ท่านแม่ของข้า” ฉิน เสี่ยวเฟิง กล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและความผิดหวัง
แม่ของเธอเป็นเพียงสาวใช้ผู้หนึ่งที่ไม่เคยคิดที่จะดิ้นรนหรือเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเองและลูกสาว แม้จะโดนรังแกขนาดนี้ก็ยังคงมัวแต่ก้มหน้ารับกรรมโดยไม่ปริปากพูดถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้น
แต่เธอก็ไม่ได้กล่าวโทษหรือตำหนิท่านแม่ของเธอเลยแม้แต่น้อย ความรักและความเข้าใจที่เธอมีต่อท่านแม่ยังคงแข็งแกร่งเช่นเดิม แม้เธอจะมาอยู่ในยุคที่ต่างออกไปย่อมมีความคิดความรู้สึกที่แตกต่างเธอให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้แค้นในส่วนของผู้เป็นแม่ให้ด้วย
ในขณะที่ ฉิน เสี่ยวเฟิง กำลังจมอยู่ในจินตนาการของตนเอง หญิงวัยกลางคนในชุดของสาวใช้เปิดประตูเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยความกังวลใจและน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
"ลูกแม่ เจ้าเจ็บมากไหม" เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใย "เดี๋ยวแม่จะทายาให้"
ฉิน เสี่ยวเฟิง หันมาจ้องมองที่ใบหน้าของแม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรัก แม้บาดแผลจะทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่การมาของแม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาก
ใบหน้าของแม่ดูงดงามไม่น้อย แม้จะไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน แต่แม่ของ ฉิน เสี่ยวเฟิง นั้นปล่อยตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะเธอคิดว่าตนเองเป็นเพียงแค่สาวใช้ธรรมดา
“ท่านแม่ พวกเราออกจากตระกูลแห่งนี้กันเถอะ” ฉิน เสี่ยวเฟิง กล่าวด้วยความความมุ่งมั่น
แม่ของเธอ มองลูกสาวของเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เสี่ยวเฟิง ข้า… ข้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้” น้ำเสียงของเธอนั้นสั่นเครือและเศร้าสร้อย
แม่ของเธอถอนหายใจและส่ายหัวเบาๆ “ข้ารักท่านแม่ทัพ ข้าไม่มีวันที่จะทิ้งท่านไปไหน”
“หึ ตามแต่ใจท่านเถิด..” เมื่อได้ยินเช่นนี้นางก็ไม่มีอะไรที่จะพูดกับแม่ของนางอีก หากเป็นนางเพียงคนเดียวนางคงหลีกหนีไปจากสถานที่แห่งนี้ไปในสถานที่ไกลแสนไกล
ในค่ำคืนที่สงบ ซู เจิ้งเหวินนอนอยู่บนเตียง โดยมีฉิน เสี่ยวเฟิง อยู่เคียงข้าง เขาโอบกอดนางอย่างอบอุ่นและถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยน“ฉิน เสี่ยวเฟิง เจ้าอยากให้ข้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ไหม? เจ้าอยากที่จะเป็นองค์ฮองเฮา หรือไม่?”คำถามของเขาสะท้อนถึงความรู้สึกของเขาที่ต้องการทราบความคิดเห็นและความปรารถนาของนางเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา ซู เจิ้งเหวินรู้ดีว่าการขึ้นเป็นฮ่องเต้หมายถึงการมีอำนาจและความรับผิดชอบที่มากมาย เขาต้องการให้ฉิน เสี่ยวเฟิงรู้สึกสบายใจและมีความสุขในชีวิตของพวกเขาฉิน เสี่ยวเฟิง มองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน นางตอบกลับด้วยความจริงใจ“ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตกับท่านอย่างสงบเพียงแค่นี้ชีวิตของข้าก็มีความสุขมากแล้ว”คำตอบของนางสะท้อนถึงความเรียบง่ายและความพอใจในชีวิตที่มีอยู่แล้ว นางไม่ต้องการความยิ่งใหญ่หรืออำนาจใด ๆ แต่ต้องการแค่ความสงบสุขและความรักจากคนที่นางรัก ข้อความของนางเป็นการยืนยันถึงความรักที่แท้จริงและความสำคัญของความสงบในชีวิตของพวกเขาซู เจิ้งเหวินรู้สึกอบอุ่นและสงบใจเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขาหัวเราะเบา ๆ และยิ้มให้กั
เช้าวันต่อมา ซู เจิ้งเหวิน เดินทางไปหา องค์ชายซู หย่งชิง ที่ตำหนัก องค์ชายซู หย่งชิงเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความถือดีและมีท่าทางที่สูงส่ง แม้ว่าเขาจะมีความสามารถไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ความทะเยอทะยานในใจของเขากลับเต็มเปี่ยม การได้รับการสนับสนุนจากแม่ตั้งแต่เด็กช่วยหล่อหลอมความมั่นใจและความทะเยอทะยานในตัวเขาองค์ชายซู หย่งชิงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทใหม่ ๆ จึงมักแสดงท่าทางที่แสดงถึงศักดิ์ศรีและความสำคัญของตำแหน่ง เขาสวมเสื้อคลุมหรูหราและเดินด้วยท่าทีที่ดูแข็งแกร่งและมีอำนาจ ในการพบปะกับพี่ชายของเขา เขามักจะมีท่าทางที่แสดงถึงความเป็นผู้นำและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่สูงส่งซู หย่งชิงมองด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความถือดี ขณะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอำนาจ “ท่านพี่มาหาน้องแต่เช้าไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องอะไร” ซู เจิ้งเหวินหลับตาในขณะที่คำพูดของเขาดังออกมาอย่างหนักแน่น “ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้าจะถูกปลดออก จากนี้ไปเจ้าจะต้องแข่งขันกับซู เฟยหลงเพื่อแสดงความสามารถของเจ้าอย่างตรงไปตรงมา”คำประกาศนี้ทำให้ซู หย่งชิงถึงกับเดือดดาลอย่างถึงที่สุด เขารู้ดีว่าตนได้ร
ในห้องขังที่เงียบสงัด มหาเสนาบดี หลี่ เฟิง นั่งอยู่บนพื้นเย็นยะเยือก มือของเขาผสานกันอยู่บนตัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหม่นหมองและความขมขื่น ความรักที่เขาเคยมีต่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮา และความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญในช่วงท้ายของชีวิต ได้สะท้อนออกมาในบทพูดที่เขากำลังจะบรรยาย“นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ข้าและเหม่ยหย่งเคยเป็นคู่รักที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน แต่โชคชะตากลับบีบบังคับให้เราแยกจากกัน ท่านพ่อท่านแม่ของนางไม่เคยเห็นคุณค่าของเรา นางถูกส่งไปยังซู เจินเฉิง ฮ่องเต้ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงรัชทายาท พวกเขาทำลายความรักของเราด้วยการบังคับให้นางแต่งงานกับเขา”เหม่ยหย่งเคยร้องขอให้ ซู เจินเฉิง ปฏิเสธเธอ เพราะเธอมีคนรักอยู่แล้ว แต่การขอร้องของเธอกลับถูกเมินเฉยและไม่เป็นที่สนใจ ซู เจินเฉิงไม่เพียงแต่ไม่รับฟังคำขอของเหม่ยหย่งเท่านั้น แต่ยังทำร้ายและข่มขืนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลของการกระทำเหล่านี้ทำให้เหม่ยหย่งต้องสูญเสียความสุขในชีวิตและกลายเป็นเครื่องมือของโชคชะตาที่เธอไม่ต้องการเด็กชายที่เกิดจากการกระทำเหล่านี้ คือ องค์ชายใหญ่ ซู เจิ้งเหวิน และซู เฟยหลง เป็นที่มาของความเจ็บปวดแล
เมื่อเหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮาและมหาเสนาบดีหลี่ เฟิง ฟื้นคืนจากสติ พวกเขาพบว่าตัวเองถูกคุมขังด้วยกุญแจมือและเครื่องพันธนาการที่แน่นหนามหาเสนาบดีหลี่ เฟิง แม้จะถูกจับและสวมกุญแจมือ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบ เขาดูเหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกตื่นตกใจหรือหวาดกลัวใดๆ เขารู้สึกถึงความอึดอัดและไม่เชื่อว่าสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เขามีกำลังพลนับพันนับหมื่นและเคยมีอำนาจมากมาย แต่กลับถูกจับกุมในสภาพที่ไม่คาดคิดในทางกลับกัน เหม่ยหย่ง องค์ฮองเฮานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและวิตกกังวล นางรู้สึกไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวนาง นางถูกคุมด้วยเครื่องพันธนาการที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องประสบกับตัวเอง"ซู เจิ้งเหวิน ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ เจ้าทำร้ายแม่ของเจ้าได้อย่างไรกัน?" เสียงของเหม่ยหย่งสั่นไหวไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น นางไม่สามารถยอมรับได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเป็นผลจากการกระทำของบุตรชายของตนซู เจิ้งเหวินยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง พร้อมกับฉิน เสี่ยวเฟิง เขามองไปที่เหม่ยหย่งด้วยความรู้สึกที่สับสนและไม่แน่ใจ แต่เขาตอบกลับด้วยความมุ่งมั











