Mag-log inรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเมื่อนึกย้อนไปถึงอดีต ความช่างสงสัยในวัยเยาว์ทำให้พ่อแม่บอกเล่าความเป็นมาของตลาดแห่งนี้ สมัยพ่อแม่ยังหนุ่มสาวตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมสินค้าจากหลากหลายประเทศในแถบอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นลาว เวียดนาม ไทย และประเทศอื่นๆ คนทั่วไปจึงเรียกตลาดแห่งนี้ว่า ‘ตลาดอินโดจีน’ และก่อนที่จะมีการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว นั้น ท่าเรือของตลาดแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นจุดผ่านแดนถาวรสำหรับผู้ซึ่งต้องการจะเดินทางไปมาระหว่างราชอาณาจักรไทย กับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีเรือข้ามฟากสัญจรไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างคึกคัก ก็เลยเป็นที่มาให้คนท้องถิ่นนิยมเรียกชื่อตลาดแห่งนี้ว่า ‘ตลาดท่าเรือ’
จนถึงเมื่อปี พ.ศ.2498 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นที่จังหวัดหนองคาย ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9’ พร้อมด้วย ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ’ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัย และได้เสด็จฯ ขึ้นจากเรือพระที่นั่ง ณ ท่าเรือของตลาดแห่งนี้ ‘ตลาดท่าเรือ’ จึงถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น ‘ตลาดท่าเสด็จ’ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักในปัจจุบัน
ดังนั้นการเปิดบ้านเพื่อเป็นเกสเฮ้าท์จึงเป็นโอกาสที่จะสร้างอาชีพมั่นคงให้กับเธอได้ดีที่สุด เพราะเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวได้พักค้างคืนเพื่อเยี่ยมชมบรรยากาศริมแม่น้ำโขงในยามค่ำคืนและในยามเช้าตรู่ หรือหากจะไปเที่ยวที่เวียงจันทน์แบบไปเช้าเย็นกลับ การเลือกเข้าพักใน ‘ดวงดารา เกสเฮ้าท์’ ก็เป็นทางเลือกที่สะดวก เพราะบ้านของเธออยู่ไม่ไกลจาก ‘ตลาดท่าเสด็จ’ เลย
และเธอก็คิดไม่ผิด เพราะช่วงที่มีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เกสเฮ้าท์ถูกเหมาเป็นรายเดือน สร้างรายได้ให้เธอเป็นกอบเป็นกำ เมื่อทุนเพิ่มขึ้นเธอจึงตัดสินใจสร้างอพาตเม้นท์สูง 4 ชั้น 20 ห้อง บนที่ดินด้านข้าง ปรับปรุงบ้านด้านล่างเปิดกว้างไว้สำหรับเป็นห้องอาหารและโซนพักผ่อนต่างๆ ให้กับแขกที่มาเข้าพักค้างคืนและลูกค้าขาจรที่มากินอาหาร ส่วนชั้นบนนั้นห้องรับรองแขกที่พ่อกันเอาไว้จึงกลายเป็นห้องนอนของดวงดาราอย่างลงตัว
ทุกพื้นที่ถูกจัดสัดส่วนให้เหมาะกับประโยชน์ใช้สอย แม้แต่ระเบียงริมน้ำนี้ เมื่อลูกสาวออกความคิดเห็นว่าควรทำเป็นมุมนั่งเล่นทอดอารมณ์ชมโขง เธอก็ไม่ขัด และผลก็ออกมาดีจริงๆ เพราะนี่คือจุดเช็คอินที่ลูกค้าพูดถึงมากที่สุด
เดือนเคลื่อนสายตามองอาณาจักรที่เธอสร้างขึ้นเพื่อลูกสาวอย่างภาคภูมิ ก่อนจะพาร่างงดงามสมวัยเดินตรงไปสู่ด้านในตัวบ้าน เมื่อแดดยามเช้าไล่ระดับตามเวลาที่ก้าวเดิน
.
.
“คุณเดือนคะ ลูกค้าที่จองห้องไว้มาถึงแล้วค่ะ รินให้เขารออยู่ที่ห้องรับรอง”
เดือนละสายตาจากจานอาหารที่กำลังตกแต่งเงยหน้าขึ้นมอง นารินพนักงานต้อนรับร่างอวบวัย 30 ปีกว่า ที่เยี่ยมหน้าเข้ามาในครัว ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะพูด
“อืม... รินไปคอยดูพวกเขาก่อนนะ หาเครื่องดื่มรับรองให้ด้วย เดี๋ยวฉันจะตามออกไป”
มือจัดจานอาหารต่ออย่างเร็วรี่ เพราะใกล้เวลาอาหารเที่ยงเข้ามาทุกที ทั้งลูกค้าที่เข้าพักและลูกค้าขาจรก็จะทยอยกันเข้ามากินอาหาร เธอจึงต้องเร่งมือให้ไวยิ่งขึ้น
แม้จะเป็นเพียงเกสเฮ้าท์ขนาดเล็กแต่เธอก็อยากให้ลูกค้าทุกคนที่มาพักได้รับความประทับใจกลับไปมากที่สุด เพื่อหวังผลให้เขากลับมาเยี่ยมเยือนกันอีกครั้ง ซึ่งผลตอบรับจากสิ่งที่ทำก็ดีตามคาดเพราะในส่วนของร้านอาหารมีลูกค้าขาจรเข้ามากินอาหารเยอะเป็นพิเศษ จนแม่ครัวของเธอวิ่งวุ่นทำอาหารมือเป็นระวิง เธอจึงเข้ามาช่วยจัดตกแต่งจานอาหารเพื่อแบ่งเบา และมอบหมายให้นารินคอยดูแลพื้นที่โดยรวม
“ค่ะคุณเดือน รินจะดูแลให้ดีที่สุดค่ะ”
นารินรับคำ แววตาเปี่ยมไปด้วยความเทิดทูนปรากฏบนใบหน้าขาวหมดจดตามแบบฉบับสาวหนองคาย กว่า 10 ปีแล้วที่ทำงานอยู่ที่นี่ จากผู้หญิงเร่ร่อนท้องแก่ที่ไม่รู้เลยว่าเด็กในท้องเป็นลูกของผู้ชายคนไหน เพราะเธอใช้ชีวิตบนเส้นทางประมาท จนญาติพี่น้องขับไล่ไสส่งเพราะกลัวว่าเธอจะมาสร้างปัญหาให้ ไม่มีใครให้พึ่งพิงจนคิดฆ่าตัวตาย โชคดีเหลือเกินที่ได้เจ้าของเกสเฮ้าท์แห่งนี้ให้ความช่วยเหลือ เธอได้ที่พัก อาหาร และงานที่ดีที่สุด ทั้งชีวิตนี้เธอและลูกจะฝากไว้ที่ ‘ดวงดารา’ อย่างซื่อสัตย์ จะไม่จากไปไหน
“เอ่อ! รินเดี๋ยวก่อน”
“คะ คุณเดือน”
“เดี๋ยวริชชี่กลับมาจากโรงเรียนให้ไปหาพี่ดาวด้วยนะ ดาวเขาเก็บเสื้อผ้าเอาไว้ให้น่ะ ดูเหมือนจะมีรองเท้าคู่ใหม่ของเจ้าริชด้วยนะ”
“ค่ะ คุณเดือน รินขอบคุณมากนะคะ”
เดือนพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อเห็นดวงตาวาวไปด้วยหยาดน้ำอย่างซาบซึ้งใจของนารินก่อนจะก้มลงจัดจานอาหารต่อ เธอและพนักงานที่นี่อยู่กันแบบพี่น้อง ช่วยเหลือกันตามที่พอช่วยได้ โดยเฉพาะนารินกับ ‘ริชชี่’ เด็กหญิงตัวอ้วนกลมที่เธอคิดว่าเป็นญาติสนิท เพราะช่วยเหลือกันมาตั้งแต่เจ้าริชชี่ยังไม่คลอด
.
.
ดวงดาราค่อยๆ เยี่ยมหน้ามองผ่านประตูห้องครัวไปยังห้องรับรองด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงหวานและเจือไปด้วยความอ่อนโยนของแม่ดังแว่วมาจากทางนั้น เธอต้องแน่ใจว่าแม่อยู่ที่นั่นจริงๆ แม่กำลังต้อนรับลูกค้าที่มากันเป็นครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่วัยทำงานและลูกในวัยไม่น่าจะเกิน 10 ปี
เห็นดังนั้นดวงดาราก็มั่นใจว่าแม่จะไม่กลับขึ้นไปบนห้องนอนในเวลานี้แน่ เพราะถ้าลูกค้ามีเด็กเล็กมาด้วย แม่จะยิ่งดูแลเป็นพิเศษไม่ให้คลาดสายตา เพราะแม่ห่วงใยเด็กทุกคน ไม่ต่างจากที่แม่ห่วงใยเธอมากจนเกินพอดี
กัญจน์ฟังเรื่องราวที่ดวงดาราบอกเล่าทั้งน้ำตา เขาควรจะเชื่อเธอ หรือควรจะเข็ดกับความหลอกลวง แต่เขาก็พ่ายแพ้แก่หัวใจไปแล้ว พ่ายแพ้ต่อความรักที่มีให้กับเธออย่างมากมาย“แล้วทำไมดาวไม่ติดต่อ ทำไมไม่โทรบอก ไม่อธิบาย ทำไมปล่อยให้พี่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”น้ำเสียงอ่อนลงแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่หยุด“เพราะผมเป็นคนขอร้องไว้เอง ว่าอย่าบอก”สิททิไชที่เดินตามมาพร้อมกับคุณน้าเดือนยอมรับว่าเป็นคนขอร้องไม่ให้ดวงดาราติดต่อกับเขา“เพราะอะไรครับ”“เพราะผมต้องการพิสูจน์”เรื่องราวความรักของสิททิไชกับเดือนต้องจบลงเพราะทิฐิ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในครอบครัวของกันและกัน เดือนต้องการอยู่เมืองไทยเพราะอยากอยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่สิททิไชเข้ากับบ้านของเดือนไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดือนเรียนไม่จบ ส่วนเดือนเมื่อตามมาอยู่กับสิททิไชที่ปากซัน ครอบครัวของสิททิไชที่จัดเป็นคนมีฐานะในท้องที่ก็ยอมรับเดือนไม่ได้เช่นกัน ที่เดือนหนีตามมาอยู่กับสิททิไชโดยไม่แต่งงาน สุดท้ายเดือนจึงเลือกที่จะอุ้มท้องดวงดารากลับไปคลอดที่เมืองไทยสิททิไชในขณะนั้นก็ถือทิฐิไม่ตามง้องอน ท
กัญจน์ฟังถ้อยสนทนาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้ว่าเด็กหญิงที่ชื่อว่า ‘เจ้าริช’ คงเป็นลูกของผู้หญิงที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขาที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘ริน’ แต่คนที่คุณน้าเดือนจะไปตามนั้นนอกจากลูกสาว ยังมีใครอีกคนที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘พี่’ และคนนั้นเหมือนจะต้องการพบเขากัญจน์พยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดทั้งที่อารมณ์เริ่มกรุ่น เมื่อรู้สึกว่าแม่กับคุณน้าเดือนกำลังเล่นเกมจับคู่เขากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว หรือทั้งหมดนี่จะเป็นแผนของแม่“นี่แม่คงไม่ได้แกล้งขาแพลงหรอกนะครับ”“บ้าน่ะ! ตากัญจน์ ใครจะแกล้ง นี่แม่เจ็บจริงไม่ได้ใช้สแตนอินเลยนะ”“ขอโทษครับ ก็ผมเห็นแม่...” อยากจะพูดว่ากระตือรือร้นที่จะให้เขาพบหน้าแม่ดอกกุหลาบแห่งปากซันนั้นเต็มที และแม่ดอกกุหลาบนั้นจะตื่นเต้นจริงอย่างที่แม่เธอบอกหรือเปล่า“เขาเรียกว่า พรหมลิขิต กัญจน์จะต้องขอบคุณแม่ คอยดูสิ”“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ” เขาทำสีหน้าเอือมๆ ไม่อยากรับมุกแม่“จริง ไม่เชื่อก็ดูสิ” กาญจนาพยักพเยิดใบหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกัญจน์มองตามสายตาของแม่ ใครบางคนกำลังเดินออกมาจากในบ้าน ทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนตกตะลึงก่อนจะหลับตาเรียกสติของตัวเอง เขาอาจจ
หลังจากกลับมา เขาได้รับโทรศัพท์ของสิททิไชที่โทร. มาถามไถ่สาเหตุที่เขารีบกลับจนไม่ได้พบหน้ากัน ทั้งที่สิททิไชอยากจะพาเขาไปเยี่ยมชมเกสเฮ้าท์แห่งใหม่ของครอบครัวที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำซัน แต่สิททิไชกลับไม่เอ่ยถึงเธอคนนั้นเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่ถาม เพราะภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆเธอโผเข้าหาอ้อมกอดของสิททิไช ในขณะที่สิททิไชก็กอดร่างแบบบางแน่นอย่างแสนรัก นั่นคือคนที่โหยหาซึ่งกันและกัน และหากจะเทียบเขากับสิททิไช แม้เขาจะหนุ่มกว่า แต่ถ้าจะเทียบความมั่งคั่งและความกว้างขวางในถิ่นนี้ สิททิไชสามารถบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้มากกว่าเขาแน่ แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอจะต้องติดต่อมาเพื่อบอกเล่าความจริงทุกสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือโทร. มาตัดพ้อต่อว่าที่เขาทิ้งเธอไว้ที่ปากซัน แต่ไม่มีเลย ไม่มีเสียงใดในโทรศัพท์ที่เขาจดจำได้ว่าเป็นเสียงของเธอ ไม่มีคำอธิบายใดที่จะให้เข้าใจไปทางอื่น เธอเงียบหายราวกับไร้ตัวตน ทั้งที่ความจริงก็คือ เธอไร้ตัวตนจริงๆ‘ดาลาวัน ประเสิดสี’ เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ปากซัน ไม่ใช่เธอคนนั้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารักและสิ่งที่ก่อเกิดในหัวใจก็เป็นเพียงจุดบอดในชีวิต ที่ไม่มี
“นี่เราจะทำยังไงกันดี” พิสสะมัยถามความคิดเห็นของทุกคน“ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้สักพักแหละ จะทำยังไงได้ เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำ ปุ๋ยปุ่ยไม่ออกเลย เฮ้อ!” มดดำถอนหายใจทำหน้าเนือย เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีก”“อืม... พี่เห็นด้วยกับหรั่งนะ แต่เราจะทำยังไงล่ะ” สาลี่มองพนักงานรุ่นน้องแต่ละคนก่อนจะสบสายตากับหรั่งที่มีแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน“ผมจะไปคุยกับเจ้านายเอง”หรั่งรับอาสาแววตามุ่งมั่นมองทุกคน จนไปหยุดที่พิสสะมัยที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจมาให้..พลั๊ก!“ว้าย! คุณกัญจน์ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ หรั่งไปทำอะไรให้”พิสสะมัยถลาเข้าไปประคองหรั่งที่ถูกกัญจน์ปล่อยหมัดเข้าสู่ใบหน้าจนไปนอนกองกับพื้น“พิสสะมัยอย่าว่าเจ้านาย” หรั่งหันบอกเมีย มือกุมริมฝีปากที่มีเลือดไหลซึมออกมา“ไม่ว่าได้ไง ว้าย! เลือด! คุณกัญจน์บ้า! ป่าเถื่อน! ทำแบบนี้กับหรั่งได้ไง เจ้านายอกหักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกน้อง!” พิสสะมัยปากไวตามใจคิด จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“พอแล้วพิสสะมัย หรั่งไม่เป็นอะไร พอแล้ว” หรั่งพยายามห้ามไม่ให้พิสสะมัยพูดมากไปกว่านี้แต่เธอก็ไม่ยอม“ไม่พอ! ฉ
กัญจน์แทบกลั้นลมหายใจที่จะยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าให้จบ โทรศัพท์ถูกกดตัดสายทิ้งเพราะสิททิไชคงไม่ต้องการฟังอะไรจากเขาอีกแล้ว ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่สไตล์ลูกครึ่งเหมือนจะตะลึงมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับเธอที่มองผู้ที่มาใหม่ไม่วางตาคนทั้งคู่ไม่เหมือนเพิ่งรู้จักกัน ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะทันทีที่สิททิไชขยับร่างพร้อมพูดอะไรบางอย่าง ดาลาวัน(ของเขา) ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของสิททิไชในทันทีกัญจน์สั่นไหวไปทั้งร่าง หันหลังกลับในสภาพเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรอีก ไม่ต้องการอยู่ต่อเพื่อให้เห็นภาพบาดตาบาดใจ และไม่ต้องการรับรู้อีกแล้วว่าดาลาวัน(ที่เคยเป็นของเขา) จะมาหาสิททิไชด้วยเรื่องอะไร เพราะคนทั้งคู่แสดงออกถึงความรักมากมายที่มอบให้แก่กันและกัน เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว..เสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ที่ดังแว่วมา ทำให้กัญจน์ทนไม่ไหวต้องออกมายืนหาที่มาของเสียง ทั้งที่เป็นเวลาค่อนข้างดึกคนงานน่าจะนอนพักผ่อนกันหมดแล้ว แต่ยังมีอีกห้องหนึ่งที่เปิดไฟอยู่ และก็คงเป็นต้นตอของเสียงลอยตามลมบทเพลงที่ ‘คุณสีเผือก’ แห่งวงคนด่านเกวียน นำมาขับร้องในปี 2529 จนโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งศิ
กัญจน์พาดาลาวันกลับมาที่โรงแรมในช่วงบ่ายเพื่อรอสิททิไช เพราะสิททิไชโทร. บอกว่าเขากำลังเข้ามาที่โรงแรม แต่ดาลาวันลืมของสำคัญไว้บนห้อง กัญจน์จึงนั่งรอเธอที่ล็อบบี้ เพราะหากสิททิไชมาถึงก่อนเวลาจะได้คุยกันไปก่อนเสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ดังคลออยู่บริเวณที่เขานั่งอยู่ กัญจน์ยิ้มพลางคิดถึงคำพูดของสิททิไชที่มักบอกเสมอว่าสาวปากซันสวยมาก พร้อมเตือนเขาว่าจะหลงเสน่ห์พวกเธอหากไม่ระมัดระวังหัวใจตัวเอง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำพูดของสิททิไชไม่เกินจริงเลย เพราะเขาหลงเสน่ห์ดาลาวันจนหัวปักหัวปำจริงๆ เธอสวยงามเหมือนดอกกุหลาบ บอบบาง และหอมที่สุด“ไม่ทราบว่าลูกค้าจะรับเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่าคะ”กัญจน์หันมองหญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดพนักงานโรงแรมซึ่งเป็นรูปแบบชุดประจำชาติ ใบหน้าสะสวยคมขำกับรอยยิ้มจริงใจนั้นทำให้เขายิ้มตอบ“ขอเป็นกาแฟละกันครับ”“ร้อนหรือเย็นคะ” เธอถามต่อเป็นภาษาไทยสำเนียงชัดเจน“เอ่อ... ร้อนดีกว่าครับ แล้วผมขอน้ำส้มปั่นหนึ่งที่ด้วยนะครับ”“รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวรับคำก่อนจะไปส่งรายการที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่นานนักเธอก็นำกาแฟหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ พร้อมแจ้งให้เขารอน้ำส้มสักครู่ กิริยามารยาทและการบริการท
“ดาวกราบขอบคุณคุณผู้หญิงที่เมตตาดาว”“ฉันดีใจที่เธอคิดได้ เธออยากได้เงินสักเท่าไรล่ะ”กาญจนาเปลี่ยนน้ำเสียงดุเป็นใสกังวานด้วยความดีใจ รอยยิ้มระบายบนใบหน้า เมื่อคิดว่าแผนเอาเงินฟาดหัวดาลาวันขณะลูกชายไม่อยู่ใช้ได้ผล แต่ก็ต้องยิ้มค้าง เมื่อดาลาวันยังพูดไม่จบ“แต่ดาวคงไม่รับค่ะ ครอบครัวดาวถึงจะไม่ได้ร่
“อยากมากนักใช่มั้ย ก็จะสนองให้ สมควรแล้วที่เธอไม่มียาง ทั้งฉ่ำทั้งเยิ้มขนาดนี้ ยางคงไม่จำเป็น”ดวงตาสีฟ้าเข้มขึ้นในความมืดมองพิสสะมัยด้วยความสมเพชไม่ต่างจากที่เธอใช้มองเขาก่อนหน้านี้ เพราะขนาดคนไม่ชอบหน้า กลไกทางธรรมชาติก็ยังขับเคลื่อนสนับสนุน และความฉ่ำเยิ้มที่ท่วมท้นนิ้วมือคงพอสำหรับรองรับไอ้หรั่
“กรี๊ด! กัญจน์ผลักเกดทำไม”เกศรากรีดร้องเพราะถูกผลักอย่างแรงจนก้นจ้ำเบ้ากับพื้นห้อง แต่เมื่อเห็นกัญจน์รีบสวมกางเกงอย่างเร่งรีบ เธอก็ได้สติรีบถลาเข้ามายื้อยุดให้เขาหยุด“ทำไมคะกัญจน์ กัญจน์จะไปไหน”“ผมขอโทษนะเกด ผมต้องกลับ” กัญจน์แกะมือของเกศรา พยายามติดกระดุม แต่เกศรากลับยื้อยุดข้อมือเขาแน่น“กัญจน
ดาลาวันช่วยงานในครัวไม่หยุดแม้จะเจ็บๆ ขัดๆ เดินไม่สะดวก แต่คำบอกรักของเขาเมื่อเช้าก็เป็นแรงใจให้เธอมีพลัง เธอไม่อยากให้เขารู้สึกผิดกับเธอเรื่องแม่ ที่เธอยอมอยู่ต่อก็เพราะหนึ่งนั้นคือสิททิไชไม่อยู่ที่ปากซัน และสองคือเธอไม่อยากสร้างความรู้สึกไม่ดีให้เกิดขึ้นกับแม่ของเขา เพราะหากเขากับเธอตั







