เข้าสู่ระบบนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอไม่สบายใจที่สุด แม้ ‘ปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1’ จะการันตีความรักดีของเธอ แต่ความห่วงใยจนเกินกว่าเหตุของแม่ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย เพราะตั้งแต่เรียนจบ แม่ไม่ยอมให้เธอไปทำงานที่ไหน แม่ให้เธอช่วยงานที่เกสเฮ้าท์ด้วยเหตุผลว่าเธอต้องสานต่อธุรกิจนี้ ทั้งที่เธอขอ นั่นคืออีกสิ่งที่อึดอัด แม้จะอายุ 22 ปีแล้ว แม่ก็ยังล้อมคอกป้องกันเธอทุกทาง ไม่ยอมให้รอดพ้นสายตา ทั้งๆ ที่คำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ จวบจนวันนี้เธอก็ไม่เคยฝ่าฝืน
‘ห้าม! ข้ามไปฝั่งโน้นเด็ดขาด’
ห้ามแม้กระทั่งเหยียบย่างขึ้นไปบนสะพานข้ามโขง แม่กลัวว่าเธอจะไปหาใครทางนั้นใช่ไหม แต่แม่จะรู้ไหมว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งปิดกั้นเธอก็ยิ่งอยากรู้ ทุกอย่างเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องรู้ให้ได้ ว่าความจริงคืออะไร แล้ววันนี้เธอจะต้องรู้ให้ได้
“พี่ดาวดูอะไรเหรอคะ”
“อุ้ย! เจ้าริช มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ตกใจหมด”
‘ริชชี่’ คือเด็กหญิงลูกครึ่งยุโรปวัย 10 ปี ที่ไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนกับแม่คนไทย เด็กหญิงที่คลอดออกมาในบ้านของเธอเพราะ นารินไปโรงพยาบาลไม่ทัน แม่ของเธอจึงตั้งชื่อเด็กหญิงตัวอ้วนกลมเหมือนหมูสีชมพูแต่มีหน้าตาสะสวยราวกับตุ๊กตานี้ว่า ‘ริชชี่’ ที่แปลว่า ‘ความร่ำรวย’ เพื่อเรียกโชคลาภให้กับเกสเฮ้าท์ เพื่อตอบแทนที่แม่ของเธอให้ความเมตตา
“แล้วพี่ดาวดูอะไรเหรอคะ”
เจ้าริชชี่พยายามชะเง้อมองไปข้างหน้าแต่ก็ถูกมือนิ่มๆ ของพี่สาวคนสวยปิดจนมิดไม่ให้เห็น
“ไม่ต้องยุ่ง! เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว แล้วมาทำไมกันเนี่ย ทำไมไม่กลับห้อง”
ดวงดาราหันมาใส่อารมณ์หงุดหงิด เพราะเห็นหน้าไอ้หมูอ้วนทีไรพานให้เธออยากจะกอดอยากจะฟัดทุกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่เวลา เพราะถ้าเธอทำแบบนั้นมีหวังเสียงไอ้หมูตัวนี้คงดังไกลไปถึงหน้าร้านอาหารแน่
“อ้าว! ไหงพูดงี้ล่ะพี่ ก็พี่ดาวให้หนูมาหาไง หนูก็ทำตามคำสั่งแล้วไง ไม่บกพร่องสักนิ้ด...”
“เออใช่... ไอ้อ้วน เอางี้ ไปรอที่ห้องพี่ พี่ทำธุระก่อนเดี๋ยวตามไป”
ดวงดาราโบกไม้โบกมือไล่ ชะเง้อมองแม่เพราะต้องการตรวจสอบอีกครั้งให้แน่ใจ
“พี่ดาวทำอะไรอยู่เหรอ ใช้หนูช่วยมั้ย” เสียงน้อยๆ เอ่ยถาม พร้อมทำสีหน้าเจ้าเล่ห์
ดวงดาราหันมองไอ้หมูอ้วน ยิ้มกว้างราวกับเห็นสวรรค์ เมื่อความเจ้าเล่ห์ของริชชี่กับความคิดเฉียบแหลมของเธอบรรจบกันพอดี สิ่งที่คิดไว้ย่อมสำเร็จ
“อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าน้องพี่ดาว ไอ้หมูอ้วนของพี่”
.
.
โต๊ะทำงานสีทึมตั้งสงบนิ่งอยู่มุมห้องคือเป้าหมาย ดวงดาราเดินรี่ตรงไป จะไม่ปล่อยให้โอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดมือไปแน่ รอยยิ้มปรากฏเมื่อค่อยๆ เลื่อนลิ้นชักออกแล้วพบว่าไม่ได้ล็อก ฝ่ามือว่องไวเริ่มค้นหาในสิ่งที่ต้องการ
ที่โคนบันไดบ้านนั้นไอ้หมูอ้วนริชชี่ทำทีเป็นนั่งเล่นตุ๊กตา ทั้งที่ดวงตากลมโตสีเขียวสุกใสคอยชำเลืองมองเจ้าของเกสเฮ้าท์ที่กำลังต้อนรับลูกค้าไม่วางตา เพราะหน้าที่ก็คือให้สัญญาณทันทีที่
‘คุณป้าเดือน’ เยื้องร่างออกมาำใ
ดวงดาราปาดหลังมือที่ไรผม เวลาที่ผ่านไปบวกกับความตื่นเต้นทำให้เหงื่อกาฬพร้อมใจกันไหลออกมาจนชุ่ม เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนตามธรรมชาติถูกขมวดขึ้นเป็นปมเหนือท้ายทอย เผยความนวลเนียนของผิวเนื้อและลำคอระหง มือยังคงค้นหา ตามองสอดส่อง สมองประมวลในสิ่งที่เห็น แต่ก็ไม่พบ
เมื่อลิ้นชักที่โต๊ะทำงานไม่มีสิ่งที่เธอต้องการ ดวงดาราจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลิ้นชักหัวเตียง ทันทีที่เปิดออก หัวใจของเธอคล้ายจะเต้นผิดจังหวะ เพราะกล่องไม้ที่เห็นนั้นเธอคลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อคืนเห็นวางอยู่ข้างกายแม่ ดวงตาฉายความหวาดหวั่น ระแวง เผื่อมีใครโผล่เข้ามา ทั้งๆ ที่เจ้าริชชี่ยังไม่ได้ส่งเสียงให้สัญญาณด้วยซ้ำ
ไม่รอช้า ดวงดารารีบประคองกล่องไม้ใบใหญ่แต่ไม่หนักสักนิดออกมาวางข้างกาย หัวใจเต้นรัวเร็วขณะเปิดฝาด้วยคาดหวังว่าจะเจอสิ่งที่ต้องการ และเธอก็พบ ‘จดหมาย’ ปึกใหญ่ที่แม่เรียงซ้อนกันไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่เธอจะทำอย่างไรต่อในเมื่อจดหมายทั้งปึกไม่มีฉบับไหนเลยที่ถูกเปิดอ่าน แล้วเธอจะดูเนื้อความในจดหมายได้ยังไง หากจะให้ถือวิสาสะเปิดอ่านเอง เธอก็ไม่กล้า
จดหมายทุกฉบับจ่าหน้าเฉพาะชื่อที่อยู่ของผู้รับ แต่ไม่มีชื่อที่อยู่ของผู้ส่ง หัวคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันพยายามครุ่นคิด จดหมายเหล่านี้ไม่มีแม้ตราประทับจากไปรษณีย์ แต่เธอก็รู้ว่าทุกฉบับถูกส่งมาจากคนเดียวกัน เพราะลายมือที่ใช้จ่าหน้าซองนั้น ไม่ว่าจะฉบับเก่าสุดที่เนื้อกระดาษเปลี่ยนจากสีขาวจนออกสีเหลืองหม่น จนถึงฉบับล่าสุดที่เธอเห็นแม่กอดประคองแนบอกแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะพูดคำที่ทำให้เธอสงสัยว่าเจ้าของจดหมายนี้อาจเป็นใครคนนั้น
‘พี่’ ตามน้ำเสียงสะอึกสะอื้นนั้นจะเป็น ‘พ่อ’ ที่เธอไม่เคยคิดว่ามีเหมือนกับใครๆ เขาหรือเปล่า
มือแบบบางจับพลิกซองจดหมายไปมาทีละซอง เพื่อหาสิ่งที่เธอจะสานต่อได้ และก็พบ ทว่าแว่วเสียงของแม่ที่เอ่ยทักไอ้หมูอ้วนกลับทำให้เธอสั่นไปทั้งร่างจนทำอะไรไม่ถูก มือหยิบปากกาจะจดข้อมูลก็สั่นเสียจนจดไม่ได้ ดวงตาหวาดระแวงมองบานประตู แม่ใกล้เข้ามา ในขณะที่เธอมีโอกาสเดียว
กัญจน์ฟังเรื่องราวที่ดวงดาราบอกเล่าทั้งน้ำตา เขาควรจะเชื่อเธอ หรือควรจะเข็ดกับความหลอกลวง แต่เขาก็พ่ายแพ้แก่หัวใจไปแล้ว พ่ายแพ้ต่อความรักที่มีให้กับเธออย่างมากมาย“แล้วทำไมดาวไม่ติดต่อ ทำไมไม่โทรบอก ไม่อธิบาย ทำไมปล่อยให้พี่เจ็บอยู่ฝ่ายเดียว”น้ำเสียงอ่อนลงแต่แฝงไว้ด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม่หยุด“เพราะผมเป็นคนขอร้องไว้เอง ว่าอย่าบอก”สิททิไชที่เดินตามมาพร้อมกับคุณน้าเดือนยอมรับว่าเป็นคนขอร้องไม่ให้ดวงดาราติดต่อกับเขา“เพราะอะไรครับ”“เพราะผมต้องการพิสูจน์”เรื่องราวความรักของสิททิไชกับเดือนต้องจบลงเพราะทิฐิ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับในครอบครัวของกันและกัน เดือนต้องการอยู่เมืองไทยเพราะอยากอยู่กับพ่อแม่ ในขณะที่สิททิไชเข้ากับบ้านของเดือนไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เดือนเรียนไม่จบ ส่วนเดือนเมื่อตามมาอยู่กับสิททิไชที่ปากซัน ครอบครัวของสิททิไชที่จัดเป็นคนมีฐานะในท้องที่ก็ยอมรับเดือนไม่ได้เช่นกัน ที่เดือนหนีตามมาอยู่กับสิททิไชโดยไม่แต่งงาน สุดท้ายเดือนจึงเลือกที่จะอุ้มท้องดวงดารากลับไปคลอดที่เมืองไทยสิททิไชในขณะนั้นก็ถือทิฐิไม่ตามง้องอน ท
กัญจน์ฟังถ้อยสนทนาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง รู้ว่าเด็กหญิงที่ชื่อว่า ‘เจ้าริช’ คงเป็นลูกของผู้หญิงที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขาที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘ริน’ แต่คนที่คุณน้าเดือนจะไปตามนั้นนอกจากลูกสาว ยังมีใครอีกคนที่คุณน้าเดือนเรียกว่า ‘พี่’ และคนนั้นเหมือนจะต้องการพบเขากัญจน์พยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุดทั้งที่อารมณ์เริ่มกรุ่น เมื่อรู้สึกว่าแม่กับคุณน้าเดือนกำลังเล่นเกมจับคู่เขากับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว หรือทั้งหมดนี่จะเป็นแผนของแม่“นี่แม่คงไม่ได้แกล้งขาแพลงหรอกนะครับ”“บ้าน่ะ! ตากัญจน์ ใครจะแกล้ง นี่แม่เจ็บจริงไม่ได้ใช้สแตนอินเลยนะ”“ขอโทษครับ ก็ผมเห็นแม่...” อยากจะพูดว่ากระตือรือร้นที่จะให้เขาพบหน้าแม่ดอกกุหลาบแห่งปากซันนั้นเต็มที และแม่ดอกกุหลาบนั้นจะตื่นเต้นจริงอย่างที่แม่เธอบอกหรือเปล่า“เขาเรียกว่า พรหมลิขิต กัญจน์จะต้องขอบคุณแม่ คอยดูสิ”“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ” เขาทำสีหน้าเอือมๆ ไม่อยากรับมุกแม่“จริง ไม่เชื่อก็ดูสิ” กาญจนาพยักพเยิดใบหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกัญจน์มองตามสายตาของแม่ ใครบางคนกำลังเดินออกมาจากในบ้าน ทำให้เขาเผลอลุกขึ้นยืนตกตะลึงก่อนจะหลับตาเรียกสติของตัวเอง เขาอาจจ
หลังจากกลับมา เขาได้รับโทรศัพท์ของสิททิไชที่โทร. มาถามไถ่สาเหตุที่เขารีบกลับจนไม่ได้พบหน้ากัน ทั้งที่สิททิไชอยากจะพาเขาไปเยี่ยมชมเกสเฮ้าท์แห่งใหม่ของครอบครัวที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำซัน แต่สิททิไชกลับไม่เอ่ยถึงเธอคนนั้นเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่ถาม เพราะภาพที่เห็นมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆเธอโผเข้าหาอ้อมกอดของสิททิไช ในขณะที่สิททิไชก็กอดร่างแบบบางแน่นอย่างแสนรัก นั่นคือคนที่โหยหาซึ่งกันและกัน และหากจะเทียบเขากับสิททิไช แม้เขาจะหนุ่มกว่า แต่ถ้าจะเทียบความมั่งคั่งและความกว้างขวางในถิ่นนี้ สิททิไชสามารถบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้มากกว่าเขาแน่ แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอจะต้องติดต่อมาเพื่อบอกเล่าความจริงทุกสิ่งที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือโทร. มาตัดพ้อต่อว่าที่เขาทิ้งเธอไว้ที่ปากซัน แต่ไม่มีเลย ไม่มีเสียงใดในโทรศัพท์ที่เขาจดจำได้ว่าเป็นเสียงของเธอ ไม่มีคำอธิบายใดที่จะให้เข้าใจไปทางอื่น เธอเงียบหายราวกับไร้ตัวตน ทั้งที่ความจริงก็คือ เธอไร้ตัวตนจริงๆ‘ดาลาวัน ประเสิดสี’ เป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ปากซัน ไม่ใช่เธอคนนั้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขารักและสิ่งที่ก่อเกิดในหัวใจก็เป็นเพียงจุดบอดในชีวิต ที่ไม่มี
“นี่เราจะทำยังไงกันดี” พิสสะมัยถามความคิดเห็นของทุกคน“ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้สักพักแหละ จะทำยังไงได้ เจ้านายสั่งอะไรก็ต้องทำ ปุ๋ยปุ่ยไม่ออกเลย เฮ้อ!” มดดำถอนหายใจทำหน้าเนือย เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้หยุดพัก“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีก”“อืม... พี่เห็นด้วยกับหรั่งนะ แต่เราจะทำยังไงล่ะ” สาลี่มองพนักงานรุ่นน้องแต่ละคนก่อนจะสบสายตากับหรั่งที่มีแววเคร่งเครียดไม่แพ้กัน“ผมจะไปคุยกับเจ้านายเอง”หรั่งรับอาสาแววตามุ่งมั่นมองทุกคน จนไปหยุดที่พิสสะมัยที่ส่งรอยยิ้มให้กำลังใจมาให้..พลั๊ก!“ว้าย! คุณกัญจน์ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ หรั่งไปทำอะไรให้”พิสสะมัยถลาเข้าไปประคองหรั่งที่ถูกกัญจน์ปล่อยหมัดเข้าสู่ใบหน้าจนไปนอนกองกับพื้น“พิสสะมัยอย่าว่าเจ้านาย” หรั่งหันบอกเมีย มือกุมริมฝีปากที่มีเลือดไหลซึมออกมา“ไม่ว่าได้ไง ว้าย! เลือด! คุณกัญจน์บ้า! ป่าเถื่อน! ทำแบบนี้กับหรั่งได้ไง เจ้านายอกหักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกน้อง!” พิสสะมัยปากไวตามใจคิด จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“พอแล้วพิสสะมัย หรั่งไม่เป็นอะไร พอแล้ว” หรั่งพยายามห้ามไม่ให้พิสสะมัยพูดมากไปกว่านี้แต่เธอก็ไม่ยอม“ไม่พอ! ฉ
กัญจน์แทบกลั้นลมหายใจที่จะยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าให้จบ โทรศัพท์ถูกกดตัดสายทิ้งเพราะสิททิไชคงไม่ต้องการฟังอะไรจากเขาอีกแล้ว ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่สไตล์ลูกครึ่งเหมือนจะตะลึงมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับเธอที่มองผู้ที่มาใหม่ไม่วางตาคนทั้งคู่ไม่เหมือนเพิ่งรู้จักกัน ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะทันทีที่สิททิไชขยับร่างพร้อมพูดอะไรบางอย่าง ดาลาวัน(ของเขา) ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของสิททิไชในทันทีกัญจน์สั่นไหวไปทั้งร่าง หันหลังกลับในสภาพเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรอีก ไม่ต้องการอยู่ต่อเพื่อให้เห็นภาพบาดตาบาดใจ และไม่ต้องการรับรู้อีกแล้วว่าดาลาวัน(ที่เคยเป็นของเขา) จะมาหาสิททิไชด้วยเรื่องอะไร เพราะคนทั้งคู่แสดงออกถึงความรักมากมายที่มอบให้แก่กันและกัน เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว..เสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ที่ดังแว่วมา ทำให้กัญจน์ทนไม่ไหวต้องออกมายืนหาที่มาของเสียง ทั้งที่เป็นเวลาค่อนข้างดึกคนงานน่าจะนอนพักผ่อนกันหมดแล้ว แต่ยังมีอีกห้องหนึ่งที่เปิดไฟอยู่ และก็คงเป็นต้นตอของเสียงลอยตามลมบทเพลงที่ ‘คุณสีเผือก’ แห่งวงคนด่านเกวียน นำมาขับร้องในปี 2529 จนโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งศิ
กัญจน์พาดาลาวันกลับมาที่โรงแรมในช่วงบ่ายเพื่อรอสิททิไช เพราะสิททิไชโทร. บอกว่าเขากำลังเข้ามาที่โรงแรม แต่ดาลาวันลืมของสำคัญไว้บนห้อง กัญจน์จึงนั่งรอเธอที่ล็อบบี้ เพราะหากสิททิไชมาถึงก่อนเวลาจะได้คุยกันไปก่อนเสียงเพลง ‘กุหลาบปากซัน’ ดังคลออยู่บริเวณที่เขานั่งอยู่ กัญจน์ยิ้มพลางคิดถึงคำพูดของสิททิไชที่มักบอกเสมอว่าสาวปากซันสวยมาก พร้อมเตือนเขาว่าจะหลงเสน่ห์พวกเธอหากไม่ระมัดระวังหัวใจตัวเอง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคำพูดของสิททิไชไม่เกินจริงเลย เพราะเขาหลงเสน่ห์ดาลาวันจนหัวปักหัวปำจริงๆ เธอสวยงามเหมือนดอกกุหลาบ บอบบาง และหอมที่สุด“ไม่ทราบว่าลูกค้าจะรับเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่าคะ”กัญจน์หันมองหญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดพนักงานโรงแรมซึ่งเป็นรูปแบบชุดประจำชาติ ใบหน้าสะสวยคมขำกับรอยยิ้มจริงใจนั้นทำให้เขายิ้มตอบ“ขอเป็นกาแฟละกันครับ”“ร้อนหรือเย็นคะ” เธอถามต่อเป็นภาษาไทยสำเนียงชัดเจน“เอ่อ... ร้อนดีกว่าครับ แล้วผมขอน้ำส้มปั่นหนึ่งที่ด้วยนะครับ”“รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวรับคำก่อนจะไปส่งรายการที่หน้าเคาน์เตอร์ไม่นานนักเธอก็นำกาแฟหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ พร้อมแจ้งให้เขารอน้ำส้มสักครู่ กิริยามารยาทและการบริการท
“พี่กัญจน์! กรี๊ดดดดด...”“อืม... โอว... ดาว... โอว... เมียจ๋า... โอว...”ดาลาวันกรีดร้องพร้อมกับเสียงทุ้มที่คำรามต่ำอยู่ข้างใบหู หยาดน้ำแห่งความรักที่อุ่นวาบพุ่งทะยานไปเร็วและแรง พร้อมกับตัวตนของเขาที่กระตุกติดๆ กัน ลึก รัวเร็ว และรุนแรง จนดาลาวันต้องกรีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่ากับความสุขรับอรุณที่เ
ปลายลิ้นละเอียดชิมความแข็งแกร่งที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเธอกำลังดูดกลืนไอศกรีมสักแท่ง เพียงแต่ไอศกรีมแท่งนี้ไม่ได้เย็น ทว่าเต็มไปด้วยความร้อนแรง แข็งแกร่ง และตื่นตัวราวกับมีชีวิต เพราะทุกครั้งที่เธอโอบล้อมตัวตนของเขา ความใหญ่โตนั้นราวจะขยายมากขึ้น จนเธอแทบจะโอบล้อมไว้ไม่หมด“โอว... ดาวจ๋า... เมียข
บรรยากาศปากซันยามเช้าตรู่ดูจะพลุกพล่านมากกว่าเมื่อคืนที่มาถึง ทั้งเรือข้ามฟากจากฝั่งไทยมาลาว จากฝั่งลาวไปไทย ทั้งเรือขนถ่ายสินค้า และเรือที่บรรทุกรถยนต์เพื่อข้ามแม่น้ำ ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่นี้คือท้องถนนที่มีรถยนต์สัญจรไปมา “อุ้ย!” ดาลาวันสะดุ้งเ
ห้องพักขนาดใหญ่บนชั้น 3 ที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำโขงและฝั่งบึงกาฬได้อย่างชัดเจนถูกเปิดไว้ต้อนรับเพราะกัญจน์โทร. มาจองไว้ตั้งแต่ออกจากเวียงจันทน์ ดาลาวันเลี่ยงออกมายืนชมวิวเพราะกัญจน์กำลังรับโทรศัพท์ที่โทร. เข้ามาดาลาวันมองไปอีกฝั่งที่ยังคงมีไฟแสงสีมากมาย ในยามนี้หัวใจรู้สึกเสียดหวิวอย่างบอกไม่ถูก







