Share

บทที่ 5 สะใภ้บ้านสกุลเฉิน

Penulis: BigM00N
last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-17 16:42:50

ผู้ดูแลร้านใช้เวลาไม่นานก็สามารถหาเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเอาไว้แล้วมาให้เด็กๆ ลองสวมใส่ แม้ว่าจะดูไม่พอดีตัวอยู่บ้างแต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานเด็กๆ ก็คงจะเติบโตมากขึ้นกว่านี้นางจึงยินดีที่จะจ่ายเงิน

“ได้ยินว่าเจ้าสิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้วมิใช่หรือ น้องฉิงหร่วนบอกกับข้าว่ายามที่ไปรับร่างของเจ้า นอกจากจะไม่เหลือลมหายใจแล้วเจ้ายังไม่เหลือเงินทองติดกายเลย” คำพูดของเจียงฉิงเหยาทำให้เจียงฉิงฟางร้อง เฮอะ! ออกมา นางหันไปมองหน้าเจียงฉิงเหยาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาเลย

“เจียงฉิงหร่วนบอกอะไรเจ้าก็เชื่อหรือ นางบอกว่าข้าหนีตามบุรุษเจ้าก็เชื่อ นางบอกว่าข้าสิ้นเนื้อประดาตัวเจ้าก็เชื่อ ถ้านางบอกกับเจ้าว่าข้าคือนางปีศาจที่ตายแล้วฟื้น เจ้าก็คงจะเชื่ออีก เจียงฉิงเหยาเจ้าเป็นญาติผู้พี่ของพวกข้าสองพี่น้องมิใช่หรือ แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้โง่งมยิ่งนัก ท่านลุงกับท่านป้าไม่ได้ให้เจ้ากินอาหารดีๆ บ้างเลยหรือในหัวของเจ้าจึงได้ว่างเปล่าเช่นนี้” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กน้อยสกุลจ้าวทั้งสามหัวเราะคิกคักด้วยความพึงพอใจทำให้เจียงฉิงฟางพึ่งจะรู้ตัวว่านางได้แสดงด้านที่ไม่ดีให้เด็กๆ ได้เห็นเข้าแล้ว

“จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิง พวกเจ้าอย่าได้เลียนแบบแม่และนางเชียว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางชี้ไปที่เจียงฉิงเหยาที่ในยามนี้กำลังด่ากราดเจียงฉิงฟางด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย

“เจียงฉิงฟาง นังคนสารเลว นังคนแพศยาถือดียังไงจึงได้กล้ามาด่าข้าว่าโง่ เจ้าอย่าได้ลืมเชียวนะว่าพ่อสามีของข้าคือผู้ใด” เมื่อเจียงฉิงเหยาเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจึงได้โต้เถียงกับเจียงฉิงเหยาต่อแต่แน่นอนว่าคราวนี้นางคำนึงถึงเด็กๆ ที่ยังยืนฟังอยู่ถ้อยคำของนางจึงได้สุภาพมากยิ่งขึ้น

“ในหัวของข้าหาได้ว่างเปล่าเช่นเจ้า มีหรือที่ข้าจะจำไม่ได้ว่าพ่อสามีของเจ้าคือหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเหลือบตาไปมองเด็กๆ เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ยังคงให้ความสนใจอยู่นางจึงได้เอ่ยต่อ

“แต่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านคือคนที่มีคุณธรรม ไม่มีทางสนับสนุนให้เจ้าที่เป็นลูกสะใภ้รังแกสตรีไร้ทางสู้ที่ต้องเลี้ยงดูลูกสามคนเพียงคนเดียวเช่นข้าแน่” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบก็หันไปเอ่ยกับลูกๆ ทั้งสามของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“เมื่อเติบใหญ่พวกเจ้าจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม ไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ฉวยโอกาสเอาเปรียบคนที่สิ้นไร้ไม้ตอกรู้ไหม คนที่มีคุณธรรมมักจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ตอนนี้พวกเจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจแต่วันหน้าพวกเจ้าก็จะเข้าใจเอง” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาก็พลันมีใบแดงก่ำไปด้วยโทสะแล้วเอ่ยออกมาด้วยความโมโห

“เจียงฉิงฟาง! เจ้ามันคนชั้นต่ำ” เมื่อเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็เงื้อฝ่ามือขึ้นแล้วพุ่งร่างเข้ามาหาเจียงฉิงฟางตั้งใจว่าจะต้องทำให้เจียงฉิงฟางลิ้มรสฝ่ามือของนางให้ได้ แต่เจียงฉิงฟางไม่เพียงไม่หลบกลับใช้ท่อนแขนกันฝ่ามือที่ฟาดลงมา ย่อร่างกายเล็กน้อยแล้วพุ่งร่างขึ้นใช้แรงส่งกำปั้นชกเข้าไปที่ปลายคางของเจียงฉิงเหยาในทันที

“อย่าใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่า แต่สามารถโต้ตอบคนที่คิดจะทำร้ายเราได้” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบร่างของเจียงฉิงเหยาก็หมดสติกองลงไปที่พื้นในทันที

“โอ้โห! ท่านแม่ฝีมือของท่านยอดเยี่ยมมาก” จ้าวฉางหนิงเอ่ยพลางตบมือด้วยความชอบใจ จ้าวฉางยวนเองก็กระโดดโลดเต้นด้วยความพึงพอใจ ส่วนจ้าวฉางเยี่ยนขมวดคิ้วพลางจ้องมองเจียงฉิงฟางด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน

“ท่านแม่! เกิดอะไรขึ้น เมื่อก่อนเวลาท่านป้าลงไม้ลงมือกับท่านทีไร ท่านมักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งถูกข่วนทั้งถูกจิกทึ้งศีรษะอย่างหมดท่า แต่วันนี้นอกจากท่านจะสู้ท่านป้าได้แล้วยังมีกระบวนท่าการต่อสู้ที่แปลกประหลาดอีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะมีความชำนาญอีกด้วย” เมื่อจ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็หันไปยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

“เจ้าเป็นเด็กที่ช่างสังเกตจริงๆ ใช่แล้วเมื่อก่อนแม่ชอบคิดว่าตนเองอ่อนแอไม่มีทางสู้ท่านป้าของพวกเจ้าได้จึงยอมให้นางรังแก แต่หลังจากผ่านพ้นความเป็นความตายมาแม่ก็คิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ช่างสั้นนัก เหตุใดแม่จึงได้ปล่อยให้ความหวาดกลัวที่ยังมาไม่ถึงทำให้ตนเองต้องย่ำแย่ด้วย เจ้าก็เห็นแล้วพอลองสู้ดูก็ไม่ได้ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางก้มลงไปดูเจียงฉิงเหยาที่ในยามนี้ทั้งผู้ดูแลร้านและบรรดาลูกจ้างภายในร้านต่างก็เข้าไปดูอาการของเจียงฉิงเหยากันด้วยสีหน้ากังวล

หากจะบอกว่าเจียงฉิงฟางคือลูกค้าประจำคนสำคัญ เจียงฉิงเหยาเองก็ไม่ถือว่าต่างกันมากนัก อีกทั้งเจียงฉิงเหยายังเป็นลูกสะใภ้ของหัวหน้าหมู่บ้าน การที่นางได้รับบาดเจ็บภายในร้านเช่นนี้ทำให้ผู้ดูแลร้านและลูกจ้างภายในร้านต่างก็รู้สึกกังวล

“พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” บรรดาพนักงานในร้านผ้าสกุลจี้ต่างก็เอ่ยถามกันด้วยความกังวล

“นางไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่หมดสติไปเพียงเท่านั้น” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ร่างนี้มีแรงกำลังน้อยเช่นนี้เจียงฉิงฟางจึงมั่นใจว่าเจียงฉิงเหยาไม่มีทางถูกนางทำร้ายจนตายแน่ ที่สำคัญนางก็ไม่เคยชกคนจนถึงตาย...

“ท่านแม่ หากนางตายขึ้นมาจะทำเช่นไร” คำถามของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางก้มหน้าลงไปมอบรอยยิ้มให้บุตรสาว

“เมื่อทำแล้วก็ต้องก้มหน้ายอมรับความผิดที่ตนเองก่อ แต่แม่มั่นใจว่าไม่ได้ลงมืออย่างรุนแรงจนเกินไป เจ้าเองก็เช่นกันวันหน้าไม่ว่าจะทำอะไรต้องคิดคำนวณให้ดีว่าเมื่อลงมือทำไปแล้วจะต้องแบกรับความผิดที่ตนเองก่อเอาไว้หรือไม่ จงจำเอาไว้ว่าถ้าหากทำผิดก็ต้องเตรียมตัวที่จะรอรับผลกรรม” เจียงฉิงฟางเอ่ยแล้วหันไปมองเจียงฉิงเหยาที่ร้องครวญครางออกมาพลางขยับตัว

“อย่างเช่นนางคิดจะลงมือทำร้ายผู้อื่น ก็ต้องเตรียมตัวที่จะถูกตอบโต้ ผู้อื่นล้วนเป็นคนมีเลือดเนื้อไม่มีทางอยู่เฉยๆ เพื่อรอรับการรังแกอย่างแน่นอน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้วก็กัดฟันพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

“เจียงฉิงฟาง ข้าจะทำให้เจ้าไม่ได้ตายดี” คำพูดของเจียงฉิงเหยาทำให้เจียงฉิงฟางเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความราบเรียบ

“ข้าเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วจึงอยากจะขอแนะนำเจ้าสักครั้ง จงใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเถิด อย่ามัวแต่อิจฉาริษยาและเอาชีวิตของตนเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของผู้อื่นเลย” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบก็หันไปเอ่ยกับผู้ดูแลร้านด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง

“ท่านพานางไปส่งที่บ้านของนางเถิด หากคนที่บ้านสามีของนางสอบถามก็ให้ท่านตอบไปตามตรงว่าเป็นนางที่เป็นฝ่ายมาพูดจาหาเรื่องข้าก่อน ต่อให้ท่านคิดจะพูดจาเข้าข้างนางก็ไม่เป็นผลหรอก เพราะที่บ้านสามีของนางรู้นิสัยของนางดี” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เจียงฉิงเหยาพลันมีโทสะขึ้นมาอีก

“เจียงฉิงฟาง เจ้า! เจ้า!” เมื่อเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็หมดสติไปอีกครั้ง ผู้ดูแลร้านรีบเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนในทันที

“สะใภ้บ้านจ้าว เจ้าพาลูกๆ ของเจ้ากลับไปก่อนเถิด เรื่องสะใภ้บ้านเฉินข้าจะพานางไปส่งที่บ้านของนางให้เอง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นข้าก็จะเล่าไปตามตรงรับรองว่าจะไม่มีการใส่สีตีไข่เพิ่มเติมให้ผิดไปจากเหตุการณ์ในวันนี้อย่างแน่นอน” เมื่อผู้ดูแลร้านเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า

“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้ดูแลร้านแล้วนี่คือเงินค่าเสื้อผ้าของลูกๆ ทั้งสามของข้า เชิญตรวจสอบดูได้ว่าครบหรือไม่”

“ย่อมจะครบอยู่แล้ว เชิญสะใภ้บ้านจ้าวกลับไปก่อนเถิด เสื้อผ้าของลูกๆ ของท่านข้าจะให้คนนำไปส่งให้ที่บ้านก็แล้วกัน” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้าแล้วหันไปเอ่ยกับลูกๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“พวกเรารีบกลับบ้านกันเถิด” เจียงฉิงฟางหันไปเอ่ยกับลูกๆ ของนางแล้วจึงได้เดินนำเด็กๆ ออกจากร้านไป เมื่อเห็นว่าเจียงฉิงฟางพาลูกๆ ออกจากร้านไปแล้วผู้ดูแลร้านจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา

“พวกเจ้าคนหนึ่งนำเสื้อผ้าไปส่งที่บ้านสกุลจ้าว ส่วนข้าจะพาสะใภ้บ้านเฉินไปส่งที่บ้านของท่านหัวหน้าหมู่บ้านเฉินเอง” เมื่อผู้ดูแลร้านเอ่ยเช่นนี้บรรดาลูกจ้างในร้านก็พากันขานรับแล้วรีบแบ่งหน้าที่กันในทันที ที่ควรจะทำงานที่ร้านก็ลงมือทำ ที่ต้องนำเสื้อผ้าไปส่งที่บ้านสกุลเจ้าก็รีบนำเสื้อผ้าไปส่ง มีบางส่วนที่ต้องติดตามผู้ดูแลร้านไปที่บ้านสกุลเฉินซึ่งเป็นบ้านของท่านหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   ตอนพิเศษ คุณนายจ้าวและจอมเจ้าเล่ห์ทั้งสี่

    เจียงฉิงฟางโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานหลายปี ในฐานะนักแสดงเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกอบโกยรางวัลอย่างมากมาย ในฐานะนักธุรกิจ ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บริษัทของเธอก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เธอที่เป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดและหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์หลักย่อมจะมีความภาคภูมิใจมากกว่าคนอื่น แน่นอนว่าเงินปันผลกำไรที่ได้รับก็ย่อมจะสูงกว่าคนอื่นไปด้วย เจียงฉิงฟางจึงไม่มีความกังวลด้านหน้าที่การงานและด้านทรัพย์สินเงินทองเลย“ฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหมคะ” เจียงฉิงฟางพูดกับสามีเมื่อพบว่าลูกแฝดทั้งสามของเธอไปก่อปัญหาที่โรงเรียนอีกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอก แต่เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเราได้รับความใส่ใจมากจนเกินไปต่างหาก” จ้าวถิงฟงพูดกับเธอพร้อมกับดึงร่างของเธอไปโอบกอดเอาไว้ ตอนนี้ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ยังมีฝาแฝดทั้งสามที่คอยปั่นป่วนชีวิตอันราบเรียบของเขาและเธอก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ในนิยายเรื่องนั้นเขียนถึงพ่อของตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกันกับเขา คนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ไร้สาระถึงกับอ่านนิยายเล่มนั้นจนจบ

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   บทที่ 71 เคียงข้างกันตลอดไป

    เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตปีแล้วปีเล่าอย่างมีความสุข บุตรชายคนโตจ้าวฉางเยี่ยนเป็นแม่ทัพน้อยผู้องอาจ เมื่อเติบใหญ่ก็ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูผู้งดงามจากจวนเสนาบดีลิ่วนามลิ่วเจียหราน ส่วนบุตรชายคนรองจ้าวฉางยวนได้เข้าสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตหลวงผู้ทรงภูมิเมื่อเติบใหญ่ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูใหญ่จวนสกุลลู่นามลู่หลิง เป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสของทั้งสองจวนมาโดยตลอดบุตรสาวคนเดียวอย่างจ้าวฉางหนิง ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของจวนได้รับราชโองการพระราชทานสมรสแต่งเข้าตำแหนักบูรพา ยามที่องค์ชายสามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสิ่งแรกที่กราบทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการพระราชทานสมรสกับคุณหนูจวนแม่ทัพอย่างจ้าวฉางหนิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดการณ์เอาไว้ได้อยู่แล้วส่วนบุตรชายคนเล็กอย่างจ้าวฉางหยวนก็ได้แต่งกับบุตรสาวของจี้หยางจิ่ว จี้เซวียหลัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งจ้าวถิงฟงและเจียงฉิงฟางคาดไม่ถึงแต่ตอนที่บุตรชายคนเล็กมาขอให้พวกเขาส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลจี้ พวกเขาก็ต่างพากันยินดี จวนแม่ทัพสกุลจ้าวและจวนสกุลจี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้เกี่ยวดองเ

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   บทที่ 70 ความสุขของตนเอง

    ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใ

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   บทที่ 69 คลอดก่อนกำหนด

    ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง“มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม“ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า“มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำ

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   บทที่ 68 ไร้ซึ่งความกังวล

    เสิ่นไทเฮาทรงเอนพระวรกายอยู่บนแท่นพระบรรทมด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสงบ ยามนี้จวนชิ่งกั๋วกงไร้อำนาจอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าคนของพระนางในราชสำนักจะเริ่มเหินห่างแต่คนในวังหลวงยังคงใช้งานได้ดังเดิม สิ่งที่พระนางทรงกำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่ก็คือจะทำอย่างให้อำนาจของจวนชิ่งกั๋วกงคืนกลับมาได้อีกครั้งเพียงเท่านั้น“ฉินซิงเหยาถูกคนขององค์ชายหกปลิดชีพไปแล้วเพคะ” เสียงรายงานของจางหมัวมัวทำให้เสิ่นไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมา“เห็นทีว่าจะข้าจะเก็บอวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขนาดคนอยู่ในคุกหลวงเขายังยื่นมือของตนเองลงไปจัดการได้ หากปล่อยเขาเอาไว้วันหน้าเขาอาจจะหันกลับมาทำร้ายข้าก็เป็นได้” เมื่อเสิ่นไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้จางหมัวมัวก็ขานรับแล้วหันไปสั่งนางข้าหลวงที่เคยวางยาในกำยานขององค์ชายหกหาวิธีทำให้คนในวังคิดว่าองค์ชายหกทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงตาไม่ไหวจึงได้ปลิดชีพของตนในตำหนักอย่างเงียบเชียบ นางข้าหลวงรีบขานรับแล้วทำตามวิธีที่พวกนางเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่คิดจะกำจัดคนในตำหนักอันห่างไกลสุดท้ายองค์ชายหกก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีมือของนางข้าหลวงของเสิ่นไทเฮา ความโปรดปรานที่พระนางมีต่อองค์

  • มารดาผู้ทรงเสน่ห์กับจอมเจ้าเล่ห์ผู้เป็นตัวร้ายทั้งสาม   บทที่ 67 จุดจบของฉินซิงเหยา

    เสิ่นไทเฮาทรงประชวรจนหมดสติไป แม้ว่าจะมีเรื่องที่เคยขัดแย้งกันแต่ถึงอย่างไรพระนางก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิด เซียวฉีฮ่องเต้จึงทรงเสด็จไปที่ตำหนักโซ่วหัวด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่าพระราชมารดาทรงทุกข์พระทัยจนสุขภาพทรุดโทรม เซียวฉีฮ่องเต้ก็พระทัยอ่อนยกเลิกคำสั่งกักบริเวณพระราชมารดาในทันที“หม่อมฉันชรามากแล้วต่อให้ฝ่าบาททรงยกเลิกโทษกักบริเวณหม่อมฉันก็ไปที่ไหนไม่ได้หรอกเพคะ” เสิ่นไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอ่อนแอ แต่ถ้อยคำของพระนางก็ทำให้ในพระทัยของเซียวฉีฮ่องเต้พลันมืดครึ้มขึ้นมาอีกครั้ง“แล้วเสด็จแม่อยากให้ลูกทำเช่นไร หรือจะให้ลูกยกเลิกเรื่องการเนรเทศสกุลเสิ่นออกจากเมืองหลวง” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในฐานะที่เป็นพระราชมารดามีหรือที่เสิ่นไทเฮาจะทรงคาดเดาสีพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้ไม่ได้ พระนางจึงรีบปฏิเสธในทันที“หม่อมฉันจะไปขอความเมตตาให้พวกเขาทำไมกันเล่าเพคะ พวกเขาทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยย่อมจะต้องได้รับโทษ เพียงแต่ยามนี้หญิงชราเช่นหม่อมฉันรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง ในใจก็ย่อมจะคิดถึงลูกหลานที่เคยมาเยี่ยมเยียน” เมื่อพระนางตรัสออกมาเช่น

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status