LOGINผู้ดูแลร้านใช้เวลาไม่นานก็สามารถหาเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเอาไว้แล้วมาให้เด็กๆ ลองสวมใส่ แม้ว่าจะดูไม่พอดีตัวอยู่บ้างแต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานเด็กๆ ก็คงจะเติบโตมากขึ้นกว่านี้นางจึงยินดีที่จะจ่ายเงิน
“ได้ยินว่าเจ้าสิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้วมิใช่หรือ น้องฉิงหร่วนบอกกับข้าว่ายามที่ไปรับร่างของเจ้า นอกจากจะไม่เหลือลมหายใจแล้วเจ้ายังไม่เหลือเงินทองติดกายเลย” คำพูดของเจียงฉิงเหยาทำให้เจียงฉิงฟางร้อง เฮอะ! ออกมา นางหันไปมองหน้าเจียงฉิงเหยาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาเลย
“เจียงฉิงหร่วนบอกอะไรเจ้าก็เชื่อหรือ นางบอกว่าข้าหนีตามบุรุษเจ้าก็เชื่อ นางบอกว่าข้าสิ้นเนื้อประดาตัวเจ้าก็เชื่อ ถ้านางบอกกับเจ้าว่าข้าคือนางปีศาจที่ตายแล้วฟื้น เจ้าก็คงจะเชื่ออีก เจียงฉิงเหยาเจ้าเป็นญาติผู้พี่ของพวกข้าสองพี่น้องมิใช่หรือ แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้โง่งมยิ่งนัก ท่านลุงกับท่านป้าไม่ได้ให้เจ้ากินอาหารดีๆ บ้างเลยหรือในหัวของเจ้าจึงได้ว่างเปล่าเช่นนี้” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กน้อยสกุลจ้าวทั้งสามหัวเราะคิกคักด้วยความพึงพอใจทำให้เจียงฉิงฟางพึ่งจะรู้ตัวว่านางได้แสดงด้านที่ไม่ดีให้เด็กๆ ได้เห็นเข้าแล้ว
“จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิง พวกเจ้าอย่าได้เลียนแบบแม่และนางเชียว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางชี้ไปที่เจียงฉิงเหยาที่ในยามนี้กำลังด่ากราดเจียงฉิงฟางด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย
“เจียงฉิงฟาง นังคนสารเลว นังคนแพศยาถือดียังไงจึงได้กล้ามาด่าข้าว่าโง่ เจ้าอย่าได้ลืมเชียวนะว่าพ่อสามีของข้าคือผู้ใด” เมื่อเจียงฉิงเหยาเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วจึงได้โต้เถียงกับเจียงฉิงเหยาต่อแต่แน่นอนว่าคราวนี้นางคำนึงถึงเด็กๆ ที่ยังยืนฟังอยู่ถ้อยคำของนางจึงได้สุภาพมากยิ่งขึ้น
“ในหัวของข้าหาได้ว่างเปล่าเช่นเจ้า มีหรือที่ข้าจะจำไม่ได้ว่าพ่อสามีของเจ้าคือหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเหลือบตาไปมองเด็กๆ เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ยังคงให้ความสนใจอยู่นางจึงได้เอ่ยต่อ
“แต่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านคือคนที่มีคุณธรรม ไม่มีทางสนับสนุนให้เจ้าที่เป็นลูกสะใภ้รังแกสตรีไร้ทางสู้ที่ต้องเลี้ยงดูลูกสามคนเพียงคนเดียวเช่นข้าแน่” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบก็หันไปเอ่ยกับลูกๆ ทั้งสามของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“เมื่อเติบใหญ่พวกเจ้าจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม ไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ฉวยโอกาสเอาเปรียบคนที่สิ้นไร้ไม้ตอกรู้ไหม คนที่มีคุณธรรมมักจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ตอนนี้พวกเจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจแต่วันหน้าพวกเจ้าก็จะเข้าใจเอง” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาก็พลันมีใบแดงก่ำไปด้วยโทสะแล้วเอ่ยออกมาด้วยความโมโห
“เจียงฉิงฟาง! เจ้ามันคนชั้นต่ำ” เมื่อเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็เงื้อฝ่ามือขึ้นแล้วพุ่งร่างเข้ามาหาเจียงฉิงฟางตั้งใจว่าจะต้องทำให้เจียงฉิงฟางลิ้มรสฝ่ามือของนางให้ได้ แต่เจียงฉิงฟางไม่เพียงไม่หลบกลับใช้ท่อนแขนกันฝ่ามือที่ฟาดลงมา ย่อร่างกายเล็กน้อยแล้วพุ่งร่างขึ้นใช้แรงส่งกำปั้นชกเข้าไปที่ปลายคางของเจียงฉิงเหยาในทันที
“อย่าใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่า แต่สามารถโต้ตอบคนที่คิดจะทำร้ายเราได้” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบร่างของเจียงฉิงเหยาก็หมดสติกองลงไปที่พื้นในทันที
“โอ้โห! ท่านแม่ฝีมือของท่านยอดเยี่ยมมาก” จ้าวฉางหนิงเอ่ยพลางตบมือด้วยความชอบใจ จ้าวฉางยวนเองก็กระโดดโลดเต้นด้วยความพึงพอใจ ส่วนจ้าวฉางเยี่ยนขมวดคิ้วพลางจ้องมองเจียงฉิงฟางด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน
“ท่านแม่! เกิดอะไรขึ้น เมื่อก่อนเวลาท่านป้าลงไม้ลงมือกับท่านทีไร ท่านมักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งถูกข่วนทั้งถูกจิกทึ้งศีรษะอย่างหมดท่า แต่วันนี้นอกจากท่านจะสู้ท่านป้าได้แล้วยังมีกระบวนท่าการต่อสู้ที่แปลกประหลาดอีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะมีความชำนาญอีกด้วย” เมื่อจ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็หันไปยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“เจ้าเป็นเด็กที่ช่างสังเกตจริงๆ ใช่แล้วเมื่อก่อนแม่ชอบคิดว่าตนเองอ่อนแอไม่มีทางสู้ท่านป้าของพวกเจ้าได้จึงยอมให้นางรังแก แต่หลังจากผ่านพ้นความเป็นความตายมาแม่ก็คิดได้ว่าชีวิตคนเรานี้ช่างสั้นนัก เหตุใดแม่จึงได้ปล่อยให้ความหวาดกลัวที่ยังมาไม่ถึงทำให้ตนเองต้องย่ำแย่ด้วย เจ้าก็เห็นแล้วพอลองสู้ดูก็ไม่ได้ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางก้มลงไปดูเจียงฉิงเหยาที่ในยามนี้ทั้งผู้ดูแลร้านและบรรดาลูกจ้างภายในร้านต่างก็เข้าไปดูอาการของเจียงฉิงเหยากันด้วยสีหน้ากังวล
หากจะบอกว่าเจียงฉิงฟางคือลูกค้าประจำคนสำคัญ เจียงฉิงเหยาเองก็ไม่ถือว่าต่างกันมากนัก อีกทั้งเจียงฉิงเหยายังเป็นลูกสะใภ้ของหัวหน้าหมู่บ้าน การที่นางได้รับบาดเจ็บภายในร้านเช่นนี้ทำให้ผู้ดูแลร้านและลูกจ้างภายในร้านต่างก็รู้สึกกังวล
“พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” บรรดาพนักงานในร้านผ้าสกุลจี้ต่างก็เอ่ยถามกันด้วยความกังวล
“นางไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่หมดสติไปเพียงเท่านั้น” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ร่างนี้มีแรงกำลังน้อยเช่นนี้เจียงฉิงฟางจึงมั่นใจว่าเจียงฉิงเหยาไม่มีทางถูกนางทำร้ายจนตายแน่ ที่สำคัญนางก็ไม่เคยชกคนจนถึงตาย...
“ท่านแม่ หากนางตายขึ้นมาจะทำเช่นไร” คำถามของจ้าวฉางหนิงทำให้เจียงฉิงฟางก้มหน้าลงไปมอบรอยยิ้มให้บุตรสาว
“เมื่อทำแล้วก็ต้องก้มหน้ายอมรับความผิดที่ตนเองก่อ แต่แม่มั่นใจว่าไม่ได้ลงมืออย่างรุนแรงจนเกินไป เจ้าเองก็เช่นกันวันหน้าไม่ว่าจะทำอะไรต้องคิดคำนวณให้ดีว่าเมื่อลงมือทำไปแล้วจะต้องแบกรับความผิดที่ตนเองก่อเอาไว้หรือไม่ จงจำเอาไว้ว่าถ้าหากทำผิดก็ต้องเตรียมตัวที่จะรอรับผลกรรม” เจียงฉิงฟางเอ่ยแล้วหันไปมองเจียงฉิงเหยาที่ร้องครวญครางออกมาพลางขยับตัว
“อย่างเช่นนางคิดจะลงมือทำร้ายผู้อื่น ก็ต้องเตรียมตัวที่จะถูกตอบโต้ ผู้อื่นล้วนเป็นคนมีเลือดเนื้อไม่มีทางอยู่เฉยๆ เพื่อรอรับการรังแกอย่างแน่นอน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้วก็กัดฟันพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“เจียงฉิงฟาง ข้าจะทำให้เจ้าไม่ได้ตายดี” คำพูดของเจียงฉิงเหยาทำให้เจียงฉิงฟางเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความราบเรียบ
“ข้าเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วจึงอยากจะขอแนะนำเจ้าสักครั้ง จงใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเถิด อย่ามัวแต่อิจฉาริษยาและเอาชีวิตของตนเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของผู้อื่นเลย” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบก็หันไปเอ่ยกับผู้ดูแลร้านด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“ท่านพานางไปส่งที่บ้านของนางเถิด หากคนที่บ้านสามีของนางสอบถามก็ให้ท่านตอบไปตามตรงว่าเป็นนางที่เป็นฝ่ายมาพูดจาหาเรื่องข้าก่อน ต่อให้ท่านคิดจะพูดจาเข้าข้างนางก็ไม่เป็นผลหรอก เพราะที่บ้านสามีของนางรู้นิสัยของนางดี” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เจียงฉิงเหยาพลันมีโทสะขึ้นมาอีก
“เจียงฉิงฟาง เจ้า! เจ้า!” เมื่อเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็หมดสติไปอีกครั้ง ผู้ดูแลร้านรีบเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนในทันที
“สะใภ้บ้านจ้าว เจ้าพาลูกๆ ของเจ้ากลับไปก่อนเถิด เรื่องสะใภ้บ้านเฉินข้าจะพานางไปส่งที่บ้านของนางให้เอง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นข้าก็จะเล่าไปตามตรงรับรองว่าจะไม่มีการใส่สีตีไข่เพิ่มเติมให้ผิดไปจากเหตุการณ์ในวันนี้อย่างแน่นอน” เมื่อผู้ดูแลร้านเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้ดูแลร้านแล้วนี่คือเงินค่าเสื้อผ้าของลูกๆ ทั้งสามของข้า เชิญตรวจสอบดูได้ว่าครบหรือไม่”
“ย่อมจะครบอยู่แล้ว เชิญสะใภ้บ้านจ้าวกลับไปก่อนเถิด เสื้อผ้าของลูกๆ ของท่านข้าจะให้คนนำไปส่งให้ที่บ้านก็แล้วกัน” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้าแล้วหันไปเอ่ยกับลูกๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“พวกเรารีบกลับบ้านกันเถิด” เจียงฉิงฟางหันไปเอ่ยกับลูกๆ ของนางแล้วจึงได้เดินนำเด็กๆ ออกจากร้านไป เมื่อเห็นว่าเจียงฉิงฟางพาลูกๆ ออกจากร้านไปแล้วผู้ดูแลร้านจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“พวกเจ้าคนหนึ่งนำเสื้อผ้าไปส่งที่บ้านสกุลจ้าว ส่วนข้าจะพาสะใภ้บ้านเฉินไปส่งที่บ้านของท่านหัวหน้าหมู่บ้านเฉินเอง” เมื่อผู้ดูแลร้านเอ่ยเช่นนี้บรรดาลูกจ้างในร้านก็พากันขานรับแล้วรีบแบ่งหน้าที่กันในทันที ที่ควรจะทำงานที่ร้านก็ลงมือทำ ที่ต้องนำเสื้อผ้าไปส่งที่บ้านสกุลเจ้าก็รีบนำเสื้อผ้าไปส่ง มีบางส่วนที่ต้องติดตามผู้ดูแลร้านไปที่บ้านสกุลเฉินซึ่งเป็นบ้านของท่านหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้
จ้าวถิงฟงจ้องมองภรรยาและลูกด้วยความอิ่มเอมใจ ในใจของเขาเฝ้าฝันถึงการได้กลับมาพบกันนับครั้งไม่ถ้วนของเขา กับภรรยาและลูกๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าการที่ได้กลับมาพบกันจริงๆ แล้วจะก่อให้เกิดความสุขใจได้มากถึงเพียงนี้“ท่านพ่อ ท่านจะกลับมาอยู่กับพวกข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” จ้าวฉางหนิงขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินมาจับชายแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีออดอ้อน จ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนก็ต่างขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จ้าวถิงฟงจึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้าจะอยู่กับพวกเจ้า แต่พวกเราจะไม่อยู่ที่นี่พ่อจะพาพวกเจ้าเข้าไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันมาจ้องมองเจียงฉิงฟางในทันที“แล้วท่านแม่เล่า” เมื่อจ้าวฉางหนิงเอ่ยถามเช่นนี้จ้าวถิงฟงก็หันมาเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนในทันที“ท่านแม่ของพวกเจ้าก็ต้องไปด้วยกันสิ ข้าตั้งใจจะมารับทั้งนางและพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกัน ยามนี้พ่อมีจวนเป็นของตนเองอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ทั้งใหญ่โตและโอ่อ่า พ่อขอรับรองว่าเมื่อพวกเจ้าไปอยู่ที่นั่นพวกเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอย
หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยาย ยามนี้ที่โรงเตี๊ยมในตลาดคงจะมีผู้ติดตามของจ้าวถิงฟงรออยู่ที่นั่น หนึ่งในผู้ติดตามก็คือฉินซิงเหยาผู้เป็นนางเอกของเรื่องและโจวซิ่วหลันมารดาของนาง สองแม่ลูกคู่นี้คือคนในครอบครัวของผู้มีพระคุณของจ้าวถิงฟง ตอนที่จ้าวถิงฟงมารับลูกๆ กลับเมืองหลวงพวกนางก็ติดตามมารับด้วยตามเนื้อหาในนิยายจ้าวถิงฟงคือแม่ทัพใหญ่ที่ไม่มีฮูหยิน คนที่คอยดูแลจวนแม่ทัพให้เขาก็คือโจวซิ่วหลันภรรยาหม้ายของพี่น้องร่วมสาบานในกองทัพของเขา เดิมทีโจวซิ่วหลันมุ่งหวังที่จะขยับฐานะขึ้นมาเป็นฮูหยินของเขา แต่เพราะลูกๆ ของเขาไม่เห็นด้วยโจวซิ่วหลันจึงเป็นได้แค่คนดูแลจวนให้จ้าวถิงฟงเพียงเท่านั้นสองแม่ลูกอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างไร้ฐานะ ถูกดูหมิ่นและถูกกลั่นแกล้งจากเด็กแฝดทั้งสามอยู่เสมอ แม้ว่าจ้าวถิงฟงจะตำหนิลูกๆ ทั้งสามแต่ก็ไม่เคยลงมือลงโทษลูกๆ อย่างจริงจัง ความรักอย่างผิดๆ ที่เขามีต่อเด็กน้อยทั้งสาม ทำให้เด็กน้อยทั้งสามมีความกล้าที่จะลงมือต่อสองแม่ลูกอย่างร้ายกาจและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองแม่ลูกไม่อาจจะทนอยู่ในจวนได้อีกต่อไปเมื่อเติบใหญ่ฉินซิงเหยาที่มีความสามารถในการหาเงินก็ได้พบรักกับท่านอ๋องผู้หนึ่ง นาง
ร้านฮวาเซียงที่จี้หยางจิ่วลงทุนเปิดเป็นกิจการลับๆ ของตนเองและเจียงฉิงฟางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มลูกค้าไม่ใช่แค่เพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้แต่ชนชั้นสูงในเมืองเทียนเฟิงก็ต่างกลายมาเป็นลูกค้าประจำของร้านฮวาเซียง จี้หยางจิ่วจึงดำเนินการเปิดร้านสาขาที่สองในเมืองหลวง จากสาขาแรกเมื่อผ่านไปหลายเดือนก็กลายเป็นหลายสาขา ส่วนแบ่งก็ยังเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เงินทองที่ได้จากการปันผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเจียงฉิงฟางและลูกน้อยทั้งสามดีขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนกับจี้หยางจิ่ว เจียงฉิงฟางก็ไม่ได้ออกไปขายของอีก ทุกวันนอกจากดูแลบ้าน ดูแลสวนและคิดค้นสินค้าใหม่ๆ สำหรับร้านฮวาเซียงแล้วนางก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิงก็มักจะไปเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านของเจิ้งชวนแทบจะทุกวัน พวกเขาออกจากบ้านแต่เช้ากว่าเจิ้งชวนจะปล่อยกลับบ้านก็เกือบค่ำ ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นไม่ค่อยจะได้พบหน้าพวกนางสี่แม่ลูกเท่าใดนักยามที่จ้าวถิงฟงขี่ม้ากลับมาถึงบ้าน เขาหยุดม้าแล้วจ้องมองบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและรู้สึกผิด เขาจากไปหลายปีส่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนและ
เจียงฉิงฟางได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ หากจี้หยางจิ่วไม่แนะนำตัวนางก็คงจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือนายวาณิชย์หลวงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกอย่างฉินซิงเหยา ดังนั้นนางจึงได้รู้เรื่องของจี้หยางจิ่วเป็นอย่างดีจี้หยางจิ่วผู้นี้คือบุตรชายคนที่เก้าของสกุลจี้ ถือกำเนิดจากมารดาที่เป็นอนุ ฐานะของเขาในจวนสกุลจี้จึงไม่สูงไม่ต่ำ มุ่งมั่นทำการค้าเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนในสกุล จนผลสุดท้ายก็แยกมาเปิดร้านค้าจนประสบความสำเร็จยามนี้เขายังเป็นแค่เพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ยังหาหนทางของตนเองไม่เจอ แต่วันหน้าเขาจะเป็นท่านเก้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ผู้เป็นใหญ่ในวังหลวงยังต้องเกรงใจ เดิมทีนางก็ตั้งใจว่าจะขายสูตรสบู่และเครื่องหอมแล้วนอนรอนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจ แต่ยามนี้เมื่อได้พบกับว่าที่นายวาณิชย์ใหญ่จิตใจที่รักความสะดวกสบายของนางก็พลันฮึกเหิม นางลงมือแย่งชิงการค้าของนางเอกในนิยายมาอยู่ในมือก่อนแล้วทำไมจะแย่งชิงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกในนิยายมาไว้ในมือไม่ได้เล่า“ท่านนำคำพูดของข้ากลับไปคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิด ตัวข้ามีสินค้าแต่ขาดเงินทุน ส่วนตัวท่านนั้นข้ารู้ว่าท่านมีทุนอยู่ในมือเพียงแต่ไม่รู้ว่าท่าน
เจียงฉิงฟางรู้สึกยินดีที่ลูกๆ จะได้เรียนหนังสือกับเจิ้งชวน นางจึงพาลูกๆ แวะเวียนซื้อเนื้อและผักเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงฉลองกับลูกๆ พอมาถึงบ้านท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือมีแขกสองคนมายืนรอนางและลูกๆ อยู่ตรงหน้าประตูบ้าน“สะใภ้บ้านจ้าว ในที่สุดเจ้าก็กลับมาได้เสียที” ผู้ดูแลร้านสกุลจี้เอ่ยทักออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เขาเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเจียงฉิงฟางเขาจึงรีบแนะนำบุรุษที่ยืนเคียงข้างเขาในทันที“ท่านผู้นี้คือนายท่านของข้า นายท่านรู้สึกชื่นชอบสบู่หอมของเจ้าเป็นอย่างมากจึงให้ข้าพามาพบเจ้าเพื่อสอบถามวิธีการทำสบู่หอม และเครื่องหอมของเจ้าเหล่านั้น” คำพูดของผู้ดูแลร้านทำให้เจียงฉิงฟางพลันเลิกคิ้วขึ้น เขาจึงรีบอธิบายต่อในทันที“แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีค่าตอบแทนให้เจ้าแน่” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ยิ้มออกแล้วเชื้อเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในบ้านด้วยกัน“เช่นนั้นก็เชิญท่านทั้งสองเข้าไปในบ้านของข้าก่อน” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเปิดประตูรั้วเดินนำเข้าไปในบ้าน“ขอเชิญพวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปชงชามาให้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเชื้อเชิ
สบู่หอมของเจียงฉิงฟางขายดีเกินคาด นางไม่ได้ขายแพงมากตั้งราคาที่ชาวบ้านธรรมดาพอจะซื้อหาได้ แม้ว่าสบู่ที่นางทำจะต้องใช้ทั้งถั่วเหลือง สมุนไพรหลายชนิดรวมไปถึงตับอ่อนหมู่ แต่เพื่อให้ขายในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้นางจึงทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลดต้นทุน ประกอบกับเมืองเทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลเฟื่องฟูเพราะการเปิดเหมืองทองทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวพลอยมีกินมีใช้ตามไปด้วย“ท่านแม่วันนี้สบู่หอมของท่านขายหมดเลย” จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยความยินดี ในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าหากพวกนางขายสบู่หอมหมดก็หมายความว่าบ้านของพวกนางจะมีเงินมากยิ่งขึ้น“แต่ธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวของท่านแม่กลับยังเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยพลางนิ่งหน้าและจ้องมองมารดาที่เก็บร้านแล้ว“ท่านแม่ทำไมรีบเก็บร้านเล่าขอรับ ไม่ขายต่อแล้วหรือ” จ้าวฉางยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย“สินค้าหลักอย่างสบู่หอมขายหมดแล้วก็ถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้แล้ว อีกอย่างแม่ตั้งใจว่าวันนี้จะเก็บร้านเร็วอยู่แล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเก็บของที่เหลือใส่ตะกร้า นางคิดเอาไว้แล้วว่าธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวที่นางทำจะขาย







