LOGINเจียงฉิงฟางพาเด็กๆ เดินซื้อของกินของใช้เพิ่มอีกจำนวนหนึ่งแล้วจึงได้พาเด็กๆ กลับบ้าน แน่นอนว่านางไม่ลืมที่จะซื้อเมล็ดผักและลูกไก่อีกหลายตัวแล้วนำกลับบ้าน
“ท่านแม่ เหตุใดพวกเราจึงไม่ซื้อตัวที่ใหญ่กว่านี้เล่าไก่ตัวเล็กถึงเพียงนี้ต่อให้มีหลายตัวก็ยากที่จะทำให้อิ่มท้อง” คำพูดของจ้าวฉางยวนทำให้เจียงฉิงฟางหัวเราะออกมาในทันที
“แม่ไม่ได้ซื้อพวกมันมาทำอาหาร แต่จะเลี้ยงพวกมันเอาไว้เพื่อให้พวกเจ้ามีไข่ไก่กินทุกวันต่างหาก” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันไปมองหน้ากัน
“อีกตั้งนานกว่าแม่ไก่จะออกไข่”
“แล้วถ้ามันไม่ออกไข่เลยล่ะ”
“ข้าไม่เคยเห็นท่านแม่คิดจะเลี้ยงไก่มาก่อนเลย”
จ้าวฉางหนิง จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยออกมาคนละประโยคตามลำดับ เจียงฉิงฟางไม่เพียงไม่โกรธอีกทั้งยังตอบคำถามของพวกเขาทีละประโยคเช่นเดียวกัน
“เชื่อแม่เถิดว่าสำหรับเด็กน้อยอย่างพวกเจ้าไม่นับว่านานหรอก”
“ถ้าพวกมันไม่ออกไข่ พวกเราก็แค่จับพวกมันมาถอนขนแล้วต้มกินเพียงเท่านั้น ถึงยามนั้นพวกมันก็คงจะตัวใหญ่เพียงพอที่จะต้มกินแล้ว”
“ไม่เคยเลี้ยงให้พวกเจ้าเห็นก็ใช่ว่าจะเลี้ยงไม่เป็น” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กทั้งสามพยักหน้าอย่างเห็นพ้องต้องกันในทันที
“ท่านแม่เปลี่ยนไป!”
“พวกเจ้าอยากจะให้แม่กลับไปเป็นเช่นเมื่อก่อนก็ได้นะ เสื้อผ้าที่ร้านผ้าสกุลจี้เอามาส่งพวกเราก็แค่ส่งคืนกลับไป ลูกไก่พวกนี้ก็แค่นำกลับไปขายคืน ส่วนเมล็ดผักเหล่านี้ก็แค่นำไปมอบให้ท่านตาและท่านยายของพวกเจ้าเพียงเท่านี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว ยังไม่นับว่าให้แม่กลับไปทุบตีพวกเจ้าเช่นเดิม แถมยังลงโทษพวกเจ้าด้วยการทำให้พวกเจ้าอดข้าวอดน้ำพวกเจ้าชอบแบบนั้นใช่หรือไม่” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็เอ่ยออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันในทันที
“ไม่!”
“ดี! ในเมื่อแม่ยอมปรับเปลี่ยนตนเองแล้วพวกเจ้าเองก็เช่นเดียวกัน ต่อไปนี้ห้ามดื้อ ห้ามเถียง ที่สำคัญห้ามออกนอกบ้านไปรังแกผู้อื่น อ้อ! แล้วก็ห้ามเอาเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินด้วย” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน เจียงฉิงฟางจึงได้ยิ้มพาพวกเขากลับบ้าน
เมื่อไปถึงบ้านแล้วสิ่งแรกที่นางทำก็คือหากรงขังลูกไก่เอาไว้ก่อน ให้น้ำและอาหารพวกมันแล้วจึงได้ทำอาหารง่ายๆ ให้เด็กๆ กิน นางรู้สึกเหนื่อยมากจึงทำแค่เพียงบะหมี่ให้ตนเองและเด็กน้อยทั้งสามคนละชาม ยามที่คนจากร้านสกุลจี้นำเสื้อผ้ามาส่งให้พวกนางแม่ลูกก็กินอาหารเย็นใกล้จะเสร็จแล้ว เจียงฉิงฟางตรวจสอบเสื้อผ้าที่ได้รับอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วจึงได้ตกรางวัลให้แก่คนที่นำเสื้อผ้ามาส่งให้ เมื่อคนจากร้านสกุลจี้กลับไปแล้วนางจึงได้กลับมานั่งกินบะหมี่ที่ยังเหลืออยู่ของตนเองต่อจนหมดชาม
“ทำไมเย็นนี้พวกเจ้าจึงไม่ออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนๆ เล่า” เจียงฉิงฟางถามเด็กๆ เมื่อเห็นว่าพวกเขากินบะหมี่จนหมดชามแล้ว
“ท่านแม่ทำงานเพียงคนเดียวพวกข้าก็เลยคิดว่าอยู่รอช่วยท่านจะดีกว่า หากท่านต้องการความช่วยเหลือพวกข้าจะได้ช่วยท่านแม่ได้” เป็นจ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยออกมา ระหว่างที่เอ่ยเขาก็เก็บชามบะหมี่ของตนเองของน้องชายและน้องสาวแล้วจึงเก็บชามของเจียงฉิงฟางเพื่อเตรียมนำไปล้าง
“อันที่จริงพวกเจ้าก็มีนิสัยที่ไม่เลวเลย โดยเฉพาะเจ้าฉางเยี่ยน เจ้าเป็นพี่ชายที่ดูแลน้องๆ ได้ดีมาก ทั้งที่น้องๆ เกิดทีหลังเจ้าไม่ถึงครึ่งก้านธูปเสียด้วยซ้ำ” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสามช่วยกันเก็บล้างและทำความสะอาดจานชามโดยไม่ต้องออกคำสั่ง
“แล้วก่อนหน้านี้ท่านแม่เห็นว่าพวกข้าเป็นคนเลวหรือ” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยถามออกมาพลางจ้องมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา เจียงฉิงฟางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาแล้วจึงได้ทอดถอนใจออกมา
“เด็กเช่นพวกเจ้าดุจผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ใหญ่เช่นข้านี่เองที่เป็นคนที่ทำให้พวกเจ้าต้องแปดเปื้อน” เจียงฉิงฟางเอ่ยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสะทกสะท้อนใจ ทำให้จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ท่านแม่ คงมิใช่ว่าศีรษะของท่านแม่จมน้ำนานเกินไปหรอกนะ ท่านจึงได้พูดจาแปลกประหลาดออกมาเช่นนี้” คำถามของเด็กน้อยตรงหน้าทำให้เจียงฉิงฟางนิ่งงั้นไปครู่หนึ่งแล้วจึงได้หัวเราะพรืดออกมาเมื่อคิดได้ว่ายามนี้นางกำลังถูกเด็กชายต่อว่าด้วยถ้อยคำที่คล้ายๆ กับที่นางต่อว่าเจียงฉิงเหยาเข้าเสียแล้ว
“นั่นสินะ ในหัวของแม่อาจจะมีน้ำเข้าไปมากจนเกินไปจริงๆ ก็เลยทำให้ความคิดความอ่านที่เคยว่างเปล่าพลันตื่นรู้ขึ้นมา” เจียงฉิงฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะแล้วจึงได้เอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“วันหน้าแม่จะพยายามเป็นแม่ที่ดีให้แก่พวกเจ้า จะพยายามสอนแต่สิ่งที่ดีๆ ให้พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างดีและมีความสุขในท้ายที่สุด” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันไปมองหน้ากันด้วยสีหน้างุนงง แต่แล้วก็ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจมีแค่เพียงจ้าวฉางเยี่ยนที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี
“ขอแค่ท่านแม่ไม่ตีข้าและน้องๆ อีก พวกข้าก็พอใจแล้ว”
“ตกลง! ต่อไปนี้แม่จะไม่ตีพวกเจ้าอีก ขอแค่พวกเจ้าเป็นเด็กดีแม่รับรองว่านอกจากจะไม่ตีพวกเจ้าแล้วยังจะคอยดูแลพวกเจ้าให้ดีไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องเผชิญกับความหิว ความหนาวและจะไม่ทิ้งพวกเจ้าให้อยู่ตามลำพังโดยไม่มีแม่คอยดูแลอีก” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสามก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี พวกเขาไม่รู้หรอกว่าคำว่าเด็กดีของมารดาพวกเขาต้องทำเช่นไรบ้าง แต่ขอแค่มารดาดีต่อพวกเขาชีวิตของพวกเขาจะต้องมีความสุขมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
สี่แม่ลูกกำลังเตรียมตัวจะเข้านอนก็พลันมีเสียงคนร้องเรียกจากด้านนอกของรั้วบ้าน เจียงฉิงฟางคิดถึงเรื่องที่นางพึ่งจะทำร้ายร่างกายของเจียงฉิงเหยาไป นางจึงได้หันไปกำชับกับลูกๆ ของนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พวกเจ้าอยู่แต่ในบ้านนะ” เมื่อเอ่ยจบนางก็เดินไปหยิบมีดสั้นด้ามเล็กที่มีขนาดกำลังเหมาะมือซุกซ่อนเอาไว้ใต้ชายแขนเสื้อ แล้วเดินออกไปหน้าบ้านแล้วเพ่งมองไปนอกประตูรั้ว
“ฉิงฟาง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินมาว่าวันนี้ฉิงเหยาไปหาเรื่องเจ้าเช่นนั้นหรือ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนของคนที่อยู่ด้านนอกทำให้เจียงฉิงฟางขมวดคิ้ว ร่างนี้สามารถจดจำเสียงนี้ได้ เป็นเสียงของเฉนอี้ผู้เป็นบุตรชายคนโตของท่านหัวหน้าหมู่บ้านและเป็นสามีของเจียงฉิงเหยา
“พี่เขยค่ำมืดแล้วท่านมาทำอะไรที่นี่” นางเอ่ยถามโดยไม่ยอมเดินไปเปิดประตูรั้วให้เขาเข้ามาเฉนอี้หันไปมองทางรั้วบ้านของท่านลุงและท่านป้าเฉินซึ่งญาติของเขาแล้วจึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
“ข้าเป็นห่วงเจ้าก็เลยมาดูว่าฉิงเหยาได้ทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” คำตอบของเขาทำให้เจียงฉิงฟางแค่นเสียงในลำคอออกมา
“ท่านกลับไปดูแลภรรยาของท่านเถิด หากนางรู้ว่าท่านวิ่งโร่มาที่นี่เพื่อมาสอบถามความปลอดภัยของข้า นางจะต้องวิ่งโร่มาหาเรื่องข้าอีกเป็นแน่” คำพูดของเจียงฉิงฟางยังไม่ทันจะจบประโยคดีก็มีเสียงของเจียงฉิงเหยาดังแทรกขึ้นมาก่อน
“ใช่แล้ว! ข้ากำลังวิ่งโร่มาเอาเรื่องเจ้าจริงๆ นั่นแหละ” น้ำเสียงของเจียงฉิงเหยาเต็มไปด้วยโทสะ คนที่ติดตามนางมากนอกจากจะมีหัวหน้าหมู่บ้านแล้วยังมีภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน เจียงฝูผู้เป็นท่านลุงใหญ่ของเจียงฉิงฟางและป้าสะใภ้ของเจียงฉิงฟาง เจียงโซ่วผู้เป็นบิดาของเจียงฉิงฟางและลู่เหมยมารดาผู้เจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เสมอของเจียงฉิงฟาง
จ้าวถิงฟงจ้องมองภรรยาและลูกด้วยความอิ่มเอมใจ ในใจของเขาเฝ้าฝันถึงการได้กลับมาพบกันนับครั้งไม่ถ้วนของเขา กับภรรยาและลูกๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าการที่ได้กลับมาพบกันจริงๆ แล้วจะก่อให้เกิดความสุขใจได้มากถึงเพียงนี้“ท่านพ่อ ท่านจะกลับมาอยู่กับพวกข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” จ้าวฉางหนิงขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินมาจับชายแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีออดอ้อน จ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนก็ต่างขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จ้าวถิงฟงจึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้าจะอยู่กับพวกเจ้า แต่พวกเราจะไม่อยู่ที่นี่พ่อจะพาพวกเจ้าเข้าไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันมาจ้องมองเจียงฉิงฟางในทันที“แล้วท่านแม่เล่า” เมื่อจ้าวฉางหนิงเอ่ยถามเช่นนี้จ้าวถิงฟงก็หันมาเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนในทันที“ท่านแม่ของพวกเจ้าก็ต้องไปด้วยกันสิ ข้าตั้งใจจะมารับทั้งนางและพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกัน ยามนี้พ่อมีจวนเป็นของตนเองอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ทั้งใหญ่โตและโอ่อ่า พ่อขอรับรองว่าเมื่อพวกเจ้าไปอยู่ที่นั่นพวกเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอย
หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยาย ยามนี้ที่โรงเตี๊ยมในตลาดคงจะมีผู้ติดตามของจ้าวถิงฟงรออยู่ที่นั่น หนึ่งในผู้ติดตามก็คือฉินซิงเหยาผู้เป็นนางเอกของเรื่องและโจวซิ่วหลันมารดาของนาง สองแม่ลูกคู่นี้คือคนในครอบครัวของผู้มีพระคุณของจ้าวถิงฟง ตอนที่จ้าวถิงฟงมารับลูกๆ กลับเมืองหลวงพวกนางก็ติดตามมารับด้วยตามเนื้อหาในนิยายจ้าวถิงฟงคือแม่ทัพใหญ่ที่ไม่มีฮูหยิน คนที่คอยดูแลจวนแม่ทัพให้เขาก็คือโจวซิ่วหลันภรรยาหม้ายของพี่น้องร่วมสาบานในกองทัพของเขา เดิมทีโจวซิ่วหลันมุ่งหวังที่จะขยับฐานะขึ้นมาเป็นฮูหยินของเขา แต่เพราะลูกๆ ของเขาไม่เห็นด้วยโจวซิ่วหลันจึงเป็นได้แค่คนดูแลจวนให้จ้าวถิงฟงเพียงเท่านั้นสองแม่ลูกอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างไร้ฐานะ ถูกดูหมิ่นและถูกกลั่นแกล้งจากเด็กแฝดทั้งสามอยู่เสมอ แม้ว่าจ้าวถิงฟงจะตำหนิลูกๆ ทั้งสามแต่ก็ไม่เคยลงมือลงโทษลูกๆ อย่างจริงจัง ความรักอย่างผิดๆ ที่เขามีต่อเด็กน้อยทั้งสาม ทำให้เด็กน้อยทั้งสามมีความกล้าที่จะลงมือต่อสองแม่ลูกอย่างร้ายกาจและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองแม่ลูกไม่อาจจะทนอยู่ในจวนได้อีกต่อไปเมื่อเติบใหญ่ฉินซิงเหยาที่มีความสามารถในการหาเงินก็ได้พบรักกับท่านอ๋องผู้หนึ่ง นาง
ร้านฮวาเซียงที่จี้หยางจิ่วลงทุนเปิดเป็นกิจการลับๆ ของตนเองและเจียงฉิงฟางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มลูกค้าไม่ใช่แค่เพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้แต่ชนชั้นสูงในเมืองเทียนเฟิงก็ต่างกลายมาเป็นลูกค้าประจำของร้านฮวาเซียง จี้หยางจิ่วจึงดำเนินการเปิดร้านสาขาที่สองในเมืองหลวง จากสาขาแรกเมื่อผ่านไปหลายเดือนก็กลายเป็นหลายสาขา ส่วนแบ่งก็ยังเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เงินทองที่ได้จากการปันผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเจียงฉิงฟางและลูกน้อยทั้งสามดีขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนกับจี้หยางจิ่ว เจียงฉิงฟางก็ไม่ได้ออกไปขายของอีก ทุกวันนอกจากดูแลบ้าน ดูแลสวนและคิดค้นสินค้าใหม่ๆ สำหรับร้านฮวาเซียงแล้วนางก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิงก็มักจะไปเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านของเจิ้งชวนแทบจะทุกวัน พวกเขาออกจากบ้านแต่เช้ากว่าเจิ้งชวนจะปล่อยกลับบ้านก็เกือบค่ำ ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นไม่ค่อยจะได้พบหน้าพวกนางสี่แม่ลูกเท่าใดนักยามที่จ้าวถิงฟงขี่ม้ากลับมาถึงบ้าน เขาหยุดม้าแล้วจ้องมองบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและรู้สึกผิด เขาจากไปหลายปีส่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนและ
เจียงฉิงฟางได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ หากจี้หยางจิ่วไม่แนะนำตัวนางก็คงจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือนายวาณิชย์หลวงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกอย่างฉินซิงเหยา ดังนั้นนางจึงได้รู้เรื่องของจี้หยางจิ่วเป็นอย่างดีจี้หยางจิ่วผู้นี้คือบุตรชายคนที่เก้าของสกุลจี้ ถือกำเนิดจากมารดาที่เป็นอนุ ฐานะของเขาในจวนสกุลจี้จึงไม่สูงไม่ต่ำ มุ่งมั่นทำการค้าเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนในสกุล จนผลสุดท้ายก็แยกมาเปิดร้านค้าจนประสบความสำเร็จยามนี้เขายังเป็นแค่เพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ยังหาหนทางของตนเองไม่เจอ แต่วันหน้าเขาจะเป็นท่านเก้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ผู้เป็นใหญ่ในวังหลวงยังต้องเกรงใจ เดิมทีนางก็ตั้งใจว่าจะขายสูตรสบู่และเครื่องหอมแล้วนอนรอนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจ แต่ยามนี้เมื่อได้พบกับว่าที่นายวาณิชย์ใหญ่จิตใจที่รักความสะดวกสบายของนางก็พลันฮึกเหิม นางลงมือแย่งชิงการค้าของนางเอกในนิยายมาอยู่ในมือก่อนแล้วทำไมจะแย่งชิงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกในนิยายมาไว้ในมือไม่ได้เล่า“ท่านนำคำพูดของข้ากลับไปคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิด ตัวข้ามีสินค้าแต่ขาดเงินทุน ส่วนตัวท่านนั้นข้ารู้ว่าท่านมีทุนอยู่ในมือเพียงแต่ไม่รู้ว่าท่าน
เจียงฉิงฟางรู้สึกยินดีที่ลูกๆ จะได้เรียนหนังสือกับเจิ้งชวน นางจึงพาลูกๆ แวะเวียนซื้อเนื้อและผักเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงฉลองกับลูกๆ พอมาถึงบ้านท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือมีแขกสองคนมายืนรอนางและลูกๆ อยู่ตรงหน้าประตูบ้าน“สะใภ้บ้านจ้าว ในที่สุดเจ้าก็กลับมาได้เสียที” ผู้ดูแลร้านสกุลจี้เอ่ยทักออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เขาเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเจียงฉิงฟางเขาจึงรีบแนะนำบุรุษที่ยืนเคียงข้างเขาในทันที“ท่านผู้นี้คือนายท่านของข้า นายท่านรู้สึกชื่นชอบสบู่หอมของเจ้าเป็นอย่างมากจึงให้ข้าพามาพบเจ้าเพื่อสอบถามวิธีการทำสบู่หอม และเครื่องหอมของเจ้าเหล่านั้น” คำพูดของผู้ดูแลร้านทำให้เจียงฉิงฟางพลันเลิกคิ้วขึ้น เขาจึงรีบอธิบายต่อในทันที“แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีค่าตอบแทนให้เจ้าแน่” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ยิ้มออกแล้วเชื้อเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในบ้านด้วยกัน“เช่นนั้นก็เชิญท่านทั้งสองเข้าไปในบ้านของข้าก่อน” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเปิดประตูรั้วเดินนำเข้าไปในบ้าน“ขอเชิญพวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปชงชามาให้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเชื้อเชิ
สบู่หอมของเจียงฉิงฟางขายดีเกินคาด นางไม่ได้ขายแพงมากตั้งราคาที่ชาวบ้านธรรมดาพอจะซื้อหาได้ แม้ว่าสบู่ที่นางทำจะต้องใช้ทั้งถั่วเหลือง สมุนไพรหลายชนิดรวมไปถึงตับอ่อนหมู่ แต่เพื่อให้ขายในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้นางจึงทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลดต้นทุน ประกอบกับเมืองเทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลเฟื่องฟูเพราะการเปิดเหมืองทองทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวพลอยมีกินมีใช้ตามไปด้วย“ท่านแม่วันนี้สบู่หอมของท่านขายหมดเลย” จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยความยินดี ในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าหากพวกนางขายสบู่หอมหมดก็หมายความว่าบ้านของพวกนางจะมีเงินมากยิ่งขึ้น“แต่ธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวของท่านแม่กลับยังเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยพลางนิ่งหน้าและจ้องมองมารดาที่เก็บร้านแล้ว“ท่านแม่ทำไมรีบเก็บร้านเล่าขอรับ ไม่ขายต่อแล้วหรือ” จ้าวฉางยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย“สินค้าหลักอย่างสบู่หอมขายหมดแล้วก็ถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้แล้ว อีกอย่างแม่ตั้งใจว่าวันนี้จะเก็บร้านเร็วอยู่แล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเก็บของที่เหลือใส่ตะกร้า นางคิดเอาไว้แล้วว่าธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวที่นางทำจะขาย







