LOGINคำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้ทั้งเจียงโซ่วและลู่เหมยนิ่งงันไป พวกเขาทั้งคู่รักและลำเอียงต่อเจียงฉิงหร่วนจริงๆ อย่างที่เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมา แต่หากถามถึงว่าผู้ใดทำให้เขาและภรรยาได้หน้าได้ตามากที่สุดก็ยังเป็นเจียงฉิงฟางอยู่ดี ยามนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจียงฉิงเหยาตั้งใจจะหาเรื่องเจียงฉิงฟางอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกเขาที่เป็นทั้งบิดาและมารดาจะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะหลับหูหลับตาช่วยเจียงฉิงเหยารังแกเจียงฉิงฟาง หรือว่าจะขัดแย้งกับบ้านใหญ่ของสกุลเจียงด้วยการออกหน้าช่วยเจียงฉิงฟาง
“ฉิงฟาง หากเจ้าไม่ได้มีใจคิดจะยั่วยวนเขยใหญ่ แล้วทำไมเขาจึงได้มายืนอยู่ที่รั้วบ้านของเจ้าเล่า” คำถามประโยคนี้ของเจียงโซ่วชี้ชัดให้เจียงฉิงฟางได้รับรู้แล้วว่าเขายังยินดีที่จะอยู่ภายใต้เงาของพี่ชาย ด้วยการหลับหูหลับตาช่วยเจียงฉิงเหยารังแกนาง
“ท่านพ่อ เขาเองก็บอกออกมาแล้วว่าเขาเป็นผู้มาเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมา
“เพราะก่อนหน้านี้ เจ้ายั่วยวนเขาไว้ นางตัวดีวันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่าสามีของผู้อื่น เจ้าไม่อาจจะเล่นหูเล่นตาได้” เจียงฉิงเหยาเอ่ยพลางหันไปส่งสัญญาณให้คนงานของบิดาของนางบุกเข้าไปจับกุมเจียงฉิงฟาง แต่เจียงฉิงฟางกลับประกาศกร้าวออกมา
“หากผู้ใดกล้าบุกรุกเข้ามาในรั้วบ้านของข้าก็ลองดู ข้าจะได้ประกาศให้คนทั่วไปได้รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้ไร้คุณธรรม ตนเองไม่อาจจะควบคุมบุตรชายบุตรสะใภ้ของตนเองได้ก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้ข้า รังแกสตรีไร้ทางสู้ผู้หนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาวตามลำพังเช่นข้า” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้หัวหน้าหมู่บ้านอย่างเฉินเซียวรีบส่งเสียงโต้แย้งออกมาในทันที
“สะใภ้บ้านจ้าว ข้าคนนี้หาได้เป็นอย่างที่เจ้าพูด เพียงแต่วันนี้เจ้าลงมือหนักหน่วงจนเกินไป จนถึงขั้นทำให้ลูกสะใภ้บ้านข้าหมดสติ” คำพูดของเฉินเซียวทำให้เจียงฉิงฟางร้องเฮอะ! ออกมา
“ในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้าน ไม่สอบสวนก่อนเลยหรือว่าเป็นผู้ใดที่เป็นคนหาเรื่องก่อน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็ไม่รอช้าหันไปสั่งคนของบิดาของนางในทันที
“ท่านพ่อสามีเป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็จริง แต่นี่เป็นเรื่องความขัดแย้งของบุตรสาวบ้านสกุลเจียง ท่านพ่อสามีนับเป็นคนนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว พวกเจ้ามัวรออะไร เข้าไปจับตัวคุณหนูรองให้ข้า แล้วตบปากนางให้ข้าคนละสิบที ผู้ใดตบปากนางได้ครบสิบครั้งข้าจะให้รางวัลคนละหนึ่งตำลึง” คำสั่งของเจียงฉิงเหยาทำให้คนงานที่ติดตามมาด้วยของเจียงฝูถีบประตูรั้วจนพังแล้วพุ่งเข้าหาเจียงฉิงฟางในทันที
“ฉิงฟาง!” ลู่เหมยเอ่ยเรียกบุตรสาวด้วยความเป็นห่วงถึงอย่างไรเจียงฉิงฟางก็เป็นบุตรสาวของนาง หากถูกคนงานของเจียงฝูบุกเข้าไปทำร้ายเช่นนี้นอกจากจะเสื่อมเกียรติเป็นอย่างมากแล้วยังทำให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองไปด้วย ส่วนเฉินอี้ก็พุ่งเข้าไปในรั้วบ้านด้วยตั้งใจว่าจะช่วยเหลือเจียงฉิงฟางไม่ให้คนงานเหล่านั้นรังแกนาง
“ผู้ใดกล้าลงมือกับข้าก็เข้ามา” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางดึงมีดสั้นออกมาแทงคนงานคนแรกที่เข้าไปถึงตัวของนาง คนงานของเจียงฝูล้วนเป็นคนงานใช้แรงงานทั่วไป พวกเขามีหน้าที่แค่เพียงทำงานในไร่ไม่เคยฝึกฝีมือการต่อสู้ย่อมยากจะต่อสู้กับเจียงฉิงฟางที่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาจากโลกของตน ก่อนที่นางจะทะลุมิติเข้ามาในนิยาย นางเคยเป็นตัวประกอบที่รับงานทั่วไปรวมถึงการเป็นนักแสดงแทนนักแสดงหลักในฉากต่อสู้อีกด้วย นางย่อมต้องเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวมาไม่น้อย อีกทั้งเพื่อให้รูปร่างของตนเองดีอยู่เสมอนางชอบเข้าโรงยิมเพื่อฝึกชกมวยเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อต้องต่อสู้กับคนงานที่ไม่มีอาวุธในมือนางจึงจัดการกับคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
“ฉิงฟาง” เฉินอี้ที่เดิมทีจะเข้ามาช่วยนางอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อคมมีดของเจียงฉิงฟางเกือบจะแทงเข้ามาที่ต้นแขนของเขา
“พวกเจ้าออกไปเสียให้หมด” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยดวงตาอันแดงก่ำ เจียงฉิงเหยาที่คาดไม่ถึงว่าเจียงฉิงฟางจะมีความสามารถในการต่อสู้ถึงขั้นนี้อดอุทานออกมาไม่ได้
“นางเป็นบ้าไปแล้ว”
“ใช่! ข้าเป็นบ้าไปแล้วดังนั้นจงจำเอาไว้ให้ดีว่าข้าเจียงฉิงฟางคนนี้เป็นคนบ้าที่ไม่ยอมให้ผู้ใดรังแก” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาพลางหันไปมองบิดาและมารดา รวมไปถึงท่านลุงใหญ่และท่านป้าสะใภ้ใหญ่ของตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“พวกท่านกลับไปเสีย พาคนสกุลเจียงเหล่านี้กลับไปด้วย วันหน้าก็จงจำเอาไว้ด้วยว่าเจียงฉิงฟางผู้นี้จะขอตัดขาดกับสกุลเจียงของพวกท่านด้วยตนเอง ในเมื่อวันนี้พวกท่านเลือกที่จะทอดทิ้งข้า ตัวข้าเองก็ไม่ยินดีที่จะปล่อยให้ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลที่เต็มไปด้วยคนใจดำอย่างสกุลเจียงอีกต่อไปแล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เจียงฉิงฟางนี่เจ้ากล้าเอ่ยปากตัดขาดกับสกุลเดิมของตนเองเชียวหรือ” คำถามของเจียงฝูทำให้เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันในทันที
“สกุลเดิมที่ไม่เคยปกป้อง ไม่เคยเป็นที่พึ่งพิงให้ได้ แถมยังคิดแต่จะรังแกกันเช่นนี้ข้าจะไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยวอีกต่อไปแล้ว”
“ดี! เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี ข้าเองก็จะรอดูว่าหญิงหม้ายไร้สามีคอยดูแลเช่นเจ้าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร” เมื่อเจียงฝูเอ่ยจบก็ส่งเสียงเรียกลูกน้องของตนเองที่ได้รับบาดเจ็บกันอย่างถ้วนหน้าด้วยน้ำเสียงดุดัน
“เจ้าพวกคนไม่ได้เรื่อง ยังไม่รีบลุกอีก” เมื่อเจียงฝูเอ่ยเช่นนี้ลูกจ้างของเขาก็พยายามประคับประคองกันและกันออกจากบ้านของสกุลจ้าวอย่างทุลักทุเล
“ฉิงฟาง” เฉินอี้เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา ท่าทีที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวของเจียงฉิงฟางในยามนี้แตกต่างจากเจียงฉิงฟางที่เขารู้จักเป็นอย่างมาก
“ท่านกลับไปได้แล้ว วันนี้ท่านประสบความสำเร็จในการทำให้ข้ากลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านอีกครั้งแล้ว” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เฉินอี้ก็กวาดตามองไปยังเพื่อนบ้านหลายคนของเจียงฉิงฟาง ที่ในยามนี้กำลังยื่นหน้ามาจับตามองความเคลื่อนไหวในลานบ้านของสกุลจ้าว
“เฉินอี้ กลับบ้านได้แล้ว รวมไปถึงเจ้าด้วยฉิงเหยา” เฉินเซียวออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เจียงฉิงฟางเป็นที่พูดถึงของชาวบ้านแทบจะทุกวันอยู่แล้ว แต่เขาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านกลับไม่เคยถูกนำมาพูดถึงในทางเสียหาย แต่วันนี้ชื่อเสียงของเขาคงจะต้องมัวหมองไปเพียงเพราะบุตรชายและบุตรสะใภ้ของเขาแล้ว
“ท่านพ่อสามี แต่ข้า...” เจียงฉิงเหยายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค เฉินเซียวก็เอ่ยวาจาข่มขู่นางในทันที
“หากเจ้ายังขืนพูดมากอีก เมื่อกลับไปถึงบ้านข้าจะให้ลูกชายของข้าหย่าขาดกับเจ้าเสีย” เมื่อเฉินเชียวเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาก็พลันเข่าอ่อนทรุดไปนั่งคุกเข่าบนพื้นในทันที
“ท่านพ่อสามี” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแต่เฉินเซียวกลับไม่สนใจหันไปส่งสัญญาณให้คนของตนไปจับตัวเฉินอี้เอาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“พาตัวคุณชายกลับบ้าน” เมื่อเอ่ยจบเฉินเซียวก็หันไปจ้องมองเจียงฉิงฟางอีกครั้งแล้วจึงได้สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปโดยมีภรรยาและคนของเขาที่ช่วยกันควบคุมตัวของเฉินอี้แล้วพาเขากลับบ้านไปด้วยกัน เจียงฉิงเหยาหันไปมองบิดามารดาของตนเองแล้วจึงได้หันไปมองเจียงฉิงฟางด้วยสายตาอาฆาต แต่เพราะไม่อาจจะรั้งอยู่ได้ต่อนางจึงต้องรีบติดตามคนจากบ้านสามีเพื่อกลับบ้าน เมื่อตัวต้นเรื่องไม่อยู่แล้วคนสกุลเจียงคนอื่นๆ ก็พากันทยอยกลับ เหลือแค่เพียงเจียงโซ่วและลู่เหมยที่ยืนจ้องมองเจียงฉิงฟางอย่างทำอันใดไม่ค่อยจะถูก
“ฉิงฟาง วันพรุ่งนี้เจ้าค่อยไปขอขมาท่านลุงท่านป้าของเจ้าก็แล้วกัน” เมื่อเอ่ยจบเจียงโซ่วก็เดินกลับบ้านสกุลเจียงโดยมีลู่เหมยติดตามกลับไปด้วย
“เหตุใดข้าต้องไปขอขมาพวกเขาด้วย ตัดขาดก็คือตัดขาดข้าคนนี้ไม่มีทางกลืนน้ำลายของตนเองอย่างเด็กขาด” เจียงฉิงฟางเอ่ยพึมพำเบาๆ แล้วลงมือซ่อมประตูของรั้วบ้านให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
จ้าวถิงฟงจ้องมองภรรยาและลูกด้วยความอิ่มเอมใจ ในใจของเขาเฝ้าฝันถึงการได้กลับมาพบกันนับครั้งไม่ถ้วนของเขา กับภรรยาและลูกๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าการที่ได้กลับมาพบกันจริงๆ แล้วจะก่อให้เกิดความสุขใจได้มากถึงเพียงนี้“ท่านพ่อ ท่านจะกลับมาอยู่กับพวกข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” จ้าวฉางหนิงขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินมาจับชายแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีออดอ้อน จ้าวฉางเยี่ยนและจ้าวฉางยวนก็ต่างขยับกายลุกขึ้นแล้วจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จ้าวถิงฟงจึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ข้าจะอยู่กับพวกเจ้า แต่พวกเราจะไม่อยู่ที่นี่พ่อจะพาพวกเจ้าเข้าไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน” เมื่อจ้าวถิงฟงเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็หันมาจ้องมองเจียงฉิงฟางในทันที“แล้วท่านแม่เล่า” เมื่อจ้าวฉางหนิงเอ่ยถามเช่นนี้จ้าวถิงฟงก็หันมาเอ่ยกับเจียงฉิงฟางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนในทันที“ท่านแม่ของพวกเจ้าก็ต้องไปด้วยกันสิ ข้าตั้งใจจะมารับทั้งนางและพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกัน ยามนี้พ่อมีจวนเป็นของตนเองอยู่ในเมืองหลวงแล้ว ทั้งใหญ่โตและโอ่อ่า พ่อขอรับรองว่าเมื่อพวกเจ้าไปอยู่ที่นั่นพวกเจ้าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอย
หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยาย ยามนี้ที่โรงเตี๊ยมในตลาดคงจะมีผู้ติดตามของจ้าวถิงฟงรออยู่ที่นั่น หนึ่งในผู้ติดตามก็คือฉินซิงเหยาผู้เป็นนางเอกของเรื่องและโจวซิ่วหลันมารดาของนาง สองแม่ลูกคู่นี้คือคนในครอบครัวของผู้มีพระคุณของจ้าวถิงฟง ตอนที่จ้าวถิงฟงมารับลูกๆ กลับเมืองหลวงพวกนางก็ติดตามมารับด้วยตามเนื้อหาในนิยายจ้าวถิงฟงคือแม่ทัพใหญ่ที่ไม่มีฮูหยิน คนที่คอยดูแลจวนแม่ทัพให้เขาก็คือโจวซิ่วหลันภรรยาหม้ายของพี่น้องร่วมสาบานในกองทัพของเขา เดิมทีโจวซิ่วหลันมุ่งหวังที่จะขยับฐานะขึ้นมาเป็นฮูหยินของเขา แต่เพราะลูกๆ ของเขาไม่เห็นด้วยโจวซิ่วหลันจึงเป็นได้แค่คนดูแลจวนให้จ้าวถิงฟงเพียงเท่านั้นสองแม่ลูกอยู่ในจวนแม่ทัพอย่างไร้ฐานะ ถูกดูหมิ่นและถูกกลั่นแกล้งจากเด็กแฝดทั้งสามอยู่เสมอ แม้ว่าจ้าวถิงฟงจะตำหนิลูกๆ ทั้งสามแต่ก็ไม่เคยลงมือลงโทษลูกๆ อย่างจริงจัง ความรักอย่างผิดๆ ที่เขามีต่อเด็กน้อยทั้งสาม ทำให้เด็กน้อยทั้งสามมีความกล้าที่จะลงมือต่อสองแม่ลูกอย่างร้ายกาจและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองแม่ลูกไม่อาจจะทนอยู่ในจวนได้อีกต่อไปเมื่อเติบใหญ่ฉินซิงเหยาที่มีความสามารถในการหาเงินก็ได้พบรักกับท่านอ๋องผู้หนึ่ง นาง
ร้านฮวาเซียงที่จี้หยางจิ่วลงทุนเปิดเป็นกิจการลับๆ ของตนเองและเจียงฉิงฟางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มลูกค้าไม่ใช่แค่เพียงชาวบ้านธรรมดาอย่างที่เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้แต่ชนชั้นสูงในเมืองเทียนเฟิงก็ต่างกลายมาเป็นลูกค้าประจำของร้านฮวาเซียง จี้หยางจิ่วจึงดำเนินการเปิดร้านสาขาที่สองในเมืองหลวง จากสาขาแรกเมื่อผ่านไปหลายเดือนก็กลายเป็นหลายสาขา ส่วนแบ่งก็ยังเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เงินทองที่ได้จากการปันผลทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเจียงฉิงฟางและลูกน้อยทั้งสามดีขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนกับจี้หยางจิ่ว เจียงฉิงฟางก็ไม่ได้ออกไปขายของอีก ทุกวันนอกจากดูแลบ้าน ดูแลสวนและคิดค้นสินค้าใหม่ๆ สำหรับร้านฮวาเซียงแล้วนางก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก จ้าวฉางเยี่ยน จ้าวฉางยวนและจ้าวฉางหนิงก็มักจะไปเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านของเจิ้งชวนแทบจะทุกวัน พวกเขาออกจากบ้านแต่เช้ากว่าเจิ้งชวนจะปล่อยกลับบ้านก็เกือบค่ำ ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นไม่ค่อยจะได้พบหน้าพวกนางสี่แม่ลูกเท่าใดนักยามที่จ้าวถิงฟงขี่ม้ากลับมาถึงบ้าน เขาหยุดม้าแล้วจ้องมองบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและรู้สึกผิด เขาจากไปหลายปีส่งค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนและ
เจียงฉิงฟางได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ หากจี้หยางจิ่วไม่แนะนำตัวนางก็คงจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือนายวาณิชย์หลวงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกอย่างฉินซิงเหยา ดังนั้นนางจึงได้รู้เรื่องของจี้หยางจิ่วเป็นอย่างดีจี้หยางจิ่วผู้นี้คือบุตรชายคนที่เก้าของสกุลจี้ ถือกำเนิดจากมารดาที่เป็นอนุ ฐานะของเขาในจวนสกุลจี้จึงไม่สูงไม่ต่ำ มุ่งมั่นทำการค้าเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับจากคนในสกุล จนผลสุดท้ายก็แยกมาเปิดร้านค้าจนประสบความสำเร็จยามนี้เขายังเป็นแค่เพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ยังหาหนทางของตนเองไม่เจอ แต่วันหน้าเขาจะเป็นท่านเก้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่ผู้เป็นใหญ่ในวังหลวงยังต้องเกรงใจ เดิมทีนางก็ตั้งใจว่าจะขายสูตรสบู่และเครื่องหอมแล้วนอนรอนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างสบายอกสบายใจ แต่ยามนี้เมื่อได้พบกับว่าที่นายวาณิชย์ใหญ่จิตใจที่รักความสะดวกสบายของนางก็พลันฮึกเหิม นางลงมือแย่งชิงการค้าของนางเอกในนิยายมาอยู่ในมือก่อนแล้วทำไมจะแย่งชิงผู้สนับสนุนหลักของนางเอกในนิยายมาไว้ในมือไม่ได้เล่า“ท่านนำคำพูดของข้ากลับไปคิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิด ตัวข้ามีสินค้าแต่ขาดเงินทุน ส่วนตัวท่านนั้นข้ารู้ว่าท่านมีทุนอยู่ในมือเพียงแต่ไม่รู้ว่าท่าน
เจียงฉิงฟางรู้สึกยินดีที่ลูกๆ จะได้เรียนหนังสือกับเจิ้งชวน นางจึงพาลูกๆ แวะเวียนซื้อเนื้อและผักเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้นำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงฉลองกับลูกๆ พอมาถึงบ้านท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือมีแขกสองคนมายืนรอนางและลูกๆ อยู่ตรงหน้าประตูบ้าน“สะใภ้บ้านจ้าว ในที่สุดเจ้าก็กลับมาได้เสียที” ผู้ดูแลร้านสกุลจี้เอ่ยทักออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี เขาเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเจียงฉิงฟางเขาจึงรีบแนะนำบุรุษที่ยืนเคียงข้างเขาในทันที“ท่านผู้นี้คือนายท่านของข้า นายท่านรู้สึกชื่นชอบสบู่หอมของเจ้าเป็นอย่างมากจึงให้ข้าพามาพบเจ้าเพื่อสอบถามวิธีการทำสบู่หอม และเครื่องหอมของเจ้าเหล่านั้น” คำพูดของผู้ดูแลร้านทำให้เจียงฉิงฟางพลันเลิกคิ้วขึ้น เขาจึงรีบอธิบายต่อในทันที“แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีค่าตอบแทนให้เจ้าแน่” เมื่อผู้ดูแลเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็ยิ้มออกแล้วเชื้อเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในบ้านด้วยกัน“เช่นนั้นก็เชิญท่านทั้งสองเข้าไปในบ้านของข้าก่อน” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเปิดประตูรั้วเดินนำเข้าไปในบ้าน“ขอเชิญพวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปชงชามาให้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเชื้อเชิ
สบู่หอมของเจียงฉิงฟางขายดีเกินคาด นางไม่ได้ขายแพงมากตั้งราคาที่ชาวบ้านธรรมดาพอจะซื้อหาได้ แม้ว่าสบู่ที่นางทำจะต้องใช้ทั้งถั่วเหลือง สมุนไพรหลายชนิดรวมไปถึงตับอ่อนหมู่ แต่เพื่อให้ขายในราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้นางจึงทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลดต้นทุน ประกอบกับเมืองเทียนเฟิงที่อยู่ไม่ไกลเฟื่องฟูเพราะการเปิดเหมืองทองทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวพลอยมีกินมีใช้ตามไปด้วย“ท่านแม่วันนี้สบู่หอมของท่านขายหมดเลย” จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยความยินดี ในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าหากพวกนางขายสบู่หอมหมดก็หมายความว่าบ้านของพวกนางจะมีเงินมากยิ่งขึ้น“แต่ธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวของท่านแม่กลับยังเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยพลางนิ่งหน้าและจ้องมองมารดาที่เก็บร้านแล้ว“ท่านแม่ทำไมรีบเก็บร้านเล่าขอรับ ไม่ขายต่อแล้วหรือ” จ้าวฉางยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย“สินค้าหลักอย่างสบู่หอมขายหมดแล้วก็ถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในวันนี้แล้ว อีกอย่างแม่ตั้งใจว่าวันนี้จะเก็บร้านเร็วอยู่แล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางเก็บของที่เหลือใส่ตะกร้า นางคิดเอาไว้แล้วว่าธูปหอม น้ำหอมและน้ำมันบำรุงผิวที่นางทำจะขาย







