LOGINคำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้ทั้งเจียงโซ่วและลู่เหมยนิ่งงันไป พวกเขาทั้งคู่รักและลำเอียงต่อเจียงฉิงหร่วนจริงๆ อย่างที่เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมา แต่หากถามถึงว่าผู้ใดทำให้เขาและภรรยาได้หน้าได้ตามากที่สุดก็ยังเป็นเจียงฉิงฟางอยู่ดี ยามนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจียงฉิงเหยาตั้งใจจะหาเรื่องเจียงฉิงฟางอย่างไม่ลืมหูลืมตา พวกเขาที่เป็นทั้งบิดาและมารดาจะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะหลับหูหลับตาช่วยเจียงฉิงเหยารังแกเจียงฉิงฟาง หรือว่าจะขัดแย้งกับบ้านใหญ่ของสกุลเจียงด้วยการออกหน้าช่วยเจียงฉิงฟาง
“ฉิงฟาง หากเจ้าไม่ได้มีใจคิดจะยั่วยวนเขยใหญ่ แล้วทำไมเขาจึงได้มายืนอยู่ที่รั้วบ้านของเจ้าเล่า” คำถามประโยคนี้ของเจียงโซ่วชี้ชัดให้เจียงฉิงฟางได้รับรู้แล้วว่าเขายังยินดีที่จะอยู่ภายใต้เงาของพี่ชาย ด้วยการหลับหูหลับตาช่วยเจียงฉิงเหยารังแกนาง
“ท่านพ่อ เขาเองก็บอกออกมาแล้วว่าเขาเป็นผู้มาเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมา
“เพราะก่อนหน้านี้ เจ้ายั่วยวนเขาไว้ นางตัวดีวันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่าสามีของผู้อื่น เจ้าไม่อาจจะเล่นหูเล่นตาได้” เจียงฉิงเหยาเอ่ยพลางหันไปส่งสัญญาณให้คนงานของบิดาของนางบุกเข้าไปจับกุมเจียงฉิงฟาง แต่เจียงฉิงฟางกลับประกาศกร้าวออกมา
“หากผู้ใดกล้าบุกรุกเข้ามาในรั้วบ้านของข้าก็ลองดู ข้าจะได้ประกาศให้คนทั่วไปได้รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านต้าหนิวแห่งนี้ไร้คุณธรรม ตนเองไม่อาจจะควบคุมบุตรชายบุตรสะใภ้ของตนเองได้ก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้ข้า รังแกสตรีไร้ทางสู้ผู้หนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาวตามลำพังเช่นข้า” คำพูดของเจียงฉิงฟางทำให้หัวหน้าหมู่บ้านอย่างเฉินเซียวรีบส่งเสียงโต้แย้งออกมาในทันที
“สะใภ้บ้านจ้าว ข้าคนนี้หาได้เป็นอย่างที่เจ้าพูด เพียงแต่วันนี้เจ้าลงมือหนักหน่วงจนเกินไป จนถึงขั้นทำให้ลูกสะใภ้บ้านข้าหมดสติ” คำพูดของเฉินเซียวทำให้เจียงฉิงฟางร้องเฮอะ! ออกมา
“ในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้าน ไม่สอบสวนก่อนเลยหรือว่าเป็นผู้ใดที่เป็นคนหาเรื่องก่อน” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยจบเจียงฉิงเหยาก็ไม่รอช้าหันไปสั่งคนของบิดาของนางในทันที
“ท่านพ่อสามีเป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็จริง แต่นี่เป็นเรื่องความขัดแย้งของบุตรสาวบ้านสกุลเจียง ท่านพ่อสามีนับเป็นคนนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว พวกเจ้ามัวรออะไร เข้าไปจับตัวคุณหนูรองให้ข้า แล้วตบปากนางให้ข้าคนละสิบที ผู้ใดตบปากนางได้ครบสิบครั้งข้าจะให้รางวัลคนละหนึ่งตำลึง” คำสั่งของเจียงฉิงเหยาทำให้คนงานที่ติดตามมาด้วยของเจียงฝูถีบประตูรั้วจนพังแล้วพุ่งเข้าหาเจียงฉิงฟางในทันที
“ฉิงฟาง!” ลู่เหมยเอ่ยเรียกบุตรสาวด้วยความเป็นห่วงถึงอย่างไรเจียงฉิงฟางก็เป็นบุตรสาวของนาง หากถูกคนงานของเจียงฝูบุกเข้าไปทำร้ายเช่นนี้นอกจากจะเสื่อมเกียรติเป็นอย่างมากแล้วยังทำให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองไปด้วย ส่วนเฉินอี้ก็พุ่งเข้าไปในรั้วบ้านด้วยตั้งใจว่าจะช่วยเหลือเจียงฉิงฟางไม่ให้คนงานเหล่านั้นรังแกนาง
“ผู้ใดกล้าลงมือกับข้าก็เข้ามา” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางดึงมีดสั้นออกมาแทงคนงานคนแรกที่เข้าไปถึงตัวของนาง คนงานของเจียงฝูล้วนเป็นคนงานใช้แรงงานทั่วไป พวกเขามีหน้าที่แค่เพียงทำงานในไร่ไม่เคยฝึกฝีมือการต่อสู้ย่อมยากจะต่อสู้กับเจียงฉิงฟางที่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาจากโลกของตน ก่อนที่นางจะทะลุมิติเข้ามาในนิยาย นางเคยเป็นตัวประกอบที่รับงานทั่วไปรวมถึงการเป็นนักแสดงแทนนักแสดงหลักในฉากต่อสู้อีกด้วย นางย่อมต้องเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวมาไม่น้อย อีกทั้งเพื่อให้รูปร่างของตนเองดีอยู่เสมอนางชอบเข้าโรงยิมเพื่อฝึกชกมวยเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อต้องต่อสู้กับคนงานที่ไม่มีอาวุธในมือนางจึงจัดการกับคนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
“ฉิงฟาง” เฉินอี้ที่เดิมทีจะเข้ามาช่วยนางอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อคมมีดของเจียงฉิงฟางเกือบจะแทงเข้ามาที่ต้นแขนของเขา
“พวกเจ้าออกไปเสียให้หมด” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยดวงตาอันแดงก่ำ เจียงฉิงเหยาที่คาดไม่ถึงว่าเจียงฉิงฟางจะมีความสามารถในการต่อสู้ถึงขั้นนี้อดอุทานออกมาไม่ได้
“นางเป็นบ้าไปแล้ว”
“ใช่! ข้าเป็นบ้าไปแล้วดังนั้นจงจำเอาไว้ให้ดีว่าข้าเจียงฉิงฟางคนนี้เป็นคนบ้าที่ไม่ยอมให้ผู้ใดรังแก” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาพลางหันไปมองบิดาและมารดา รวมไปถึงท่านลุงใหญ่และท่านป้าสะใภ้ใหญ่ของตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“พวกท่านกลับไปเสีย พาคนสกุลเจียงเหล่านี้กลับไปด้วย วันหน้าก็จงจำเอาไว้ด้วยว่าเจียงฉิงฟางผู้นี้จะขอตัดขาดกับสกุลเจียงของพวกท่านด้วยตนเอง ในเมื่อวันนี้พวกท่านเลือกที่จะทอดทิ้งข้า ตัวข้าเองก็ไม่ยินดีที่จะปล่อยให้ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลที่เต็มไปด้วยคนใจดำอย่างสกุลเจียงอีกต่อไปแล้ว” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เจียงฉิงฟางนี่เจ้ากล้าเอ่ยปากตัดขาดกับสกุลเดิมของตนเองเชียวหรือ” คำถามของเจียงฝูทำให้เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันในทันที
“สกุลเดิมที่ไม่เคยปกป้อง ไม่เคยเป็นที่พึ่งพิงให้ได้ แถมยังคิดแต่จะรังแกกันเช่นนี้ข้าจะไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยวอีกต่อไปแล้ว”
“ดี! เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี ข้าเองก็จะรอดูว่าหญิงหม้ายไร้สามีคอยดูแลเช่นเจ้าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร” เมื่อเจียงฝูเอ่ยจบก็ส่งเสียงเรียกลูกน้องของตนเองที่ได้รับบาดเจ็บกันอย่างถ้วนหน้าด้วยน้ำเสียงดุดัน
“เจ้าพวกคนไม่ได้เรื่อง ยังไม่รีบลุกอีก” เมื่อเจียงฝูเอ่ยเช่นนี้ลูกจ้างของเขาก็พยายามประคับประคองกันและกันออกจากบ้านของสกุลจ้าวอย่างทุลักทุเล
“ฉิงฟาง” เฉินอี้เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา ท่าทีที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวของเจียงฉิงฟางในยามนี้แตกต่างจากเจียงฉิงฟางที่เขารู้จักเป็นอย่างมาก
“ท่านกลับไปได้แล้ว วันนี้ท่านประสบความสำเร็จในการทำให้ข้ากลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านอีกครั้งแล้ว” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เฉินอี้ก็กวาดตามองไปยังเพื่อนบ้านหลายคนของเจียงฉิงฟาง ที่ในยามนี้กำลังยื่นหน้ามาจับตามองความเคลื่อนไหวในลานบ้านของสกุลจ้าว
“เฉินอี้ กลับบ้านได้แล้ว รวมไปถึงเจ้าด้วยฉิงเหยา” เฉินเซียวออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เจียงฉิงฟางเป็นที่พูดถึงของชาวบ้านแทบจะทุกวันอยู่แล้ว แต่เขาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านกลับไม่เคยถูกนำมาพูดถึงในทางเสียหาย แต่วันนี้ชื่อเสียงของเขาคงจะต้องมัวหมองไปเพียงเพราะบุตรชายและบุตรสะใภ้ของเขาแล้ว
“ท่านพ่อสามี แต่ข้า...” เจียงฉิงเหยายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค เฉินเซียวก็เอ่ยวาจาข่มขู่นางในทันที
“หากเจ้ายังขืนพูดมากอีก เมื่อกลับไปถึงบ้านข้าจะให้ลูกชายของข้าหย่าขาดกับเจ้าเสีย” เมื่อเฉินเชียวเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงเหยาก็พลันเข่าอ่อนทรุดไปนั่งคุกเข่าบนพื้นในทันที
“ท่านพ่อสามี” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแต่เฉินเซียวกลับไม่สนใจหันไปส่งสัญญาณให้คนของตนไปจับตัวเฉินอี้เอาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“พาตัวคุณชายกลับบ้าน” เมื่อเอ่ยจบเฉินเซียวก็หันไปจ้องมองเจียงฉิงฟางอีกครั้งแล้วจึงได้สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปโดยมีภรรยาและคนของเขาที่ช่วยกันควบคุมตัวของเฉินอี้แล้วพาเขากลับบ้านไปด้วยกัน เจียงฉิงเหยาหันไปมองบิดามารดาของตนเองแล้วจึงได้หันไปมองเจียงฉิงฟางด้วยสายตาอาฆาต แต่เพราะไม่อาจจะรั้งอยู่ได้ต่อนางจึงต้องรีบติดตามคนจากบ้านสามีเพื่อกลับบ้าน เมื่อตัวต้นเรื่องไม่อยู่แล้วคนสกุลเจียงคนอื่นๆ ก็พากันทยอยกลับ เหลือแค่เพียงเจียงโซ่วและลู่เหมยที่ยืนจ้องมองเจียงฉิงฟางอย่างทำอันใดไม่ค่อยจะถูก
“ฉิงฟาง วันพรุ่งนี้เจ้าค่อยไปขอขมาท่านลุงท่านป้าของเจ้าก็แล้วกัน” เมื่อเอ่ยจบเจียงโซ่วก็เดินกลับบ้านสกุลเจียงโดยมีลู่เหมยติดตามกลับไปด้วย
“เหตุใดข้าต้องไปขอขมาพวกเขาด้วย ตัดขาดก็คือตัดขาดข้าคนนี้ไม่มีทางกลืนน้ำลายของตนเองอย่างเด็กขาด” เจียงฉิงฟางเอ่ยพึมพำเบาๆ แล้วลงมือซ่อมประตูของรั้วบ้านให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
เจียงฉิงฟางโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานหลายปี ในฐานะนักแสดงเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกอบโกยรางวัลอย่างมากมาย ในฐานะนักธุรกิจ ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บริษัทของเธอก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เธอที่เป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดและหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์หลักย่อมจะมีความภาคภูมิใจมากกว่าคนอื่น แน่นอนว่าเงินปันผลกำไรที่ได้รับก็ย่อมจะสูงกว่าคนอื่นไปด้วย เจียงฉิงฟางจึงไม่มีความกังวลด้านหน้าที่การงานและด้านทรัพย์สินเงินทองเลย“ฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหมคะ” เจียงฉิงฟางพูดกับสามีเมื่อพบว่าลูกแฝดทั้งสามของเธอไปก่อปัญหาที่โรงเรียนอีกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอก แต่เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเราได้รับความใส่ใจมากจนเกินไปต่างหาก” จ้าวถิงฟงพูดกับเธอพร้อมกับดึงร่างของเธอไปโอบกอดเอาไว้ ตอนนี้ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ยังมีฝาแฝดทั้งสามที่คอยปั่นป่วนชีวิตอันราบเรียบของเขาและเธอก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ในนิยายเรื่องนั้นเขียนถึงพ่อของตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกันกับเขา คนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ไร้สาระถึงกับอ่านนิยายเล่มนั้นจนจบ
เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตปีแล้วปีเล่าอย่างมีความสุข บุตรชายคนโตจ้าวฉางเยี่ยนเป็นแม่ทัพน้อยผู้องอาจ เมื่อเติบใหญ่ก็ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูผู้งดงามจากจวนเสนาบดีลิ่วนามลิ่วเจียหราน ส่วนบุตรชายคนรองจ้าวฉางยวนได้เข้าสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตหลวงผู้ทรงภูมิเมื่อเติบใหญ่ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูใหญ่จวนสกุลลู่นามลู่หลิง เป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสของทั้งสองจวนมาโดยตลอดบุตรสาวคนเดียวอย่างจ้าวฉางหนิง ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของจวนได้รับราชโองการพระราชทานสมรสแต่งเข้าตำแหนักบูรพา ยามที่องค์ชายสามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสิ่งแรกที่กราบทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการพระราชทานสมรสกับคุณหนูจวนแม่ทัพอย่างจ้าวฉางหนิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดการณ์เอาไว้ได้อยู่แล้วส่วนบุตรชายคนเล็กอย่างจ้าวฉางหยวนก็ได้แต่งกับบุตรสาวของจี้หยางจิ่ว จี้เซวียหลัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งจ้าวถิงฟงและเจียงฉิงฟางคาดไม่ถึงแต่ตอนที่บุตรชายคนเล็กมาขอให้พวกเขาส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลจี้ พวกเขาก็ต่างพากันยินดี จวนแม่ทัพสกุลจ้าวและจวนสกุลจี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้เกี่ยวดองเ
ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใ
ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง“มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม“ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า“มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำ
เสิ่นไทเฮาทรงเอนพระวรกายอยู่บนแท่นพระบรรทมด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสงบ ยามนี้จวนชิ่งกั๋วกงไร้อำนาจอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าคนของพระนางในราชสำนักจะเริ่มเหินห่างแต่คนในวังหลวงยังคงใช้งานได้ดังเดิม สิ่งที่พระนางทรงกำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่ก็คือจะทำอย่างให้อำนาจของจวนชิ่งกั๋วกงคืนกลับมาได้อีกครั้งเพียงเท่านั้น“ฉินซิงเหยาถูกคนขององค์ชายหกปลิดชีพไปแล้วเพคะ” เสียงรายงานของจางหมัวมัวทำให้เสิ่นไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมา“เห็นทีว่าจะข้าจะเก็บอวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขนาดคนอยู่ในคุกหลวงเขายังยื่นมือของตนเองลงไปจัดการได้ หากปล่อยเขาเอาไว้วันหน้าเขาอาจจะหันกลับมาทำร้ายข้าก็เป็นได้” เมื่อเสิ่นไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้จางหมัวมัวก็ขานรับแล้วหันไปสั่งนางข้าหลวงที่เคยวางยาในกำยานขององค์ชายหกหาวิธีทำให้คนในวังคิดว่าองค์ชายหกทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงตาไม่ไหวจึงได้ปลิดชีพของตนในตำหนักอย่างเงียบเชียบ นางข้าหลวงรีบขานรับแล้วทำตามวิธีที่พวกนางเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่คิดจะกำจัดคนในตำหนักอันห่างไกลสุดท้ายองค์ชายหกก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีมือของนางข้าหลวงของเสิ่นไทเฮา ความโปรดปรานที่พระนางมีต่อองค์
เสิ่นไทเฮาทรงประชวรจนหมดสติไป แม้ว่าจะมีเรื่องที่เคยขัดแย้งกันแต่ถึงอย่างไรพระนางก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิด เซียวฉีฮ่องเต้จึงทรงเสด็จไปที่ตำหนักโซ่วหัวด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่าพระราชมารดาทรงทุกข์พระทัยจนสุขภาพทรุดโทรม เซียวฉีฮ่องเต้ก็พระทัยอ่อนยกเลิกคำสั่งกักบริเวณพระราชมารดาในทันที“หม่อมฉันชรามากแล้วต่อให้ฝ่าบาททรงยกเลิกโทษกักบริเวณหม่อมฉันก็ไปที่ไหนไม่ได้หรอกเพคะ” เสิ่นไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอ่อนแอ แต่ถ้อยคำของพระนางก็ทำให้ในพระทัยของเซียวฉีฮ่องเต้พลันมืดครึ้มขึ้นมาอีกครั้ง“แล้วเสด็จแม่อยากให้ลูกทำเช่นไร หรือจะให้ลูกยกเลิกเรื่องการเนรเทศสกุลเสิ่นออกจากเมืองหลวง” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในฐานะที่เป็นพระราชมารดามีหรือที่เสิ่นไทเฮาจะทรงคาดเดาสีพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้ไม่ได้ พระนางจึงรีบปฏิเสธในทันที“หม่อมฉันจะไปขอความเมตตาให้พวกเขาทำไมกันเล่าเพคะ พวกเขาทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยย่อมจะต้องได้รับโทษ เพียงแต่ยามนี้หญิงชราเช่นหม่อมฉันรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง ในใจก็ย่อมจะคิดถึงลูกหลานที่เคยมาเยี่ยมเยียน” เมื่อพระนางตรัสออกมาเช่น







