Masukเช้าวันรุ่งขึ้นเจียงฉิงฟางก็กลายเป็นที่เอ่ยถึงของชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในทางที่เลวร้ายดังเช่นเมื่อก่อน แต่นางกลับถูกเอ่ยถึงด้วยความเวทนาและสงสารแทน
“ข้าละอายจริงๆ ที่ใช้สกุลเดียวกันกับพวกเขา ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องเลี้ยงดูลูกสามคนตามลำพัง แต่กลับถูกคนตั้งหลายคนรุมรังแก ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ช่างใจจืดใจดำยืนดูเหตุการณ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเฉยชา เสียแรงที่ทุกคนในหมู่บ้านให้ความนับหน้าถือตา”
“นั่นน่ะสิ! ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่าเพราะเขารังเกียจที่สะใภ้บ้านจ้าวมีหน้าตางดงามมากเกินไปจึงเลือกญาติผู้พี่ของนางให้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ในบ้านของตนเองแทน คิดไม่ถึงว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นคนที่มีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้”
“คนบ้านเจียงก็ไม่ต่างกัน พอเห็นว่าสะใภ้บ้านจ้าวไร้สามีคอยดูแลและขาดที่พึ่งพิงก็รีบตัดขาดกับนางโดยไม่สนใจสายสัมพันธ์ทางสายเลือด พวกเขาคงจะเกรงกันว่าวันหน้านางจะพาลูกๆ ไปขอความช่วยเหลือและกลายเป็นภาระที่สลัดไม่หลุดของพวกเขา ช่างใจดำเสียจริง” คำพูดของคนในหมู่บ้านทำให้ทั้งบ้านสกุลเฉินและบ้านสกุลเจียงรู้สึกอับอายขายหน้า ยิ่งพวกเขาออกมาแก้ไขข่าวลือก็ยิ่งทำให้ข่าวลือในทางที่เลวร้ายยิ่งโหมกระหน่ำ ทำให้พวกเขาไม่คิดจะออกมาแก้ไขข่าวลือที่ชาวบ้านเหล่านั้นพากันเอ่ยถึงอีก ทำได้แค่เพียงต้องยอมกล้ำกลืนแบกรับคำติฉินนินทาเอาไว้ทั้งที่ใจไม่อยากจะยอมรับ
“พวกเจ้าบอกกับแม่มาว่าคนที่ปล่อยข่าวลือคือพวกเจ้าใช่ไหม” คำถามของเจียงฉิงฟางทำให้เด็กๆ ส่ายหน้า แต่เมื่อเห็นว่าในมือของนางมีไม้เรียวขนาดเหมาะมือพวกเขาก็รีบยอมรับด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อยในทันที
“เป็นพวกข้าเอง พวกข้ารู้สึกไม่พอใจที่คนเหล่านั้นพากันมารุมรังแกท่านแม่” คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางเพ่งมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตำหนิในทันที
“แม่เคยบอกกับพวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามเอาเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงิน แล้วนี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ คิดจะต่อต้านคำพูดของแม่อยู่หรือ”
“แต่พวกข้าไม่ได้นำเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินนะเจ้าคะ พวกข้านำเรื่องที่เกิดขึ้นนอกบ้านไปเล่าให้ผู้อื่นฟังต่างหาก อีกทั้งครั้งนี้พวกข้าไม่ได้เก็บเงินจากท่านป้าเฉินดังนั้นจะพูดว่าพวกข้าเอาเรื่องในบ้านไปพูดเพื่อแลกเงินไม่ได้” จ้าวฉางหนิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนทำให้เจียงฉิงฟางได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“ท่านแม่! ต่อให้พวกข้าไม่ได้นำเรื่องราวไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง ท่านป้าเฉินก็จะต้องนำไปพูดให้ผู้อื่นฟังอยู่ดี ท่านแม่อย่าได้ลืมสิขอรับว่าบ้านของท่านป้าเฉินอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของพวกเรานี่เอง” คำพูดของจ้าวฉางยวนทำให้เจียงฉิงฟางหาถ้อยคำมาโต้แย้งไม่ออกแล้วสุดท้ายนางจึงได้เอ่ยกับบุตรชายและบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“เช่นนั้นแม่จะเพิ่มข้อห้ามให้พวกเจ้าอีกสักหนึ่งข้อ ต่อไปห้ามพวกเจ้าติฉินนินทาผู้อื่นอีกทั้งยังห้ามปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นเช่นนี้อีก” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้จ้าวฉางเยี่ยนก็เอ่ยลอยๆ ขึ้นมาว่า
“เท่าที่ข้ารู้ ยามนี้คนเกือบทั้งหมู่บ้านรู้เรื่องที่เมืองเทียนเฟิงมีเหมืองทองแล้ว” คำพูดของจ้าวฉางเยี่ยนทำให้เจียงฉิงฟางนิ่งอึ้งไป แล้วสุดท้ายนางจึงได้เอ่ยแก้ตัวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะหนักแน่นดังเช่นเมื่อครู่นี้แล้ว
“... แม่ผิดเองที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้พวกเจ้าไม่ได้ แต่พวกเจ้าเชื่อแม่เถิดว่าการปล่อยข่าวที่ไม่ดีเพื่อทำร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุที่แม่ปล่อยข่าวเรื่องเหมืองทองเป็นเพราะแม่มั่นใจว่าที่เมืองเทียนเฟิงมีเหมืองทองจริงๆ หากทุกคนไปที่นั่นก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น” เมื่อเจียงฉิงฟางเอ่ยเช่นนี้เด็กน้อยทั้งสามก็นิ่งงันไปแล้วก็เป็นจ้าวฉางเยี่ยนที่เอ่ยถามเจียงฉิงฟางออกมาตามตรง
“แล้วท่านแม่ไม่คิดจะไปหาเงินที่เมืองเทียนเฟิงแล้วหรือ” คำถามของบุตรชายทำให้เจียงฉิงฟางนิ่งงันไปครู่หนึ่งเพื่อที่จะหาคำตอบ เด็กน้อยทั้งสามมีความคิดอ่านไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าผู้ใหญ่ที่โตแล้วเช่นนี้ทำให้นางต้องคิดหาคำตอบที่เหมาะสมนานพอสมควร
“เดิมทีแม่ก็คิดถึงแต่ความมั่งคั่งจึงได้ทอดทิ้งพวกเจ้าไป แต่ตอนที่กำลังจะตายแม่ก็เอาแต่คิดว่าหากไม่มีแม่แล้วพวกเจ้าจะอยู่กันตามลำพังได้ไหม” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาเพื่อปิดบังความเห็นแก่ตัวที่สุดแสนจะโหดร้ายของเจียงฉิงฟางที่ในนิยายเคยบรรยายเอาไว้
“ยามนี้แม่คิดได้แล้ว ขอแค่เพียงพวกเราได้อยู่อย่างพร้อมหน้า เรื่องความมั่งคั่งเหล่านั้นแม่จะต้องพยายามทำให้กลายเป็นความมั่งคั่งของครอบครัวของพวกเราให้ได้” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาพลางคิดคำนวณอยู่ในใจ
นางจำได้ว่านางเอกที่อยู่ในนิยายเรื่องนี้ทำเครื่องหอมและสบู่ขายจนร่ำรวย นางจึงคิดว่าตัวนางเองก็น่าจะทำได้ ก่อนที่นางจะทะลุมิติเข้ามานางเคยลงเรียนวิธีการทำสบู่แบบโบราณ อีกทั้งยังเคยเรียนการปรุงเครื่องหอมจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ดังนั้นการทำสบู่และเครื่องหอมจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง สาเหตุที่นางเอกในนิยายสามารถค้าขายจนร่ำรวยได้เป็นเพราะนางเอกทำสบู่หอมวางขายในราคาถูกเป็นเจ้าแรกๆ ในเมื่อยามนี้นางเอกของนิยายเรื่องนี้ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ดังนั้นคนที่วางขายสบู่หอมในราคาถูกคนแรกก็ควรจะเป็นนาง
‘ต้องขอโทษด้วยนะ ฉินซิงเหยา ฉันไม่อยากจะเป็นแค่ตัวประกอบธรรมดาทั่วไปอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นฉันคงต้องรีบลงมือแย่งชิงความร่ำรวยจากเธอไปก่อนเสียแล้ว’ เจียงฉิงฟางคิดอยู่ในใจพลางเริ่มวางแผนการอยู่ในใจว่านางจะทำสบู่หอมด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดไหนเป็นกลิ่นแรกดี
ดอกไม้ที่เจียงฉิงฟางนำมาสกัดกลิ่นหอมออกเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องหอมและนำมาทำเป็นสบู่หอมก็คือดอกกุ้ย กลิ่นหอมอันโดดเด่นเมื่อนำมาปรุงแต่งเพิ่มอย่างพิถีพิถันก็ทำให้ความหอมยิ่งติดทนนานและมีความหอมละมุนมากยิ่งขึ้น
“ท่านแม่ สตรีในหมู่บ้านของพวกเราแค่เสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ก็ยังปะชุนแล้วปะชุนอีก ท่านแม่คิดว่าพวกนางจะยอมจ่ายเงินมาซื้อเครื่องหอมและสบู่หอมของท่านหรือ” จ้าวฉางเยี่ยนเอ่ยถามออกมาพลางมองดูธูปหอมที่มารดาของเขาทำ ยังมีสิ่งที่ท่านแม่ของเขาเรียกว่าน้ำหอมและสบู่อีก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะหอมและดูน่าใช้แต่เขาก็ยังคงคิดว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่น่าจะขายได้
“แรกๆ พวกนางอาจจะไม่ยอมซื้อ แต่ก็ใช่ว่าต่อไปจะไม่ซื้อ พวกเจ้าอย่าลืมไปช่วยกันเก็บดอกอิงฮวามาให้แม่ กลิ่นต่อไปที่แม่จะทำก็คือดอกอิงฮวา” เจียงฉิงฟางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ทุกวันนี้หลังจากที่นางเว้นว่างจากการปลูกผัก เลี้ยงไก่และทำอาหารให้ตนเองและเด็กๆ กิน นางก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ลองผิดลองถูกทำทั้งธูปหอม น้ำหอมสกัดเข้มข้น แล้วก็ลองทำสบู่หอม ในที่สุดนางก็สามารถทำทั้งสามอย่างได้สำเร็จ ยามนี้ก็เหลือแค่เพียงนำออกไปเปิดตลาดเพียงเท่านั้น
เจียงฉิงฟางโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานหลายปี ในฐานะนักแสดงเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกอบโกยรางวัลอย่างมากมาย ในฐานะนักธุรกิจ ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก บริษัทของเธอก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เธอที่เป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดและหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์หลักย่อมจะมีความภาคภูมิใจมากกว่าคนอื่น แน่นอนว่าเงินปันผลกำไรที่ได้รับก็ย่อมจะสูงกว่าคนอื่นไปด้วย เจียงฉิงฟางจึงไม่มีความกังวลด้านหน้าที่การงานและด้านทรัพย์สินเงินทองเลย“ฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องใช่ไหมคะ” เจียงฉิงฟางพูดกับสามีเมื่อพบว่าลูกแฝดทั้งสามของเธอไปก่อปัญหาที่โรงเรียนอีกแล้ว“ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องหรอก แต่เป็นเพราะลูกๆ ของพวกเราได้รับความใส่ใจมากจนเกินไปต่างหาก” จ้าวถิงฟงพูดกับเธอพร้อมกับดึงร่างของเธอไปโอบกอดเอาไว้ ตอนนี้ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แถมตอนนี้ยังมีฝาแฝดทั้งสามที่คอยปั่นป่วนชีวิตอันราบเรียบของเขาและเธอก่อนหน้านี้จ้าวถิงฟงเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ในนิยายเรื่องนั้นเขียนถึงพ่อของตัวละครหลักที่มีชื่อเดียวกันกับเขา คนที่ไม่ได้ชื่นชอบการอ่านหนังสือที่ไร้สาระถึงกับอ่านนิยายเล่มนั้นจนจบ
เจียงฉิงฟางใช้ชีวิตปีแล้วปีเล่าอย่างมีความสุข บุตรชายคนโตจ้าวฉางเยี่ยนเป็นแม่ทัพน้อยผู้องอาจ เมื่อเติบใหญ่ก็ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูผู้งดงามจากจวนเสนาบดีลิ่วนามลิ่วเจียหราน ส่วนบุตรชายคนรองจ้าวฉางยวนได้เข้าสำนักราชบัณฑิต เป็นบัณฑิตหลวงผู้ทรงภูมิเมื่อเติบใหญ่ได้หมั้นหมายและแต่งงานกับคุณหนูใหญ่จวนสกุลลู่นามลู่หลิง เป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ที่อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสของทั้งสองจวนมาโดยตลอดบุตรสาวคนเดียวอย่างจ้าวฉางหนิง ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของจวนได้รับราชโองการพระราชทานสมรสแต่งเข้าตำแหนักบูรพา ยามที่องค์ชายสามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทสิ่งแรกที่กราบทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการพระราชทานสมรสกับคุณหนูจวนแม่ทัพอย่างจ้าวฉางหนิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนคาดการณ์เอาไว้ได้อยู่แล้วส่วนบุตรชายคนเล็กอย่างจ้าวฉางหยวนก็ได้แต่งกับบุตรสาวของจี้หยางจิ่ว จี้เซวียหลัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งจ้าวถิงฟงและเจียงฉิงฟางคาดไม่ถึงแต่ตอนที่บุตรชายคนเล็กมาขอให้พวกเขาส่งแม่สื่อไปที่จวนสกุลจี้ พวกเขาก็ต่างพากันยินดี จวนแม่ทัพสกุลจ้าวและจวนสกุลจี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้เกี่ยวดองเ
ความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรทำเจียงฉิงฟางแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง ตายามที่ได้เห็นบุตรชายคนเล็กที่แม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดแต่ขนาดเนื้อตัวกลับใหญ่กว่าทารกทั่วไปความเจ็บปวดที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่า“แข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูก ขอท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล” เสียงของลู่เหมยทำให้เจียงฉิงฟางได้สติ สตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มบุตรชายคนเล็กคือลู่เหมยมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ จ้าวถิงฟงที่นั่งจับมือนางอยู่ย่อมจะเห็นสายตาของนางเขาจึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ยายเป็นห่วงเจ้า ถึงอย่างไรตอนที่เจ้าคลอดลูกที่หมู่บ้านต้าหนิวนางก็เคยมาอยู่กับเจ้า อีกทั้งนางยังเป็นห่วงเจ้ามากข้าก็เลย...” จ้าวถิงฟงเอ่ยเพื่อแก้ตัว ยามที่เห็นว่าเจียงฉิงฟางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดเขาก็ดูเหมือนว่าจะทำอันใดไม่ถูก พอลู่เหมยบอกว่านางเคยอยู่กับเจียงฉิงฟางตอนที่นางคลอดลูกแฝดทั้งสาม อีกทั้งเขาก็จำได้ว่าตอนคลอดครั้งนั้นลู่เหมยเคยช่วยเจียงฉิงฟางเอาไว้ได้จริงๆ เขาจึงยอมให้นางเข้ามาในห้องคลอดเป็นกรณีพิเศษ“แล้วคนอื่นๆ เล่า” เจียงฉิงฟางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหนักอึ้ง จ้าวถิงฟงจึงได้เอ่ยกับนางตามตรง“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขามากวนใ
ร้านฮวาเซียงยังคงทำกำไรให้แก่เจียงฉิงฟางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงหลังมานี้เจียงฉิงฟางจะไม่ได้คิดค้นสูตรเครื่องหอมกลิ่นใหม่ๆ ออกมา แต่เพราะจี้หยางจิ่วขยายร้านสาขามากขึ้นยอดขายและผลกำไรจึงมากขึ้นโดยที่เจียงฉิงฟางไม่ต้องทำอันใด นางเชื่อว่ายามนี้หากไม่นับท้องพระคลังหลวงและจี้หยางจิ่ว คนที่มีเงินมากที่สุดในเมืองหลวงย่อมจะต้องเป็นนาง“มีเงินมากหน่อยนับเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุดก็คือท้องจะต้องอิ่มเข้าไว้” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางมอบถุงเงินให้แก่พ่อบ้านใหญ่สวีไปซื้อที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพิ่ม“ขอฮูหยินโปรดวางใจ ที่ดินอีกหลายสิบหมู่ที่ข้าจะซื้อเพิ่มเป็นที่ดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก คนงานที่ข้าว่าจ้างล้วนเป็นกลุ่มชาวบ้านยากจนที่ขยันขันแข็ง ข้าแจ้งกับพวกเขาแล้วว่าขอแค่พวกเขาสามารถทำให้ที่ดินของฮูหยินผลิดอกออกผล ฮูหยินย่อมจะไม่ตระหนี่กับพวกเขา หลังจากนี้ทุกครัวเรือนที่ทำงานให้ฮูหยินจะต้องหลุดพ้นจากความอดอยากกินอิ่มนอนอุ่นทุกครัวเรือนอย่างแน่นอน” เมื่อพ่อบ้านใหญ่สวีเอ่ยเช่นนี้เจียงฉิงฟางก็พยักหน้า“มีท่านคอยช่วยทำงานให้เช่นนี้ ข้าก็รู้สึกวางใจ” เจียงฉิงฟางเอ่ยพลางยิ้มออกมาคำพูดของนางทำ
เสิ่นไทเฮาทรงเอนพระวรกายอยู่บนแท่นพระบรรทมด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความสงบ ยามนี้จวนชิ่งกั๋วกงไร้อำนาจอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าคนของพระนางในราชสำนักจะเริ่มเหินห่างแต่คนในวังหลวงยังคงใช้งานได้ดังเดิม สิ่งที่พระนางทรงกำลังครุ่นคิดหาวิธีอยู่ก็คือจะทำอย่างให้อำนาจของจวนชิ่งกั๋วกงคืนกลับมาได้อีกครั้งเพียงเท่านั้น“ฉินซิงเหยาถูกคนขององค์ชายหกปลิดชีพไปแล้วเพคะ” เสียงรายงานของจางหมัวมัวทำให้เสิ่นไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมา“เห็นทีว่าจะข้าจะเก็บอวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขนาดคนอยู่ในคุกหลวงเขายังยื่นมือของตนเองลงไปจัดการได้ หากปล่อยเขาเอาไว้วันหน้าเขาอาจจะหันกลับมาทำร้ายข้าก็เป็นได้” เมื่อเสิ่นไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้จางหมัวมัวก็ขานรับแล้วหันไปสั่งนางข้าหลวงที่เคยวางยาในกำยานขององค์ชายหกหาวิธีทำให้คนในวังคิดว่าองค์ชายหกทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียดวงตาไม่ไหวจึงได้ปลิดชีพของตนในตำหนักอย่างเงียบเชียบ นางข้าหลวงรีบขานรับแล้วทำตามวิธีที่พวกนางเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่คิดจะกำจัดคนในตำหนักอันห่างไกลสุดท้ายองค์ชายหกก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยฝีมือของนางข้าหลวงของเสิ่นไทเฮา ความโปรดปรานที่พระนางมีต่อองค์
เสิ่นไทเฮาทรงประชวรจนหมดสติไป แม้ว่าจะมีเรื่องที่เคยขัดแย้งกันแต่ถึงอย่างไรพระนางก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิด เซียวฉีฮ่องเต้จึงทรงเสด็จไปที่ตำหนักโซ่วหัวด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นว่าพระราชมารดาทรงทุกข์พระทัยจนสุขภาพทรุดโทรม เซียวฉีฮ่องเต้ก็พระทัยอ่อนยกเลิกคำสั่งกักบริเวณพระราชมารดาในทันที“หม่อมฉันชรามากแล้วต่อให้ฝ่าบาททรงยกเลิกโทษกักบริเวณหม่อมฉันก็ไปที่ไหนไม่ได้หรอกเพคะ” เสิ่นไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงอ่อนแอ แต่ถ้อยคำของพระนางก็ทำให้ในพระทัยของเซียวฉีฮ่องเต้พลันมืดครึ้มขึ้นมาอีกครั้ง“แล้วเสด็จแม่อยากให้ลูกทำเช่นไร หรือจะให้ลูกยกเลิกเรื่องการเนรเทศสกุลเสิ่นออกจากเมืองหลวง” เซียวฉีฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในฐานะที่เป็นพระราชมารดามีหรือที่เสิ่นไทเฮาจะทรงคาดเดาสีพระพักตร์ของเซียวฉีฮ่องเต้ไม่ได้ พระนางจึงรีบปฏิเสธในทันที“หม่อมฉันจะไปขอความเมตตาให้พวกเขาทำไมกันเล่าเพคะ พวกเขาทำให้ฝ่าบาททรงขุ่นเคืองพระทัยย่อมจะต้องได้รับโทษ เพียงแต่ยามนี้หญิงชราเช่นหม่อมฉันรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง ในใจก็ย่อมจะคิดถึงลูกหลานที่เคยมาเยี่ยมเยียน” เมื่อพระนางตรัสออกมาเช่น





![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

