LOGINกงซุนผิงถิง หญิงสาวแรกรุ่นวัย 16 ปี นางงามเพียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง นางได้เข้าอภิเษกกับหยางเยว่หัวไท่ฟู่ อดีตของพระองค์เป็นคนรักของกงซุนซืออิน เจี่ยเจียของนาง แต่ว่าบุพเพสันนิวาสใครเล่าจะหยั่งรู้ เมื่อย้อนกลับไปนั้น เจี่ยเจียของกงซุนผิงถิงได้อภิเษกกับตี้ติของไท่ฟู่ ทำให้เขากลับทุกข์กระทบใจเป็นอันมาก จนต้องบุกตีแว่นแคว้น เพื่อบรรเทาความทุกข์นั้นเสีย แต่ความโชคร้ายในพรหมลิขิตนั้น กลับมีความโชคดีเกิดขึ้นกับพระองค์ เมื่อกงซุนซืออินได้มอบสิ่งอันล่ำค่าให้กับเขา คือกงซุนผิงถิงเม่ยเมยของนาง แต่ทว่าความรักนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฉันใดก็ฉันนั้น ทั้งสองจะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ได้อย่างไร เรื่องราวจะเป็นเช่นไร...ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะจ๊ะ
View Moreหวางโฮ่วลืมพระเนตรขึ้นในยามบ่ายของอีกวัน ทอดพระเนตรโดยรอบทรงรู้ได้ทันทีว่าเป็นพระตำหนักของพระนาง อีกทั้งทรงทอดพระเนตรดอกท้อในอุทยานหลวง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่มากขนาดนี้ พระนางพระราชดำริว่าอาจเป็นหลายสิบลี้จนถึงสระน้ำในอุทยานหลวงพระนางได้สดับเสียงของฝีเท้าเข้ามาในตำหนัก จึงหันไปทอดพระเนตรว่าผู้ใดมา จึงลงบรรทมบนพระเขนยอีกครั้ง ไม่สนพระทัยผู้มาเยือน (พระเขนย แปลว่า หมอน)ต้าหวางทรงถือถ้วยพระโอสถตรงมาประทับนั่งบนตั่งพระบรรทม มีพระดำรัสต่อพระนาง“ผิงถิง เจ้าลุกขึ้นมาดื่มยาหน่อยเถิด ก่อนที่ยาจะเย็น” ต้าหวางพระดำรัส แต่หวางโฮ่วทรงนิ่งไม่ไหวติง ต้าหวางทรงส่งถ้วยยาให้เยี่ยลี่ถือเอาไว้ ต้าหวางทรงโบกพระหัตถ์ให้เยี่ยลี่ถอยไป เยี่ยลี่และเหล่าข้าหลวงจึงถอยออกมานอกพระวิสูตร ต้าหวางมีพระดำรัสต่อพระนาง“ผิงถิง ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธข้า จนไม่น่าให้อภัย ข้าผิดเองที่ไม่ตรองให้ดี เรื่องที่เจ้าส่งกองกำลังส่วนตัวไปตีแคว้นไป๋ เพื่อให้ข้าเป็นใหญ่เหนือใต้หล้า ข้ารู้ว่าเจ้าทำเพื่อข้าและแคว้นอวี้ของเรามากแค่ไหน ผิงถิงเราก็อภิเษกมาหลายสิบปี มีลูกด้วยกันถึงสองคนผิงถิง เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รักเจ้า เจ้าคิดว่าข้ายังหวนนึกถึ
ผิงถิงเดินขึ้นไปบนหอหลินเซียวอย่างง่ายดาย เพราะนางได้ขายผักให้กับที่นี่ในราคาถูก นางโลมหลายคนนางก็รู้จัก นางเดินขึ้นไปยังชั้นไปยังหอคอย เห็นว่าคนข้างล่างมากรอให้กูเหนียงโยนดอกกุหลายมาให้พวกเขา ผิงถิงคิดสนุกอยากลองบ้าง เห็นว่าหญิงสาวสองคนยืนต่อคิว ผิงถิงจึงต่อคิวจากพวกนาง จนถึงคิวของนาง กูเหนียงใบหน้างดงามยื่นดอกกุหลาบด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงกล่าว“กงซุนกูเหนียง ถ้าท่านโยนดอกกุหลาบ ชายใดได้รับอาจเป็นคู่ครองของท่านในอนาคต เพราะกูเหนียงหลายคนที่เคยโยนไปนั้นก็ได้ชายหนุ่มผู้นั้นไปเช่นกัน”ผิงถิงรับไว้หนึ่งดอก แล้วจึงโยนดอกกุหลาบแดงโยนลงไปห่างผู้คนทางทิศเหนือ ชายหนุ่มต่างวิ่งไปไขว่คว้าดอกกุหลาบดอกนั้น ทว่าดอกกุหลาบดอกนั้นกลับตกลงบนมือของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ไม่ได้ไขว่คว้าเช่นพวกเขา หลังจากนั้นผู้คนจึงกระจายออกจึงรู้ว่าชายผู้นั้นคือไท่ฟู่ ผิงถิงเห็นเช่นนั้นจึงตกใจ นางหมายให้ลงที่พื้น แต่คนที่รับได้เป็นไท่ฟู่“กงซุนกูเหนียง ท่านโชคดีจัง ผู้ที่รับดอกกุหลาบคือไท่ฟู่ แต่ว่าไท่ฟู่ไม่เคยมาเที่ยวอะไรแบบนี้นี่หน่า” กูเหนียงผู้หนึ่งเอ่ยกับผิงถิง ผิงถิงมองลงไปเห็นไท่ฟู่ยืนทอดพระเนตรนางด้วยพระพักตร์เรียบเฉย ไ
“โชคชะตามักกลั่นแกล้งผู้คน แต่จะทำเช่นไรได้ เมื่อรักลึกซึ้งไปแล้ว ท่ามกลางผู้คนมากมาย โชคดีที่ได้พบพานกัน พริบตานั้นพลันเข้าใจแจ่มชัด รักให้ความกล้า และความหวาดหวั่นที่สยบทุกสิ่งแก่ข้า สามารถทลายขุนเขานที ถล่มสวรรค์ได้ รักเหมือนถือคบเพลิงต้านแรงลม ร้อนลวกเจ็บปวดยิ่งนัก ความรู้สึกทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น ขับขานอย่างอ่อนโยน ถึงเกียรติยศอันอ้างว้าง เดือนปีล่วงผ่าน รักลึกซึ้งยากได้ครอบคู่กัน”พระสุรเสียงของหวางโฮ่วที่พระดำรัสออกมาทำให้ผู้ได้ฟังต่างเศร้าใจยิ่งนัก“กงซุนกูเหนียง ท่านดื่มชาก่อนดีหรือไม่ มันเย็นชืดหมดแล้ว” เสียงจากหญิงวัยกลางคนใบหน้างดงามแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าสดใส นางได้ทูลบอกกับหวางโฮ่วที่มีพระพักตร์งดงาม แม้จะผ่านไปหลายปีแล้ว พระนางยังคงงดงามเช่นเดิมหวางโฮ่วทรงยกถ้วยพระสุธารสชาใกล้เย็นชืดขึ้นจรดพระโอษฐ์ เสวยเพียงแค่หนึ่งคำ แล้วจึงวางลงบนจานรองถ้วยกระเบื้อง หญิงวัยกลางคนตรงพระพักตร์หวางโฮ่วเอ่ยขึ้น“กงซุนกูเหนียงท่านรักต้าหวางถึงเพียงนี้ ทำไมท่านถึงไม่ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน”“ข้าอยากอยู่ที่นี่สักพัก” “กงซุนกูเหนียง ในฐานะข้าที่เป็นคนนอกนะ ข้าอยากใ
ต้าหวางลืมพระเนตรขึ้นช้าๆ ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าหวางโฮ่วไม่ได้อยู่บนพระแท่นพระองค์กลับร้อนพระทัยยิ่งนัก ทรงรีบลุกขึ้นไปเปิดพระวิสูตร ทรงเห็นเหล่าข้าหลวงนั่งคุกเข่ารอรับสั่งจากพระองค์ พระองค์จึงตรัสถาม“หวางโฮ่วไปไหน” ต้าหวางพระราชดำรัสถามเช่นนี้ เหล่าข้าหลวงต่างมองหน้ากันแล้วทูลตอบ“หวางโฮ่วไม่ได้อยู่ร่วมบรรทมกับพระองค์หรือเพคะ”ข้าหลวงกล่าวเช่นนี้ ต้าหวางมีพระราชดำริได้ว่า ได้ต่อว่าหวางโฮ่ว ทั้งที่ไม่เคยทรงต่อว่าพระนางเช่นนี้มาก่อน พระองค์ดำริว่าพระนางคงอยู่ที่ใดที่หนึ่งในวังหลวง พระองค์ทรงรับสั่งทันที“ให้ทุกคนหาหวงโฮ่วให้เจอ ถ้าไม่เจอไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า” ต้าหวางพระราชดำรัสดังลั่น พระองค์ทรงย่างพระบาทออกจากพระตำหนักด้วยความร้อนรน จื่อลั่วเดินมาหาพระองค์แล้วทูลถาม“ต้าหวางมีสิ่งใดหรือพระเจ้าค่ะ ทำไมพระองค์ถึงมีสีพระพักตร์เช่นนี้”“ผิงถิงหายไป” ต้าหวางตรัสเช่นนี้ จื่อลั่วทูลถามต่อ“หวางโฮ่วคงอยู่ในอุทยานหลวงเก็บลูกไม้ก็ได้พระเจ้าค่ะ”“เมื่อคืนข้ามีปากเสียงกับนาง นางคงโกรธข้าคงไปที่ใดที่หนึ่ง เจ้าให้ทหารหานางทั่ววัง ต้องหาให้เจอ”“พระเจ้าค่ะ”ท้องฟ้ามืดครึ้มสายฝนร่วงหล่นลงมาอย่างหนัก
หวางเฟยทรงอยู่ที่โต๊ะอาหารนั่งรอไท่ฟู่ ผู้เป็นฟูจวินของนางเป็นเวลานาน จนพระนางค้านจะรอ พระนางทรงตรัส“ตักข้าวให้ข้า” หวางเฟยทรงตรัส เยี่ยลี่จึงตักข้าวต้มถวายหวางเฟย เสี่ยวหวังจึงถามพระนาง“จะไม่รอไท่ฟู่หรือขอรับ”“เขาหิว เขาก็มากินเอง” หวางเฟยทรงตรัส แล้วจึงตักข้าวต้ม ไท่ฟู่ทรงเสด็จเข้ามาในตัวเรือน
“เมืองเยี่ยนจือคังตีแตกพ่าย อีกทั้งแคว้นเจ้าไท่ฟู่ทรงนำชัยชนะมาสู่แคว้นเรา ตอนนี้มีศึกตีขนาบอีกทางตอนใต้ ข้าควรให้ใครไป ไหนพวกท่านลองบอกข้าหน่อยสิ” ต้าหวาง ทรงตรัสด้วยสุรเสียงเป็นกังวล“แคว้นเจียนอยู่ทางตอนเหนือทุรกันดาน เป็นหุบเขาทะเลทราย เจ้าแคว้นซีเยี่ยน่าจะนำทัพไป เพราะท่านคุ้นชินกับทะเลทราย”“
หญิงสาวอาภาภรณ์ขาวสะอาดก้าวเดินเข้ามาในห้อง นางเดินเลี่ยงนางรำ นางตรงมาที่ประทับของไท่ฟู่พระองค์กำลังเสวยน้ำจัณฑ์อย่างเงียบงันอยู่เพียงลำพัง หลังจากทรงไล่พวกนางโลมออกไป ผิงถิงจึงเดินมาตรงหน้าของเขา“ไท่ฟู่”เสียงนั้นทำให้ไท่ฟู่ทรงทอดพระเนตรมองมายังต้นเสียง ทรงเห็นว่าเป็นหวางเฟยซืออิน อาภรณ์ขาวสะอาด
หวางเฟยลงจากรถม้ากลับมายังจวนสกุลกงซุน นางก้าวลงจารถม้า พ่อบ้านจึงเดินมาต้อนรับ“ฟู่จวินกับ ผิงถิงหล่ะ” หวางเฟยจึงเอ่ยตรัสถาม“อยู่เรือนกลางขอรับ” พ่อบ้านกล่าวเช่นนี้ หวางเฟยจึงเสด็จเข้ามาในเรือน เห็นว่าฟู่จวินกำลังจะก้าวออกจากเรือนในชุดขุนนาง พระนางจึงเคารพผู้เป็นฟู่จวิน“ฟู่จวิน”“เจ้าออกมาทำไม ว





