Se connecterท่ามกลางความโกลาหลตรงเขตชายแดนระหว่างภพมารและภพสวรรค์ เทพจันทราเร่งหลอมรวมวิญญาณและพลังของตนเองเพื่อผนึกลิขิตสวรรค์ในต้นไม้แห่งโชคชะตาไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้
แม้จะต้องสละวิญญาณแต่นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องสรรพสิ่งจากหายนะที่คืบคลานเข้ามา ชายชรารู้เป็นอย่างดีว่าจอมมารจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชะตาของใครบางคนอย่างแน่นอน และนั่นอาจจะทำให้แผนการที่วางไว้ล่มไม่เป็นชิ้นดี
เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกระหึ่มสร้างความวิตกในใจของเขาเป็นอย่างมาก อีกนิดเดียว ข้าขอเวลาอีกนิดเดียว เขาคิดในใจหวังว่ากองทัพสวรรค์ที่อยู่ด้านนอกจะช่วยต้านทานถ่วงเวลาผู้บุกรุกได้อีกสักเพียงนิด
“หยุดนะ!” ปีศาจสาวนามว่าหลิวอิงอิงผู้เป็นมือขวาของจอมมารตะโกนก้อง นางร่ายพลังปีศาจใส่เทพจันทราโดยไม่ยั้งมือ หากแต่ถูกสกัดกั้นโดยกองอารักขาเสียก่อน จึงทำให้นางฉุนเฉียวเพราะไม่ได้ดั่งใจ
เทพจันทราตั้งสติมั่นพลันขอบข่ายอาคมปรากฏขึ้นหลอมรวมกับจิตวิญญาณอันแกร่งกล้าของชายชราผู้นี้โอบล้อมเป็นม่านคลุมต้นไม้แห่งโชคชะตาเอาไว้ในชั่วขณะ
หลิวอิงอิงสบถเสียงดังที่ขัดขวางศัตรูไม่สำเร็จพลางสั่งการสัตว์อสูรให้กำจัดกองทหารสวรรค์ในบริเวณนั้นไม่ให้เหลือแล้วพยายามทำลายม่านศักดิ์สิทธิ์เพื่อค้นหาดวงชะตาของเทพดาราตามคำสั่งของจอมมาร
เวลานั้น สวีลู่ชิงหรือเทพดารากำลังเตรียมพร้อมอยู่ในลานจุติ แววตามุ่งมั่นรู้ว่าตนเองรับหน้าที่แสนสำคัญและทุกคนฝากความหวังเอาไว้
เมื่อวัยเยาว์นางได้รับเลือกให้เป็นผู้รับพลังของเทพบรรพกาลมาผนึกไว้ในตนเอง โชคชะตาของผู้มีพลังอันยิ่งใหญ่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องทุกคน แม้ว่านั่นอาจจะหมายถึงการสละกระทั่งแก่นวิญญาณเทพ
หากแต่สวีลู่ชิงไม่เคยนึกเสียดายถ้าต้องสลายหายไปหลังเรื่องทุกอย่างจบสิ้น สายตาของนางมองเหล่าเทพเซียนที่ยืนอยู่รายรอบ สีหน้าเศร้าสร้อยเพราะไม่รู้ว่าหลังจากที่นางกลับมายังภพสวรรค์อีกรอบจะได้เจอพวกเขาเหล่านั้นหรือไม่
เทพบุปผาก้าวเข้ามากอดสวีลู่ชิงราวกับจะเอ่ยบอกลาล่วงหน้า “หวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้กลับมาเจอกันอีกนะ ลู่ชิง”
“เจ้าอย่าพูดเช่นนี้สิเฟยฮวา” นางกล่าวกับสหาย “ก่อนที่ข้าจะต้องดับสลาย รอพบหน้าข้าอีกสักหนไม่ได้หรือ”
สวีลู่ชิงยังคงมีความหวังว่าเทพสงครามและกองทัพสวรรค์จะปกป้องสถานที่แห่งนี้ได้โดยที่ไม่ต้องรอนางใช้แผนการสุดท้ายเพราะการที่นางต้องลงมือเองหมายความว่าไม่มีใครต้านความชั่วร้ายของจอมมารตนนี้ได้เลย
“ข้าจะพยายาม” หวงเฟยฮวาพยักหน้ารับปากแต่นางมิอาจรู้ได้เลยว่าจะทำได้เช่นนั้นจริงหรือไม่
แม้แต่เทพจันทราที่เป็นเทพอาวุโสยังต้องสละวิญญาณของตนเอง แล้วเทพอย่างนางจะรอดพ้นเงื้อมมือจอมมารไปได้อย่างไร
หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว สวีลู่ชิงผนึกพลังและความทรงจำของตนเองไว้ในส่วนลึกของแก่นวิญญาณแล้วปล่อยตัวร่วงหล่นลงจากลานจุติในพริบตา
แสงสีฟ้าประกายวาบพวยพุ่งเป็นสัญญาณว่ามีเทพเซียน
ลงไปเผชิญด่านเคราะห์ที่ภพมนุษย์ กงจื่อเย่แสยะยิ้มรู้ว่าลูกน้องมือขวาของตนทำงานไม่สำเร็จ แต่หากคิดลงโทษเวลานี้ก็ดูไม่เหมาะสักเท่าใดนัก เขาจึงได้แต่คาดโทษแล้วจะคิดบัญชีคราวหลัง
สวีต้าเฟิง เทพวายุผู้เป็นพี่ชายของสวีลู่ชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ไม่ได้ร่ำลาน้องสาวของตนเอง ไม่คาดคิดเลยว่าเด็กน้อยที่เลี้ยงอย่างทะนุถนอมมาตั้งแต่เกิดจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้
โชคชะตาของผู้ที่ถูกเทพบรรพกาลเลือกไม่อาจปฏิเสธได้แต่ช่วงเวลานั้นกลับมาถึงเร็วเกินไปจนเขาไม่ทันได้เตรียมใจที่จะต้องสูญเสียนางอย่างไม่มีวันกลับ
สวีต้าเฟิงจ้องหน้ากงจื่อเย่ไม่วางตา คิดในใจว่าอย่างน้อยควรทำสิ่งที่คิดไว้กับเทพสงครามให้สำเร็จ
แผนการผนึกเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตในแก่นวิญญาณของจอมมารผู้เกิดแต่โคลนตม ไร้อารมณ์ความรู้สึก จนไม่อาจมีสิ่งใดทำลายได้
เมล็ดพันธุ์ดวงแรกที่เทพดาราเก็บเกี่ยวได้ยามลงมาเผชิญด่านเคราะห์แดนมนุษย์เมื่ออายุครบหนึ่งพันปีอยู่ในมือของเทพสงครามเรียบร้อยแล้ว
แม้ครั้งนี้สวีลู่ชิงต้องลงไปแดนมนุษย์อีกครั้งก่อนกำหนด เสี่ยงที่พลังจะอ่อนแอ แต่นางกลับไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย เพราะได้รู้ว่าเมื่อเมล็ดพันธุ์ทั้งสามดวงถูกผนึกในแก่นวิญญาณของจอมมารจนต้นไม้แห่งชีวิตหยั่งรากเมื่อใด เวลานั้นการกำจัดหายนะก็จะไม่ยากเย็นอีกต่อไป
“เสียดายที่ไม่อาจได้พบนาง” เทพสงครามเฉิงอี้มองดูเมล็ดพันธุ์พลางพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นยามนึกถึงสวีลู่ชิง บุคคลที่เขารักเหมือนน้องสาว
“หากข้ารอดไปได้ ข้าจะบอกนางว่าเจ้าฝากบอกลา” สวีต้าเฟิงยิ้มมุมปาก พูดล้อเล่นกับสหายอย่างเคยเพราะครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน
“เฮ้อ เจ้านี่นะ” เทพสงครามส่ายหน้า “พร้อมหรือไม่ ข้าอดใจรอซัดเจ้ามารจอมอวดดีไม่ไหวแล้ว”
เทพวายุพยักหน้าพลางร่ายพลังของตนเองมุ่งหน้าไปที่จอมมารโดยไม่เกรงกลัว
กงจื่อเย่แสยะยิ้มไม่ขยับหลบหนีไปที่ใดเพราะมั่นใจว่าไม่มีใครบนภพสวรรค์ทำอันตรายกับเขาได้ แต่ไม่ทันไรกลับต้องนิ่วหน้าเพราะถูกพลังของเทพสงครามอัดเข้าไปเต็ม ๆ จนกระอักเลือด พลันสายตาขุ่นเคืองไม่พอใจฉายแววขึ้นมาจึงเรียกดาบเขี้ยวอสูรที่เกิดจากการหลอมกระดูกและพลังของสัตว์อสูรบ้าคลั่งทั้งเผ่าออกมาถือไว้ข้างกาย
อาวุธประจำตัวหนึ่งเดียวของจอมมารน่าเกรงขามยิ่งกว่าสิ่งใดเสียอีก ดาบกระหายเลือดแผ่กลิ่นอายมารคละคลุ้งข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมทั่วบริเวณนั้นพลันเสียงร้องโหยหวนค่อย ๆ ดังขึ้นทีละนิด
พลังแสงสีฟ้าและขาวลอยลิ่วหมายจะทำลายอาวุธจอมมารแต่มันกลับป้องกันตัวเองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างสาดพลังเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหน่วงและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้โดยง่ายเพราะจอมมารต้องการทำลายภพสวรรค์ให้ราบคาบ ส่วนทัพสวรรค์ต้องการยืนหยัดปกป้องดินแดนของตัวเองเอาไว้
ระหว่างการต่อสู้ที่ยืดเยื้อมาพักใหญ่ เทพสงครามหันมามองหน้าสหายของตนเองแล้วยิ้มให้เป็นสัญญาณบอกว่าต้องรีบใช้แผนสำรอง
สวีต้าเฟิงถอนหายใจไม่อาจห้ามเทพสงครามได้เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าตัวได้ตัดสินใจไว้อย่างเด็ดขาดแล้ว จึงหาทางเบี่ยงเบนความสนใจกงจื่อเย่ด้วยการใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อถ่วงเวลาให้เทพสงครามร่ายพลังหลอมรวมวิญญาณ
กงจื่อเย่มองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาเหยียดหยาม “เจ้าแค่คนเดียวจะทำอะไรข้าได้”
เทพวายุแค่นหัวเราะที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น “มั่นอกมั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เป็นแค่มารเด็กน้อยแท้ ๆ”
“เฮอะ” กงจื่อเย่หัวเราะลั่นรู้ตัวดีว่าเพิ่งเกิดได้แค่ร้อยปีจึงโดนดูถูกมากเพียงนี้ แต่ผลแพ้ชนะตรงหน้าก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทาน
แม้เทพเซียนจะเป็นอมตะแต่หากทำลายแก่นวิญญาณแล้วพวกเขาก็จะดับสลายไปได้เหมือนกัน ต่างจากตัวเขาเองที่อยู่ยั้งยืนยง ไม่มีวันดับสูญ
หากวันนี้ถูกทำลาย รอคอยอีกไม่นานตัวเขาจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ มีเวลาเหลือเฟือที่จะทำลายภพสวรรค์เล่น ๆ จนกว่าจะสูญสิ้นดั่งใจหมาย
และหากไม่ใช่เพราะว่าเขาบังเอิญรู้มาว่ากาลข้างหน้าจะต้องถูกกำจัด เขาคงไม่ถ่อมาถึงสถานที่แห่งนี้เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
“ได้ยินมาว่านางเป็นน้องสาวของเจ้า” รอยยิ้มมีเลศนัยเยือกเย็นของกงจื่อเย่ทำให้สวีต้าเฟิงกังวล “ไม่ต้องห่วง ข้าจะทรมานนางให้เจ็บปวดที่สุดแล้วสังหารนางอย่างช้า ๆ”
“โกรธแค้นอะไรนางถึงเพียงนั้น” ผู้เป็นพี่ชายอดไม่ได้ที่จะขุ่นเคือง เขาเลี้ยงนางอย่างกับไข่ในหินแต่มารผู้นี้กลับคิดทำลายนางให้เจ็บปวด
มือสองข้างร่ายพลังสาดใส่กงจื่อเย่ไม่หยุดพักด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นั่นเป็นเพราะนางคิดสังหารข้าก่อน” กงจื่อเย่เลิกคิ้วไม่แยแส “คนที่คิดกำจัดข้า ข้าจะปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร”
“หากเจ้าไม่ออกมาจากภพมาร เรื่องพวกนี้ก็ไม่จำเป็น”
“พวกเจ้าก็เป็นเช่นนี้ ปากว่าตาขยิบ เทพเซียนประสาอะไรพูดจากลับกลอก การกระทำชั่วร้ายเลวทรามยิ่งนัก ถึงข้าจะขลุกตัวอยู่ภพมารของข้า พวกเจ้าก็ลอบเข้ามาสังหารข้าอยู่ดี” จอมมารนึกถึงตอนแรกเกิดที่ถูกกองทัพสวรรค์ไล่กำจัดอย่างโหดร้าย
ไม่เพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่หลายครั้งนับไม่ถ้วน หากแต่เทพอาวุโสต่างเมินเฉยปล่อยผ่านสิ่งที่เทพเซียนเหล่านั้นกระทำกับเขา
ชะตาที่ทำนายว่าเขาจะกลายเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าทำให้เทพเซียนบางคนรู้สึกหวาดกลัวจนคิดจะตัดชะตามารน้อยแรกเกิดโดยไม่สนวิธี
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้าเองก็จะไม่ปล่อยให้เจ้าทรมานน้อยไปกว่าน้องสาวของเจ้าหรอก” กงจื่อเย่แสยะยิ้มมองหน้าสวีต้าเฟิง “ดับสลายไปให้หมด ข้าจะทำลายทุกอย่าง ไม่ว่าใครก็หยุดข้าไม่ได้”
ถึงอย่างนั้นแล้ว บางครั้งกงจื่อเย่กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ แม้เมื่อครู่จะเป็นน้ำตาจระเข้แต่เวลานี้กลับเป็นน้ำตาที่หลั่งออกมาจากส่วนลึกในใจ“โอ๊ะ...” เทพดาราประหลาดใจขมวดคิ้วเล็กน้อยที่สัมผัสได้ถึงความเศร้าจริง ๆ ของเขา กระซิบถามด้วยความห่วงใยว่า “ข้าจะทำอย่างไรกับจอมมารที่จิตใจอ่อนไหวง่ายเพียงเพราะกลัวว่าข้าจะไม่รักดีหนอ”“ข้า...”นางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา เห็นแบบนี้แล้วอยากแกล้งคืนบ้างแต่สุดท้ายต้องยอมใจอ่อนทุกที“จื่อเย่” น้ำเสียงหวานเรียกจอมมาร “ตราบใดที่แก่นวิญญาณของข้ายังคงอยู่ ข้าสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”“รักข้าหรือไม่ ลู่ชิง”“อืม รักเจ้ามารน้อยทั้งสองด้วย” นางปลอบโยนเขาพลางลูบแผ่นหลังเขาราวกับปลอบใจเด็กน้อย“รักข้ามากกว่าเจ้ามารน้อยนิดหนึ่งได้หรือไม่”“มารปีศาจคิดกันอย่างนี้หรือ” สวีลู่ชิงแกล้งถามเพราะปกติแล้วบิดามารดามักจะรักลูกกว่าผู้ใด แต่นางรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ที่ต้องการความรักของนางมากกว่าใครคงจะเป็นเขาผู้นี้“อืม” จอมมารพยักหน้ายอมรับ “เมื่อถึงเวลาอีนั่ว ลี่เซียนและสวีซือจะมีคู่แห่งโชคชะตาอยู่เคียงข้าง เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”“เมื่อครู่ยังห้ามไม่ให้ลู
จอมมารพาสวีลู่ชิงกลับมายังดินแดนสุญญตาที่เวลานี้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบ้านของเราอย่างที่เขาพูด ที่รกร้างกว้างใหญ่แต่เดิมไม่มีอะไรอยู่ข้างในนั้นเลย กลับมาครั้งนี้สวีลู่ชิงได้เห็นว่าเรือนไม้หลังใหญ่สองชั้นลอยโดดเด่นอยู่ใจกลาง ดอกจื่อเถิงสีม่วงขาวเลื้อยประดับห้อยระย้าสวยงามยิ่งนักพื้นน้ำโดยรอบสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าระยิบระยับ และหากท้องฟ้าสดใสถูกแทนที่ด้วยจันทรา ผืนฟ้าก็จะเต็มไปด้วยละอองดาวกงจื่อเย่เนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อรอต้อนรับนางกลับมายังที่ที่เป็นบ้านของเราดินแดนตรงกลางระหว่างภพมารกับภพสวรรค์ บ้านที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์“อีนั่ว ข้าฝากให้เจ้าดูแลไข่ใบนั้นให้ดี ยังจำได้หรือไม่” จอมมารถามบุตรชายเพราะเห็นเขามักจะพาลี่เซียนเที่ยวเล่นกับเทพจันทรา หายไปทางโน้นที ทางนี้ทีอยู่ร่ำไป“จำได้ขอรับ” มารน้อยพยักหน้าแล้วบอกอีกว่า “นางกำลังหลับใหล ไม่มีเรื่องใดต้องกังวล”“อืม เจ้ารู้แล้วหรือว่าเป็นมังกรตัวเมีย” เจ้าตัวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย นึกไว้แล้วว่าอีนั่วมีพลังบางอย่างที่สามารถสัมผัสได้ว่าไข่ใบใหญ่นั้นเป็นไข่มังกร“มังกรผู้หญิงต่างหากเล่า” เจ้าเด็กน้อยแย้งขึ้นมาทันใด “เพียงแต่ว่า
ความกังวลใจหนึ่งเดียวของเขาถูกคลายออกไปในวาระสุดท้ายของชีวิตพอดิบพอดี จอมมารกอดนางอันเป็นที่รักเอาไว้พลางกระซิบบอก “ข้ารักเจ้าลู่ชิง”หญิงสาวซบใบหน้าในอ้อมแขนคนรักพลันได้ยินเสียงหัวใจของกงจื่อเย่เต้นช้าลงเรื่อย ๆ รู้สึกเศร้าอีกครั้งแต่พยายามไม่แสดงออกมาเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง“ข้าไปตามหมอมาได้หรือไม่ จื่อเย่”“ข้าอยากอยู่กับเจ้าลู่ชิง” เขาไม่ยอมปล่อยนางและยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม “หากข้าไม่อยู่แล้ว อย่ามีผู้ใด ข้าขอร้อง”“...” เจ้าตัวสะอื้นไห้พูดไม่ออกทั้งคู่นั่งอยู่อย่างนั้นตามลำพัง ฟังเสียงสายลมที่พัดผ่านมาในฤดูใบไม้ผลิ กลีบดอกไม้สีชมพูปลิวมาตามทาง โปรยปรายลงมาจากฟ้าราวกับต้องการเอ่ยคำลากงจื่อเย่ไอเป็นเลือดมากขึ้นกว่าเดิมแต่ไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดจากสวีลู่ชิงเพราะไม่อยากให้นางเห็นเขาสภาพนั้น“จื่อเย่ ข้า...”“...” ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบาไปเรื่อย ๆ“ข้ารักเจ้า จื่อเย่” นางพึมพำบอกเขา “ข้ารักเจ้า”จอมมารยิ้มได้เพราะคำบอกรักของนางเหมือนเป็นยาชั้นดีที่ทำให้เขาลืมว่ากำลังเจ็บปวด ก่อนจะรวบรวมแรงฮึดครั้งสุดท้ายเพื่อบอกนางว่า “ข้ารักเจ้ามากกว่าผู้ใด สวีลู่ชิง ภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”หนึ่งลมหายใจส
นับตั้งแต่การจากไปของบุตรสาว สวีลู่ชิงตกอยู่ในความเศร้าสร้อย ความรู้สึกของนางในเวลานี้เหมือนกระตุ้นความทรงจำบางอย่างที่หลงลืมไปแล้ว สัมผัสได้เพียงว่าครั้งหนึ่งนางคงเคยสูญเสียลูกไปในช่วงเวลานี้กงจื่อเย่คอยอยู่เคียงข้างและดูแลนางไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทำหน้าที่สามีเป็นอย่างดีเพื่อให้นางข้ามผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปให้ได้หญิงสาวเอนศีรษะพิงไหล่กว้างของคนข้างกาย เอ่ยพึมพำว่า “ลูกสาวของเราคงจะสุขสบายดีอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่หรือไม่”สามีของนางจึงตอบอย่างมั่นใจ “อืม ลูกสาวของเรากำลังเล่นสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ของนาง ไม่มีเรื่องใดให้เจ้าต้องกังวลเลยลู่ชิง”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว “เจ้าช่างสรรหาคำปลอบใจได้แปลกยิ่งนัก ลี่เซียนกำลังเล่นกับเพื่อนใหม่อย่างนั้นหรือ”กงจื่อเย่ไม่ได้พูดคำโป้ปดอันใดเพราะเวลานี้นางกำลังนั่งพูดคุยเจื้อยแจ้วกับหานเยว่ เทพจันทราที่เป็นสหายเพียงคนเดียวของอีนั่ว“เชื่อใจข้าเถอะนะลู่ชิง สักวันหนึ่งเราต้องได้เจอกับลูกอีกครั้งอย่างแน่นอน” เขากุมมือนางไว้แล้วจูบหลังมืออย่างแผ่วเบาสวีลู่ชิงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางจึงกล่าวกับเขาว่า “จื่อเย่ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่”“.
สุดท้ายแล้ว สวีลู่ชิงก็ไม่ได้ไปตลาดอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะกงจื่อเย่ออดอ้อนทำตาเป็นประกายจนนางใจอ่อนอีกตามเคยสามปีต่อมาจู่ ๆ กงลี่เซียนที่สุขภาพแข็งแรงเริ่มเจ็บป่วยจนสวีลู่ชิงร้อนรนใจเป็นห่วงบุตรสาว นางบิดผ้าชุบน้ำหมาด ๆ โปะหน้าผากเด็กน้อยเอาไว้พลางหันมาหากงจื่อเย่ที่นั่งบดสมุนไพรอยู่ข้างกัน“จื่อเย่ ข้าควรทำเช่นไรดี” นางเอ่ยถามผู้เป็นสามี น้ำเสียงเศร้าสร้อยหากแต่กงจื่อเย่ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินมากอดนางไว้ ปลอบใจว่านางฟ้าตัวน้อยจะหายไข้ในเร็ววัน แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าต้นเหตุที่ทำให้นางป่วยออดแอดเกิดจากอะไรก็ตาม“ท่านพ่อ ท่านแม่” อีนั่วรีบวิ่งมาหาพวกเขาทันทีที่หนีจากเทพวายุมาได้เพราะได้ยินว่าช่วงเวลาสำคัญของน้องสาวจวนเจียนจะมาถึงแล้วเมื่อเห็นว่ามารดาโศกเศร้ามากแค่ไหนจึงกางแขนโอบกอดนางด้วยอีกคน “ท่านแม่ ลี่เซียนจะไม่เป็นอะไรขอรับ”อีนั่วมองบิดาด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย ถามไถ่เขาผ่านกระแสจิตตามประสาพ่อลูก“ไม่ทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ ข้ากลัวน้องเจ็บ” ดวงตาสีฟ้ากำลังร้องขอให้ผู้เป็นพ่อใจอ่อนปล่อยผ่าน“ข้าบอกแล้วว่าไม่มีเรื่องใดที่เจ้าต้องกังวล อีกอย่างข้าไม่ทำเหมือนที่เคยทำกับเจ้าหรอก อีนั่ว”
เก้าเดือนต่อมาเด็กครึ่งมารคนที่สองได้ฤกษ์ถือกำเนิด เด็กหญิงตัวน้อยมีดวงตาสีม่วงแดงเหมือนบิดา เรือนผมสีขาวคล้ายมารดา หน้าตาน่ารักน่าชังยิ่งนักสวีลู่ชิงมองหน้าลูกสาวพลางนึกถึงอีนั่วจึงเอ่ยปากบอกสามีที่นั่งอยู่ข้างกัน “เจ้าเคยอยากรู้ว่าลูกสาวของเราจะหน้าตาเหมือนผู้ใดใช่หรือไม่”“อืม” กงจื่อเย่ยิ้มกว้าง“นางหน้าตาเหมือนเจ้าไม่มีผิด” สวีลู่ชิงไล้แก้มเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูทันใดนั้นจึงได้ยินเสียงคุ้นเคยร้องเรียกนางจากหน้าบ้าน สวีลู่ชิงเดินไปดูลาดเลาจึงได้เห็นคนที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจออีกครั้ง“ท่านแม่” อีนั่ววิ่งเข้ามากอดนางด้วยความคิดถึงเพราะถูกกักบริเวณจึงแอบออกมาหามารดาไม่ได้เลย ยิ่งเห็นว่ากงจื่อเย่อุ้มเด็กน้อยตาสีม่วงแดงออกมายิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ “น้องสาวข้าหรือ”แม้เขาจะพูดอะไรที่ทำให้สับสนอยู่บ้างแต่สวีลู่ชิงก็ปล่อยไป หากการเล่นละครพ่อแม่ลูกให้เด็กน้อยคนหนึ่งมีความสุขมากถึงเพียงนี้ นางยินดีทำให้ได้“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องสาวข้ามีนามว่าอันใดหรือ” ดวงตาสีฟ้าของเขาเป็นประกายมองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า“กงลี่เซียน” จอมมารบอกบุตรชาย “น้องสาวเจ้าหน้าตาน่ารักเหมือนเทพดาราใช่หรือไม่ ข้าจึงตั
จอมมารที่เหลือเพียงเงาดำจาง ๆ เดินทางร่อนเร่กลับภพมารตัวคนเดียว ระหว่างทางคอยสูบกินพลังชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมาทีละนิดเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างมารปีศาจของตนเองหากแต่ครั้งนี้ทำไปเพื่อกลับคืนร่างเดิมให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ปกป้องครอบครัวเวลานั้นเขาลืมนึกไปเลยว่าตำแหน่งผู้ปกครองภพมารสามารถสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ
สองอาทิตย์ต่อมาสมุนจอมมารทั้งสามล้อมวงก้มมองเจ้าถ่านด้วยความสงสัยว่านกน้อยตัวนี้เป็นมารปีศาจเผ่าพันธุ์ใดกันแน่“ผ่านมานานถึงเพียงนี้ เหตุใดบาดแผลจึงยังไม่หายหรือว่าถูกพลังร้ายกาจของผู้ใดมา” เฉินซือหยางขมวดคิ้วเป็นปมนึกสงสัยเพราะจับตามองอยู่นานแล้ว“พลังเทพอาจจะรักษาไม่ได้เพราะเป็นนกที่มาจากภพมารแต่
หลายวันต่อมาจู่ ๆ หลินซีเวยอารมณ์ดีนึกชวนอู๋เยว่ซินไปขอพรที่วัดบนเขา ทั้งสองจึงตระเตรียมข้าวของไปสักการะตามธรรมเนียม“เสด็จพี่ ทรงคิดถึงสิ่งใดอยู่หรือเพคะ” นางเอ่ยปากถามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ หลินซีเวยหลับตาคิ้วขมวดราวกับครุ่น
ผ่านไปสามวันหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดีขึ้นจากแต่เดิมอยู่มาก แม้กระทั่งฮ่องเต้และฮองเฮายังรู้สึกแปลกใจที่จู่ ๆ บุตรชายเปลี่ยนไปมากเพียงนั้นกระนั้นก็ทำให้พวกเขาทั้งคู่พอจะวางใจไปได้บ้างเพราะสุดท้ายแล้วการแต่งงานแก้เคล็ดในครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าแรก







