LOGINแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดภายในห้องนอนขนาดกะทัดรัด ไข่มุกที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มขยับตัวเล็กน้อย
เธอเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูด้วยความงัวเงีย ความเหนื่อยล้าจากการยืนชงชาและรับออเดอร์ลูกค้าตลอดทั้งวันทำให้ดวงตาของเธอแทบจะปิดลงอยู่ร่มร่อ
หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันอินสตาแกรม เป็นข้อความจากคนที่ทักหาเธอตรงเวลาเป๊ะทุกคืน
'ฝันดีนะครับ พรุ่งนี้ตื่นแล้วบอกผมด้วย'
หญิงสาวอ่านประโยคสั้นๆ นั้นแล้วเผลออมยิ้มมุมปาก กิจวัตรประจำวันของเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่ผู้ชายคนนี้ได้ช่องทางติดต่อส่วนตัวไป ลูคัสไม่เคยทักมาเพื่อสั่งชานมล่วงหน้าตามที่เคยอ้างไว้เลยสักครั้ง แต่เขากลับทักมาส่งกู๊ดมอร์นิ่งในตอนเช้า และบอกฝันดีในตอนกลางคืนอย่างสม่ำเสมอไม่มีขาดตกบกพร่อง
บางวันไข่มุกก็พิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าฝันดีเช่นกัน แต่บางวันที่ร้านลูกค้ายุ่งมากจนเธอเหนื่อยสายตัวแทบขาด พอหัวถึงหมอนเธอก็เผลอหลับไปโดยไม่ได้เปิดอ่านข้อความของเขาเลยด้วยซ้ำ
ตัดภาพมาที่เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ลูคัสนั่งพิงพนักโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่ ปลายนิ้วเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูรูปภาพแก้วชานมและรูปเซลฟี่ของไข่มุกในอินสตาแกรมซ้ำไปซ้ำมา
เขาเพิ่งจัดการสะสางเอกสารบัญชีของคาสิโนเสร็จ แต่กลับไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด ชายหนุ่มทำเพียงแค่มองหน้าจอแชทและรอคอยข้อความตอบกลับจากแม่ค้าสาวอย่างใจเย็น
เขาพิมพ์ข้อความอีกประโยคส่งตามไป ซึ่งเป็นประโยคที่เขาเพียรพยายามส่งหาเธอมาตลอดทั้งสัปดาห์
'ไปทานมื้อเย็นด้วยกันไหม คุณอยากกินอะไร ผมตามใจคุณทุกอย่าง'
ไข่มุกมองข้อความล่าสุดที่เด้งขึ้นมา เธอปฏิเสธคำชวนของเขามาตลอดเพราะรู้สึกแปลกที่ต้องไปกินข้าวกับลูกค้าประจำ แต่ความสม่ำเสมอและความพยายามของเขาเริ่มทำให้เธอใจอ่อน ประกอบกับวันนี้เธออยากกินของอร่อยๆ เพื่อเยียวยาความเหนื่อยล้า หญิงสาวจึงพิมพ์ตอบกลับไปในที่สุด
'ถ้าคุณเลี้ยงชาบู มุกก็จะไปค่ะ'
ไม่ถึงหนึ่งนาที ข้อความตอบกลับก็เด้งขึ้นมาทันทีราวกับเขารออยู่แล้ว
'พรุ่งนี้เลิกงานผมไปรับ เตรียมตัวไว้ได้เลย'
ช่วงเย็นของวันถัดมา รถยุโรปคันหรูจอดเทียบที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ลูคัสในชุดสูทสีเข้มเดินเคียงข้างไข่มุกที่สวมชุดเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงยีนส์ขายาวทะมัดทะแมง
การแต่งตัวไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขัดเขิน เขาเดินตามการนำทางของเธอจนมาถึงหน้าร้านชาบูพรีเมียม
เมื่อพนักงานนำน้ำซุปแบบแบ่งครึ่งหม้อมาตั้งบนโต๊ะ พร้อมกับจัดเรียงถาดเนื้อสไลด์บางเฉียบและชุดผักสดจนเต็มพื้นที่
ลูคัสกลับนั่งนิ่งพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองหม้อที่น้ำกำลังเริ่มเดือดปุดๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยิบตะเกียบหรือที่คีบขึ้นมาเลย
"คุณไม่ชอบกินชาบูเหรอคะ หรือว่ามุกสั่งเนื้อแบบที่คุณไม่ชอบ" ไข่มุกเอ่ยถามเมื่อเห็นเขานั่งนิ่งอยู่นาน
"ผมเพิ่งกลับมาอยู่ไทยได้ไม่นาน" ลูคัสตอบเรียบๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ควันร้อนที่ลอยขึ้นมาจากหม้อ "ผมไม่เคยกินชาบูมาก่อน เลยไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน"
ไข่มุกชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เธอไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูเพียบพร้อมและทำตัวเป็นผู้นำอยู่เสมอจะมีมุมที่ทำอะไรไม่ถูกแบบนี้อยู่ด้วย
"งั้นวันนี้มุกจะสอนเองค่ะ" ไข่มุกดึงแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยเตรียมพร้อมรับบทคุณครูหน้าหม้อชาบู "คุณต้องเอาผักบุ้งกับผักกาดขาวลงไปต้มก่อนค่ะ น้ำซุปจะได้หวาน"
เธอจัดการคีบผักสดและเห็ดต่างๆ ลงไปในฝั่งน้ำใสอย่างคล่องแคล่ว ลูคัสมองตามการเคลื่อนไหวของเธออย่างตั้งใจ
"ส่วนเนื้อสไลด์บางๆ พวกนี้ ห้ามเทลงไปรวดเดียวนะคะ" ไข่มุกคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาโชว์ให้เขาดู "ต้องคีบแกว่งในน้ำเดือดๆ แบบนี้ นับหนึ่งถึงห้าแล้วเอาขึ้นเลย มันจะนุ่มกำลังดีและไม่เหนียวเกินไป ลองทำดูสิคะ"
ลูคัสหยิบที่คีบขึ้นมา คีบเนื้อชิ้นบางลงไปแกว่งในน้ำซุปฝั่งน้ำดำตามที่เธอบอกอย่างว่าง่าย เขามองเนื้อที่สุกเปลี่ยนสีแล้วคีบมาใส่ลงในชามของตัวเอง
"จิ้มน้ำจิ้มพอนสึถ้วยนั้นค่ะ ถ้วยสีดำๆ น่ะ แล้วใส่กระเทียมกับพริกนิดนึง อร่อยไหมคะ" เธอถามตาแป๋ว รอคอยคำตอบอย่างลุ้นๆ
ลูคัสเคี้ยวเนื้อชิ้นนั้นช้าๆ รับรสชาติความหวานของเนื้อและน้ำซุปที่ผสมผสานกัน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "อร่อยดี"
"ใช่ไหมล่ะ มุกมากินร้านนี้บ่อยมากเวลาที่เหนื่อยๆ จากงาน" ไข่มุกเริ่มอารมณ์ดีเมื่อเห็นเขาทำตามและดูจะชอบอาหารมื้อนี้ ความเกร็งที่เคยมีในช่วงแรกหายไปจนหมดสิ้น
"วันนี้ที่ร้านมุกนะ มีลูกค้ายืนเถียงกันเรื่องคิวด้วย วุ่นวายสุดๆ มุกแทบจะกดเครื่องคิดเงินไม่ทัน แถมมีคนสั่งเมนูแปลกๆ แบบชาไทยผสมนมสดใส่มุกป๊อป มุกนี่ชงไปงงไปเลย" หญิงสาวเริ่มเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอในแต่ละวันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ลูคัสไม่ได้ตอบอะไรยาวๆ เขาทำเพียงแค่พยักหน้ารับ คอยคีบเนื้อสไลด์ลงไปลวกในหม้อแล้วนำมาวางพักไว้ในชามของเธออย่างรู้หน้าที่
"แล้วงานคุณวันนี้ยุ่งไหมคะ เห็นบอกว่าต้องไปตรวจบัญชีอะไรสักอย่าง" ไข่มุกถามไถ่เรื่องของเขาบ้างขณะที่คีบเห็ดเข็มทองเข้าปาก
"นิดหน่อย" ลูคัสตอบสั้นๆ มือหนาคีบเนื้อชิ้นต่อไปลงไปลวก
"นิดหน่อยแปลว่ายุ่งสินะคะ ทำงานแบบคุณคงปวดหัวแย่เลย มีลูกน้องตั้งเยอะแยะ คงต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญตลอดเวลา มุกแค่จัดการสต็อกไข่มุกในร้านยังปวดหัวเลย" ไข่มุกยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ สลับกับเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย
ลูคัสนั่งพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองริมฝีปากบางที่ขยับพูดไม่หยุด ใบหน้าเรียบเฉยของเขามีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
เขาชอบฟังเสียงของเธอ ชอบที่เธอเป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่กับเขา และชอบที่เธอเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตให้เขาฟังโดยไม่ต้องพยายามประดิษฐ์คำพูดใดๆ เขาปล่อยให้เธอพูดไปเรื่อยๆ โดยมีเขาเป็นผู้ฟังที่ดีและคอยบริการลวกเนื้อให้ไม่ขาดตอน
"ขอบคุณที่ลวกเนื้อให้นะคะคุณ" ไข่มุกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นชามของตัวเองมีเนื้อสุกวางพูนอยู่ "คุณกินบ้างสิคะ มุกเกรงใจ"
"เลิกเรียกผมว่าคุณได้แล้ว" ลูคัสพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือหนาวางที่คีบลงบนที่พักและสบตากับคนตรงหน้าตรงๆ
ไข่มุกชะงักตะเกียบที่กำลังจะคีบเนื้อ "อ้าว ไม่ให้เรียกคุณแล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ"
"ตอนอยู่หน้าร้าน ผมอาจจะเป็นแค่คนแปลกหน้าที่ไปซื้อชา" ลูคัสทอดสายตามองลึกลงไปในดวงตากลมโตของเธอ "แต่ตอนนี้นั่งกินชาบูกันอยู่ เรียกผมว่าลูคัส หรือจะเรียกว่าพี่ลูคัสก็ได้ ผมแก่กว่าคุณตั้งหลายปีนะ"
คำว่าพี่ลูคัสที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายมาดนิ่งทำเอาไข่มุกถึงกับทำตัวไม่ถูก เธอรีบหยิบแก้วน้ำชาขึ้นมาดูดเพื่อแก้เก้อ ซ่อนพวงแก้มที่เริ่มซับสีเลือดฝาดจากสายตาของเขา
"มันไม่ค่อยชินปากเท่าไหร่นะคะ" เธอพึมพำตอบ
"เดี๋ยวก็ชิน" ลูคัสสวนกลับทันควันพร้อมรอยยิ้มมุมปาก "หรือจะให้ผมทักแชทไปย้ำทุกคืนว่าให้เรียกพี่ลูคัส จนกว่าคุณจะยอมเรียก"
"ไม่ต้องเลยค่ะ แค่ทักมาส่งฝันดีทุกวันมุกก็ตอบแทบไม่ทันแล้ว" เธอรีบบ่ายเบี่ยงแล้วคีบผักกาดขาวลงหม้อเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
"งั้นก็ลองเรียกดูสิครับ ผมรอฟังอยู่" เขาไม่ยอมแพ้ ยืดตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อรอคอยคำตอบ
ไข่มุกเม้มริมฝีปากแน่น เธอตักเนื้อสไลด์ชิ้นที่เขาลวกให้เมื่อครู่ขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วตัดสินใจวางมันลงในชามของเขาแทน
"กินเยอะๆ นะคะ พี่ลูคัส"
ลูคัสมองเนื้อในชามสลับกับใบหน้าของคนที่ก้มหน้างุดไม่ยอมสบตา รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างปิดไม่มิด
ชาบูก็มื้อนี้อร่อยอย่างที่เธอโฆษณาไว้จริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจที่สุด คงเป็นสรรพนามใหม่ที่แสนหวานร้อยยิ่งกว่าชานมแก้วไหนๆ ที่เขาเคยลิ้มลองมาทั้งชีวิต
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มนับตั้งแต่ไข่มุกย้ายเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองร่วมกับลูคัส ชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวานชื่นและอบอวลไปด้วยความรัก มาเฟียหนุ่มหน้าดุที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว ได้กลายร่างเป็นพ่อบ้านคลั่งรักอย่างสมบูรณ์แบบ ลูคัสยอมตื่นเช้ามาทำอาหารให้เธอทาน ยอมขับรถไปรับไปส่งที่ร้านชานมทุกวันจนลูกน้องในแก๊งต่างพากันลอบอมยิ้มและแซวบอสของตัวเองลับหลัง แต่ถึงอย่างนั้นลูคัสก็ไม่เคยสนใจ เขาสนแค่ยัยหนูชานมของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นทว่าภายใต้ความสุขสมบูรณ์แบบนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของมาเฟียหนุ่ม ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ในคืนที่บรรยากาศเป็นใจ ลูคัสเคยเกริ่นเรื่องการแต่งงานกับไข่มุกมาแล้วครั้งหนึ่งย้อนความทรงจำ วันนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งดูทีวีและกอดก่ายกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ลูคัสลูบเรือนผมสีแดงอ่อนของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เมื่อไหร่ไข่มุกจะยอมใช้นามสกุลคาร์เตอร์ของเขาสักที คุณแม่ของเขาก็บ่นถามหาหลานและงานแต่งงานจนเขาแทบจะตอบคำถามไม่ทันแล้วในตอนนั้น ไข่มุกมีสีหน้าลำบากใจ หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งและจับมือหนาของเขา
แสงแดดจ้าส่องผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาตกกระทบลงบนเตียงกว้าง ไข่มุกขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีเข้ามาคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั่วทั้งร่างกายนุ่มนิ่ม ราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสิบกิโลเมตร หญิงสาวพยายามพลิกตัวแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเสียดสีที่จุดกึ่งกลางกาย เธอกะพริบตาปรับโฟกัสสายตา มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องนอน ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาสิบสามนาฬิกาตรงไข่มุกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ วันนี้เธอตั้งใจจะเข้าไปเปิดร้านชานมตั้งแต่เช้า แต่ร่างกายกลับไม่รักดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการโดนมาเฟียหนุ่มรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบเช้าโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดเสียงร้องดังขึ้น ไข่มุกพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่ท่อนแขนแกร่งของคนข้างกายกลับไวกว่า ลูคัสตื่นอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มนอนตะแคงเท้าคางมองเธอด้วยสายตาพราวระยับ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นแผงอกล่ำสันและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงาม เขาคว้าโทรศัพท์ของเธอไปดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ขออนุญาต"คุณพ่อครับ วันนี้มุกคงเข้าร้านเลทหน่อยนะครับ พอดีเมื่อคืนค่อนข้างดึก ตอนนี้น้องยังนอนหลับอยู่
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถสปอร์ตยุโรปคันหรูดับลงเมื่อแล่นเข้ามาจอดสนิทภายในโรงรถส่วนตัวของเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างอวบอิ่มของไข่มุกก็ถูกตวัดอุ้มขึ้นพาดบ่ากว้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว"อ๊ะ! พี่ลูคัส ปล่อยมุกเลยนะ นิสัยไม่ดี ลักพาตัวกันชัดๆ" ไข่มุกแกล้งโวยวายเบาๆ หน้ามุ่ยด้วยความขัดใจ พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบลงบนแผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งที่ทำตัวหน้ามึน อุ้มเธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่สนเสียงทัดทานลูคัสไม่ตอบโต้คำประท้วงนั้น เขากระชับอ้อมแขนรัดสะโพกผายแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาตีลงบนก้นงอนเด้งเบาๆ อย่างมันเขี้ยว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเย็นชาต่อหน้าคนอื่น บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันวาววับไปด้วยความหิวโหยที่สะสมมาหลายวัน ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้าสู่ห้องนอนกว้างขวางทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกร่างนุ่มนิ่มถูกโยนลงบนฟูกนอนคิงไซส์ ทว่าความนุ่มของเตียงก็ทำให้เธอไม่รู้สึกเจ็บ ไข่มุกพยายามจะตะเกียกตะกายลุกหนีทันทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนอนนุ่ม แต่ความไวของมาเฟียหนุ่มนั้นเหนือกว่า ลูคัส
บรรยากาศภายในร้านชานมไข่มุกช่วงสายของวันธรรมดาค่อนข้างเงียบสงบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่แวะมาซื้อเครื่องดื่มก่อนเข้างาน ทำให้ช่วงเวลานี้ไข่มุกพอจะมีเวลาว่างได้พักหายใจบ้างหญิงสาวร่างอวบกำลังยืนจัดเตรียมวัตถุดิบอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทว่าเธอกลับไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง เพราะมีร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งกำลังยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางเอาไว้อย่างถือวิสาสะ คางสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดจางๆ วางเกยอยู่บนลาดไหล่มน"มุกย้ายไปอยู่กับพี่เถอะนะ ให้พี่นอนกอดหมอนข้างที่เพนต์เฮาส์คนเดียวทุกคืน พี่นอนไม่หลับเลย" ลูคัสออดอ้อนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม พลางฝังจมูกลงบนซอกคอหอมกรุ่นของคนในอ้อมกอดไข่มุกส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กยังคงง่วนอยู่กับการตักไข่มุกดิบลงไปต้มในหม้อ "ไม่ได้หรอกค่ะพี่ลูคัส พ่อกับแม่ท่านลงมาหาและพักอยู่ที่คอนโด มุกจะทิ้งพวกท่านไปอยู่กับพี่ได้ยังไงกันคะ ท่านอุตส่าห์มาอยู่ด้วยทั้งที มุกก็ต้องดูแลพวกท่านสิคะ"หลังจากที่พ่อและแม่ของเธอกลับมาจากเวียดนาม พวกท่านก็ตัดสินใจอยู่พักผ่อนที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักระยะ ทำให้พื้นที่ในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดถูกจับจองจนหมด ลูคัส
ช่วงบ่ายของวันหยุด บรรยากาศภายในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดของไข่มุกเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวร่างอวบในชุดเดรสดูเรียบร้อยน่ารักกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโซฟาห้องนั่งเล่น สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ ดวงตากลมโตคอยชะเง้อมองไปที่บานประตูห้องสลับกับนาฬิกาแขวนผนังแทบจะทุกๆ ห้านาทีตรงกันข้ามกับชายหนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ลูคัสไม่ได้สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูดุดันและน่าเกรงขามเหมือนเวลาไปทำงาน วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมคอออกสองเม็ดเพื่อให้ดูสุภาพและเข้าถึงง่าย ทว่าเสื้อผ้าธรรมดาเหล่านั้นก็ไม่อาจปิดบังออร่าความหล่อเหลาและบุคลิกที่ดูแพงของเขาเอาไว้ได้เลยที่มุมห้องด้านหนึ่ง เจสัน บอดี้การ์ดคนสนิทในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังยืนสงบนิ่ง สองมือถือถุงกระดาษแบรนด์เนมสุดหรูและกล่องไม้สลักลายปราณีตเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญในการพิชิตใจว่าที่ครอบครัวของเจ้านาย"พี่ลูคัส มุกตื่นเต้นจนหายใจไม่ออกแล้วค่ะ พ่อกับแม่ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังขึ้นลิฟต์มาแล้ว ทำยังไงดีคะ" ไข่มุกหันมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามสัปดาห์นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขยับสถานะอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของไข่มุกและลูคัสเริ่มปรับเข้าหากันอย่างลงตัวมากขึ้น หญิงสาวกลับไปดูแลร้านชานมไข่มุกของเธอตามปกติ ในขณะที่ชายหนุ่มก็กลับไปเคลียร์เอกสารและดูแลความเรียบร้อยที่คาสิโนแม้ลูคัสจะคลั่งรักและอยากให้ไข่มุกย้ายข้าวของมาอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์แบบถาวร แต่หญิงสาวร่างอวบก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเพราะความเกรงใจและหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง สุดท้ายคนเอาแต่ใจจึงต้องยอมพบกันครึ่งทางด้วยการผลัดกันไปนอนค้างคืน บางวันลูคัสก็หอบเสื้อผ้าไปนอนเบียดกับเธอที่คอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัด ส่วนบางวันไข่มุกก็เป็นฝ่ายยอมมานอนค้างที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของเขา เป็นการใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขที่ค่อยๆ เติมเต็มซึ่งกันและกันช่วงสายของวันหยุดพักผ่อน ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงบทสนทนาจากภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่บนโซฟาบุหนังตัวนุ่ม ร่างอวบอิ่มของไข่มุกกำลังนอนหนุนตักแกร่งของลูคัสแทนหมอนใบโต ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่กับเนื







