LOGINอากาศเย็นฉ่ำภายในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองช่วยดับความร้อนจากหม้อชาบูได้เป็นอย่างดี ไข่มุกเดินนำหน้าชายหนุ่มร่างสูงออกมาจากร้านอาหาร หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเองเบาๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังจากจัดการเนื้อสไลด์และผักต้มไปชุดใหญ่จนแทบจะลุกจากเก้าอี้ไม่ไหว
"อิ่มจนแทบจะกลิ้งกลับคอนโดแล้วค่ะ" เธอบ่นพึมพำพร้อมกับหันไปมองคนข้างกาย "พี่ลูคัสกินไปนิดเดียวเอง มุกว่ามื้อนี้มุกกินคุ้มอยู่คนเดียวแน่ๆ"
"ผมอิ่มแล้ว เห็นคุณกินอร่อยผมก็อิ่มตาม" ลูคัสตอบเรียบๆ ขณะก้าวเดินเคียงข้างเธอด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ
"แต่มุกตั้งใจจะแชร์ค่าอาหารด้วยนะคะ อุตส่าห์ตื๊อชวนมุกมาแถมขับรถมารับอีก มุกเกรงใจแย่ แล้วพี่ก็ชิงเอาบิลไปจ่ายเงินตัดหน้าตอนมุกไปเข้าห้องน้ำ แบบนี้มุกก็ติดหนี้พี่เพิ่มสิคะ" เธอยังคงบ่นเรื่องที่เขาจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ไปทั้งหมดโดยไม่ยอมให้เธอควักเงินเลยสักบาท
"ผมเป็นผู้ชาย จะปล่อยให้ผู้หญิงเป็นคนจ่ายได้ยังไง" ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่น
"แต่มุกเกรงใจจริงๆ นะคะ"
"ไม่ต้องเกรงใจ ผมบอกแล้วไงว่าผมตั้งใจมาเลี้ยงคุณ" เขาตัดบทเอาดื้อๆ ทำเอาคนฟังถึงกับถอนหายใจออกมายาวเหยียดเพราะรู้ว่าเถียงไปก็ไม่มีทางชนะคนหน้ามึนอย่างเขาได้
"งั้นเราไปเดินย่อยกันสักหน่อยไหมคะ ไหนๆ ก็มาห้างแล้ว มุกอยากแวะซูเปอร์มาร์เก็ตไปซื้อของใช้เข้าคอนโดนิดหน่อยด้วย พี่ลูคัสรีบกลับหรือเปล่า"
"ไม่รีบครับ คืนนี้ผมว่างยาว" เขาตอบรับคำชวนอย่างว่าง่ายโดยไม่มีทีท่าอิดออด
ทั้งสองคนเดินลงบันไดเลื่อนมายังชั้นล่างสุดของห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นโซนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ทันทีที่ก้าวผ่านประตูทางเข้า ลูคัสก็เดินตรงไปดึงรถเข็นสีแดงคันใหญ่มาถือไว้ด้วยตัวเองอย่างรู้งาน
"มุกเข็นเองก็ได้ค่ะ พี่ลูคัสใส่สูทมาเต็มยศขนาดนี้ มาเข็นรถให้มุกเดี๋ยวคนอื่นก็มองหรอก" ไข่มุกรีบยื่นมือไปหมายจะแย่งด้ามจับรถเข็นมาไว้เอง
ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย "ผมเข็นเอง คุณเดินเลือกของไปเถอะ จะเดินไปมุมไหนก็นำไปเลย"
เมื่อเห็นท่าทีดื้อรั้นของเขา เธอจึงยอมปล่อยมือแล้วเดินนำหน้าไปโซนของใช้ส่วนตัว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผู้คนรอบข้างคือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มเนี้ยบกริบ กำลังเดินเข็นรถเข็นสีแดงตามหลังหญิงสาวร่างอวบผมสีแดงอ่อนอย่างเงียบเชียบ
หลายคนที่เดินสวนทางมาต่างพากันมองด้วยความสนใจ บางคนซุบซิบกระซิบกระซาบเพราะความโดดเด่นของเขา แต่งตัวเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากการประชุมระดับชาติแต่กลับมาเดินเข็นรถในแผนกของสด
ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจสายตาของใครเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจดจ่ออยู่เพียงแค่แผ่นหลังและจังหวะการเดินของคนตรงหน้าเท่านั้น
ไข่มุกเดินเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวไปเรื่อยๆ หยิบนั่นดูนี่ตามประสาผู้หญิง ลูคัสก็ทำหน้าที่เป็นคนขับรถเข็นส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม เขาไม่บ่น ไม่เร่ง และคอยขยับรถเข็นตามจังหวะการเดินของเธออย่างรู้ใจ
หญิงสาวพาเขาเดินลัดเลาะมาจนถึงโซนสกินแคร์และครีมบำรุงผิว เธอหยุดยืนอยู่หน้าชั้นวางโฟมล้างหน้า ดวงตากลมโตไล่มองหาสินค้าแบรนด์ประจำที่เล็งไว้ เมื่อเจอแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู ทว่าพอพลิกดูป้ายราคาที่ติดไว้ด้านหลัง คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
แพงขึ้นอีกแล้วเหรอเนี่ย ไข่มุกคิดในใจ เธอชั่งใจอยู่นาน สลับกับการคำนวณรายรับรายจ่ายในหัว สุดท้ายก็ตัดสินใจวางโฟมล้างหน้าหลอดนั้นกลับคืนที่เดิมบนชั้นวาง
"ของเก่ายังพอเหลือบีบได้อีกสองสามวัน ไว้ค่อยไปหาซื้อร้านแถวคอนโดน่าจะถูกกว่า" เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปดูของใช้โซนอื่นต่อ
ลูคัสที่ลอบสังเกตการกระทำของเธออยู่ตลอดขยับตัวเข้ามาใกล้ชั้นวางของทันทีที่เธอเดินคล้อยหลังไป เขาปรายตามองโฟมล้างหน้าหลอดนั้นเพียงเสี้ยววินาที มือหนาก็เอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาแล้วโยนใส่ลงในรถเข็นอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจดูป้ายราคาเลยสักนิด
หลังจากเดินวนซื้อของจนได้ของใช้เกือบเต็มคันรถ ไข่มุกก็หันกลับมาเพื่อจะบอกให้เขาเข็นรถไปที่ช่องชำระเงิน แต่สายตาของเธอดันไปสะดุดเข้ากับหลอดโฟมล้างหน้าที่วางเด่นอยู่บนกองถุงขนม
ไข่มุกขมวดคิ้วมองสิ่งของชิ้นล่าสุดที่เพิ่มเข้ามาในรถเข็นสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของคนข้างตัว
"พี่ลูคัสใช้โฟมล้างหน้าของผู้หญิงด้วยเหรอคะ" ไข่มุกเอ่ยถามพลางชี้ไปที่ของในรถเข็น
"เปล่า" ลูคัสตอบสั้นๆ "ผมซื้อให้คุณ"
"ซื้อให้มุกทำไมคะ ไม่เอาค่ะ เอาไปเก็บที่เดิมเลย มันแพง ของเก่ามุกยังเหลืออยู่เลย" ไข่มุกเอื้อมมือจะไปหยิบโฟมล้างหน้าคืน
มือหนาขยับมาจับข้อมือเธอไว้เบาๆ "หยิบลงรถเข็นผมแล้ว ห้ามเอาคืน"
"แต่เมื่อกี้ค่าชาบูพี่ก็ชิงจ่ายตัดหน้าไปแล้วนะ ของพวกนี้มุกซื้อเองได้ค่ะ" หญิงสาวบ่นอุบพร้อมกับพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม
"ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมจะเลี้ยงคุณเอง เงินผม มีไว้ให้คุณใช้ ไม่จำเป็นต้องคิดมาก" ลูคัสเถียงกลับด้วยน้ำเสียงปกติทว่าเด็ดขาด
"เราเพิ่งรู้จักกันเองนะคะ เงินพี่ก็ส่วนของพี่สิ มุกไม่ใช่แฟนพี่สักหน่อยที่จะมาหน้าด้านให้เปย์ทุกอย่างแบบนี้" เธอเถียงหน้าดำหน้าแดง ความเกรงใจตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกทำตัวไม่ถูก
ลูคัสปล่อยข้อมือเธออย่างอ้อยอิ่ง เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์
"งั้นก็รีบเป็นแฟนสิครับ" เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ "จะได้ยอมให้ผมเปย์แบบไม่ต้องเกรงใจ"
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและสายตาแพรวพราวของเขาทำเอาไข่มุกถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าที่เคยบ่นเจื้อยแจ้วเมื่อครู่แดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู
เธอรีบเบือนหน้าหนีความร้อนแรงจากดวงตาคู่นั้น วางโฟมล้างหน้าลงในรถเข็นตามเดิมอย่างยอมแพ้
"คนบ้า ใครเขาขอเป็นแฟนกันหน้าเชลฟ์ขายสบู่กันเล่า" เธอบ่นพึมพำเสียงเบาหวิว รีบจ้ำอ้าวเดินนำไปที่ช่องแคชเชียร์เพื่อหนีสถานการณ์ชวนเขิน
ลูคัสมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยความเอ็นดู เขาดันรถเข็นสีแดงเดินตามเธอไปติดๆ
รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหาย การได้แกล้งให้เธอเขินและได้คอยดูแลเธอในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ กลายเป็นความสุขรูปแบบใหม่ที่เขาเพิ่งจะได้เรียนรู้
ระหว่างที่รอคิวจ่ายเงิน ลูคัสเป็นคนจัดการยกของทั้งหมดขึ้นวางบนเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ไข่มุกที่ยังหน้าแดงอยู่พยายามจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายเงิน แต่ลูคัสก็ส่งบัตรเครดิตให้พนักงานไปก่อนแล้วอย่างรวดเร็ว
"พี่ลูคัส มุกบอกว่าของมุกมุกจ่ายเองไงคะ" เธอหันมาประท้วงเสียงเบา
"ถือให้หน่อย" เขาไม่ตอบ แต่กลับยื่นถุงของสองใบให้เธอถือแทนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนจะรับบัตรเครดิตคืนจากพนักงานแล้วหิ้วถุงใบที่หนักที่สุดด้วยตัวเอง "ไปกันเถอะ เดี๋ยวผมขับรถไปส่งที่คอนโด"
ไข่มุกได้แต่ถอนหายใจ เดินถือถุงเดินตามหลังคนตัวโตไปที่ลานจอดรถ เถียงกับผู้ชายคนนี้ทีไร เธอไม่เคยชนะเลยสักครั้งเดียว
แต่ลึกๆ ในใจกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเอาแต่ใจและข้ออ้างในการดูแลเธอของเขานั้น มันทำให้หัวใจที่เคยทำงานเป็นปกติของเธอต้องเต้นแรงขึ้นทุกที
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มนับตั้งแต่ไข่มุกย้ายเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองร่วมกับลูคัส ชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวานชื่นและอบอวลไปด้วยความรัก มาเฟียหนุ่มหน้าดุที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว ได้กลายร่างเป็นพ่อบ้านคลั่งรักอย่างสมบูรณ์แบบ ลูคัสยอมตื่นเช้ามาทำอาหารให้เธอทาน ยอมขับรถไปรับไปส่งที่ร้านชานมทุกวันจนลูกน้องในแก๊งต่างพากันลอบอมยิ้มและแซวบอสของตัวเองลับหลัง แต่ถึงอย่างนั้นลูคัสก็ไม่เคยสนใจ เขาสนแค่ยัยหนูชานมของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นทว่าภายใต้ความสุขสมบูรณ์แบบนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของมาเฟียหนุ่ม ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ในคืนที่บรรยากาศเป็นใจ ลูคัสเคยเกริ่นเรื่องการแต่งงานกับไข่มุกมาแล้วครั้งหนึ่งย้อนความทรงจำ วันนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งดูทีวีและกอดก่ายกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ลูคัสลูบเรือนผมสีแดงอ่อนของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เมื่อไหร่ไข่มุกจะยอมใช้นามสกุลคาร์เตอร์ของเขาสักที คุณแม่ของเขาก็บ่นถามหาหลานและงานแต่งงานจนเขาแทบจะตอบคำถามไม่ทันแล้วในตอนนั้น ไข่มุกมีสีหน้าลำบากใจ หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งและจับมือหนาของเขา
แสงแดดจ้าส่องผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาตกกระทบลงบนเตียงกว้าง ไข่มุกขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีเข้ามาคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั่วทั้งร่างกายนุ่มนิ่ม ราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสิบกิโลเมตร หญิงสาวพยายามพลิกตัวแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเสียดสีที่จุดกึ่งกลางกาย เธอกะพริบตาปรับโฟกัสสายตา มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องนอน ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาสิบสามนาฬิกาตรงไข่มุกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ วันนี้เธอตั้งใจจะเข้าไปเปิดร้านชานมตั้งแต่เช้า แต่ร่างกายกลับไม่รักดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการโดนมาเฟียหนุ่มรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบเช้าโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดเสียงร้องดังขึ้น ไข่มุกพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่ท่อนแขนแกร่งของคนข้างกายกลับไวกว่า ลูคัสตื่นอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มนอนตะแคงเท้าคางมองเธอด้วยสายตาพราวระยับ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นแผงอกล่ำสันและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงาม เขาคว้าโทรศัพท์ของเธอไปดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ขออนุญาต"คุณพ่อครับ วันนี้มุกคงเข้าร้านเลทหน่อยนะครับ พอดีเมื่อคืนค่อนข้างดึก ตอนนี้น้องยังนอนหลับอยู่
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถสปอร์ตยุโรปคันหรูดับลงเมื่อแล่นเข้ามาจอดสนิทภายในโรงรถส่วนตัวของเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างอวบอิ่มของไข่มุกก็ถูกตวัดอุ้มขึ้นพาดบ่ากว้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว"อ๊ะ! พี่ลูคัส ปล่อยมุกเลยนะ นิสัยไม่ดี ลักพาตัวกันชัดๆ" ไข่มุกแกล้งโวยวายเบาๆ หน้ามุ่ยด้วยความขัดใจ พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบลงบนแผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งที่ทำตัวหน้ามึน อุ้มเธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่สนเสียงทัดทานลูคัสไม่ตอบโต้คำประท้วงนั้น เขากระชับอ้อมแขนรัดสะโพกผายแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาตีลงบนก้นงอนเด้งเบาๆ อย่างมันเขี้ยว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเย็นชาต่อหน้าคนอื่น บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันวาววับไปด้วยความหิวโหยที่สะสมมาหลายวัน ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้าสู่ห้องนอนกว้างขวางทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกร่างนุ่มนิ่มถูกโยนลงบนฟูกนอนคิงไซส์ ทว่าความนุ่มของเตียงก็ทำให้เธอไม่รู้สึกเจ็บ ไข่มุกพยายามจะตะเกียกตะกายลุกหนีทันทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนอนนุ่ม แต่ความไวของมาเฟียหนุ่มนั้นเหนือกว่า ลูคัส
บรรยากาศภายในร้านชานมไข่มุกช่วงสายของวันธรรมดาค่อนข้างเงียบสงบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่แวะมาซื้อเครื่องดื่มก่อนเข้างาน ทำให้ช่วงเวลานี้ไข่มุกพอจะมีเวลาว่างได้พักหายใจบ้างหญิงสาวร่างอวบกำลังยืนจัดเตรียมวัตถุดิบอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทว่าเธอกลับไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง เพราะมีร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งกำลังยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางเอาไว้อย่างถือวิสาสะ คางสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดจางๆ วางเกยอยู่บนลาดไหล่มน"มุกย้ายไปอยู่กับพี่เถอะนะ ให้พี่นอนกอดหมอนข้างที่เพนต์เฮาส์คนเดียวทุกคืน พี่นอนไม่หลับเลย" ลูคัสออดอ้อนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม พลางฝังจมูกลงบนซอกคอหอมกรุ่นของคนในอ้อมกอดไข่มุกส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กยังคงง่วนอยู่กับการตักไข่มุกดิบลงไปต้มในหม้อ "ไม่ได้หรอกค่ะพี่ลูคัส พ่อกับแม่ท่านลงมาหาและพักอยู่ที่คอนโด มุกจะทิ้งพวกท่านไปอยู่กับพี่ได้ยังไงกันคะ ท่านอุตส่าห์มาอยู่ด้วยทั้งที มุกก็ต้องดูแลพวกท่านสิคะ"หลังจากที่พ่อและแม่ของเธอกลับมาจากเวียดนาม พวกท่านก็ตัดสินใจอยู่พักผ่อนที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักระยะ ทำให้พื้นที่ในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดถูกจับจองจนหมด ลูคัส
ช่วงบ่ายของวันหยุด บรรยากาศภายในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดของไข่มุกเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวร่างอวบในชุดเดรสดูเรียบร้อยน่ารักกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโซฟาห้องนั่งเล่น สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ ดวงตากลมโตคอยชะเง้อมองไปที่บานประตูห้องสลับกับนาฬิกาแขวนผนังแทบจะทุกๆ ห้านาทีตรงกันข้ามกับชายหนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ลูคัสไม่ได้สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูดุดันและน่าเกรงขามเหมือนเวลาไปทำงาน วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมคอออกสองเม็ดเพื่อให้ดูสุภาพและเข้าถึงง่าย ทว่าเสื้อผ้าธรรมดาเหล่านั้นก็ไม่อาจปิดบังออร่าความหล่อเหลาและบุคลิกที่ดูแพงของเขาเอาไว้ได้เลยที่มุมห้องด้านหนึ่ง เจสัน บอดี้การ์ดคนสนิทในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังยืนสงบนิ่ง สองมือถือถุงกระดาษแบรนด์เนมสุดหรูและกล่องไม้สลักลายปราณีตเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญในการพิชิตใจว่าที่ครอบครัวของเจ้านาย"พี่ลูคัส มุกตื่นเต้นจนหายใจไม่ออกแล้วค่ะ พ่อกับแม่ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังขึ้นลิฟต์มาแล้ว ทำยังไงดีคะ" ไข่มุกหันมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามสัปดาห์นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขยับสถานะอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของไข่มุกและลูคัสเริ่มปรับเข้าหากันอย่างลงตัวมากขึ้น หญิงสาวกลับไปดูแลร้านชานมไข่มุกของเธอตามปกติ ในขณะที่ชายหนุ่มก็กลับไปเคลียร์เอกสารและดูแลความเรียบร้อยที่คาสิโนแม้ลูคัสจะคลั่งรักและอยากให้ไข่มุกย้ายข้าวของมาอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์แบบถาวร แต่หญิงสาวร่างอวบก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเพราะความเกรงใจและหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง สุดท้ายคนเอาแต่ใจจึงต้องยอมพบกันครึ่งทางด้วยการผลัดกันไปนอนค้างคืน บางวันลูคัสก็หอบเสื้อผ้าไปนอนเบียดกับเธอที่คอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัด ส่วนบางวันไข่มุกก็เป็นฝ่ายยอมมานอนค้างที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของเขา เป็นการใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขที่ค่อยๆ เติมเต็มซึ่งกันและกันช่วงสายของวันหยุดพักผ่อน ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงบทสนทนาจากภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่บนโซฟาบุหนังตัวนุ่ม ร่างอวบอิ่มของไข่มุกกำลังนอนหนุนตักแกร่งของลูคัสแทนหมอนใบโต ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่กับเนื







