Share

บทที่ 3

last update Dernière mise à jour: 2025-03-07 02:08:44

หลังจากสำรวจทุกอย่างจนครบ ซูอันจึงกลับออกมานอนพักด้านนอก เนื่องจากนางกลัวว่าคนในครอบครัวกลับมาแล้ว ไม่เจอนางจะเกิดความวุ่นวายอีก แล้วคนที่เรือนใหญ่จะหาเรื่องครอบครัวของนางได้

จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาอาหารมื้อเย็น บิดามารดาพร้อมพี่สาวของซูอัน ก็ช่วยกันยกถาดอาหารเข้ามาในห้อง ซึ่งซูอันตื่นมานั่งรอพวกเขาได้เกือบหนึ่งเค่อแล้ว แต่สีหน้าของคนทั้งสามผิดแปลกไป คล้ายกับพบเจอเรื่องราวที่ทำให้ลำบากใจอย่างไรอย่างนั้น

จือเหมยวางถาดถ้วยโจ๊กอย่างเบามือ และรีบเดินเข้าไปดูอาการของซูอันทันที “อันเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงจุดไหนหรือไม่ลูก หากเจ็บที่ใดจงรีบบอกแม่เข้าใจไหม”

ซูอันรู้สึกซาบซึ้งกับความห่วงใยนี้ไม่น้อย เพราะบิดามารดาของนางในโลกนั้น จากไปเร็วในยามที่นางเพิ่งหัดเดินเท่านั้น “ท่านแม่ท่านอย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ข้าสบายดีกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว พวกท่านทำงานมาเหนื่อย ๆ ข้าว่าควรรีบกินอาหารหลังจากนั้นพวกท่านสามคนจะได้พักผ่อนให้เร็วขึ้นนะเจ้าคะ”

มู่ถงยิ้มบางให้กับบุตรสาวคนเล็ก ไม่คิดว่าซูอันอยากให้พวกเขาพักผ่อน มากกว่ากลับไปทำงานเช่นแต่ก่อน “ฮูหยินมากินข้าวเถิดประเดี๋ยวโจ๊กหายร้อนแล้วจะไม่อร่อยเอาได้นะ”

“เจ้าค่ะท่านพี่ ไปอันเอ๋อร์เจ้าต้องกินให้มากนะจะได้หายไว ๆ”

“ได้เจ้าค่ะท่านแม่”

ซูอันเดินตามมารดามายังโต๊ะกลางห้อง แต่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมด ทำเอานางโกรธจนควันออกหูขึ้นมาทันทีทันใด ถ้วยโจ๊กที่มีแต่น้ำใส ๆ แทบนับเม็ดข้าวได้ ไหนจะจานผัดผักที่เรียกว่าเศษผักน่าจะเหมาะกว่า อย่าพูดถึงเนื้อหมู เนื้อไก่ แม้แต่ไข่ไก่สักฟองยังไม่มี

ดวงตาที่แทบลุกเป็นไฟปิดลงและพยายามหายใจเข้าออก เพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของนางในยามนี้ไว้ก่อน แต่มันก็ยากเสียเหลือเกินมือบางของนางกำเข้าหากันแน่น เมื่อครอบครัวถูกรังแกจะให้นางอดทนต่อไปได้อย่างไร

ฟืด ฟู่

“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านบอกข้ามาตามตรงเถิดเจ้าค่ะ ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกับอาหารมื้อเย็นของพวกเราหรือเจ้าคะ”

ซูอันไม่ต้องการอ้อมค้อมให้เสียเวลา

มู่ถงมองเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของซูอัน เขาก็ไม่กล้าโกหกนางเช่นกัน “เฮ้อ เพราะเรื่องที่ปู่ของเจ้าลงโทษไม่สำเร็จ จึงสั่งลดอาหารของครอบครัวเราเป็นเวลาเจ็ดวัน อีกอย่างทุกคนที่เรือนใหญ่ตัดสินใจจะให้พี่สาวของเจ้า แต่งเป็นอนุคุณชายหวังในอีกห้าวันข้างหน้าที่จะถึงนี้แล้วล่ะอันเอ๋อร์”

ซูอันหันไปทางพี่สาวที่แสนดีของนาง โดยมีคำถามเพื่อการตัดสินใจบางอย่าง “พี่หญิงท่านบอกข้าได้หรือไม่ ว่าการแต่งงานครั้งนี้ท่านเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะแต่งเป็นอนุ อย่าคิดห่วงความรู้สึกของผู้อื่น จงคิดถึงความต้องการของท่านเท่านั้น เพราะการแต่งงานครั้งนี้คือการตัดสินความสุขที่ท่านต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต”

เยี่ยนหลิงเงยหน้าสบตากับน้องสาว แน่นอนว่านางไม่มีทางเต็มใจ หากมีหนทางให้หลบหนีได้นางจะไม่ลังเล “อันเอ๋อร์พี่ย่อมไม่เต็มใจแต่งเป็นอนุภรรยา สตรีใดบ้างไม่อยากแต่งงานอย่างมีเกียรติ ยืนเคียงข้างกับสามีอย่างสง่าผ่าเผยเล่า แต่คนเรือนใหญ่ข่มขู่ท่านพ่อไม่ยอมเลิกรา หากพี่ไม่ยอม ท่านพ่อท่านแม่รวมถึงเจ้าจะลำบากหนักยิ่งกว่าที่เป็นอยู่อีกเท่าตัวนะ”

ซูอันเข้าใจดีเรื่องการกดดันในยุคโบราณ ที่เห็นบุตรหลานเป็นเครื่องมือเพื่อหนุนตระกูล แต่กับนางแล้วไม่มีทางให้เยี่ยนหลิงพี่สาวที่แสนดีคนนี้ ต้องอยู่กับความอัปยศอดสูไปตลอดชีวิต

“ท่านพ่อเจ้าคะ หากข้าต้องการให้ท่านตัดขาดกับตระกูลนี้ ท่านมีความกล้ามากพอที่จะทำเพื่อพวกเราหรือไม่ แม้ว่าหลังจากตัดขาดความสัมพันธ์และออกจากผังตระกูล พวกเราต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน แต่บางทีอาจมีความสุขมากกว่าอยู่ในตระกูล ที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ผลประโยชน์ก็ได้นะเจ้าคะ บอกตามตรงข้าไม่อยากทนเป็นทาส ให้พวกเขากลั่นแกล้งรังแกอีกแล้วเจ้าค่ะ”

มู่ถงถูกภรรยาและบุตรสาวทั้งสอง จ้องมองเพื่อรอฟังการตัดสินใจของเขาอยู่เงียบ ๆ เมื่อน้ำเสียงที่จริงจังของซูอันเอ่ยถาม มู่ถงที่เห็นคนในครอบครัวต้องอดทนมานาน เขาจึงตัดสินใจตอบซูอันโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น

“อันเอ๋อร์พวกเราอดทนกันมานานเกินไปแล้ว ครั้งนี้พวกเขารังแกครอบครัวของเรามากจริง ๆ บุตรหลานที่โปรดปรานกลับรักษาไว้ แต่คิดส่งหลิงเอ๋อร์ไปตกนรกแทน พ่อไม่มีทางให้เป็นเช่นนั้นแน่ลูกรัก”

“ดี! เช่นนั้นช่วยกันเก็บข้าวของที่จำเป็นนะเจ้าคะ หรือจะเอาไปแค่เสื้อผ้าเท่าที่มีก็ได้ เมื่อพร้อมแล้วพวกเราจะไปที่เรือนใหญ่กันเจ้าค่ะ” ซูอันไม่มีทางปล่อยให้คนในเรือนใหญ่ได้สมหวัง

“ได้! อันเอ๋อร์นั่งรออยู่นี่ก่อนก็แล้วกัน พวกเราสามคนจะจัดการเรื่องเก็บข้าวของเอง ถึงอย่างไรก็ไม่มีสมบัติอันใดในเรือนหลังนี้อยู่แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เก็บทั้งหมดเสร็จ” มู่ถงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาคิดทบทวนจากคำพูดของซูอันก็เห็นว่า ถ้าเขาไม่เข้มแข็งจะปกป้องครอบครัวของตนได้อย่างไร

“เจ้าค่ะท่านพ่อ”

แต่ซูอันมิได้นั่งรอเฉย ๆ นางขอแท่งเหล็กที่เหมาะมือ ผ่านจีจี้ที่สรรหามาให้นางจากในมิติ เพราะคนเรือนใหญ่หากพูดคุยด้วยถ้อยคำดี ๆ ย่อมไม่มีทางปล่อยครอบครัวของนางเป็นแน่

ไม่ถึงหนึ่งเค่อทุกคนก็กลับมา พร้อมห่อผ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าพวกเขาพร้อมจะก้าวออกจากที่นี่ ซูอันจึงถือแท่งเหล็กเดินนำหน้าไปยังเรือนใหญ่ทันที

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ ยิ่งได้ยินเสียงพูดคุยที่ดูจะมีความสุข ของครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีพวกนางอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังเป็นการพูดคุยระหว่างการกินอาหารอีกด้วย

ซูอันหยุดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เนื่องจากด้านหน้าห้องมีบ่าวอยู่สองสามคนคอยเฝ้าดูแล ไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปวุ่นวายด้านในห้องกินอาหาร แต่นั่นใช้ไม่ได้กับเจ้าแม่มาเฟียเช่นนาง

“ท่านพ่ออยู่ตรงนี้ดูแลท่านแม่กับพี่หญิงรอข้า เมื่อใดที่ด้านในสงบ ข้าจะเรียกท่านพ่อเข้าไปด้านในเองเจ้าค่ะ”

“อืม ระวังตัวด้วยนะอันเอ๋อร์” มู่ถงรับปากพร้อมกับเป็นห่วงบุตรสาว

“เจ้าค่ะ”

ในขณะที่หลิวเฟยและเหล่าบุตรหลานสายหลัก กำลังกินอาหารเย็นในห้องโถงใหญ่ เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้อง พวกเขากำลังมีความสุข มิได้สนใจเสียงตุบตับที่ดังอยู่ด้านนอกห้องโถงใหญ่สักนิด ซูอันเดินเข้ามาในห้องนั้น ด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทันทีที่นางผลักประตูออกทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียวกัน

“ซูอัน! เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต!” หลิวชางหรงตะโกนเสียงดัง แต่หญิงสาวกลับยืนนิ่งดวงตาแข็งกร้าว

ซูอันมองไปที่โต๊ะอาหารซึ่งเต็มไปด้วยอาหารดี ๆ ในขณะที่ครอบครัวของนางต้องทนกินเศษข้าว ซูอันไม่มีคำแก้ตัวหรือคิดจะตอบกลับลุงรองผู้นี้ แต่นางกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามต่อหน้าทุกคนแทน

ครืด ครืด โครม! เพล้ง! กรี๊ดดด!

‘ในเมื่อครอบครัวข้าไม่ได้กินอาหารดีๆ พวกเจ้าก็ไม่ควรจะได้กินเช่นกัน!’

โต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารดี ๆ ถูกซูอันใช้แท่งเหล็กทุบถ้วยชามจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ กระเด็นกระดอนไปทั่วพื้น สร้างความตกใจให้คนในห้องอาหารนี้อย่างมาก

“หยุดเดี๋ยวนี้นะนางคนอกตัญญู! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำลายข้าวของถึงที่นี่ ไม่กลัววะ..” หลิวฉางฮุ่ยลุงใหญ่ของซูอันยังพูดไม่จบ ก็ถูกเท้าของนางถีบไปที่ท้องเต็มแรง

ปึก! โครม!

หลิวชางหรงคิดเข้าไปช่วยพี่ชายก็ถูกแท่งเหล็กฟาดกลับมา ทำให้เขาบาดเจ็บที่หัวไหล่ทันที คนพวกนี้คิดว่ามีจำนวนมากกว่าย่อมจัดการซูอันได้ จึงพยายามเข้าไปยื้อยุดแต่แล้วก็ถูกซูอันทุบตีจนเจ็บตัวกันทุกคน

หลิวเฟยที่ล้มกระแทกกับพื้นอย่างแรง ทั้งยังรับน้ำหนักจากร่างของภรรยาอย่างหลิวเหมยเซียง ทำให้เจ็บมากกว่าคนอื่นอยู่มาก แต่ยังมิวายต่อว่าซูอันอีกเช่นเคย “เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรซูอัน ไม่พอใจกับคำสั่งของข้าที่มีต่อครอบครัวของเจ้างั้นรึ!”

ซูอันยืนถือแท่งเหล็กมองกลุ่มคนตรงหน้านิ่ง ๆ “ข้าเพียงแค่สงสัยว่าพวกเจ้ากินอาหารมื้อนี้ลงได้อย่างไร ในขณะที่ครอบครัวของข้าต้องลำบากเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเจ้า!”

เสียงของหลิวฉางฮุ่ยดังขึ้นพร้อมหัวเราะเยาะ “เจ้าเป็นเพียงสายรองมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง ที่พวกเจ้ามีที่ซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะพวกเราสายหลักคอยดูแลให้ที่พักมิใช่รึ!”

ซูอันเดินตรงไปหาหลิวฉางฮุ่ย นางฟาดแท่งเหล็กลงพื้นอย่างแรง จนเกิดเสียงดังทำให้ทุกคนสะดุ้งอีกครั้ง เพล้ง! “คอยดูแลงั้นหรือ พวกเจ้าทำอะไรบ้างนอกจากใช้ประโยชน์จากผู้อื่น! คนที่เหนื่อยล้าและเสียสละคือครอบครัวของข้า คนที่พวกเจ้าเอาแต่กดขี่ดูถูกมาตลอด!”

หลิวซิ่วอิงภรรยาของหลิวชางหรง พยายามพูดขึ้นเพื่อแก้ตัว “เจ้ากล้ากล่าวหาพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีสายหลักพวกเจ้าก็คงเป็นขอทะ..!"

ขวับ!! เพียะ! โอ๊ยยย เพียะ! โอ๊ยยย

“อิงเอ๋อร์! /ท่านแม่!”

ซูอันยืนหัวเราะอย่างเย็นชาหลังจากสั่งสอนหลิวซิ่วอิง “ที่ซุกหัวนอน? สิ่งที่พวกเจ้าให้คือความกดขี่ประหนึ่งทาสและความอัปยศ คนอย่างพวกเจ้าไม่สมควรใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยซ้ำ!”

“นายท่านหลิวจงฟังคำพูดของข้าให้ดี อีกห้าวันข้างหน้าจะไม่มีการแต่งงานของพี่สาวข้าเกิดขึ้น ท่านจะหาวิธีรับหน้าคหบดีหวังเช่นไรก็แล้วแต่ท่าน และสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้ก็คือ ท่านต้องมอบหนังสือตัดขาดแยกบ้าน รวมถึงตัดชื่อของครอบครัวข้าออกจากผังตระกูลเสีย หากไม่ยอมทำตามแต่โดยดีแล้วละก็ คืนนี้พวกท่านทุกคนคงจะนอนกองบนพื้น เป็นร่างที่ไร้ดวงวิญญาณตลอดไป!”

“นี่เจ้าพูดอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่ซูอัน!” หลิวเหมยเซียงผู้เป็นย่าถามด้วยความตกใจ

ซูอันแค่ชำเลืองไปมองและยังยืนยันคำพูดเดิม “หึ แน่นอนข้าย่อมรู้ตัวว่าพูดสิ่งใดอยู่ ข้ามีเวลาจำกัด รบกวนนายท่านผู้เฒ่าหลิวกรุณาช่วยตัดสินใจโดยเร็วจะดีกว่า อย่าได้คิดหาทางรั้งพวกข้าเอาไว้ที่นี่อีก”

เมื่อคำข่มขู่ที่หมายจะเอาชีวิตดังขึ้น และพวกเขารู้ว่าซูอันไม่มีทางพูดเล่น จึงหันไปมองหลิวเฟยผู้นำตระกูลเป็นการกดดัน เพราะทุกคนต่างเห็นแก่ตัวไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว หลิวเฟยมองบุตรหลานที่กดดันตนเอง สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจพยักหน้าตกลง เพื่อเขียนหนังสือแยกบ้านพร้อมการตัดขาด และลบชื่อครอบครัวของซู่ลี่ออกจากผังตระกูล

“ท่านพ่อเจ้าคะ เข้ามาทำให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วเถิดเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลิวเฟยตอบรับแล้ว จึงเรียกบิดาเข้ามาเพื่อจัดการให้ถูกขั้นตอนเสีย

พอปรากฏร่างของหลิวมู่ถงในห้องโถงใหญ่ เขารับรู้ได้ถึงสายตาไม่พอใจและอาฆาตแค้นได้ฉับพลัน แต่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ สายตาตัดพ้อของมู่ถงมองไปยังผู้เป็นบิดา

“ที่ข้ายอมอดทนเพราะท่านคือบิดาที่ให้กำเนิด แต่ท่านกลับจิตใจดำมืด หลอกลวงท่านแม่ด้วยต้องการใช้ฝีมือการปักผ้าของนาง ข้าเคยคิดว่าสักวันหนึ่งท่านจะทำดีกับลูกคนนี้บ้าง แม้จะไม่ดีเท่าพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ตาม แต่วันแล้ววันเล่ากลับยิ่งเลวร้าย ยามนี้ความอดทนของข้ามันได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปภายหน้าไม่ว่าจะยากลำบาก อดมื้อกินมื้ออยู่ข้างถนน ข้ากับครอบครัวจะไม่กลับมาขอความช่วยเหลือจากท่านแน่”

มู่ถงพูดจบก็คุกเข่าก้มคำนับ อำลาหลิวเฟยเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนล้วนคาดไม่ถึงว่าคนที่ยอมมาตลอดหลายปี จะเด็ดเดี่ยวเมื่อหมดความอดทนได้จริง ๆ เนื่องจากซูอันยืนจังก้ามือถือแท่งเหล็กไว้ ทำให้คนในห้องโถงใหญ่ไม่กล้าขยับตัว

สุดท้ายหลิวเฟยจึงให้พ่อบ้านนำหนังสือสาแหรกของตระกูลมาให้ จากนั้นได้ขีดลบชื่อครอบครัวมู่ถงออก ตามด้วยหนังสือตัดความสัมพันธ์ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวอันใดต่อกันอีกตลอดไป
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 148

    แต่คนที่หวังประจบประแจงองค์ชายน้อย ย่อมไม่รอดพ้นการลงทัณฑ์จากฮ่องเต้ “หึ พวกเจ้าทุกคนควรยึดองค์ชายเจิ้งหลงรวมถึงคุณชายกับคุณหนู จากตระกูลหยางและตระกูลฟงเป็นแบบอย่าง ต้องมีความพยายามในการฝึกฝนให้มากกว่านี้ อย่าได้เกียจคร้านจะได้ไม่ทำให้บิดามารดาพวกเจ้าต้องขายหน้าส่วนเจ้ากู่จื่อเซียวเป็นถึงอาจารย์ของ

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 147

    ฟงเหยาเหวินยืดหลังตรงสายตาเย็นชา เขายังไม่ทันได้พูดอะไรเพราะถูกหยางเฟิ่งเซียนพูดแทนเสียก่อน “ข้ากับญาติผู้พี่ไม่ได้เริ่มก่อเรื่องวุ่นวาย แต่เป็นองค์ชายกับองค์หญิงต่างหากที่เริ่มก่อน พวกเขาต้องการเอากระดาษที่มีตัวอักษรของพวกเราไป” หยางเฟิ่งเซียนกล่าวตอบอย่างไม่เกรงกลัวผู้เป็นอาจารย์องค์ชายและองค์หญิ

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 146

    หยางเฟิ่งเซียนได้ยินญาติผู้พี่เริ่มตอบกลับ จึงพูดเสริมด้วยเสียงเล็ก ๆ ตามประสาเด็ก แต่ใช่ว่าภายในหัวของหยางเฟิ่งเซียนจะไม่คิดอันใด “ส่วนฝีมือหัดเขียนของหม่อมฉันยังไม่ดีพอ หากถวายไปแล้วหมึกไม่สมดุลหรือเส้นขาดความสง่างาม มันอาจจะทำให้เสียเกียรติขององค์หญิงได้เช่นกัน”องค์ชายและองค์หญิงขมวดพระขนง พระพั

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 145

    หนึ่งปีต่อมาณ วังหลวงอันโอ่อ่าซึ่งมีสำนักวั่งซูเก๋อ สถานที่สำหรับให้ความรู้แก่องค์ชายองค์หญิง รวมถึงบุตรหลานขุนนาง ที่ถูกคัดเลือกเข้ามาเรียนร่วมเป็นสหายของเชื้อพระวงศ์ยามเยาว์วัย และสองคู่แฝดจากตระกูลหยางกับตระกูลฟง ก็เป็นผู้ถูกเลือกจากฮ่องเต้ที่ทรงเล็งเห็นความสามารถแต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระราชนัดด

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 144

    สองคู่แฝดจากสองตระกูลที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน เด็กน้อยทั้งสี่คนถูกเลี้ยงดูด้วยความรักและความเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือท่านลุงท่านน้า ตั้งแต่สองคู่แฝดเริ่มหัดคลานจนเดินก้าวแรกได้ อยากหยิบจับสิ่งใดหรือจ้องมองสิ่งที่อยากได้ล้วนได้รับสิ่งนั้นเสมอในเมื่อมีคนเอาใจย่อมมีคนคอยขัด โดยให้เหตุผลสำหร

  • มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง   บทที่ 143

    “ไอหยา ฮูหยินน้อยสงสัยลูก ๆ ของท่านจะกลัวคำขู่ไม่น้อย คนน้องถึงได้รีบตามออกมาทันที ท่านออกแรงเบ่งอีกครั้งนะเจ้าคะ”ซูอันรวบรวมลมหายใจอีกครั้ง และออกแรงเบ่งเพื่อให้บุตรอีกคนรีบออกมา เพราะตอนนี้นางเหนื่อยจนแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว และในที่สุดเสียงร้องอันไพเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง“ฮูหยินน้อยคนนี้เป็นคุณหนูเจ้

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status