Se connecterจากหญิงสาวที่ยึดมั่นในรักเดียวยินยอมเป็นชายาอ๋องแม้จะได้เปนชายารอง แต่กลับถูกตอบแทนด้วยความตาย บัดนี้สวรรค์เข้าข้างให้มาเกิดใหม่ เสิ่นลู่ถิงตั้งมั่นที่จะขึ้นเป็นสนมของฮ่องเต้เพื่อแก้แค้นทุกคนแทน
Voir plusกลิ่นหอมของสเปรย์ดับกลิ่นในห้องยังไม่ทันจางหาย แต่กลับกลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ท้องไส้ข้างในของเฌอรีนปั่นป่วนรุนแรง จนต้องวิ่งเข้าไปโก่งคอกับชักโครก อาเจียนในห้องน้ำแทบจะไม่ทัน
"อุ๊บ แหวะ โอ๊กกกก" เธออาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม อาหารที่เพิ่งทานไปก็ออกมาจนหมด ใบหน้าสวยซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับกระดาษทิชชู่ กว่าจะพยุงตัวเองเดินออกมาจากห้องน้ำได้ ร่างเล็กของเธอก็แทบจะทรุดลงกองกับพื้น “อะไรกันเนี่ย กูรู้สึกเวียนหัวจะตายอยู่แล้ว มึงเอาอะไรมาฉีดวะอีฟ่าง” เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีน้ำตาล มือเล็กข้างหนึ่งหยิบยาดมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสูดดมเข้าไปเต็มปอด แต่ทว่าก็ยังไม่หายจากอาการวิงเวียน หน้าตาที่ดูอ่อนเพลียผิดปกติ จนข้าวฟ่างที่นั่งมองอยู่แต่ตั้งแต่แรก เริ่มคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย “มึงเป็นอะไรรึเปล่าเฌอรีน! เมื่อวานก็ร้องโวยวายอยากจะกินมะม่วงเปรี้ยว จนกูต้องรีบวิ่งตามหาให้แทบตาย ทั้งที่ปกติมึงไม่ชอบกินของเปรี้ยว แล้ววันนี้ก็อ้วกจนหน้าซีด" "....." "ดู ๆ ไปอาการมึงมันก็คุ้น ๆ อยู่นะ” ข้าวฟ่างเอียงคอมองเพื่อนสนิท ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปด้วยความสงสัย ก่อนจะเปิดปากพูดประโยคที่ทำให้หัวใจของเฌอรีนหยุดเต้นทันที “อาการเหมือน... คนท้องเลยนะมึง” คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ ยาดมในมือแทบจะหลุดร่วง ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนเกือบจะหลุดจากเบ้า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก ความคิดต่าง ๆ เวียนวนเข้ามาในหัว ก่อนจะมีเหตุการณ์หนึ่งฉายชัดขึ้นมาอย่างชัดเจน คืนนั้นที่ทะเลเมื่อสองเดือนที่แล้วกับหมอหนุ่มจอมเย็นชา เธอมีอะไรกับเขาจนถุงยางแตก และที่สำคัญคือเธอลืมทานยาคุมฉุกเฉิน “เหี้ย!!! ประจำเดือนกู... " "อะไรของมึง" "ประจำเดือนกูยังไม่มาตั้งแต่เดือนที่แล้วนี่หว่า” เสียงพึมพำหลุดออกมาจากปากด้วยความสั่นเครือ มือเล็กเย็นเฉียบยกขึ้นทาบทับหน้าอกแน่น รู้สึกว่าหายใจแทบไม่ออก ใบหน้าสวยยิ่งซีดลงเรื่อย ๆ จากความจริงที่กำลังปกคลุมจิตใจเธอตอนนี้ “ไม่จริงใช่ไหมอีฟ่าง กูไม่ท้องหรอกใช่ไหม กูยังเรียนไม่จบเลยนะ! กูยังไม่อยากมีลูก!” สองเดือนก่อนหน้า เสียงฝีเท้าก้าวเร็วรีบเร่งพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันระวัง จนร่างบางของเฌอรีนชนเข้ากับร่างสูงที่กำลังเดินสวนทางกัน ภายนอกเธอทำหน้าบึ้งตึงตามสไตล์ลูกคุณหนูเอาแต่ใจ แต่ทว่าพอเงยหน้ามองกับผู้ชายที่เพิ่งชนเธอนั้น กลับทำให้ลมหายใจขาดหายไปทันที หมอไทก้าชายหนุ่มผู้ที่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะศัลยแพทย์โรคหัวใจฝีมือดี รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร แม้ดูภายนอกจะเห็นแค่ความเฉยชาแสดงออกมา จนทำให้ใครหลายคนที่เห็นต้องหุบยิ้มลงทันที ถึงแม้จะถูกชนจนเกือบเสียหลัก แต่ทว่าสายตาคมคู่นั้นก็ยังมองมานิ่ง ๆ ตามสไตล์ “เป็นไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มลึกเย็นยะเยือกเอ่ยสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว เมื่อเห็นเธอส่ายหน้า ก็ลุกขึ้นเดินผ่านไปโดยไม่สนใจอีก เหมือนเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ แต่ทว่าสำหรับเฌอรีน ความรู้สึกวูบวาบในหัวใจกลับเกิดขึ้นทันที “โคตรหล่อเลยวะ นี่มันสเปคกูชัด ๆ” เฌอรีนทอดมองแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ดวงตาเปล่งประกายวาบหวามอย่างชัดเจน ก่อนจะรีบคว้าแขนนักศึกษาที่เดินตามหลังเขาคนนั้นให้หยุดกะทันหัน “เอ่อ... ไม่ทราบว่าผู้ชายหล่อ ๆ คนเมื่อกี้ใครอ่ะ” “หมอไทก้า เขาเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่จะมาบรรยายพิเศษวันนี้แหละ ที่หอประชุมคณะแพทย์” เฌอรีนถึงกับชะงักนิ่งไปทันที ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา เพราะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และหันหน้าไปบอกเพื่อนสนิททันที “อีฟ่าง! มึงรู้มั้ย... คนนั้นแหละ พ่อของลูกกู หล่อจนกูใจละลายเลยมึง มึงต้องไปกับกูนะ” “ไปไหน?” “ก็ไปฟังบรรยายไง กูอยากไปนั่งมองหน้าเขาให้ชัด ๆ วันนี้คงต้องยอมเป็นนักศึกษาแพทย์สักวัน” “อะไรของมึงวะ บรรยายแบบนั้นน่าเบื่อจะตาย" ข้าวฟ่างเอ่ยปฏิเสธทันที ทำให้เฌอรีนมองด้วยความไม่พอใจ "เออ ๆ ก็ได้ เห็นแก่มึงนะ ถ้าไม่ใช่มึง กูไม่ยอมไปนั่งฟังเรื่องวิชาการแบบนั้นหรอก" "ขอบใจเพื่อนรัก งั้นรีบไปดีกว่า" "เหอะ....เห็นหน้าตาดีหน่อยไม่ได้ มึงถึงกับใจลอยตามเขาไปเลยนะ” ข้าวฟ่างส่ายหน้าด้วยความระอา พลางหยอกเย้าตามประสาเพื่อนสนิท เมื่อเข้าไปถึงหอประชุมคณะแพทย์ ภาพที่เห็นคือผู้หญิงนับร้อยต่างแห่กันมาจนแน่นขนัด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป้าหมายของทุกคนคือคุณหมอหน้าตาดีคนนั้น "กรี๊ดดดด" ทันทีที่หมอไทก้าขึ้นไปยืนบนเวที เสียงกรีดร้องตะโกนดังก้องไปทั่วห้อง เฌอรีนนั่งจ้องเขาด้วยความหลงใหล ตั้งแต่เริ่มจนจบการบรรยาย เธอไม่เคยละสายตาไปไหนเลยสักวินาทีเดียว หญิงสาวคิดในใจถึงแผนการว่าจะจีบเขาอย่างไรดี ด้วยความมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนหน้าตาดี และทรวดทรงองค์เอวก็ไม่น้อยหน้าใคร คงไม่ยากที่จะเอาชนะใจเขาได้ จนกระทั่งถึงช่วงถามตอบ เสียงนักศึกษาหญิงต่างพากันร้องถามคำถามเดียวกันซ้ำ ๆ ดังระงมไปทั่วหอประชุม “คุณหมอคะ... คุณหมอยังโสดอยู่ไหมคะ? มีคนรักแล้วรึยังคะ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง “โสดครับ ผมยังไม่แต่งงาน” เพียงคำตอบสั้นๆ ทำให้เสียงกรีดร้องดังระเบิดออกมา ทุกคนต่างมองตากันด้วยประกายแห่งความหวัง รวมถึงเฌอรีนที่ยิ้มแก้มปริ คิดว่าตัวเองยังมีโอกาสที่จะเอาชนะใจเขา จนกระทั่งมีคำถามต่อมาที่ทำให้รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าเธอทันที รวมถึงความคิดในหัวก็พังคลืนลงมาไม่เป็นท่า “แล้วสเปคของหมอล่ะคะ? ชอบผู้หญิงแบบไหนคะ?” หมอไทก้าเจ้าของเบ้าหน้าฟ้าประทาน เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ให้คนฟังได้ยินทั่วทั้งห้องประชุม “ผมชอบผู้หญิงอายุพอ ๆ กับผม ไม่ชอบผู้หญิงเด็กกว่าครับ พอดีผมไม่ค่อยมีเวลาเอาใจใครเท่าไหร่” ตุบ!!! เหมือนมีอะไรมาตีแสกหน้า เฌอรีนรู้สึกเย็นวาบทั้งตัว ความมั่นใจที่เคยมีอยู่พังทลายลงทันที อายุเธอ 22 ในขณะที่เขานั้น เธอเดาว่าไม่ต่ำกว่า 30 ห่างกันเป็นสิบปีแบบนี้ คำพูดของเขามันก็เหมือนการปิดประตูใส่หน้าเธออย่างชัดเจนดอกไม้ในสวนหลังวังบานสะพรั่งราวกับกำลังเฉลิมฉลองให้กับเสิ่นลู่ถิง มือบอบบางหยิบดอกไม้ขึ้นมาแล้วสูดดมทั้งรอยยิ้ม ความหอมที่แตะปลายจมูกนั้นทำให้มีความสุขขึ้นมาไม่น้อย ก่อนจะหันไปเห็นอาลี่และเยว่จินที่ผลักกันไปมาราวกับมีคำถาม“พวกเจ้ามีอะไรจะถามข้าหรือไม่?”“เยว่จิน พูดสิ”“เจ้านั่นแหละพูด”“ใครก็ได้ พูดมาเถิด” เสิ่นลู่ถิงพูดเสียงเรียบแต่ไม่ได้นึกหงุดหงิด ก้าวเดินไปนั่งลงที่ศาลากลางสวนดอกไม้ทั้งยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมารอรับฟัง“วันก่อนหม่อมชั้นกับอาลี่ได้ยินที่พระสนม…..”“หึ แล้วพวกเจ้าคิดอย่างไร?” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นมาโดยไม่ต้องรอให้เยว่จินพูดจบ ไม่แปลกนักที่ทั้งสองคนมีอาการแปลกๆ มาช่วงไม่กี่วันนั้น ใครได้ยินเข้าก็คงมีแต่คนหาว่าข้ากับชินอ๋องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ“มันอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คุณหนูเสิ่นมองลึกเข้าไปในดวงตาของทั้งสอง ยื่นมือลูบผมนุ่มของอาลี่อย่างเอ็นดูก่อนแววตาจะแฝงไป
“ก็รอดูเถิดว่าเป็นใครที่จะตาย”ไม่ทันได้มอบเวลาให้คุณหนูรองหลี่กับหลี่ต้าเจียได้ฉุกคิดมากนัก ฮ่องเต้ก็ปรากฏตัวขึ้น เสิ่นลู่ถิงหันมองคนที่ปรี่มาหาตนด้วยสีหน้าเป็นห่วง แล้วหันกลับไปมองคนที่ยืนมองด้วยความตกอกตกใจก่อนจะคุกเข่าลง ไหล่ที่เคลื่อนไหวเล็กน้อยยิ่งแสดงออกถึงความหวาดกลัว ได้เวลาคิดบัญชีของเราเสียที….. เสียเวลาให้ฮ่องเต้จัดการอยู่นานดาบคมถูกจ่อที่คอของคนรนหาที่ตาย หลี่หว่านหว่านทิ้งตัวนั่งลงสู่พื้นแล้วส่ายหัวราวกับไม่เชื่อว่าตนจะถูกจับได้ ก่อนหน้านี้คงตายใจไม่น้อยที่ฮ่องเต้ไม่ทรงกำหนดโทษเสียที บัดนี้ข้าช่วยส่งพวกเจ้าให้ได้ลิ้มรสความตายเร็วขึ้นหน่อยเป็นอย่างไร“ทำเรื่องชั่วช้า แล้วยังกล้าทำร้ายสนมรักของข้า!! สมควรตายนัก!!!”“ฝะ ฝ่าบาท หม่อมชั้นถูกใส่ร้ายเพคะ”“ใส่ร้ายหรือ!? ข้าเห็นด้วยตาตัวเองยังจะกล้าแก้ตัวอีก!!” ประโยคเอ่ยอ้างนั้นยิ่งทำให้ฮ่องเต้กริ้วเพิ่มมากขึ้นไปอีก ปลายดาบคมที่จ่อใกล้มากขึ้นนั้นราวกับพร้อมจะปลิดชีพหลี่หว่านหว่านเสียตั้งแต่ตอนนี้ ชินอ๋อง…หากท่านรู้ว่าชาย
“เจ้ายังเจ็บขาเหตุใดไม่รออยู่ที่โรงเตี๊ยมก่อนเล่า” เสิ่นลู่ถิงมองฮ่องเต้ที่เอาแต่พูดบ่นกันตั้งแต่ออกมา ก้มมองดูขาของตัวเองที่ยังหลงเหลืออาการเจ็บอยู่นิดหน่อยแต่ก็สามารถเดินได้แล้วก่อนจะส่ายหัวให้กับความห่วงใยที่เกินเหตุนี้“ถิงถิงไม่เป็นอะไรแล้วเพคะ ฝ่าบาทอย่าทรงกังวล” พูดก่อนจะรีบก้าวจ้ำไปหลบอยู่ที่มุมหนึ่งเพื่อเฝ้าดู ไม่นานนักเสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นพร้อมกับชายอีกหลายคนที่เข้ามา“เป็นหลี่ต้าเจียจริงๆ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน หลี่ต้าเจียญาติผู้น้องของใต้เท้าหลี่ที่ไม่ได้ถูกจับไปด้วยเพราะอาศัยอยู่ในจวนของเมืองทางใต้ ตระกูลหลี่นี่ช่างเหมาะกับคำว่าชั่วทั้งตระกูลนักไม่นานเสียงโหวกเหวกของหญิงสาวที่ถูกฉุดกระชากก็ดังขึ้นผสมปนเปกับเสียงของญาติพี่น้องที่ร้องไห้ระงมเพื่อกราบขอร้องไม่ให้พาหญิงสาวเหล่านั้นไปเสิ่นลู่ถิงกำมือแน่นด้วยความโกรธเคืองกับสิ่งที่เห็น ที่แท้แล้วตระกูลหลี่ไม่ได้เคยใจร้ายแค่กับข้า แต่กลับมองชีวิตของทุกคนเป็นผักปลาที่จะสามารถนำไปทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจต้องการทุกอย่างเ
ฮ่องเต้ไล่มองชาวบ้านที่ยิ้มแย้มยามได้รับเสบียงจากมือของเสิ่นลู่ถิง บางคนถึงขั้นยกเสบียงเพียงน้อยนิดนั่นเหนือหัวแล้วกล่าวขอบคุณตนไม่ยอมหยุดทั้งที่ความคิดนี้เป็นของหญิงสาวที่ยืนข้างกายในตอนนี้ แต่ความดีความชอบกลับเป็นของกษัตริย์ผู้ครองใต้หล้าอย่างข้าไม่รู้เลยว่าเสิ่นลู่ถิงออกมาที่นี่แล้วกี่วัน หรือแม้แต่ใช้เงินของตัวเองไปเท่าไหร่กับการซื้อเสบียงเหล่านี้มา นึกโกรธตัวเองที่ก่อนหน้านี้หลงเชื่อคำพูดของฮองเฮาที่ใส่ร้ายเสิ่นลู่ถิง ข้านี่มันโง่เสียจริง….“ฟู่เอ๋อ หลังกลับวังให้คนสืบดู ทางใต้ประสบภัยถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงไม่มีใครเข้าวังไปแจ้งข้าเลย” เอ่ยแผ่วเบาสั่งกงกงคนสนิทเอาไว้ ตลอดทางมานี้ข้ามองเห็นความยากลำบากของที่นี่ ทั้งที่พื้นที่ทางใต้ย่ำแย่ถึงเพียงนี้ แต่ขุนนางทางใต้ไม่มีใครคิดจะรายงาน ปล่อยให้ข้ากลายเป็นฮ่องเต้ที่ไร้ความเมตตามาตั้งนานเท่าไหร่กัน“คุณหนูมาอีกแล้ว ข้าขอถามสักคำได้หรือไม่” หญิงชราจับมือเสิ่นลู่ถิงแน่นก่อนมือเล็กจะจับมือเหี่ยวย่นนั้นกลับไปแล้วพยักหน้าอนุญาตให้คนตรงหน้าเอ่ยปากถาม“เสบียงเหล่า











