เข้าสู่ระบบณ หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท
นีวายนั่งอยู่บนแคร่ตรงใต้ทุนของบ้านไม้ทรงสูง เขานั่งมองบรรยากาศรอบๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มมืดแล้ว ไม่นานแก้มขวัญก็ได้เดินถือขันน้ำเย็นๆ มาให้แก่เขา ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวพลางแอบยิ้มเขินก่อนจะรับขันน้ำจากเธอมา ในน้ำนั้นดูใสสะอาดมากแถมยังโรยดอกมะลิลงไปเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นอีกด้วย “ ขอบคุณมากนะคะ ที่คุณช่วยแม่ของฉันไว้” “ อืม ไม่เป็นอะไรหรอก ก็คนเหมือนกันนี่” นีวายยกน้ำจิบเสร็จก็หันมาตอบกลับเธอด้วยเสียงแว่วหวาน แล้วยื่นขันน้ำคืนให้น้อง “ แม่บอกว่าคุณเป็นคนในเมืองไกล จริงเหรอคะ” แก้มขวัญเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเป็นกันเองจนทำให้นีวายแทบจะยิ้มไม่หุบ “ ครับ” “ แล้วคุณหาที่พักได้หรือยังล่ะคะ มันมืดแล้วนี่” ชายหนุ่มยิ้มแห้งส่งให้เธอเบาๆ พลันหันมองซ้ายขวาก็เจอแต่ทุ่งหญ้ากับทุ่งนาเขียวขจี ทำให้แก้มขวัญพอจะรู้คำตอบได้ เธอหัวเราะใส่เขาเบาๆ “ ฮ่าฮา ฉันคิดไว้แล้วเชียว แต่ไม่เป็นไรนะคะ คืนนี้คุณนอนค้างที่บ้านฉันก็ได้ ถ้าไม่รังเกียจพรุ่งนี้ค่อยกลับ เพราะมันมืดแล้วถนนหนทางแถวนี้ไม่มีไฟส่องนำทางเหมือนในเมือง พวกเรากลัวว่าคุณจะเป็นอันตรายเอานะ” เธอกล่าวบอกเขาด้วยท่าทีเป็นมิตรและแสดงออกถึงความจริงใจ นีวายเห็นแบบนั้นเขาก็ยิ้มกว้าง “ งั้น พี่รบกวนด้วยนะ” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มรู้และเข้าใจถึงอาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา เขานั้นสนใจแก้มขวัญ แทบอยากจะรีบสานต่อความสัมพันธ์กับเธอ และนี่คือโอกาสแล้ว ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงนีวายก็มานั่งร่วมทานข้าวกับสองแม่ลูก ด้วยความอบอุ่นใจเพราะว่าทั้งสองนั้นต้อนรับเขาดีมาก ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ และยิ่งเขาเห็นความร่าเริงสดใสของแก้มขวัญ หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรง “ พี่นีวาย ทานข้าวอิ่มดีหรือเปล่าคะ” หญิงสาวที่เห็นว่าเขาเอาแต่นั่งยิ้มเหม่อลอย เธอจึงทักท้วงเขาขึ้น “ อืม อิ่มสิ” นีวายรีบตื่นจากภวังค์ และยื่นถ้วยข้าวเปล่าให้หญิงสาวเอาไปเก็บไว้ “ อืม เห็นพี่เป็นผู้ชายแก้มนึกว่าพี่จะไม่อิ่มซะอีก ว่าจะไปทอดไข่ดาวมาเพิ่มให้ซะหน่อย” เธอหันหน้ามาพูดกับเขาด้วยใบหน้าที่สดใส นีวายก็เอาแต่มองเธอตาค้าง “ ไม่เป็นไรครับ พี่อิ่มแล้วจริงๆ” เขารีบเอ่ยยืนยัน กมลที่เห็นแบบนั้นเธอก็ยิ้มอ่อนๆ มองที่ชายหนุ่ม “ ไม่ต้องเกรงใจนะ ถือว่าเป็นคนกันเองเถอะ พอดีที่บ้านเรามีกันแค่สองแม่ลูกเลยชินทำกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ พอให้กินข้าวลงนะ แต่ถ้าพ่อหนุ่มไม่อิ่มก็บอกน้องทำเพิ่มให้ได้” นีวายยิ้มอ่อนส่งให้กมล “ ผมว่าแค่นี้ก็เยอะมากแล้วล่ะครับ” เขาเอ่ยพลางก้มมองจานชามตรงหน้าที่มีกับข้าวไม่ต่ำกว่า 4-5 อย่าง ชายหนุ่มรู้ดีว่านี่เป็นมื้อใหญ่ของสองแม่ลูก เพราะเมื่อกี้เห็นว่าแก้มขวัญออกไปซื้อกับข้าวมาเพิ่มด้วย สองแม่ลูกได้ยินแบบนั้นก็มองหน้ากัน “ งั้นแม่ขอขึ้นไปกินยาแล้วก็พักผ่อนก่อนนะ แก้มล้างจานเสร็จก็ไปดูที่อยู่ที่นอนให้พี่เขาด้วยล่ะ แม่เอามุ้งกับหมอนออกจากตู้มาให้แล้ว” กมลสั่งบอกลูกสาวเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนจะเดินขึ้นบ้าน “ จ้ะแม่” แก้มขวัญที่กำลังเก็บจานอยู่ขานรับ พอกมลเดินหายขึ้นบ้านไป นีวายจึงลุกหวังจะไปช่วยหญิงสาวล้างจาน “ เฮ้ย ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวแก้มทำเอง” แก้มขวัญเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะช่วยเธอก้มเก็บจานจึงรีบปรามเขา “ ไม่ ให้พี่ช่วยเถอะ ไม่งั้นพี่คงเกรงใจไม่รู้จะทำตัวยังไงแน่เลย” เมื่อได้ยินเขาตอบมาแบบนั้น หญิงสาวจึงจำยอม ทั้งสองเก็บจานชามบนแคร่ ที่นั่งทานข้าวกันเมื่อครู่ ไปช่วยกันล้าง ท่าทีของพวกเขาดูสนิทสนมกันรวดเร็วทันใจดั่งลางสังหรณ์ของกมลจะเป็นจริง “ อือ พี่นีวาย พี่มาทำอะไรไกลขนาดนี้เหรอ” หญิงสาวถามขึ้นพลางจ้องหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาใสซื่อ “ พอดีพี่คิดแบบไม่ค่อยออก ก็เลยมาขับรถเล่นหาแรงบันดาลใจนะ” “ หือ?” เธอมีสีหน้าสนใจ และสงสัยขึ้นมาอย่างชัดเจน “ พี่ทำงานอะไร เป็นนักออกแบบหรือคะ” นีวายหันมายิ้มหวานให้สาวน้อย “ ใช่แล้ว พี่เป็นสถาปนิกน่ะ พอดีช่วงนี้ต้องแก้แบบรีสอร์ทให้เพื่อน ก็เลยเครียดนิดหน่อย” แก้มขวัญได้ยินแบบนั้นเธอก็ตาใสขึ้นมาทันทีด้วยความตื่นเต้นชอบใจ “ ว้าว สุดยอดไปเลย แบบนี้พี่ก็ต้องวาดรูปเก่งใช่ไหม” คนฟังก็พยักหน้า “ แก้มก็ชอบวาดรูปเหมือนกัน ตอนเรียนก็เคยฝันอยากจะเป็นนักออกแบบอะไรแบบนี้เหมือนกันนะ” หญิงสาวมีท่าทีตื่นเต้นในช่วงแรก ก่อนจะยิ้มแห้งๆ แล้วพูดต่อ “แต่ได้ยินมาว่าเขาเรียนกันหนักมาก แก้มกลัวว่าตัวเองจะเรียนไม่ไหวกลัวว่าจะเปลืองตังค์แม่เปล่าๆ ก็เลยไม่เรียนดีกว่า” เธอหัวเราะขึ้นเบาๆ ท่าทีของเธอดูน่ารักและก็ตลกมาก ทำนีวายอดขำตามไม่ได้ “ ฮาฮ่า ก็เรียนหนักจริงๆ นั่นแหละ กว่าจะจบได้ก็เกือบตาย ไหนจะต้องไปต่อโทอีกนะ ดีนะเนี่ยที่จิตพี่แข็ง ไม่งั้นคงเป็นบ้าไปแล้ว ฮา” เขาพูดด้วยท่าทีติดตลก เพราะชอบเห็นรอยยิ้มใสซื่อของหญิงสาว “ ฮาฮ่า แต่ว่าพี่โคตรเท่เลยนะ ที่ทำมันสำเร็จน่ะ” “ อืม ขอบใจครับ แล้วน้องล่ะ เรียนอยู่ม.อะไรแล้ว” หญิงสาวกลั้นขำเมื่อได้ฟังคำถาม “ นี่พี่คิดว่าแก้มกี่ปีเหรอ” เธอจึงแกล้งถามเขา ชายหนุ่มก็มองไปที่หน้าใสๆ ของคนตรงหน้า ด้วยท่าทีครุ่นคิด ตอนนี้หน้าตาของเธอไม่ได้มอมแมม เหมือนตอนที่เจอ มันจึงยิ่งน่ารักละมุนดูน่าทะนุถนอมขึ้นไปอีก “ 16-17 มั้ง” เขาเดาส่ง “ ฮาฮ่า นี่หน้าแก้มดูเป็นเด็กขนาดนั้นเลยเหรอคะ” แก้มขวัญยิ้มกว้างพลางสีหน้าของเธอก็แดงหน่อยๆ นีวายหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้เห็น ยิ่งเธอเฉลยคำตอบให้ฟังใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรง “ แก้มจะ 20 แล้วค่ะ แถมยังเป็นเจ้าของร้านขายขนมด้วยนะ” “ จริงเหรอ?” “ ค่ะ แต่ก็เป็นแค่แผงเล็กๆ ตามตลาดเล็กๆ ในหมู่บ้านเอง เพราะต้องหาเช้ากินค่ำ บางวันก็ผลัดไปทำย่างอื่นรับจ้างดำนา เกี่ยวข้าว ปีนต้นมะพร้าวบ้าง หรือไม่ก็ไปหากบหาเขียดบ้าง อะไรประมาณนี้แหละ” หญิงสาวพูดพลางยกนิ้วขึ้นจิ้มแก้มป่องของตัวเองเหมือนกับว่ามันจะทำให้เธอคิดออก ชายหนุ่มเห็นก็ยิ่งยิ้มไม่หุบ “ แต่ดูทรงแล้ว นี่อาจจะเป็นชีวิตที่มีความสุขสุดๆ เลยเนอะ” แก้มขวัญจ้องตาเขาทันที “ ก็คงจะเป็นแบบนั้นค่ะ อยู่ไหนขอแค่เราได้อยู่กับคนที่เรารักมันก็ต้องมีความสุขใช่มั้ยล่ะพี่” เมื่อฟังมาถึงตรงนี้รอยยิ้มของนีวายก็หุบลง เนื่องจากคำพูดที่หมอบอกกับเขา ว่ากมลนั้นเป็นโรคร้าย ทำให้เขาอดที่จะสงสารสาวน้อยตรงหน้าไม่ได้ “ ฮาฮ่า ทำไมถึงทำหน้าจืดแบบนั้นล่ะคะ นี่ก็มืดมากแล้วรีบขึ้นบ้านเถอะ” หลังจากวางจานใบสุดท้ายไว้บนตะแกรง แก้มขวัญก็ทำหน้าตาตื่นใส่เขาดั่งกลัวอะไรบางอย่าง เธอขยับตัวเข้าไปใกล้เขา พลางกระซิบเบาๆ ข้างหู “เดี๋ยวจะเจออะไรแปลกๆ เข้านะ” เธอพูดเสียงแผ่ว พร้อมทำตาเลิ่กลั่กมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าเขาเริ่มกลัว หญิงสาวก็รีบจ้ำอ้าววิ่งขึ้นบ้านไปในทันที “ เฮ้ย แก้มขวัญมาพูดแบบนี้พี่ก็กลัวนะ” นีวายมีท่าทีลนลานเล็กน้อย ก่อนจะรีบล้างมือแล้วเดินตามหญิงสาวขึ้นบ้านไป.วันหนึ่งที่รีสอร์ท มีวัยรุ่นสองคนกำลังจับกลุ่มคุยกัน “ มึง เด็กผู้หญิงที่เราเจอเมื่อตอนสายๆ นะ เธอเป็นใครกัน” ชายหัวทองพูดกับเพื่อนหัวดำของเขา “ ใครวะ” เพื่อนของชายหนุ่มก็ย้อนถามกลับ “ เอ้า ก็ผู้หญิงที่ใส่เสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ๆ กับขาเกงขากระบอกไง” “ อ๋อ คนที่ตัวขาวๆ ผิวเนียนๆ นะเหรอ” “ ใช่ โคตรถูกใจกูเลยว่ะ นี่ขนาดแต่งตัวมิดชิดยังเห็นว่าขาวเนียนขนาดนั้นนะ” ชายหัวทองพูดพลางเพ้อฝันไปไกล “ มึงอย่า” เพื่อนของเขาที่พึ่งนึกขึ้นได้จึงรีบปราม “ ทำไม!ห้ามกูทำไม หรือว่ามึงก็อยากได้หะ” “ จะบ้าเหรอ ผู้หญิงคนนั้นนะ เมียเจ้าของรีสอร์ทนะเว้ย” เพื่อนของเขาเอ่ยเสียงแผ่วพร้อมตบที่แขนชายหัวทองเบาๆ “ แล้วยังไงวะ บางทีน้องคนนั้นอาจจะอยากเปลี่ยนแนวมาชอบเจ้าของบริษัทส่งออกรถหรูแบบกูก็ได้นี่” นายหัวทองเอ่ยออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ “ หึ มึงอย่าได้คิด หยุดความคิดบ้าๆ ของมึงไว้เลยนะเว้ย มึงไม่รู้จัก อนาลา ศิลาหัตร์ทัยหรือไง คนที่ร้อยรุมหนึ่งเขาก็สามารถเอาชนะมาได้นะ” “ ห๊ะ ใช่คนเดียวกันเหรอวะ” “ ก็เอ้อนะสิ เขาว่ากันว่าคุณอนาลาเขาหวงเมียเข้ากระดูกเลยนะ ถ้ามึงยังอยากใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างสงบสุขละก็
ก๊อกๆ หลังจากไล่ลูกน้องกลับไปเจ้าไฟก็เดินมาเคาะที่ประตูห้องนอน ร้องเรียกเมียที่คิดว่าคงจะรออยู่ในห้อง “ เมียจ๋าอยู่ในห้องไหม พี่จะเข้าไปแล้วนะ” ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าระรื่น หวังจะเข้ามากอดมาสัมผัสเมียให้ชื่นใจ แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อไม่เห็นใครอยู่ในนั้น “ กีรติกร!!” เขาแผดเสียงเรียกชื่อเธอเสียดังลั่น “เมียจ๋าไปไหนแล้ว” ชายหนุ่มคิ้วขมวดยกมือขึ้นกุมขมับ เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอชอบออกไปข้างนอกโดยไม่บอกเขา “ ดื้อจริงๆ” เขาบ่นพลางสาวขาเดินลงบันได ก่อนขึ้นรถขับออกไปที่รีสอร์ท ณ เวลานั้นแก้มขวัญก็กำลังนั่งคุยเล่นอยู่กับโสนแถวโรงครัวของรีสอร์ท “ สวยปะแก้ม ต่อไปนี้ฉันคงจะได้กลับมาที่เกาะแค่เสาร์-อาทิตย์แล้วนะ เพราะฉันต้องไปเรียนแล้ว” โสนอวดโบรชัวร์ภาพมหาลัยให้กับแก้มขวัญได้ดู แก้มขวัญเห็นแบบนั้นเธอก็นึกดีใจกับเพื่อนด้วย “ ดีจังที่โสนมีโอกาสได้เรียน …” โสนจ้องหน้าแก้มขวัญเธอก็ดูออกทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้า ก็คงเคยมีความคิดอยากเรียนต่อมหาลัยเช่นเดียวกับเธอ โสนจึงรีบพูดตัด “ แล้วแก้มไม่อยากไปเรียนกับฉันเหรอ!” แก้มขวัญที่ตอนแรกก็ยังไม่ได้คิดอะไรถึงกับชะงัก “ จะไปได้ยั
“ ทำอะไรอยู่ตรงนี้เหรอครับเมียจ๋า” เจ้าไฟเดินออกมาหาภรรยาของเขาที่ยืนหลบอยู่ตรงอีกมุมของงาน เนื่องจากเห็นว่าเธอแอบยืนอ่านอะไรบางอย่างอยู่ในมือถือ พอเห็นเขาเดินมาก็เงยหน้ายิ้มอ่อนให้ “ พี่นีวายไลน์มาค่ะ” “ ห๊ะ !” เจ้าไฟรีบแย่งมือถือเมียไปตรวจดูข้อความที่ว่าทันที “ บล็อกมันไปเลยนะ!!” “ พี่ไฟ ใจร้ายไปหรือเปล่า” เจ้าไฟคิ้วขมวดนิ่วไม่พอใจ แก้มขวัญจับที่แขนเขาและเขย่าเบาๆ “ อย่างอนนะ แก้มรักพี่คนเดียวน้า” เจ้าไฟยังคงหน้าบึ้งมองไกลไม่สนใจเมีย “ อะแห่ม!!” เสียงกระแอมดังขึ้นทำทั้งสองรีบหันไปมอง จึงเห็นว่าเป็นเจ้าสัวที่ยิ้มอ่อนเดินมาหา ชายแก่เดินเข้ามาหยุดต่อหน้าทั้
บ้านพงษ์พิสิฐ “ ลูกเป็นยังไงบ้าง” คุณหมอไนยะที่พึ่งกลับมาจากโรงพยาบาลหลังไปเป็นอาจารย์หมอสอนนักศึกษา เขารีบเดินมาหาเมียที่ยืนมองลูกชายของเขาอยู่ “ ก็จะเป็นยังไงล่ะคะคุณ” คุณหญิงณิหลาสะกิดให้สามีมองลูกชายของพวกเขาให้เต็มตา “ ตั้งแต่กลับมาจากไปเยี่ยมหนูแก้มขวัญวันนั้น ก็เอาแต่เงียบ กลับมาจากที่ทำงานมาทานข้าวกับคุณย่า เขาก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย ไม่ยอมออกไปไหนเหมือนแต่ก่อนด้วย แล้วยิ่งรู้ว่าสองคนนั้นจะแต่งงานกันเดือนหน้านี้ ลูกก็ยิ่งซึมไปใหญ่เลยค่ะ” ณิหลาอธิบายปฏิกิริยาที่เธอคอยสังเกตจากลูกชายให้สามีของเธอฟัง “ เฮ้อ ผมก็ไม่คิดว่าลูกชายผู้แสนดีของเราจะแพ้คนแบบเจ้าไฟด้วยเรื่องความรักแบบนี้” คุณหมอกอดอกพึมพำอย่างหนักใจ “ เรื่องหัวใจมันเอามาแข่งกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ ถ้าคุณเป็นแก้มขวัญ รู้สึกรักกับเจ้าไฟ แต่คุณจะเลือกมาคบกับนีวายเพราะเขาแสนดีงั้นเหรอ” คุณหมอจ้องหน้าเมียที่ช่างเปรียบเปรยให้เขาฟัง ก่อนจะมองเธอด้วยตาหวานย้อย “ ก็นั่นแหละครับ แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงดี ผมกลัวว่าลูกจะกลับไปเป็นเหมือนสมัยที่อกหักช่วงมัธยมนะ กว่าจะผ่านตรงนั้นมาได้เราก็สู้กันแทบตายไม่ใช่เหรอ” คุณหมอไนยะพูดพ
หลายอาทิตย์ต่อมา ณ บ้านศิลาแดง เสียงของเจ้าไฟนั้นดังสนั่นทั่วโซนมุมห้องทำงานของเขา “ ทำงานกันยังไงหะ แค่นี้ก็ช่วยกันดูไม่ได้เหรอ นี่ถ้าฉันต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกเดือน รีสอร์ทก็คงเจ๊งเลยใช่ไหม!” เจ้าไฟเดือดดาลใส่มือถือ เนื่องจากลูกน้องโทรมารายงานว่าทางนู้นเกิดมีปัญหาหลายอย่างตอนที่เขาไม่อยู่ เขารีบวางสายอย่างหัวเสียก่อนหันหลังและเห็นว่าเมียของเขายืนดูอยู่ “ นี่เมียจ๋ามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เจ้าไฟเดินจับขาของเขาที่ยังเจ็บและค่อยๆ เดินตรงไปหาเมีย แก้มขวัญเห็นแบบนั้นเธอจึงเข็นรถวีลแชร์ไปให้เขา “ ขาเจ็บอยู่แต่ชอบลุกยืนจังเลยนะคะ เดี๋ยวถ้าพลาดล้มขึ้นมาคงได้เจ็บอีกแน่!” เธอบ่นเขาด้วยความเป็นห่วงแกมดุนิดๆ เพราะบาดแผลจากการต่อสู้ครั้งนั้นยังคงอยู่ ร่างกายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยแผลและรอยช้ำ หลังที่ปวดเวลาก้มต่ำ และขาที่ยังใช้งานหนักไม่ได้ “ มันไกลหัวใจน้า” เขานั่งลงบนรถที่เมียเข็นมาอย่างว่านอนสอนง่ายก่อนหันไปขโมยหอมแก้มเธอ “ อือ มาให้หอมชื่นใจก่อนสิ” ตอนเห็นเธอจะเบือนหน้าหนี เขาก็รีบใช้มือดันให้หน้าเธอขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะหอมแล้วหอมอีกจนพอใจ “ พี่ไฟ พอแล้วเดี๋ยวคนอื่นมาเห็
“ คุณแม่โทรมาบอกพี่ว่า ให้เราไปดูใจพี่ไฟ…” “ อะ พี่ไฟ!! ไม่จริง!! เป็นไปไม่ได้ อึก” แก้มขวัญเหมือนจะสติหลุดไป เธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ลลิซเห็นแบบนั้นก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่สวมกอดหญิงสาวรุ่นน้องพลางร้องไห้ไปจนสุดท้าย โรงพยาบาล เมื่อรถจอดทั้งสองสาวก็รีบวิ่งมายังห้องที่เป็นจุดหมาย “ พี่ไฟ!!” แก้มขวัญรีบวิ่งเข้ามาในห้องพบร่างคนรักที่ถูกผ้าพันแผลพันรอบร่างกายไว้อย่างกับมัมมี่บนเตียงก็ใจสลาย เธอมองยังสายออกซิเจนบนหน้าเขาก่อนหันไปดูพ่อกับแม่ของชายหนุ่มที่ยืนเศร้าร้องไห้อยู่ข้างๆ “ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม…” แก้มขวัญเอ่ยถามกับคนที่อยู่ก่อน ทุกคนเอาแต่ก้มหน้า มีเพียงเสี่ยที่เป็นตัวแทนเอ่ยปากตอบเธอ “ ชีพจรของเจ้าไฟอ่อนลงมาก หมอบอกว่าให้พวกเราทำใจไว้น่ะลูก” สิ้นคำพูดร่างของแก้มขวัญก็ทรุดลงกอดร่างอันไร้สติบนเตียง “ ไม่จริง! ฮื้อ มันไม่ใช่ความจริง พี่ไฟจะทิ้งแก้มไปแบบนี้ไม่ได้ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ!! พี่ไฟ!!” เธอซุกหน้าลงบนตัวเขาพลางร้องไห้สะอื้น “แก้มรักพี่มากพี่รู้หรือเปล่า ตื่นขึ้นมาเถอะ แก้มขวัญคนนี้สัญญาว่าจะทำตัวดีๆ จะไม่ดื้อไม่หนีพี่ไปไหนอีกแล้ว แก้มจะยอมพี่ทุกอย่าง ขอร้อง
“ พี่ไฟปล่อยได้แล้ว จะพาแก้มไปไหนคะ” แก้มขวัญโดนลากเข้ามาในห้องทำงานของชายหนุ่ม เขาดันตัวเธอชิดกับโต๊ะทำงาน เธอจึงต้องรีบหันหน้ามาเผชิญกับเขา ผู้ชายตรงหน้าที่ทำหน้านิ่งไร้ความรู้สึกยกมือขึ้นจับเอวของเธอและยกเธอให้ขึ้นนั่งบนโต๊ะ “ พี่ไฟ!” “ เมื่อกี้เธอขายอะไรฉัน ให้ไอ้นีวายฟัง” “ กะ..ก็” หญิงสา
ปลีก!!! เจ้าไฟรีบบึ่งรถเข้ามาตัดหน้าแก้มขวัญซึ่งกำลังเดินเข้ามาในรั้วบ้าน “ อ้าวๆ เดี๋ยวก็ชนน้องเอาหรอก!” อนาคินนั่งเล่นอยู่กับพ่อและพี่ชายฝาแฝดบนระเบียงบ้านเหลือบเห็นเข้าจึงตะโกนร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ ทำพ่อกับพี่ต้องรีบชะเง้อคอมองตาม “ ไหนแม่เคยบอกว่าตอนพ่อเป็นหนุ่ม พ่อเจ้าชู้มาก ทำไมพี่ไฟเขา
ทำให้วันนี้ทั้งคู่จึงต้องค้างที่บ้าน เจ้าไฟพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยเพราะเขานอนไม่หลับ “ โอ้ย ..” ชายหนุ่มลุกและเดินออกมาด้านนอก ยืนแอบมองหน้าห้องของน้องสาว เนื่องจากแก้มขวัญไปนอนที่ห้องกับลลิซ แต่พอเห็นว่าหญิงสาวที่เขากำลังนึกถึงเปิดประตูออกมาจากห้อง เขาก็รีบเดินเข้าไปดึงตัวน้องมา “ ว้า—” มือใหญ่
ณ งานเปิดตัว โรงแรมหยกทอง “ สวัสดีครับทุกคน” เจ้าไฟถือแก้วไวน์เดินมาหาลูกค้ารายใหญ่ของพิทักษ์ คนที่ถูกเขาทักทายก็หันมามองพลันมีสีหน้าตกใจ “ อ้าว เจ้าไฟก็มางานนี้ด้วยเหรอ” “ เอ้อนั่นสิ ผมก็คิดว่าคุณไม่ถูกกับเจ้าสัวพิทักษ์ซะอีก ฮาฮ่า” เจ้าไฟทำทียิ้มมุมปากและพยักหน้าให้สิ่งที่พวกมันคุยไปตามน้ำ







