Compartir

บทที่ 2

last update Fecha de publicación: 2026-04-09 13:21:22

บทที่สอง

บางทีแล้วเขาอาจจะคิดผิด…

ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คราแรกฟางซินยังคงหวาดระแวงชายหนุ่มที่หลงลืมตัวตนของตนเอง เพราะถูกทำร้ายจากกลุ่มชายชุดดำในป่า ยามนี้เขาอยากกลับคำพูดเสียใหม่ จากความระแวดระวังกลายเป็นความรำคาญใจเล็กน้อย พอให้รู้สึกเหมือนโดนมดกัดคันยุบยิบภายในอก ทว่าเรื่องเพียงเท่านั้นกลับหาใช่ประเด็นหลัก

ความเป็นจริงก็คือ ผ่านมาจนถึงวันนี้ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับยังจำสิ่งใดไม่ได้ กระทั่งชื่อของตนเอง…

ฟางซินส่งยิ้มเฝื่อน ๆ ให้กับชายหนุ่ม ยิ่งนานวันเข้าเขาก็รู้สึกเหมือนว่า ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยามนี้กลายเป็นคนคุ้นเคย คอยตามติดเขาแจราวกับตังเมเหนียวหนึบ ที่พยายามแกะอย่างไรก็ไม่หมดเสียที ไม่ว่าจะยามใดก็แล้วแต่ กระทั่งในเวลาส่วนตัว คนน่ารำคาญผู้นี้ก็จะคอยเดินตามวนเวียนอยู่รอบกายตลอดเวลา

คราแรกเขาก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีเพื่อนให้ได้พูดคุย แต่จนแล้วจนรอดในยามนี้เขากลับอยากคิดทบทวนอีกหน ว่าคิดถูกจริงแล้วหรือไม่ที่ยอมให้ชายผู้นี้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป

“ท่านจำสิ่งใดไม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ นี่ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว บ้านของท่านเล่าพอนึกออกหรือไม่” รู้สึกว่าประโยคคำถามนี้จะถูกเอ่ยออกมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าอย่างไรแล้วก็ยังคงได้คำตอบเช่นเดิม

“ข้าจำไม่ได้”

“นี่ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ บางทีท่านอาจจะหลงลืมไปแค่เพียงน้อยนิด บาดแผลท่านสาหัสก็จริงแต่ข้าไม่คิดว่ามันจะรุนแรงจนถึงขนาดทำให้ท่านความจำเสื่อมไปเสียหมดได้”

“เจ้าอยากให้ข้าไปจากเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ”

ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเขาเอ่ยถามชายหนุ่ม สุดท้ายก็มักจะจบลงด้วยประโยคเช่นนี้เสมอ สำหรับฟางซิน หากให้คิดทบทวนอีกสักกี่ครั้งคำตอบภายในใจของเขาก็เป็นเช่นเดิม

ไม่อยากให้คนตรงหน้าจากไปในยามนี้ หรือไม่ว่ายามใดก็ตาม…

หากเอ่ยออกไปเช่นนั้นคงดูแปลกประหลาดสำหรับผู้ที่เป็นบุรุษด้วยกันเอง ซึ่งเขาเองก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยว่ารู้สึกดีที่มีชายหนุ่มอยู่เคียงใกล้ เขาจึงเลือกที่จะเลี่ยงการตอบคำถามเหล่านั้นเสมอ

“ท่านชอบเอ่ยเหมือนกับว่าข้าเป็นคนใจร้าย ชอบขับไล่ท่านอยู่ตลอดเวลา”

“เจ้าก็ชอบทำเหมือนกับว่าไม่อยากให้ข้าอยู่ต่อ”

“ข้าเอ่ยเช่นนั้นเมื่อไหร่กัน ข้าแค่เป็นห่วง ว่าท่านจากบ้านมานานถึงเพียงนี้คนในครอบครัวท่านจะไม่เป็นห่วงแย่หรือ”

“นั่นเพราะข้ายังจำสิ่งใดไม่ได้”

“เหตุใดท่านไม่เลือกชื่อที่ท่านชอบมาสักชื่อ เผื่อข้าจะได้เอาไว้เรียกชื่อท่านบ้าง”

จากการถามไถ่กลายเป็นการโต้เถียงไปมาระหว่างคนสองคน ฟางซินนั่งคัดแยกสมุนไพรที่ตากแดดจนแห้งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับส่งให้เถ้าแก่ในตลาดอยู่ ละมือจากการทำงานแล้วเงยหน้าขึ้นมาปรายตามองชายหนุ่มพร้อมส่งสายตาคาดคั้นเอาคำตอบ หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมบอกชื่อแซ่ของตัวเองบ้าง

“เจ้าอยากเรียกข้าว่าอย่างไร ก็ตามแต่ใจเจ้าเถิดไม่ว่าเจ้าจะเรียกอย่างไรข้าก็ยินดีทั้งนั้น”

“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะชอบหรือไม่ หากข้าเรียกท่านเป็นหมูหรือไก่ ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่โกรธข้า”

“บางทีข้าอาจจะคิดว่าเจ้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ใสซื่อ”

“คิก ๆ” ฟางซินหัวเราะให้กับคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า “ข้าดูเหมือนเด็กหนุ่มเช่นท่านว่าหรือ”

ชายหนุ่มไม่ตอบเพียงแค่ยิ้มแทนเท่านั้น

“จิวหลิง ข้าจะเรียกท่านว่าจิวหลิงแล้วกัน” ชื่อหนึ่งหลุดออกจากความคิดของฟางซิน ใบหน้าหวานเงยขึ้นอีกครั้งเพื่อลอบดูปฏิกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้าว่ามีสีหน้าท่าทางเช่นไร ทว่าก็ต้องฉงนเมื่อคนคิ้วหนาจ้องมองมายังเขาก่อนแล้วด้วยสีหน้าบึ้งตึง

“ชื่อข้าไม่เหมือนสตรีไปหน่อยหรือ”

“ไหนท่านบอกว่าข้าสามารถเรียกท่านว่าเช่นไรก็ได้อย่างไรเล่า ชื่อนี้ข้าคิดดีแล้ว จิว ตัวหน้ามาจากคำว่า โชคชะตา ส่วน หลิง ตัวท้ายมาจากคำว่าวิญญาณ ที่ข้าพบเจอท่านเพราะโชคชะตาให้ข้าช่วยชีวิตท่าน ก็เท่ากับว่าโชคชะตานำพาข้ามาพบกับท่าน ไม่ดีอย่างนั้นหรือ”

ฟางซินอธิบายสิ่งที่เขาคิด การพบเจอกันระหว่างเขาและชายหนุ่มถือเป็นโชคชะตาสวรรค์กำหนด เพราะตัวเขาเองก็รอดชีวิตจากชายชุดดำกลุ่มนั้นมาเช่นเดียวกัน หากมิเช่นนั้นเขากับชายหนุ่มคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าป่าไปแล้วทั้งคู่

“ถ้าเจ้าว่าดี ข้าก็ว่าดี”

ฟางซินยิ้มรับ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีสิ่งที่เขาหลงลืมไปก่อนหน้า

“ท่านรอข้าเดี๋ยว ข้านึกขึ้นได้ว่ามีบางสิ่งอยากจะให้ท่านดู” เอ่ยจบร่างบางก็ลุกขึ้นจากโต๊ะสมุนไพร เดินเข้าไปในกระท่อมก่อนจะออกมาพร้อมห่อผ้าบางอย่างในมือ เขายื่นให้กับชายหนุ่ม จากนั้นก็ทิ้งกายนั่งลงที่เดิม

ชายหนุ่มรับของสิ่งนั้นมาถือไว้พร้อมกับจ้องมองมันอย่างพิจารณา เขาค่อย ๆ เปิดห่อผ้าออกจนพบของที่อยู่ภายใน มันเป็นป้ายหยกที่แกะด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงชิ้นหนึ่ง ตรงกลางมีคำว่า “หวัง” สลักเอาไว้

“ของสำคัญของท่าน ท่านพอจะนึกสิ่งใดออกบ้างหรือไม่” ฟางซินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

“ข้านึกไม่ออก คงมิใช่ของสำคัญหรอก” ชายหนุ่มรีบบอกปัดพร้อมกับเก็บของสิ่งนั้นเอาไว้ในห่อผ้าเช่นเดิม ก่อนจะยื่นมันกลับคืนไปให้แก่ฟางซิน

“เจ้าเก็บไว้เถิด”

“แต่มันเป็นของท่าน ข้าเจอมันตอนที่ อะ…เอ่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่าน” ริ้วสีแดงพาดผ่านใบหน้าหวาน นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรฟางซินก็รู้สึกขัดเขินทุกครั้ง

“ท่านเก็บไว้ก่อนเถิด บางทีหากท่านหยิบมันขึ้นมาดูบ่อย ๆ อาจจะพอจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”

เมื่อถูกปฏิเสธชายหนุ่มจึงทำได้เพียงเก็บของสิ่งนั้นเอาไว้กับตนเอง เขายิ้มกรุ้มกริ่มจ้องมองใบหน้าที่ขึ้นสีเพราะเผลอพูดสิ่งที่น่าอาย

“เจ้าเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าตลอดเวลาที่ข้านอนหลับอยู่เช่นนั้นหรือ”

“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่าน เพียงแค่เสื้อผ้าที่ท่านสวมมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต หะ…หากปล่อยไว้มันก็จะเหม็นใช่หรือไม่ ข้าก็แค่เกรงว่ายามที่ข้านอนข้าง ๆ ข้าจะพลอยเหม็นไปด้วยก็เท่านั้น”

ท่าทีลนลานของฟางซินทำให้คนที่นั่งมองรู้สึกอยากจะกลั่นแกล้ง เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีกนอกเสียจากถามแค่ว่า อีกฝ่ายเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาหรือไม่ก็เท่านั้น ไหนเลยจะคิดว่าร่างบางตรงหน้าจะตอบมาเสียยืดยาว

“ข้ายังมิได้บอกว่าเจ้าล่วงเกินข้าเสียหน่อย ข้าก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเจ้าแอบมานอนข้างกายข้าทุกคืน” หลังจากที่เขาหายดี ฟางซินก็แยกตัวออกไปนอนอีกห้องหนึ่ง ที่เมื่อก่อนเคยเป็นห้องนอนของปู่ชราที่เพิ่งจากไป

“ข้าเพียงแค่ต้องคอยเฝ้าดูอาการของท่านตอนนั้นเฉย ๆ ไม่ได้แอบไปนอนข้างท่านเสียหน่อย” ฟางซินรีบปฏิเสธ ทว่ายิ่งลนลานก็ยิ่งเหมือนแก้ตัว

“อย่างนั้นเองหรือ” จิวหลิงพยักหน้ารับรู้พึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะพูดจาสองแง่สองง่าม

“เช่นนั้นก็แสดงว่าเจ้าเห็นส่วนตรงนั้นของข้าด้วย”

ฟางซินเบิกตาโพลงใบหน้าที่แดงระเรื่อก่อนหน้ายิ่งขึ้นสีชัดเจน พยายามก้มหน้าหลบซ่อนสายตาหวั่นไหว ยามนี้เขารู้สึกขัดเขินไปเสียหมดจนรู้สึกได้ว่ามือไม้ของตนเอง เกะกะไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหนดี

“หน้าเจ้าแดงเหมือนจะมีไข้หรือเปล่า” ชายหนุ่มเอื้อมมือแตะเบา ๆ ตรงหน้าผากของฟางซิน

เจ้าตัวสะดุ้งเล็กน้อยเบี่ยงศีรษะหลบฝ่ามือหนา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอึกอัก

“ขะ…ข้าจะไเก็บสมุนไพรเพิ่มในป่า” จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินหนีอีกฝ่ายในทันที ทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มที่รู้สึกพึงพอใจ ยามที่ได้กลั่นแกล้งผู้อื่นนั่งยิ้มเพียงลำพัง

อุปกรณ์การเดินป่าเพื่อเข้าไปเก็บสมุนไพรเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ถูกเตรียมไว้เรียบร้อย ฟางซินตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าไม่หลงลืมสิ่งของสำคัญเอาไว้ อีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาจะต้องส่งสมุนไพรให้กับเถ้าแก่เจียงตามที่ได้รับมา บางส่วนถูกเก็บจนครบแล้วทว่ายังขาดอีกเพียงน้อยนิดเท่านั้น หากวันนี้เขารีบเร่งเก็บให้ครบเสียก่อนค่ำ วันพรุ่งนี้ก็จะทันพอให้เขาเอาออกมาตากแดด

“เหตุใดข้าจึงไปด้วยมิได้” เสียงทุ้มเอ่ยถามขณะที่ยืนกอดอกอย่างถือดีมองร่างเล็กจัดแจงเตรียมอุปกรณ์จนเสร็จ เขาถูกสั่งห้ามไม่ให้ตามอีกฝ่ายไปด้วยเหตุผลเพียงแค่ ร่างกายเขายังไม่แข็งแรงดี

“เพราะท่านยังไม่หายดี หากเป็นอะไรมากกว่าเดิมลำพังข้าคงดูแลท่านไม่ไหว ข้าไปเพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น”

“นั่นคือเหตุผลของเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“ท่านกำลังทำข้าเสียเวลา” ฟางซินเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดที่อีกฝ่าย จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาขวางหน้าเขาเอาไว้

“ข้าสัญญาว่าจะไม่เป็นภาระแก่เจ้า” จิวหลิงยังคงยืนยันหนักแน่นว่าต้องการตามอีกฝ่ายเข้าป่าไปด้วย

ฟางซินไม่สนใจคำเรียกร้องของอีกฝ่าย เขาหมุนกายหันหลังเตรียมเดินหนี ทว่าจู่ ๆ ร่างของเขาก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น ส่งผลให้ต้องรีบเอื้อมแขนคว้าลำคอแกร่งเอาไว้ทันที

“นี่ท่านกำลังทำอันใด ปล่อยข้าลง” ร่างเล็กโวยวายทว่ามือทั้งสองข้างก็ไม่ยอมปล่อยออกจากคออีกฝ่ายเพราะกลัวว่าตนเองจะตกลงไป

“ในเมื่อเจ้าไม่ให้ข้าไปด้วยเช่นนั้นข้าก็จจะอุ้มเจ้าเดินไปเดินมาเช่นนี้ในป่าทั้งวัน” ชายหนุ่มยื่นคำขาด และลงมือทำอย่างที่เขาว่าไว้นั่นคือการอุ้มฟางซินเดินเข้าไปในป่

“ท่านมันดื้อรั้น” ฟางซินต่อว่าทว่าสุดท้ายก็ยอมตกปากรับคำให้อีกฝ่ายติดตามไปด้วยกัน “ข้าให้ท่านไปด้วยก็ได้ แต่ท่านต้องปล่อยข้าลงก่อน”

ร่างของเขาถูกปล่อยให้เป็นอิสระในเวลาต่อมา ฟางซินลอบมองใบหน้าหล่อเหลา ที่ยามนี้ฉายแววภูมิใจที่สามารถเอาชนะเขาได้อย่างไม่คิดปิดบัง ฟางซินกลอกตาเล็กน้อยให้กับความเอาแต่ใจและดื้อด้านของชายหนุ่ม จากนั้นก็ล้วงเอาบางอย่างในสาบเสื้อออกมายื่นให้กับคนตรงหน้า

“เก็บสิ่งนี้ไว้กับตัว มันจะช่วยท่านจากพวกสัตว์มีพิษ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนสมุนไพรหรือดอกไม้บางอย่างที่ท่านเห็นว่าสวย ท่านห้ามสัมผัสมันเด็ดขาด บางชนิดมีพิษหากไม่ระวังท่านจะถูกพิษเอาได้”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้พร้อมกับรับห่อของบางอย่างมาเก็บเอาไว้กับตัว ฟางซินสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะออกเดินทางในทันที

ระยะทางที่ต้องเดินเข้าไปในป่าไม่ไกลนัก เพราะสมุนไพรที่เขาต้องการเป็นสมุนไพรที่มีให้เห็นทั่วไป มิใช่ของหายากแต่อย่างใด ทว่าพวกมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาอย่างมาก ทำให้จึงมีความต้องการสูงเป็นพิเศษ แต่เพราะสมุนไพรชนิดนี้ค่อนข้างเก็บรักษายาก หากเป็นคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ เมื่อเก็บไปแล้วจะไม่สามารถรักษาสรรพคุณที่ดีเอาไว้ได้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีชาวบ้านเก็บสมุนไพรชนิดนี้เท่าใดนัก

แต่เพราะเขามีความชำนาญและรู้วิธีการเก็บรักษาเป็นอย่างดี มันจึงเป็นสมุนไพรที่สามารถทำเงินให้แก่เขาได้ไม่น้อย

ฟางซินใช้เวลาไม่นานในการเก็บพวกมันลงในตะกร้า ไม่ถึงหนึ่งเค่อเขาก็เก็บรวบรวมสมุนไพรที่ต้องการได้จนครบตามที่ต้องการ ร่างเล็กยืนขึ้นเต็มความสูง บิดกายขับไล่ความเมื่อยขบ จากนั้นก็กวาดสายตามองหาใครอีกคนที่อยู่ไม่ไกล แต่เมื่อมองไปก็ต้องแปลกใจเมื่อร่างหนาที่เขาให้นั่งรอระหว่างที่เขาเก็บสมุนไพรในยามนี้เหมือนมีอาการแปลก ๆ

“จิวหลิง ท่านเป็นอันใดไป”

ร่างกายของชายหนุ่มสั่นเทาทั้งยังมีอาการหายใจถี่ ฟางซินมองสำรวจคนตรงหน้าหาสาเหตุของอาการผิดปกติ ตามเนื้อตัวของจิวหลิงเริ่มมีตุ่มเม็ดเล็ก ๆ สีแดงผุดขึ้น อาการเช่นนี้เขาเคยเห็นมาก่อน

“ท่านถูกพิษ” ฟางซินเอ่ยขึ้นหลังจากประเมินอาการเรียบร้อย

“แต่ไม่ใช่พิษร้ายแรงท่านวางใจได้ ว่าแต่ท่านทำอันใดเหตุใดจึงถูกพิษเข้า”

“บางทีอาจจะเป็นเพราะนี่” จิวหลิงยื่นข้อมือของเขามาด้านหน้า หงายฝ่ามือหนาขึ้นให้กับฟางซินได้เห็น รอยบาดขนาดเล็กพร้อมกับเลือดที่ซึมออกมาเล็กน้อยดูดำคล้ำ อาจเป็นเพราะพิษกระจายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลบนฝ่ามือ จึงทำให้แสดงอาการอย่างรวดเร็ว

“อาจจะโดนกิ่งไม้บาดตอนที่เดินอยู่ในป่า”

ฟางซินเห็นดังนั้นจึงรีบทำแผลให้แก่ชายหนุ่ม ชายอาภรณ์ของร่างบางถูกฉีกอีกครั้งเพื่อใช้ปิดบาดแผล เนื่องจากพิษที่ได้รับไม่ได้รุนแรงเท่าใดนักจึงไม่ต้องใช้ยาถอนพิษ แค่อดทนอีกสักพักพิษทั้งหมดก็จะสลายหายไปเอง “โชคดีที่ไม่ใช่พิษรุนแรงอะไร ไม่กี่ชั่วยามท่านก็จะหายดี แต่ว่าระวังอย่าให้บาดเจ็บเพิ่มอีกเล่า”

“ข้าทำให้เจ้าลำบากอีกแล้ว” น้ำเสียงรู้สึกผิดเอ่ยขึ้น ที่ตนเองเป็นต้นเหตุทำให้อีกฝ่ายลำบาก

“ข้าไม่ได้ว่าท่านเสียหน่อย อย่างไรแล้วมันก็คืออุบัติเหตุมิใช่หรือ หาใช่ความผิดของท่านเสียเมื่อไหร่ เอาเถิดข้าเก็บสมุนไพรครบแล้ว ท่านพอจะลุกเดินไหวหรือไม่ พวกเรารีบกลับบ้านกันเถิดอีกเดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน”

จิวหลิงไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงแค่พยักหน้ารับ แม้ว่าอาการหอบหายใจถี่กระชั้นยังไม่หายดีจนทำให้รู้สึกเหนื่อยได้ง่าย แต่เป็นเพราะดื้อดึงของเขาที่อยากตามฟางซินเข้ามาในป่า จนทำให้อีกฝ่ายต้องเป็นห่วง จึงไม่มีทางเลือกฝืนทนเดินตามร่างเล็กที่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็เหนื่อยไม่แพ้กัน ดูได้จากใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ อีกทั้งยังแดงราวกับลูกตำลึงสุก ตะกร้าที่เจ้าตัวสะพายอยู่ก็เต็มไปด้วยสมุนไพรจนแทบล้นออกมา แม้ว่าเขาอยากจะเข้าไปช่วยเพียงใด ทว่าลำพังแค่ตนเองเดินให้ไม่ล้มลงก็ยากพออยู่แล้ว หากระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นมาอาจจะเป็นภาระให้ฟางซินเพิ่มอีก ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเดิมตามหลังอย่างเงียบ ๆ ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็มิวายหันกลับมองมายังเขาเป็นระยะด้วยเช่นกัน

กว่าที่พวกเขาจะเดินทางกลับมาถึงกระท่อมก็เป็นเวลาเกือบค่ำพอดี เนื่องจากอาการเหนื่อยหอบระหว่างเดินของจิวหลิงทำให้พวกเขาทั้งคู่ต้องหยุดพักเป็นระยะ

“ถึงแล้วท่านนั่งพักเสียหน่อย เดี๋ยวข้าจะไปเตรียมน้ำให้ท่านอาบ” ฟางซินเอ่ยบอกพร้อมกับวางตะกร้าสมุนไพรที่แบกไว้ลงกับพื้น ตามใบหน้างามมีเหงื่อซึมจนแทบจะเรียกได้ว่าชโลมไปทั่วทั้งตัว อาจเป็นเพราะอากาศในวันนี้ค่อนข้างร้อนอบอ้าว อีกทั้งยังต้องใช้เวลาเดินนานมากกว่าปกติ ไม่แปลกที่จะเหนื่อยล้า

“ไม่ต้องหรอก เจ้าเองก็เหนื่อยมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่พักบ้าง อีกอย่างอาการของข้าก็ดีขึ้นแล้ว แค่น้ำอาบข้าไปเตรียมเองได้ เดี๋ยวข้าจะเตรียมเพื่อไว้ให้เจ้าด้วย”

ฟางซินทำท่าชั่งใจเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยอันใดชายหนุ่มก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้าทำเพื่อข้ามาเยอะแล้ว ข้าเองก็รู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าลำบาก เรื่องเท่านี้ไม่ได้ยากเย็นอันใดสำหรับข้า” เขายังคงยืนยันคำเดิม

ทว่าคนตัวเล็กกว่ากลับทำสีหน้าฉงน ก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจิวหลิง จากนั้นก็เขย่งปลายเท้า แล้วเอื้อมใช้หลังมือแตะบริเวณหน้าผากคนตัวสูงกว่า

“ไม่มีไข้นี่ เหตุใดวันนี้ท่านพูดจาน่าฟังนักไม่ดื้อดึงเหมือนหลายวันก่อน หรือว่าท่านถูกพิษจนเลอะเลือนไป อ๊ะ”

จังหวะเดียวกันนั้นมือของฟางซินก็ถูกคว้าเอาไว้ ส่งผลให้เซถลาเสียหลักซบลงกับอกแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงตึกตักภายในอกของจิวหลิงทำเอาใบหน้าที่แนบอยู่ร้อนผ่าว แม้ใกล้ชิดทว่าไม่เคยแนบชิดเช่นนี้มาก่อน ยิ่งทำให้ความรู้สึกที่มีต่อคนตัวโตนั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้น

“อะ…เอาอย่างที่ท่านว่าก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมมื้อค่ำ” ฟางซินเอ่ยตะกุกตะกัก บิดข้อมือตนเองเบา ๆ ให้หลุดจากการเกาะกุม จากนั้นก็รีบเดินก้มหน้าหนีเข้าไปในกระท่อมทันที โดยที่มีคนตัวโตยืนมองจนร่างบางหายลับไปจากสายตา จากนั้นก็เดินไปทำภารกิจของตนเองด้วยสีหน้าพึงพอใจ

ตลอดชั่วยามฟางซินไม่ยอมปริปากคุยกับจิวหลิงเลยแม้แต่คำ จะมีบ้างที่อีกฝ่ายถามเจ้าตัวก็จะตอบกลับสั้น ๆ แล้วก็เงียบไป ฟางซินรู้ตัวดีว่าภายในใจของตนเองกำลังสับสน ความรู้สึกที่เขามีให้ชายหนุ่มมันแตกต่างจากที่เขามีให้ผู้อื่น มันเป็นความพิเศษที่อธิบายไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยรู้สึกเช่นนี้ ทว่าเขาก็สลัดมันทิ้งไป

แต่ยามนี้มันต่างกัน…

นอกจากไม่สามารถสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจได้แล้ว เขากลับยิ่งรู้สึกมากกว่าแต่ก่อน หลังจากที่เผลอไผลแนบชิดกับจิวหลิงเมื่อครู่ ความรู้สึกเช่นนี้หรือบางทีเขาจะชอบพออีกฝ่าย แต่มันเป็นไปไม่ได้ในเมื่อพวกเราทั้งคู่ต่างเป็นบุรุษ…

“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่” เขาเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่หน้าห้องมาสักพักใหญ่

ฟางซินที่ได้สติเงยหน้ามอง สายตาเลิ่กลั่กจ้องมองไปยังร่างสูงที่ยืนค้ำศีรษะ

“ข้ากำลังทำอันใด”

“เจ้ากำลังจะมานอนกับข้า”

“ข้าน่ะหรือทำเช่นนั้น” ฟางซินเบิกตากว้างมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ไม่เชื่อในคำตอบ

“เช่นนั้นเจ้าจะหอบเอาผ้าห่มมาด้วยทำไมกัน” ดวงตาสีรัตติกาลปรายตามองต่ำ ไปยังหลักฐานในมือเจ้าตัว

“เอ๊ะ! ข้ารับปากท่านเมื่อไหร่กัน” เขาพยายามนึกว่าตนเองตอบตกลงอีกฝ่ายไปตอนไหน ทั้งยังมีหลักฐานคามือว่าเขาเตรียมพร้อมแค่ไหนในการย้ายที่นอนมานอนในห้องของจิวหลิง

“ก็ข้าถามว่าเจ้าอยากมานอนเป็นเพื่อนข้าหรือไม่ เจ้าก็พยักหน้า ข้าเลยบอกว่าให้เจ้าเดินไปหยิบผ้าห่มเจ้าก็เดินไป แต่ข้าเห็นว่าเจ้าไปนานจึงออกไปตามก็เห็นว่าเจ้ายืนเหม่อลอยอยู่ตรงหน้าห้องไม่ยอมเข้ามาเสียที สรุปแล้วเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่”

จิวหลิงอธิบาย จากนั้นก็ส่งสายตาเจ้าเล่ห์พร้อมกับโน้มใบหน้าไปใกล้

“หรือว่าเจ้ากำลังคิดไม่ดีกับข้า”

ประโยคสุดท้ายทำเอาคนฟังถึงกับหน้าขึ้นสี เอ่ยเสียงดังกลบเกลื่อนความขัดเขิน

“ใครจะคิดเช่นนั้นกัน ท่านคิดเองคนเดียวเสียมากกว่า ละ…หลีกทางให้ข้าได้หรือยัง ข้าจะได้เข้าไปนอนเสียที ข้าง่วงเต็มทีแล้ว”

จิวหลิงไม่เอ่ยอะไรทำแค่เพียงเบี่ยงกายหลบทางให้กับคนตัวเล็กกว่าได้เดินเข้าไปในห้อง เขาลอบยิ้มมุมปากทั้งพึงพอใจทั้งนึกขบขันให้กับท่าทีปึงปังของฟางซิน ความจริงแล้วเขาเพียงแค่แปลกใจที่จู่ ๆ คนพูดมากอย่างเจ้าตัวเหตุใดจึงเงียบไปก็เท่านั้น ไม่คิดว่าจะเผลอไผลไปกับคำเชิญชวนของเขาง่ายดายเพียงนี้ แต่กระนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปนอนยังห้องของตนเองอยู่ดี

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทที่ 3

    บทที่สาม“เป็นเพราะท่านข้าจึงสายเช่นนี้” เสียงบ่นปนต่อว่าดังอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กระท่อมกลางเขาจนกระทั่งลงมาถึงเชิงเขาก็ยังคงเป็นเช่นนั้นสาเหตุมาจากการนอนตื่นสายของเจ้าตัวในวันสำคัญ ทั้งที่หมายมั่นเอาไว้ว่าต้องไปให้ทันก่อนเที่ยงทว่ายามนี้ใกล้ถึงเวลาแล้วแต่เขายังไม่ไปไม่ถึงร้านของเถ้าแก่เจียง นั่นเป็นเพราะปัญหาเพียงเล็กน้อยระหว่างเขาและจิวหลิงหลังจากที่เผลอรับปากอีกฝ่ายเรื่องการย้ายมานอนด้วยกันภายในห้องนอนแคบ ๆ จากนั้นก็เกิดข้อพิพาทเรื่องการนอนอยู่บ่อยครั้ง ต่างคนต่างไม่ยอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาจิวหลิงมักจะหาข้ออ้างอย่างไร้เหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้เขาไปนอนด้วยทุกคืน แม้รู้ดีว่าเป็นเพียงคำหลอกล่อทว่าเขาก็ยอมทุกครั้ง เพียงแต่เมื่อคืนเกิดเหตุนิดหน่อยจึงทำให้กว่าจะได้พักผ่อนก็เกินเวลาไปมากแล้ว คนหนึ่งที่อยากนอนพื้นส่วนอีกคนอยากให้นอนร่วมเตียง กลายเป็นเขาอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ คลานขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับหันหลังให้คนที่เอาแต่ใจตลอดทั้งคืนอาจจเป็นเพราะเมื่อบุรุษสองคนนอนใกล้ชิด จึงเกิดเป็นความอบอุ่นจนทำให้เขาหลับสบายทั้งคืน กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ช่วงสายของวัน แต่สาเหตุที่เขาไม่พอใจอย

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทที่ 2

    บทที่สองบางทีแล้วเขาอาจจะคิดผิด…ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คราแรกฟางซินยังคงหวาดระแวงชายหนุ่มที่หลงลืมตัวตนของตนเอง เพราะถูกทำร้ายจากกลุ่มชายชุดดำในป่า ยามนี้เขาอยากกลับคำพูดเสียใหม่ จากความระแวดระวังกลายเป็นความรำคาญใจเล็กน้อย พอให้รู้สึกเหมือนโดนมดกัดคันยุบยิบภายในอก ทว่าเรื่องเพียงเท่านั้นกลับหาใช่ประเด็นหลักความเป็นจริงก็คือ ผ่านมาจนถึงวันนี้ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับยังจำสิ่งใดไม่ได้ กระทั่งชื่อของตนเอง…ฟางซินส่งยิ้มเฝื่อน ๆ ให้กับชายหนุ่ม ยิ่งนานวันเข้าเขาก็รู้สึกเหมือนว่า ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยามนี้กลายเป็นคนคุ้นเคย คอยตามติดเขาแจราวกับตังเมเหนียวหนึบ ที่พยายามแกะอย่างไรก็ไม่หมดเสียที ไม่ว่าจะยามใดก็แล้วแต่ กระทั่งในเวลาส่วนตัว คนน่ารำคาญผู้นี้ก็จะคอยเดินตามวนเวียนอยู่รอบกายตลอดเวลาคราแรกเขาก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีเพื่อนให้ได้พูดคุย แต่จนแล้วจนรอดในยามนี้เขากลับอยากคิดทบทวนอีกหน ว่าคิดถูกจริงแล้วหรือไม่ที่ยอมให้ชายผู้นี้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป“ท่านจำสิ่งใดไม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ นี่ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว บ้านของท่านเล่าพอนึกออกหรื

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทนำ

    บทนำกลางป่าลึกที่ในยามกลางวันเละกลางคืนต่างก็เงียบสงัดไม่ต่างกัน ทว่าวันนี้ท่ามกลางความเงียบสงบดังเช่นทุกวันกลับมีเสียงฝีเท้าของคนนับสิบ กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วร่างหนึ่งที่อาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตพยายามควบคุมฝีเท้าให้เบาแสนเบาเท่าที่จะพอทำได้ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ ทั่วกาย ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลให้การประคองตัวก้าวเดินในแต่ละย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าสติที่หลงเหลืออยู่จะเลือนรางเต็มทน หากแต่เพื่อเอาชีวิตรอดจำต้องฝืนตนเองกัดฟันข่มความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“พวกเจ้าแยกย้ายออกไปตามหาให้เจอ อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับไปได้” หนึ่งในคนชุดดำที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนออกคำสั่ง จากนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็กระจายแยกกันไปคนละทิศคนละทางอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งค้นหาใครบางคนฝ่ายผู้ได้รับบาดเจ็บและกำลังตกเป็นเป้าหมายของการไล่ล่าครั้งนี้ กลับมีสีหน้าท่าทางไร้แววหวาดหวั่นเกรงกลัว ดวงตาสีรัตติกาลนิ่งสงบกำลังจับจ้องไปยังหนทางเบื้องหน้า ไม่คิดเวลาหันกลับไปมอง แม้ว่าหูจะได้ยินเสียงของคนกลุ่มนั้นกระชั้นชิดเข้าใกล้มาทุกทีดั่งโชคเข้าข้างและสวรรค์ยังเมตตา เบื้องหน้าไม่ไกลมีพุ่มไม้ที่ใหญ่พอจะให้ร

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status