مشاركة

มิอาจหลง(ลืม)รัก
มิอาจหลง(ลืม)รัก
مؤلف: ซูเหวิน 淑闻

บทนำ

last update تاريخ النشر: 2026-04-09 13:20:11

บทนำ

กลางป่าลึกที่ในยามกลางวันเละกลางคืนต่างก็เงียบสงัดไม่ต่างกัน ทว่าวันนี้ท่ามกลางความเงียบสงบดังเช่นทุกวันกลับมีเสียงฝีเท้าของคนนับสิบ กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วร่างหนึ่งที่อาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตพยายามควบคุมฝีเท้าให้เบาแสนเบาเท่าที่จะพอทำได้ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ ทั่วกาย ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลให้การประคองตัวก้าวเดินในแต่ละย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าสติที่หลงเหลืออยู่จะเลือนรางเต็มทน หากแต่เพื่อเอาชีวิตรอดจำต้องฝืนตนเองกัดฟันข่มความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พวกเจ้าแยกย้ายออกไปตามหาให้เจอ อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับไปได้” หนึ่งในคนชุดดำที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนออกคำสั่ง จากนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็กระจายแยกกันไปคนละทิศคนละทางอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งค้นหาใครบางคน

ฝ่ายผู้ได้รับบาดเจ็บและกำลังตกเป็นเป้าหมายของการไล่ล่าครั้งนี้ กลับมีสีหน้าท่าทางไร้แววหวาดหวั่นเกรงกลัว ดวงตาสีรัตติกาลนิ่งสงบกำลังจับจ้องไปยังหนทางเบื้องหน้า ไม่คิดเวลาหันกลับไปมอง แม้ว่าหูจะได้ยินเสียงของคนกลุ่มนั้นกระชั้นชิดเข้าใกล้มาทุกที

ดั่งโชคเข้าข้างและสวรรค์ยังเมตตา เบื้องหน้าไม่ไกลมีพุ่มไม้ที่ใหญ่พอจะให้ร่างกายที่บาดเจ็บได้พอหลบซ่อน ผู้ที่แทบไม่หลงเหลือซึ่งเรี่ยวแรงไม่คิดที่จะฝืนยาม หากฝืนเดินต่อไปก็ไร้ซึ่งจุดหมาย พุ่มไม้ขนาดใหญ่แซมด้วยต้นหญ้าที่ขึ้นสูงเกือบมิดศีรษะถือเป็นที่หลบซ่อนชั้นดีในเวลานี้ หากไม่สังเกตหรือเพ่งมองให้ดีก็ยากที่จะหาพบโดยการมองเพียงแค่ผิวเผิน

ร่างที่ซวนเซราวกับจะล้มลงหมดสติได้ทุกเมื่อ รีบถลาตัวเข้าหลบซ่อนหลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่งทันที เมื่อสบโอกาส ด้วยระยะทางที่ห่างกัน เหล่าชายชุดดำจึงไม่อาจทันสังเกตเห็นจึงพากันวิ่งเลยผ่านไป

ทว่าต่างจาก ฟางซิน ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาเข้าป่ามาเพื่อเก็บสมุนไพรหายาก เนื่องจากอีกไม่กี่วันข้างหน้าต้องนำสมุนไพรไปขายต่อให้เถ้าแก่เจียงที่ตลาดในหมู่บ้าน เพราะพ่อค้าจากในเมืองหลวงจะเข้ามารับสินค้าเป็นประจำทุกสัปดาห์ แม้ว่าในป่ากลางหุบเขาแห่งนี้จะมีชาวบ้านขึ้นมาเก็บสมุนไพรบ่อยครั้ง และไม่ใช่เรื่องผิดแปลกนัก หากจะได้ยินเสียงฝีเท้าคน แต่มิใช่เพราะในเวลานี้มีเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนมากมายมุ่งหน้ามาทางที่เขาอยู่

ด้วยเพราะ เติบโตและอาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้มาตั้งแต่เด็กจึงชำนาญเส้นทางบนเขาลูกนี้เป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ต้องหลับตาเดินก็มั่นใจได้เลยว่าไม่มีหลงอย่างแน่นอน นั่นทำให้การหลบซ่อนตัวเพื่อติดตามคนชุดดำกลุ่มนั้นเป็นไปได้ง่าย

เป็นเพราะความคึกคะนองและอยากรู้อยากเห็น ทำให้ฟางซินไม่ทันได้คิดว่าชายชุดดำพวกนี้เป็นคนดีหรือไม่ หรือมีฝีมือมากน้อยเพียงใด ฟางซินเผลอตัวลอบถอนหายใจเสียงดังด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์อาบไปด้วยโลหิต สามารถซ่อนกายให้รอดพ้นจากชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นได้อย่างทันท่วงที กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่เรียกความสนใจจากชายฉกรรจ์หนึ่งในนั้น ให้มองมายังที่ที่เขาหลบซ่อนอยู่แทน

ปลายดาบขนาดใหญ่ฟัน ‘ฉับ’ ลงมาที่พุ่มไม้ในทันที กิ่งไม้เหนือศีรษะของฟางซินขาดสะบั้น พร้อมใบไม้ที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นทีละใบ เหมือนกับหัวใจของเขาในยามนี้ที่ตกลงมาอยู่แทบเท้า ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าชายที่ฟันดาบลงมาเมื่อครู่ กำลังง้างดาบขึ้นอีกครั้ง เขามั่นใจว่าในครั้งนี้ดาบนั้นจะต้องโดนศีรษะเขาอย่างไม่พลาดเป้าแน่นอน

หนนี้ฟางซินหลับตาปี๋ นั่งตัวเกร็งไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจ เด็กหนุ่มก้มหน้าซุกลงกับเข่าด้วยความหวาดหวั่น นึกก่นด่าตนเองสารพัดภายในใจเพราะความโง่เขลาอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าท่า จนทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้

วินาทีที่ดาบเล่มใหญ่กำลังจะฟันลงมาอีกครั้ง ภายในใจของฟางซินรู้สึกวูบโหวงและสิ้นหวัง ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใส ก่อนจะรินไหลอาบไปทั้งสองแก้ม ริมฝีปากแดงระเรื่อขบเม้มจนรับรู้ถึงกลิ่นคาวเลือดในโพรงปาก นั่นก็เพื่อพยายามอดกลั้นเสียงสะอื้นและความหวาดกลัวเอาไว้

ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะปลายดาบจะฟันลง เหมือนสวรรค์ยังเมตตาให้ฟางซินได้มีชีวิตอยู่ต่อ กระต่ายน้อยตัวหนึ่งก็กระโดดออกจากมาพุ่มไม้ช่วยชีวิตฟางซินไว้ได้อย่างหวุดหวิด ประจวบเหมาะกับเสียงตะโกนของชายชุดดำคนอื่น ๆ ที่เรียกให้กลับไปรวมตัวกัน ร่างเล็กนั่งตัวสั่นเทาอยู่ภายในพุ่มไม้ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกายในทันที หรือแม้แต่กระทั่งเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่มีความกล้ามากพอ

ฟางซินนั่งฟังเสียงฝีเท้าที่ทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าพวกชายฉกรรจ์ชุดดำกลุ่มนั้นไปจากตรงนี้จนหมด ร่างเล็กจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา กวาดสายตามองสำรวจอีกครั้งเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่า คนพวกนั้นได้จากไปหมดแล้วจริง ๆ หากไม่เช่นนั้นสวรรค์คงไม่เมตตาเขาอีกเป็นหนที่สอง เมื่อเห็นว่าทางสะดวกร่างเล็กก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก สองมือที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อกาฬยกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนตามดวงหน้าอย่างลวก ๆ ก่อนจะปัดเศษใบไม้ที่ติดตามอาภรณ์ออกจนหมด

ใบหน้าหวานเริ่มฉายแววกังวลอีกครั้ง เมื่อนึกได้ว่ายังเหลือใครอีกคนอยู่หลังพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ทำให้ฟางซินเริ่มเรียนรู้ที่จะระวังตัว เป้าหมายแรกเริ่มเดิมทีเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก ด้วยความใจดีจึงอยากจะช่วยเหลือชายคนนั้น กลับไม่คิดว่าตนเองจะตกอยู่ในอันตรายด้วยเช่นกัน ดังนั้นในยามนี้จึงเกิดความลังเลขึ้นมากมายภายในใจ

หวั่นเกรงว่าชายที่ได้รับบาดเจ็บคนนั้นจะเป็นพวกเดียวกับพวกคน ชุดดำหรือไม่?

แต่อีกใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ร่างที่ชุ่มไปด้วยโลหิต ซ้ำร้ายอาการบาดเจ็บยังสาหัส อาจจะเป็นเพราะความใจดีของเขาที่มักจะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากการเข้าป่ามาเก็บสมุนไพรอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะช่วยเหลือ

ฟางซินตัดสินใจว่าในเมื่อเขาตั้งใจจะช่วยชายหนุ่มตั้งแต่แรก เช่นนั้นเขาก็ควรที่จะทำตามความตั้งใจเดิม…

ร่างเล็กกวาดสายตามองไปรอบกาย แม้จะตัดสินใจที่จะช่วยแล้ว แต่เขาก็ไม่ควรลดการระวังตัว หากคนที่ได้รับบาดเจ็บเป็นพวกคนร้ายขึ้นมาโอกาสรอดของเขาคงเท่ากับศูนย์ แต่ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่ได้ตายไปเฉยๆ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถสู้ได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะบาดเจ็บ ต่อให้มีเรี่ยวแรงขึ้นมาก็คงน้อยกว่าเขาที่แข็งแรงสมบูรณ์กว่าอยู่ดี

เมื่อคิดได้ดังนั้นฟางซินก็เดินไปเก็บท่อนไม้ขนาดพอดีมือขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับยกขึ้นเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ก่อนตายเขาขอแค่ได้ฟาดคนที่ฆ่าเขาสักทีก็ยังดี…

ร่างเล็กพร้อมกับท่อนไม้ในมือค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวัง ขาทั้งสองข้างสั่นเทาทุกอย่างก้าว ทว่าฟางซินก็ยังแข็งใจที่จะเดินต่อ ยิ่งเข้าใกล้ขึ้นเท่าใด ภายในอกด้านซ้ายก็ยิ่งเต้นระรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากที่แตกเพราะการขบเม้มก่อนหน้านี้เริ่มเม้มเข้าหากันอีกครั้ง ด้วยความหวาดหวั่นและหวาดกลัว เขาสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะใช้ท่อนไม้ในมือแหวกต้นหญ้าที่สูงเกือบมิดศีรษะออกเพื่อเปิดทาง

ทว่าสิ่งที่ทำให้ร่างเล็กตกใจยิ่งกว่าการพบว่าคนที่เขากำลังช่วยเหลือเป็นโจร คือตามร่างกายของชายหนุ่มตรงหน้าเปียกชุ่มไปด้วยโลหิต อาการบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่าที่คาดคิดเอาไว้ บาดแผลบนศีรษะดูเหมือนจะร้ายแรงจนน่าหวาดหวั่น ร่างหนานั่งพิงอยู่กับต้นไม้ในสภาพไร้ซึ่งสติ ฟางซินรีบทิ้งท่อนไม้ในมือของตนเองทิ้งทันที พร้อมกับปรี่เข้าไปประคองร่างของชายหนุ่มเอาไว้โดยเร็ว

“คุณชาย ดะ…ได้ยินข้าหรือไม่”

ฟางซินเอ่ยเรียกชายหนุ่ม พร้อมกับสำรวจบาดแผลคนเจ็บไปในตัว ตามร่างกายปรากฏบาดแผลเป็นรอยฟันของดาบหลายแห่ง ทว่าไม่รุนแรงมากนัก เหมือนจะแค่เฉียด ๆ ไปเท่านั้น แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้อาภรณ์ของชายหนุ่มถูกย้อมไปด้วยโลหิต แต่ที่สาหัสกลับเป็นบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณศีรษะที่กลายเป็นสีคล้ำขึ้นและเริ่มแห้ง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บมานานและไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ประกอบกับเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก

“คุณชายท่านได้ยินข้าหรือไม่”

เขาเอ่ยเรียกอีกหน พร้อมทั้งสะกิดเบา ๆ ที่บริเวณต้นแขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ดูเหมือนว่าจะได้ผลเล็กน้อย เมื่อชายหนุ่มเริ่มได้สติจึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาสบเข้ากับนัยน์ตาของฟางซินพอดี ดวงตาสีรัตติกาลแข็งกร้าวขึ้นพร้อมกับพยายามฝืนกายให้หลุดพ้นจากการประคอง ฟางซินที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยบอกให้ชายหนุ่มคลายความกังวล พร้อมกับระบายยิ้มอย่างจริงใจ

“ข้ามาช่วยท่าน วางใจเถิดข้ามิได้ประสงค์ร้าย”

ชายหนุ่มนิ่งไปสักพัก ไม่นานดวงตาที่แข็งกร้าวก็เริ่มอ่อนลง พร้อมกับค่อยๆ ผ่อนร่างกายลงด้วยเช่นกัน เขาพึมพำตอบรับด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “คุณชาย…”

เสียงขานรับของผู้บาดเจ็บทำให้คนช่วยเหลือโล่งอก “แข็งใจไว้เถิด ข้าจะห้ามเลือดให้ท่านก่อน”

ห่อยาขนาดเล็กถูกหยิบออกมาจากสาบเสื้อ ฟางซินมักจะพกห่อยาบางชนิดไว้ติดตัวเป็นประจำอยู่เสมอ เผื่อว่าวันหนึ่งวันใดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดพบเจอสัตว์ร้ายในป่าหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาที่ต้องเดินทางผู้เดียวด้วยแล้ว การจะหาคนให้ช่วยเหลือยิ่งเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นจำต้องเตรียมพร้อมไว้เป็นการดีที่สุดกระนั้นฟางซินก็ยังไม่เคยได้ใช้มันเลยสักหนเดียว

ยาพวกนี้ทำจากสมุนไพรที่เขาเป็นคนลงมือเก็บเอง หากพอเหลือจากที่ขายให้แก่พ่อค้าในตลาด เขาก็นำมาทำเป็นยาเพื่อขายให้แก่ชาวบ้านที่ต้องการอีกที และก็นับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ยาห้ามเลือดในยามนี้มีเพียงพอที่จะรักษาบาดแผลให้แก่ชายหนุ่มตรงหน้า

ฟางซินพยายามใส่ยาให้แก่ชายหนุ่มอย่างเบามือ บาดแผลส่วนใดที่แห้งสนิทแล้วและดูไม่สาหัสก็จะเว้นเอาไว้ บาดแผลบริเวณศีรษะดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าที่คิด แม้ว่ายาห้ามเลือดมีเพียงพอที่จะทำให้โลหิตหยุดไหล แต่ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนมีหวังชายหนุ่มผู้นี้คงมิอาจรอดพ้นคืนนี้ไปได้

“คุณชาย ท่านพอทนไหวหรือไม่ พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าบ้านของท่านอยู่ที่ใด ข้าจะได้พาท่านกลับไปเพื่อรักษา บาดแผลที่ศีรษะของท่านสาหัสนัก ข้าทำได้เพียงแค่ห้ามเลือดไว้ชั่วคราวเท่านั้น” ฟางซินอธิบายพร้อมทั้งลงมือรักษาอย่างชำนาญ ชายอาภรณ์ด้านในสุดของเขาถูกฉีกขาด เพื่อนำมาใช้ห้ามเลือดที่บาดแผลให้กับชายหนุ่มตรงหน้า

ทว่านอกจากจะนอนนิ่ง ๆ ให้เขารักษาแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย ฟางซินที่ทำแผลเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วปรายตากลับมาสำรวจชายหนุ่ม คาดหวังกับคำตอบที่ได้รับแต่แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อมือหนาคว้าแขนของเขาอย่างแรงพร้อมทั้งบีบจนรู้สึกเจ็บ แม้ว่าเขาพยายามจะสะบัดออกทว่าก็สู้แรงของคนตรงหน้าไม่ได้

แม้จะหวาดระแวงและไม่สบอารมณ์เพียงใด ฟางซินก็ทำได้แค่เพียงฝืนกายไว้เท่านั้น นัยน์ตาสีรัตติกาลยังคงจ้องมองมายังเขานิ่ง ทว่าแววตากลับไม่ได้แข็งกร้าวดั่งเช่นหนแรก ยามนี้นัยน์ตาของชายหนุ่มตรงหน้ากลับดูสั่นไหวอีกทั้งยังอ่อนลง ทำเอาเขาที่ตกใจกลัวถึงกับใจอ่อนยอมผ่อนแรงขัดขืนลง

ริมฝีปากสีซีดและแห้งกรังขยับไปมา เสียงที่ชายหนุ่มพยายามฝืนเปล่งออกมาช่างแผ่วเบาเสียเหลือเกิน ฟางซินรู้สึกเห็นใจอีกทั้งยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามเอ่ยสิ่งใดอยู่ ใบหน้าหวานจึงค่อย ๆ โน้มเข้าไปใกล้ใบหน้าของชายหนุ่ม เอียงศีรษะพร้อมทั้งแนบใบหูให้ใกล้ยิ่งขึ้น เพื่อจะได้ยินถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอ่ยอย่างชัดเจน

“ชะ…ช่วยข้า”

หนนี้ฟางซินได้ยินชัดเต็มหู ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยขอให้ช่วยเหลือ แม้ไม่ต้องบอกเขาก็ยินดีช่วยเหลืออยู่แล้ว มิเช่นนั้นคงไม่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ “คุณชายไม่ต้องห่วง ข้ายินดีช่วยเหลือคุณชาย เพียงแค่ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าบ้านท่านอยู่ที่ใด ข้าจะได้ช่วยพาท่านกลับไปเพื่อรักษา”

“ชะ…ช่วยข้า”

ชายหนุ่มเอ่ยย้ำ ฟางซินเข้าใจตั้งแต่หนแรกแล้ว แต่ที่เขาอยากรู้ในยามนี้คือบ้านของชายผู้นี้อยู่ที่ใด?

“ข้าเข้าใจแล้ว เพียงแค่ท่านบอกข้าว่าบะ…บ้าน อ้าว” เสียงพูดยังไม่ทันจบประโยค มือหนาที่บีบข้อมือของฟางซินอยู่ก็ตกลงเสียดื้อ ๆ ใบหน้าหวานตื่นตระหนกเบิกตากว้าง หวีดร้องขึ้นด้วยความเผลอตัว “คะ…คุณชาย ทะ…ท่าน ท่านจะตายเช่นนี้ไม่ได้นะ”

ร่างเล็กเอื้อมมือมาเขย่ากายของชายหนุ่มเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ทว่ากลับไม่ได้รับการตอบรับจากอีกฝ่ายยิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นไม่น้อย หากชายหนุ่มผู้นี้ตายไปต่อหน้าเขาจริง ๆ มันก็คงกลายเป็นบาปใหญ่สำหรับเขาเลยก็เป็นได้

หวังดีเพื่อจะช่วยเหลือ กลับทำคนตายไปเสียอย่างนั้น หากตนเป็นชายหนุ่มกลายเป็นวิญญาณไปคงมาหลอกหลอนคนที่ทำให้ตนเองตายเป็นคนแรกเป็นแน่! ฟางซินไม่ต้องการเช่นนั้น

ใบหน้าหวานโน้มศีรษะแนบใบหูลงกับแผงอกกว้าง ภาวนาว่าให้อีกฝ่ายเพียงแค่หมดสติไป เมื่อได้ยินเสียงอวัยวะภายในอกด้านซ้ายยังคงเต้นเป็นจังหวะอยู่ก็โล่งอก ผ่อนลมหายใจอย่างวางใจ จากนั้นก็เปลี่ยนมาตรวจชีพจรอีกฝ่ายทันที

ชีพจรของชายหนุ่มแผ่วเบาไม่ต่างจากลมหายใจที่สัมผัสได้เมื่อครู่ ร่างกายชายหนุ่มเริ่มอ่อนแรงเนื่องจากอาการเสียเลือด ต่อให้มิใช่คนเป็นหมอก็ดูออกในทันที เพราะใบหน้าของชายหนุ่มยามนี้เริ่มซีดเซียว ริมฝีปากยังแห้งกรังจนมีเลือดซึมออกมา

“คุณชาย” แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่ได้สติ เขาเองก็จนปัญญา เวลานี้เขามีทางเลือกเพียงแค่สองทางเท่านั้น หนึ่งคือพาชายหนุ่มผู้นี้ลงจากเขาและส่งตัวให้โรงหมอในหมู่บ้าน สองคือการพาชายแปลกหน้าผู้นี้กลับบ้านของเขาที่อยู่ไม่ไกลมากนัก หากเลือกหนทางแรกชายหนุ่มผู้นี้อาจจะไม่รอด หากไม่พบเข้ากับชายฉกรรจ์ชุดดำกลุ่มเดิมก็อาจจะไปถึงโรงหมอช้าจนเกินไป แต่หากเลือกพาชายผู้นี้กลับบ้าน เขาก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าคนบาดเจ็บตรงหน้าจะใช่คนดีแน่หรือไม่ หากฟื้นขึ้นมาแล้วกลายเป็นโจรเขาอาจจะถูกฆ่าตายก็เป็นได้

แต่ถ้ามิเลือกทางใดสักทางชายหนุ่มผู้นี้ก็ต้องตาย หากตายแล้วเกิดเคียดแค้นกลายเป็นวิญญาณร้ายสิงสถิตในป่าคอยวนเวียนหลอกหลอนเขาก็ไม่ดีอีกเช่นกัน

ไม่ว่าทางใดก็ไม่ดีทั้งนั้น…

คิดมากไปก็คงจะปวดหัวเสียเปล่า สุดท้ายแล้วฟางซินก็เลือกที่จะช่วยเหลือชายแปลกหน้าผู้นี้ ด้วยการพาร่างที่ชุ่มไปด้วยโลหิตกลับบ้านไปพร้อมกับเขา

นี่คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด…

“แล้วเช่นนี้ข้าจะพาท่านกลับไปอย่างไรเล่า” ฟางซินเอ่ยถามกับตนเอง ปรายตามองไปยังร่างไร้สติอย่างชั่งใจ ร่างกายของชายหนุ่มสูงใหญ่มากกว่าเขา ขนาดเขาเป็นบุรุษเช่นเดียวกันยังนึกอิจฉาร่างกายกำยำตรงหน้า หากมิใช่เพราะชโลมไปด้วยโลหิตและเต็มไปด้วยบาดแผลจากคมดาบ ไม่แน่ว่าสตรีใดได้พบคงตกหลุมรักโดยง่าย เสียดายที่ยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มไม่ต่างจากศพที่ยังมีลมหายใจเท่าใดนัก

มัวแต่พิจารณาใบหน้าของชายหนุ่มเสียนาน เห็นทีอีกไม่นานชายหนุ่มผู้นี้คงได้ตายเพราะฟางซินเข้าจริง ๆ จากที่ตั้งใจช่วยเหลือ คงกลายเป็นฆ่าเขาตายถ้าหากยังชักช้ามากไปกว่านี้

ฟางซินพิจารณาชายหนุ่ม ไม่มีทางที่เขาจะสามารถอุ้มชายหนุ่มหรือแบกกลับไปจนถึงบ้านของตัวเองได้เป็นแน่ เพราะขนาดร่างกายที่ต่างกันมากเกินไป หากทำเช่นนั้นมีหวังคงได้ตายเป็นวิญญาณเฝ้าป่าทั้งคู่ วิธีที่ดีที่สุดเห็นทีคงเป็นการลากชายหนุ่มผู้นี้กลับไปเท่านั้น แม้จะยากสักหน่อยแต่อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุด

คิดได้ดังนั้นร่างเล็กก็รีบเดินหากิ่งไม้ที่พอจะหาได้ในบริเวณรอบ ๆ เขาต้องการนำมันมาต่อเรียงต่อกันเพื่อสร้างเป็นแพไม้ขนาดพอดีตัวกับชายหนุ่ม เมื่อเก็บกิ่งไม้ได้เท่าที่ต้องการแล้ว ฟางซินก็เริ่มลงมือทำในทันที เขานำเอากิ่งไม้ทั้งหมดมาเรียงต่อกัน โดยใช้เชือกที่นำติดตัวมาผูกยึดกิ่งไม้ให้ต่อกันจนมีลักษณะคล้ายแพ

จากนั้นก็มองหาเศษใบไม้และใบหญ้าแห้งมาปูรองให้นุ่มขึ้น เพื่อที่ร่างของชายหนุ่มจะไม่ได้รับกระทบกระเทือนมากนักขณะที่เขาลาก ฟางซินใช้ปลายเชือกที่เหลือผูกเข้าด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นอันเสร็จสิ้น

เขาพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุด ในระหว่างนั้นก็ต้องคอยตรวจดูอาการของชายหนุ่มไปด้วย เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เวลาเหลือไม่มากนักก่อนที่ฟ้าจะค่ำลง ฟางซินรีบลากแพเข้าไปใกล้ ๆ ชายหนุ่ม ก่อนจะค่อย ๆ ประคองร่างไร้สติขึ้นมานอนบนแพไม้อย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเซียวของบุรุษตรงหน้าทำให้รู้ว่าไม่อาจชักช้าได้อีก

ฟางซินจัดแจงท่านอนให้ชายหนุ่มและตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ใช้เชือกอีกเส้นมมัดร่างไร้สติให้ติดอยู่กับแพ กันเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายกลิ้งตก

แม้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางได้ยิน เขาก็หวังว่าสิ่งที่ทำไปเพื่อช่วยเหลือชายผู้นี้ทั้งหมดจะไม่สูญเปล่า

“ได้โปรดอดทนอีกนิดเถิด”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทที่ 3

    บทที่สาม“เป็นเพราะท่านข้าจึงสายเช่นนี้” เสียงบ่นปนต่อว่าดังอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กระท่อมกลางเขาจนกระทั่งลงมาถึงเชิงเขาก็ยังคงเป็นเช่นนั้นสาเหตุมาจากการนอนตื่นสายของเจ้าตัวในวันสำคัญ ทั้งที่หมายมั่นเอาไว้ว่าต้องไปให้ทันก่อนเที่ยงทว่ายามนี้ใกล้ถึงเวลาแล้วแต่เขายังไม่ไปไม่ถึงร้านของเถ้าแก่เจียง นั่นเป็นเพราะปัญหาเพียงเล็กน้อยระหว่างเขาและจิวหลิงหลังจากที่เผลอรับปากอีกฝ่ายเรื่องการย้ายมานอนด้วยกันภายในห้องนอนแคบ ๆ จากนั้นก็เกิดข้อพิพาทเรื่องการนอนอยู่บ่อยครั้ง ต่างคนต่างไม่ยอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาจิวหลิงมักจะหาข้ออ้างอย่างไร้เหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้เขาไปนอนด้วยทุกคืน แม้รู้ดีว่าเป็นเพียงคำหลอกล่อทว่าเขาก็ยอมทุกครั้ง เพียงแต่เมื่อคืนเกิดเหตุนิดหน่อยจึงทำให้กว่าจะได้พักผ่อนก็เกินเวลาไปมากแล้ว คนหนึ่งที่อยากนอนพื้นส่วนอีกคนอยากให้นอนร่วมเตียง กลายเป็นเขาอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ คลานขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับหันหลังให้คนที่เอาแต่ใจตลอดทั้งคืนอาจจเป็นเพราะเมื่อบุรุษสองคนนอนใกล้ชิด จึงเกิดเป็นความอบอุ่นจนทำให้เขาหลับสบายทั้งคืน กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ช่วงสายของวัน แต่สาเหตุที่เขาไม่พอใจอย

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทที่ 2

    บทที่สองบางทีแล้วเขาอาจจะคิดผิด…ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คราแรกฟางซินยังคงหวาดระแวงชายหนุ่มที่หลงลืมตัวตนของตนเอง เพราะถูกทำร้ายจากกลุ่มชายชุดดำในป่า ยามนี้เขาอยากกลับคำพูดเสียใหม่ จากความระแวดระวังกลายเป็นความรำคาญใจเล็กน้อย พอให้รู้สึกเหมือนโดนมดกัดคันยุบยิบภายในอก ทว่าเรื่องเพียงเท่านั้นกลับหาใช่ประเด็นหลักความเป็นจริงก็คือ ผ่านมาจนถึงวันนี้ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับยังจำสิ่งใดไม่ได้ กระทั่งชื่อของตนเอง…ฟางซินส่งยิ้มเฝื่อน ๆ ให้กับชายหนุ่ม ยิ่งนานวันเข้าเขาก็รู้สึกเหมือนว่า ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยามนี้กลายเป็นคนคุ้นเคย คอยตามติดเขาแจราวกับตังเมเหนียวหนึบ ที่พยายามแกะอย่างไรก็ไม่หมดเสียที ไม่ว่าจะยามใดก็แล้วแต่ กระทั่งในเวลาส่วนตัว คนน่ารำคาญผู้นี้ก็จะคอยเดินตามวนเวียนอยู่รอบกายตลอดเวลาคราแรกเขาก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีเพื่อนให้ได้พูดคุย แต่จนแล้วจนรอดในยามนี้เขากลับอยากคิดทบทวนอีกหน ว่าคิดถูกจริงแล้วหรือไม่ที่ยอมให้ชายผู้นี้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป“ท่านจำสิ่งใดไม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ นี่ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว บ้านของท่านเล่าพอนึกออกหรื

  • มิอาจหลง(ลืม)รัก   บทนำ

    บทนำกลางป่าลึกที่ในยามกลางวันเละกลางคืนต่างก็เงียบสงัดไม่ต่างกัน ทว่าวันนี้ท่ามกลางความเงียบสงบดังเช่นทุกวันกลับมีเสียงฝีเท้าของคนนับสิบ กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วร่างหนึ่งที่อาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตพยายามควบคุมฝีเท้าให้เบาแสนเบาเท่าที่จะพอทำได้ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ ทั่วกาย ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลให้การประคองตัวก้าวเดินในแต่ละย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าสติที่หลงเหลืออยู่จะเลือนรางเต็มทน หากแต่เพื่อเอาชีวิตรอดจำต้องฝืนตนเองกัดฟันข่มความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“พวกเจ้าแยกย้ายออกไปตามหาให้เจอ อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับไปได้” หนึ่งในคนชุดดำที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนออกคำสั่ง จากนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็กระจายแยกกันไปคนละทิศคนละทางอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งค้นหาใครบางคนฝ่ายผู้ได้รับบาดเจ็บและกำลังตกเป็นเป้าหมายของการไล่ล่าครั้งนี้ กลับมีสีหน้าท่าทางไร้แววหวาดหวั่นเกรงกลัว ดวงตาสีรัตติกาลนิ่งสงบกำลังจับจ้องไปยังหนทางเบื้องหน้า ไม่คิดเวลาหันกลับไปมอง แม้ว่าหูจะได้ยินเสียงของคนกลุ่มนั้นกระชั้นชิดเข้าใกล้มาทุกทีดั่งโชคเข้าข้างและสวรรค์ยังเมตตา เบื้องหน้าไม่ไกลมีพุ่มไม้ที่ใหญ่พอจะให้ร

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status