เข้าสู่ระบบบทที่สาม
“เป็นเพราะท่านข้าจึงสายเช่นนี้” เสียงบ่นปนต่อว่าดังอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กระท่อมกลางเขาจนกระทั่งลงมาถึงเชิงเขาก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุมาจากการนอนตื่นสายของเจ้าตัวในวันสำคัญ ทั้งที่หมายมั่นเอาไว้ว่าต้องไปให้ทันก่อนเที่ยงทว่ายามนี้ใกล้ถึงเวลาแล้วแต่เขายังไม่ไปไม่ถึงร้านของเถ้าแก่เจียง นั่นเป็นเพราะปัญหาเพียงเล็กน้อยระหว่างเขาและจิวหลิง
หลังจากที่เผลอรับปากอีกฝ่ายเรื่องการย้ายมานอนด้วยกันภายในห้องนอนแคบ ๆ จากนั้นก็เกิดข้อพิพาทเรื่องการนอนอยู่บ่อยครั้ง ต่างคนต่างไม่ยอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา
จิวหลิงมักจะหาข้ออ้างอย่างไร้เหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้เขาไปนอนด้วยทุกคืน แม้รู้ดีว่าเป็นเพียงคำหลอกล่อทว่าเขาก็ยอมทุกครั้ง เพียงแต่เมื่อคืนเกิดเหตุนิดหน่อยจึงทำให้กว่าจะได้พักผ่อนก็เกินเวลาไปมากแล้ว คนหนึ่งที่อยากนอนพื้นส่วนอีกคนอยากให้นอนร่วมเตียง กลายเป็นเขาอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ คลานขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับหันหลังให้คนที่เอาแต่ใจตลอดทั้งคืน
อาจจเป็นเพราะเมื่อบุรุษสองคนนอนใกล้ชิด จึงเกิดเป็นความอบอุ่นจนทำให้เขาหลับสบายทั้งคืน กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ช่วงสายของวัน แต่สาเหตุที่เขาไม่พอใจอยู่ในตอนนี้เป็นเพราะคนที่ตื่นก่อนกลับไม่ยอมปลุก…
“ข้าเห็นเจ้ากำลังหลับสบายจึงไม่อยากปลุก”
“ข้าบอกท่านแล้วมิใช่หรือว่าวันนี้ข้ามีนัดกับเถ้าแก่เจียง ข้าโดนหักเงินแน่ ๆ ถ้าข้าส่งสมุนไพรไม่ทันพ่อค้าในเมืองหลวง” ฟางซินยังคงบ่นอุบอิบ
“เป็นเพราะท่าน” ต่อว่าอีกเล็กน้อยจากนั้นก็เร่งเดินทางต่อ
อาจจะเป็นเพราะความยาวช่วงขาต่างกัน แม้จะเร่งฝีเท้าไวเพียงใด คนด้านข้างกลับเดินตามหลังมาติดๆ
“ข้าขอโทษ เอาไว้เมื่อถึงตลาดแล้ว เจ้าอยากกินอะไรข้าจะเป็นคนซื้อให้เจ้าเองดีหรือไม่” เขายื่นข้อเสนอเพื่อให้อีกฝ่ายหายงอน
“ท่านมีเงินหรือ?”
จิวหลิงกระแอมไอเบา ๆ เมื่อถูกอีกฝ่ายถามจี้ปม ก่อนจะตอบด้วยท่าทีอ้อมแอ้ม
“บางทีป้ายหยกนี่อาจจะขายได้ราคาอยู่บ้าง”
“ท่านคิดดีแล้วหรือ ป้ายหยกนั่นอาจจะเป็นของสำคัญของท่าน ข้าว่าท่านเก็บเอาไว้ดีกว่า อีกอย่างข้ารู้ว่าท่านไม่มีเงินเรื่องของกินไว้ข้าเป็นคนจ่ายเอง รีบเดินกันเถิดเดี๋ยวสายกว่านี้ข้าจะโทษท่าน” ร่างเล็กหันมาคาดโทษ
แต่คำพูดของฟางซินก็ทำเอาจิวหลิงเถียงต่อไม่ถูก เขาไม่มีเงินติดตัวจริง ๆ อย่างที่เจ้าตัวว่า ตอนที่เขารู้สึกตัวฟางซินนำเอาอาภรณ์ที่เขาสวมในวันเกิดเหตุมาให้ อีกฝ่ายนำไปซักและเก็บไว้อย่างดี แม้ว่ามันจะขาดหลุดลุ่ยจนไม่สามารถใส่ต่อได้แล้วก็ตาม เจ้าตัวบอกว่าภายในอาภรณ์ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเสียจากป้ายหยก ถุงเงินและของมีค่าต่าง ๆ ไม่ได้ติดตัวเขามาตั้งแต่แรก
ภายในตลาดดูวุ่นวาย มีชาวบ้านมากมายสัญจรไปมาทำเอาเวียนหัว ผิดกับฟางซินที่เอาแต่มองไปทางนั้นทีทางนู้นทีตามเสียงเรียกของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าสองข้างทาง แต่ก็ไม่ได้หยุดแวะร้านไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากสายมากแล้วจึงรีบเร่งไปให้ถึงร้านของเถ้าแก่เจียงก่อน เมื่อเสร็จธุระแล้วค่อยมาเดินดูอีกทีก็ไม่สาย
หมู่บ้านชิงหลง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ทางเหนือสุดของแคว้นต้าชิง ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของชายแดนแคว้น ไม่ไกลจากหมู่บ้านชิงหลงเป็นที่ตั้งของกองทัพแคว้นต้าชิง แม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชายแดนแต่กลับเจริญรุ่งเรืองเพราะมีพ่อค้าจากเมืองหลวงเดินทางมาค้าขายที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายสินค้าจำพวกสมุนไพรและเครื่องหอม
ฟางซินเดินเข้าไปในร้านรับซื้อสมุนไพรของหมู่บ้านที่มีผู้คนเนืองแน่นโดยทันทีอย่างไม่รีรอ หลงจู๊ผู้ดูแลร้านเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยก็รีบออกมาต้อนรับทันที
“เจ้ามาช้าเหลือเกินฟางซิน เกือบไม่ทันเสียแล้ว รีบเข้าไปด้านในเถิดเถ้าแก่กำลังรอเจ้าอยู่” พูดจบหลงจู๊ก็เดินนำฟางซินและจิวหลิงไปด้านในทันที
ฟางซินหยิบสมุนไพรที่เขาแยกประเภทและห่อไว้อย่างดีขึ้นมาวางบนโต๊ะ ชายร่างท้วมหน้าตาใจดีเผยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นจำนวนของที่เขานำมา
สำหรับฟางซินแล้วเถ้าแก่เจียงเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่เขาเหลืออยู่เพียงคนเดียวในยามนี้ เขาเติบโตมาโดยไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของบิดาและมารดา อาศัยอยู่ลำพังกับปู่ชราเท่านั้น เมื่อปู่ชราจากไปก็มีเพียงเถ้าแก่เจียงที่คอยช่วยเหลือ
“เจ้ามาช้านะวันนี้ แต่เห็นแก่ที่เจ้านำของมาครบข้าจะปล่อยไปแล้วกัน วันนี้เจ้าจะเอาเป็นอะไรล่ะ”
“เงินขอรับ”
“แปลกไปนะเนี่ย แต่ถือว่าเจ้าทำดีข้าจะแถมเพิ่มให้นิดหน่อย” เถ้าแก่เจียงยื่นถุงเงินจำนวนหนึ่งให้กับฟางซิน จากนั้นก็กวักมือเรียกให้เด็กหนุ่มเข้ามาใกล้ ๆ “นั่นคนรักเจ้าหรือ ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”
คำเอ่ยแซวของเถ้าแก่เจียงทำเอาใบหน้าของฟางซินเห่อร้อน “ใช่ที่ไหนกันเล่า ข้าเป็นบุรุษนะขอรับ”
เถ้าแก่เจียงทำสายตาไม่เชื่อ ใบหน้าอ้วนทุ้ยหรี่ตามองที่ฟางซินเหมือนจับผิด
“เจ้าจะคิดมากไปทำไมกัน เดี๋ยวนี้บุรุษนิยมตัดแขนเสื้อมีเยอะแยะจะตายไป ยิ่งในเมืองหลวงบุรุษแต่งงานกันเป็นเรื่องปกติ ข้าเห็นจนชินตาแล้ว ว่าแต่เจ้าก็ตาถึงนะ ชายหนุ่มผู้นั้นดูเหมาะกับเจ้าไม่น้อย”
ฟางซินได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกขัดเขิน ดีที่จิวหลิงยืนเคยอยู่ไกล ๆ ทำให้เขาไม่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ ไม่เช่นนั้นมีหวังคงเขินอายมากกว่านี้ เขายืนคุยกับเถ้าแก่เจียงต่ออีกสักครู่ เพื่อรับรายการสมุนไพรที่เขาต้องส่งในครั้งหน้า เพียงไม่นานธุระที่เขาต้องทำในวันนี้ก็จบลง
“ไปกันเถิด” ฟางซินเดินมาหาจิวหลิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่ากลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งเครียด คิ้วหนายกขึ้นขมวด เหมือนว่าก่อนหน้าที่เขามาจะเกิดบางอย่างขึ้น “จิวหลิง ท่านเป็นอะไรหรือไม่”
มือเรียวเอื้อมสะกิดเบา ๆ ที่ต้นแขนคนตัวโต คนที่กำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดก้มลงมอง พลันแววตาแข็งกร้าวก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ริมฝีปากหนาเผยรอยยิ้มก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่มีอันใด ข้าแค่ไม่ค่อยชินกับคนเยอะ ๆ เจ้าทำธุระเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จแล้ว ข้าคิดว่ามีผู้ใดจะทำร้ายท่านเสียอีก หากไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ท่านหิวหรือไม่ข้าได้เงินมาเยอะเลยทีเดียว เราไปหาบะหมี่กินกันดีกว่ามื้อนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง”
จิวหลิงพยักหน้าพลางส่งยิ้มให้กับฟางซิน เมื่อเจ้าตัวเดินนำหน้าไป ริมฝีปากที่กำลังระบายยิ้มก็หุบลงทันที สีหน้าเคร่งเครียดที่เก็บซ่อนเอาไว้ก็ฉายขึ้นอีกครั้ง เขาก้มลงมองกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ในมือ ก่อนจะขยำมันทิ้ง และรีบเดินตามหลังร่างเล็กไปทันที
เป็นครั้งแรกที่ฟางซินได้มานอนค้างคืนที่โรงเตี๊ยม ปกติเมื่อเขานำสมุนไพรมาส่งเรียบร้อยแล้วก็จะกลับทันที เพื่อให้ถึงบ้านก็ไม่ค่ำจนเกินไป ทว่าในวันนี้ต่างออกไป ทั้งฟางซินและจิวหลิงใช้เวลาในการเดินเล่นในตลาดเกือบทั้งวัน เงินที่ได้จากการขายสมุนไพรให้แก่เถ้าแก่เจียงถูกใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ฟางซินซื้ออาภรณ์ใหม่ให้กับตนเองและจิวหลิง รวมทั้งกักตุนข้าวของบางส่วนที่ต้องใช้ในยามจำเป็นเอาไว้ จะได้ไม่ต้องเดินลงเขามาซื้อบ่อย ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมในหมู่บ้าน แทนการเดินทางกลับไปยังกระท่อม เพราะยามนี้ฟ้ามืดเกินกว่าพี่พวกเขาจะออกเดินทาง
ห้องที่พวกเขาเลือกพักกันในคืนนี้ไม่ใหญ่นัก เพราะเป็นเพียงโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่มีไว้รับรองเหล่าพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายเพียงเท่านั้น ทว่าสำหรับฟางซินแล้วมันก็ยังดูกว้างขวางกว่ากระท่อมของเขาอยู่ดี อย่างน้อยเตียงที่นี่ก็กว้างมากพอที่เขาจะไม่ต้องนอนเบียดกับคนตัวโต
“ท่านยังไม่นอนหรือ” ฟางซินเอ่ยถามขณะที่เดินกลับมาจากการอาบน้ำ เขากับการได้มานอนพักในโรงเตี๊ยมเป็นครั้งแรก จึงใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ คิดว่าออกมาอีกทีจิวหลิงคงจะหลับไปแล้ว
“เจ้าง่วงแล้วหรือ”
“นิดหน่อย มีอะไรข้างนอกหน้าต่างนั่นหรือข้าเห็นท่านมองไปด้านนอกอยู่นานแล้ว” เขาเดินมานั่งบนเตียงขณะที่มือยังคงสางเส้นผมที่ยังเปียกชื้นอยู่
“ไม่มีอันใดหรอก ข้าแค่คิดบางอย่างนิดหน่อย” จิวหลิงตอบกลับเสียงเรียบ จากนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าฟางซิน
“มาข้าช่วย”
เขาแย่งหวีในมือของฟางซินมาถือไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ ลงมือสางเส้นผมที่เปียกชื้นให้กับเจ้าตัว
ฟางซินมองการกระทำนั้นอย่างขัดเขิน ทว่าก็ยินยอมให้จิวหลิงช่วยสางผมต่อ ระหว่างเขาและชายหนุ่มเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ การใช้ชีวิตอยู่บ้านเดียวกันมาจนถึงยามนี้นับได้ว่าเกิดความผูกพันอยู่ไม่น้อย เขาไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย แต่ก็ไม่อาจเปิดเผยได้เช่นเดียวกัน
“ท่านเริ่มจำได้บ้างแล้วหรือ”
“หากข้าจำได้แล้ววันหนึ่งต้องจากเจ้าไป เจ้าจะเสียใจหรือไม่”
ฟางซินนิ่งเงียบครุ่นคิดคำตอบ หากว่านี่คือการเห็นแก่ตัว ที่เขาเอาแต่ตักตวงความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อจิวหลิงเขาก็คงไม่ปฏิเสธ แม้วันที่พวกเขาต้องจากกันจะมาถึง ถึงยามนั้นเขาก็คงไม่เสียใจมากนักที่ไม่ปฏิเสธความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย ต่อให้วันข้างหน้าต้องเจ็บปวดก็ตาม
“ข้าก็คงเสียใจ”
คำถามของจิวหลิงถูกตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แล้วท่านเล่าจะเสียใจหรือไม่ที่ต้องจากข้าไป”
“เหมือนกับเจ้า” น้ำเสียงทุ้มตอบเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน “ผมเจ้าแห้งแล้ว ดึกแล้วนอนเถิดพรุ่งนี้เรายังต้องเดินทางแต่เช้ามิใช่หรือ”
ฟางซินได้ยินก็พยักหน้า จิวหลิงส่งคนตัวเล็กกว่าเข้านอนพร้อมกับห่มผ้าให้เป็นอย่างดี เขานั่งอยู่ข้างเตียงอย่างนั้น จนกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างบานเดิม
เสียงผิวปากดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบางอย่าง ไม่นานเหยี่ยวตัวหนึ่งก็บินมาเกาะตรงขอบหน้าต่างอย่างพอดี จิวหลิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาผูกไว้ที่ขาของเหยี่ยว จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินไปยังจุดหมายที่เขาต้องการส่งไปให้ถึง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็เดินกลับมายังเตียงที่มีร่างเล็กนอนหลับอยู่ ก่อนจะแทรกกายเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วค่อย ๆ เอื้อมแขนมาโอบกระชับร่างของฟางซินเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
คืนนั้นท่ามกลางกลิ่นกำยานที่ถูกจุดจนกลิ่นหอมไปทั้งห้อง เมื่อบุรุษผู้หนึ่งก้าวเท้าเข้ามา เหล่าผู้คนที่ต่างกำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้าก็รีบกุลีกุจอคุกเข่าลงในทันที
“ถวายบังคมฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี” เหล่าผู้คนภายในห้องต่างเอ่ยพร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียว
“ลุกขึ้นเถิดอย่าได้มากพิธี อาการขององครักษ์ชวนหลางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าบาท อาการขององครักษ์ชวนหลางดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังมิได้สติบาดแผลภายนอกไม่รุนแรงนักทว่าภายในบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าอาการจะดีขึ้น” หมอหลวงที่ทำหน้าที่รับผิดชอบรักษาอาการขององครักษ์ชวนหลางเอ่ยขึ้น
อย่างที่บอกอาการของชวนหลางค่อนข้างสาหัส กว่าจะพบร่างที่บาดเจ็บก็ผ่านไปหลายคืนแล้ว ในยามที่ร่างของชวนหลางถูกส่งมายังตำหนักแพทย์หลวงลมหายใจของคนผู้นี้ก็โรยรินเต็มทน ทว่าโชคดีที่ยังไม่สายเกินไป ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายยังไม่ฟื้นสติ
“รบกวนพวกท่านแล้ว”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเราฝากพวกท่านดูแลองครักษ์ชวนหลางให้ดี รู้ใช่หรือไม่ว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะเกิดอันใดขึ้น” น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกทำเอาเหล่าหมอหลวงที่ช่วยกันรักษาอาการบาดเจ็บขององครักษ์ชวนหลางถึงกับหน้าถอดสี บางคนถึงกับสั่นเทาเพียงเพราะได้ฟังประโยคเมื่อครู่
ชื่อเสียงของฮ่องเต้หวงจื่อเซียนเป็นที่ประจักษ์กันทั่วท้องเมืองหลวง พระองค์ขึ้นครองราชย์ด้วยอายุยังน้อย อีกทั้งรูปลักษณ์ที่สง่างาม มีสติปัญญาล้ำเลิศ แม้จะยังเยาว์วัยแต่ทว่ากลับสามารถปกครองเหล่าขุนนางได้อยู่มือ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากต้าเจียงจวิน จวิ้นอ๋องหวังเทียนหลิวที่มีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งต้าชิงคอยหนุนหลัง ไม่ว่าศึกชายแดนไหนหากฮ่องเต้หวงจื่อเซียนเป็นคนวางแผน คนนำทัพออกศึกก็จะเป็นต้าเจียงจวินเสมอ นับได้ว่าประวัติศาสตร์การแพ้พ่ายของแม่ทัพหวังเทียนหลิวแทบจะเป็นศูนย์
มิมีผู้ใดไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มและน้ำเสียงอันอ่อนนุ่มของฮ่องเต้หวงจื่อเซียน มักจะแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเสมอ แม้ว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจะราบเรียบเพียงใด แต่กลับแฝงไปด้วยความกดดันที่ยากจะอธิบาย ดังนั้นจึงไม่แปลกหากเหล่าหมอหลวงจะรู้สึกหวาดหวั่นเกรงกลัว
“นี่เราน่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเอ่ยขึ้น หลังจากเสด็จกลับมาจากตำหนักแพทย์หลวง เมื่ออยู่ตามลำพังในห้องส่วนตัว
“กระหม่อมมิบังอาจ”
“เจ้าก็คิดว่าเราเป็นเช่นนั้นด้วยหรือ” ทว่ารอบนี้กลับเป็นน้ำเสียงเหงาหงอยแทน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันทีทำเอาคนฟังแทบปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
“เจ้าได้ข่าวจวิ้นอ๋องหรือยัง”
“องครักษ์ที่ส่งไปรายงานมาว่าพบจวิ้นอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ทรงปลอดภัยดี มิมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หวงจื่อเซียนพยักหน้าช้า ๆ เป็นการรับรู้ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมาราวกับมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้น ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนแล้วสืบเท้าตรงไปยังหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ เหยี่ยวตัวหนึ่งบินเข้ามาเกาะที่แขนขององครักษ์อู๋ซื่อ
“ข้อความจากจวิ้นอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” ที่รู้ว่าเป็นข้อความของจวิ้นอ๋อง นั่นเป็นเพราะเหยี่ยวตัวนี้จะใช้ส่งข่าวคราวระหว่างฮ่องเต้และจวิ้นอ๋องเท่านั้น จะมีเพียงองครักษ์ข้างกายไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ องครักษ์อู๋ซื่อแกะกระดาษแผ่นเล็กออกจากขาของเหยี่ยวจากนั้นก็ยื่นให้แก่ฮ่องเต้
“ถามถึงเสือ เสือก็มา” ฮ่องเต้ทรงรับมาเปิดดูด้วยความยินดี เขากวาดสายตาอ่านข้อความในแผ่นกระดาษอย่างไม่รีบร้อน พระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มเผยรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ทรงระเบิดเสียงหัวเราะเสียงดังลั่น หมดมาดความเป็นฮ่องเต้ในสายตาของใครอีกคนทันที
บทที่สาม“เป็นเพราะท่านข้าจึงสายเช่นนี้” เสียงบ่นปนต่อว่าดังอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กระท่อมกลางเขาจนกระทั่งลงมาถึงเชิงเขาก็ยังคงเป็นเช่นนั้นสาเหตุมาจากการนอนตื่นสายของเจ้าตัวในวันสำคัญ ทั้งที่หมายมั่นเอาไว้ว่าต้องไปให้ทันก่อนเที่ยงทว่ายามนี้ใกล้ถึงเวลาแล้วแต่เขายังไม่ไปไม่ถึงร้านของเถ้าแก่เจียง นั่นเป็นเพราะปัญหาเพียงเล็กน้อยระหว่างเขาและจิวหลิงหลังจากที่เผลอรับปากอีกฝ่ายเรื่องการย้ายมานอนด้วยกันภายในห้องนอนแคบ ๆ จากนั้นก็เกิดข้อพิพาทเรื่องการนอนอยู่บ่อยครั้ง ต่างคนต่างไม่ยอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานาจิวหลิงมักจะหาข้ออ้างอย่างไร้เหตุผลเพื่อหว่านล้อมให้เขาไปนอนด้วยทุกคืน แม้รู้ดีว่าเป็นเพียงคำหลอกล่อทว่าเขาก็ยอมทุกครั้ง เพียงแต่เมื่อคืนเกิดเหตุนิดหน่อยจึงทำให้กว่าจะได้พักผ่อนก็เกินเวลาไปมากแล้ว คนหนึ่งที่อยากนอนพื้นส่วนอีกคนอยากให้นอนร่วมเตียง กลายเป็นเขาอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ คลานขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับหันหลังให้คนที่เอาแต่ใจตลอดทั้งคืนอาจจเป็นเพราะเมื่อบุรุษสองคนนอนใกล้ชิด จึงเกิดเป็นความอบอุ่นจนทำให้เขาหลับสบายทั้งคืน กระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็ช่วงสายของวัน แต่สาเหตุที่เขาไม่พอใจอย
บทที่สองบางทีแล้วเขาอาจจะคิดผิด…ตลอดเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คราแรกฟางซินยังคงหวาดระแวงชายหนุ่มที่หลงลืมตัวตนของตนเอง เพราะถูกทำร้ายจากกลุ่มชายชุดดำในป่า ยามนี้เขาอยากกลับคำพูดเสียใหม่ จากความระแวดระวังกลายเป็นความรำคาญใจเล็กน้อย พอให้รู้สึกเหมือนโดนมดกัดคันยุบยิบภายในอก ทว่าเรื่องเพียงเท่านั้นกลับหาใช่ประเด็นหลักความเป็นจริงก็คือ ผ่านมาจนถึงวันนี้ชายหนุ่มตรงหน้าเขากลับยังจำสิ่งใดไม่ได้ กระทั่งชื่อของตนเอง…ฟางซินส่งยิ้มเฝื่อน ๆ ให้กับชายหนุ่ม ยิ่งนานวันเข้าเขาก็รู้สึกเหมือนว่า ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยามนี้กลายเป็นคนคุ้นเคย คอยตามติดเขาแจราวกับตังเมเหนียวหนึบ ที่พยายามแกะอย่างไรก็ไม่หมดเสียที ไม่ว่าจะยามใดก็แล้วแต่ กระทั่งในเวลาส่วนตัว คนน่ารำคาญผู้นี้ก็จะคอยเดินตามวนเวียนอยู่รอบกายตลอดเวลาคราแรกเขาก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีเพื่อนให้ได้พูดคุย แต่จนแล้วจนรอดในยามนี้เขากลับอยากคิดทบทวนอีกหน ว่าคิดถูกจริงแล้วหรือไม่ที่ยอมให้ชายผู้นี้อาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป“ท่านจำสิ่งใดไม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ นี่ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว บ้านของท่านเล่าพอนึกออกหรื
บทนำกลางป่าลึกที่ในยามกลางวันเละกลางคืนต่างก็เงียบสงัดไม่ต่างกัน ทว่าวันนี้ท่ามกลางความเงียบสงบดังเช่นทุกวันกลับมีเสียงฝีเท้าของคนนับสิบ กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วร่างหนึ่งที่อาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตพยายามควบคุมฝีเท้าให้เบาแสนเบาเท่าที่จะพอทำได้ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ ทั่วกาย ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลให้การประคองตัวก้าวเดินในแต่ละย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าสติที่หลงเหลืออยู่จะเลือนรางเต็มทน หากแต่เพื่อเอาชีวิตรอดจำต้องฝืนตนเองกัดฟันข่มความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“พวกเจ้าแยกย้ายออกไปตามหาให้เจอ อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับไปได้” หนึ่งในคนชุดดำที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนออกคำสั่ง จากนั้นเสียงฝีเท้ามากมายก็กระจายแยกกันไปคนละทิศคนละทางอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งค้นหาใครบางคนฝ่ายผู้ได้รับบาดเจ็บและกำลังตกเป็นเป้าหมายของการไล่ล่าครั้งนี้ กลับมีสีหน้าท่าทางไร้แววหวาดหวั่นเกรงกลัว ดวงตาสีรัตติกาลนิ่งสงบกำลังจับจ้องไปยังหนทางเบื้องหน้า ไม่คิดเวลาหันกลับไปมอง แม้ว่าหูจะได้ยินเสียงของคนกลุ่มนั้นกระชั้นชิดเข้าใกล้มาทุกทีดั่งโชคเข้าข้างและสวรรค์ยังเมตตา เบื้องหน้าไม่ไกลมีพุ่มไม้ที่ใหญ่พอจะให้ร







