LOGIN
เพราะหล่อนเขาถึงได้ออกจากมหาลัย เพราะหล่อนเป็นนางนกต่อให้เขาออกไปช่วยตัวเองในคืนนั้น จนมีเรื่องกับคู่อริ
พรีมสูดลมหายใจเข้าปอดสุดลึก พร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น เธอพยายามยืนนิ่งๆ ท่องคาถาอำพรางตัว หวังไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็น แต่ว่านั้นมันเกิดขึ้นแค่ในจินตนาการ เมื่อร่างเล็กเดินเร็วตรงมาทางนี้แล้ว
“แล้วพี่ล่ะมาทำอะไรที่นี่”
ตาต้าพูดน้ำเสียงปกติ เสมือนรุ่นน้องที่ทักทายรุ่นพี่ เธอเห็นว่านีน่าชำเลืองมาทางพรีมเล็กน้อย ถึงได้ขยับเข้าไปยืนใกล้เพื่อนหวังปกป้อง หากมองเผินๆเหมือนจะยืนบังไว้นิดๆ
“พี่เหรอ? มาหาแฟนน่ะ แฟนพี่เรียนวิศวะ”
“อ๋อ...”
ตาต้าลากเสียงยาว พรีมรู้ดีในใจตอนนั้นของตาต้าคิดอะไร เพียงแต่เลือกที่จะไม่ถาม ตาต้าคงกำลังตั้งคำถามว่า เปลี่ยนแฟนอีกแล้วเหรอ..?
“แล้วพวกหนู?”
“มาซื้อชาไข่มุกค่ะ ร้านอื่นมันไม่อร่อยเท่าตึกวิศวะ”
ไม่พูดเปล่าเธอเขย่าน้ำแข็งที่อยู่ในแก้วให้ดูด้วย เมื่อนีน่าเห็นจึงพยักหน้าให้
“ใช่ที่นี่พี่ก็ว่าอร่อยสุด ว่าแต่เราน่ะอย่าลืมไปงานวันเกิดพี่นะ”
“อ๋อ..เรื่องนั้น ไม่ลืมค่ะ เตรียมของขวัญให้พี่แล้ว ว่าแต่ปีนี้พี่จัดที่ไหนเหรอ”
“น่ารักที่สุด..อืม ไม่แน่ใจกำลังถามแฟน แต่เห็นแฟนว่าจะจัดที่ผับที่เพื่อนเขาเป็นผู้จัดการน่ะ ไว้ชัวร์แล้วจะ DM บอกนะ”
“อ่า ได้ค่ะ”
“โอเค ถ้างั้นพี่ไปก่อนนะ แฟนลงมาพอดี”
ประโยคนั้นของนีน่าทำให้ตาต้าเผลอหันไปมองตาม ก็เห็นว่านักศึกษาในคราบเสื้อช็อปเดินออกมาจากตึกกันเต็ม หนึ่งในนั้นก็คือพรีมด้วย ที่เผลอหันไปมองโดยไม่รู้ตัว หากแต่เธอไม่ได้มองแฟนนีน่า แต่เธอมองไปยังนักศึกษาทุกคนแล้วนึกพี่ชาย หากว่าเขาไม่หมดสภาพจากการเป็นนักศึกษา ป่านนี้เธออาจจะได้เห็นภาพนี้บ่อยๆ เพราะถ้าเขายังเรียนอยู่ เธอจะต้องมารอเขากลับบ้านพร้อมกัน
ตาต้าที่สังเกตเห็นแววตากึ่งเศร้าของเพื่อน เธอเลือกที่จะทำลายสิ่งนั้น หันกลับไปโบกมือให้กับนีน่าที่ยืนยิ้มกรุ้มกริ่มแฝงเลศนัยอยู่ที่เดิม เพื่อให้หล่อนเดินออกไปได้แล้ว
“ไว้เจอกันค่ะพี่นีน่า”
เพียงแต่ตาต้าไม่คิดว่า พอร่างเล็กของรุ่นพี่เดินออกไปได้สักพัก จะหมุนตัวกลับมาตะโกนบางอย่างอีก ที่ทำให้พรีมหันขวับไปมอง
“ถ้าให้ดีก็ชวนเพื่อน ชวนพี่ชายของเพื่อนมาด้วยน้า”
“.........”
แน่นอนว่าตาต้ายิ้มเจื่อน ก่อนความเงียบจะโรยตัวลงมา เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่พักนึงก่อนจะหันมองพรีม แล้วสลับกับอีกคน ตอนนั้นแอบกลืนน้ำลายลงคอด้วย กลัวว่าจะเกิดเรื่องทว่า..
“อีดอก..”
เห็นเพื่อนสบถออกมาเพียงแค่นั้นแล้วไม่ใส่ใจอีก เธอจึงโล่งใจไม่น้อย ก่อนยิ้มกว้างพลางเข้ามาคล้องแขนพรีม ออกแรงดึงให้เดินกลับไปยังคณะของตัวเองเพื่อรอเรียนคาบถัดไป
“สาบานเลยว่า ฉันจะเลิกกินชาไข่มุก”
ตาต้ายื่นหน้ากระซิบ ในขณะที่พรีมหันหน้ามามอง เธอเบ้หน้าแสร้งจะร้องไห้ เป็นท่าทางน่ารักๆที่เธอมักทำเป็นประจำ ยามถูกทำร้ายจิตใจ
“งื้อ...จริงเหรอ”
“จริ๊ง! เลิกเลย และจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก”
“ฮ่าๆๆ”
จากนั้นทั้งคู่ก็พากันหัวเราะร่วน กอดเดินไปยังตึกนิเทศฯ
.
.
เลิกเรียน
พรีมขึ้นรถเมล์สายเดิม เนื่องจากคาบสุดท้ายอาจารย์ปล่อยตรงเวลา และอาจจะเพราะวันนี้เป็นวันศุกร์รถเมล์จึงอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร เธอถึงจะเป็นสตรีทว่ายังแข็งแรงจึงจำเป็นต้องยืน
“หนู เมื่อยไหมลูก มานั่งตักป้าก็ได้มา”
ป้าคนหนึ่งหวังดีกับเธอสะกิดตรงแขน อาสาเอาตัวเองเป็นเก้าอี้ แต่พรีมกลับปฏิเสธ ส่งยิ้มพร้อมส่ายหน้ากลับไป
“ไม่เป็นไรค่ะป้า อีกสองป้ายหนูก็ถึงแล้ว”
เธอบอกน้ำเสียงนุ่มละมุน นาทีนี้ไม่กล้าเลยที่จะเงยหน้าสบตาใคร ทำได้เพียงมองออกไปนอกกระจก เพราะพอไม่ได้นั่งความตื้นเขินนั้นถามหา และดึงหูฟังขึ้นมาเสียบ เปิดเพลงที่ชอบดังๆเพื่อคั่นเวลา ในขณะมือบางข้างหนึ่งนั้นจับเหล็กเอาไว้แน่น ถึงนานๆทีจะได้ยืน แต่บอกเลยสกิลการยืนของเธอเทียบเท่ากับพนักงานออฟฟิศเชียวนะ
จนกระทั่ง ใกล้จะถึงป้ายรองจากสุดปลายทางที่เธอจะลง จู่ๆรถก็เบรกกะทันหัน..
เอี๊ยด!
เธอที่ฟังเพลงเพลินด้วยน้ำหนักการยืนสบายๆ หัวคะมำไปข้างหน้า
“ว้าย!”
ปั๊ก!
ชนเข้ากับใครบางคน กว่าหญิงสาวจะเงยหน้าขึ้นมาได้เปลือกตาปิดอยู่พัก
“โทษทีครับ! รถส้นตีนมันตัดหน้า!”
เสียงคนขับตะโกนมา ก่อนจะเข้าเกียร์แล้วเร่งความเร็วราวกับไม่มีอะไร ส่วนเธอนั้น..
“จะยืนพิงอีกนานปะ”
เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ใกล้หน้า ที่มาพร้อมกับเสียงบีบแตรสะเทือนถนนเพราะคนขับรถเมล์คันนี้ก็ไม่ยอม โชคดีที่จบแค่นั้นไม่ได้บานปลายตามกันไปจนมีเรื่อง หญิงสาวค่อยๆลืมตาภาพที่เห็นวินาทีแรกคือหัวเข็มขัดมหาลัยเดียวกันกับเธอ ต่อมาคือเสื้อยืดสีดำที่ถูกสวมทับด้วยเสื้อช็อป พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับจี้เกียร์วิศวะ และ..
“เสร็จแล้วก็ออกไปดิ”
“อุย ขอโทษค่ะ”
กว่าเห็นลูกกระเดือกกับใบหน้าของเขา กลายเป็นเขาต้องพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงทุ้มห้วนกว่าเดิม แกมกำลังรำคาญเธอ ร่างเล็กรีบขอโทษขอโพย หลังพบว่าตัวเองนั้นยืนพิงเขาอยู่จริงๆ แถมทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไปที่เขา ส่วนเขาพยายามฝืนตัวเองไม่ให้แผ่นหลังไปชนกับคนอื่นที่อัดแน่นประหนึ่งปลากระป๋อง
“อืม”
พอเขาตอบกลับมาสั้นๆแค่นั้น พรีมก็เงยหน้าขึ้นกะจะส่งยิ้มให้ ทว่าเจอดวงตาคมกริบเข้าไปรอยยิ้มที่กำลังจะหวานกลายเป็นขมแทน เธอถอยหลังออกจากตัวเขาครึ่งก้าว เพื่อเว้นระยะห่าง แต่ทว่า..
เอี๊ยด!
พลั่ก!
“........”
“ไอ้เหี้ย! ขยันตัดหน้ากันจริง! รีบไปหาพ่อมึงเหรอ!”
รถคันเดิมเบรกกะทันหันอีกรอบ คราวนี้ร่างเล็กถลาไปทั้งตัว คนที่ยืนเป็นที่เธอในทีแรกจึงได้ทำหน้าที่นี้อีกครั้ง
หมับ!
เขาตรึงเอวคอดกิ่วของเธอไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะเอามือออกห่างภายหลังแต่ก็ยังไม่ดึงออกมาทั้งหมด รอให้เธอนั้นทรงตัวให้ได้ซะก่อน จึงจะเป็นฝ่ายถอยออกมาเอง
“ขะ ขอโทษอีกครั้งนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
พรีมเม้มปากแน่น คราวนี้เธอเปลี่ยนที่จับของเหล็กเลื่อนต่ำลงมาให้ถนัดมืออีกหน่อย พลางกำไว้แน่น ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา
“เธอลงป้ายไหน”
พลันต้องเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อจู่ๆเขาถามเธอ
“ป้ายที่จะถึงเนี่ยล่ะ”
พอได้คำตอบแทนที่เขาจะพูดอะไรต่อ กลับเบือนหน้าออกไปนอกกระจก เธอที่คลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตรพร้อมกับคำตอบก่อนหน้าได้แต่ยิ้มเจื่อน ก่อนจะก้มหน้าลงดังเดิม
แต่แล้ว..
ออด...
จู่ๆ กริ่งตรงหัวเธอถูกแขนแกร่งเอื้อมผ่านหน้าเข้ามากด แทนที่จะเป็นเธอทั้งที่เตรียมตัวเอาไว้แล้ว พรีมเงยหน้ามองเขาทันทีด้วยความแปลกใจ ก่อนจะมองออกไปข้างนอกกระจกและพบว่าอีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงป้ายของเธอ หญิงสาวที่ไม่อยากให้คนขับบ่นเพราะต้องจอดหลายรอบทั้งที่มันอยู่ห่างกันไม่ไกลจึงจำต้องลงตรงนี้ ทว่า..
กว่ารถจะตบไฟเลี้ยว ชะลอและจอด กลายเป็นว่าพอดีกับป้ายของเธอ
นี่เขากะระยะเหรอ ปกติมันต้องจอดถัดไป เลยป้ายตลอด ลำบากต้องเดินย้อนกลับมาอีก
หญิงสาวลากสายตามามองเขาอีกครั้งอย่างทึ่ง ส่วนเขากระชับสายกระเป๋าเป้เดินลงจากรถไปไม่ได้มองกลับมา ทั้งที่รถคนแน่นขนัดแต่เขากลับเดินชิลล์ๆราวกับไม่มีอะไรขวาง ในขณะที่เธอ..
“ขอทางหน่อยค่ะ...ขอโทษนะคะ..”
กว่าจะลงมาได้เล่นเอาเกือบขาดใจตาย และพอลงมาได้ก็ไม่พบเขาแล้ว หลงเหลือเพียงกลิ่นจางๆจากน้ำหอมราคาแพงที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศ
“คนอะไรอะ..เท่มาก”
พรีมหลุดยิ้มบางๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปตามทางของเธอ
“ของสะสมค่ะ”เขาเปิดฝากล่องออกดูเพียงครู่เดียว ก่อนปิดลงเหมือนเดิม“เอาไป”“ยังไม่ได้ดูเลยว่ามีอะไร”“ของหนู ก็ต้องสำคัญกับหนูสิ”ประโยคนั้นทำให้มือของพรีมหยุดลง เธอมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังถือกล่องออกไป ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ อุ่นขึ้นในอก ไม่นานนัก ห้องที่เคยเต็มไปด้วยข้าวของของเธอก็ค่อย ๆ ว่างลง ตู้เสื้อผ้าเหลือเพียงไม่กี่ชุด ชั้นหนังสือโล่งขึ้น โต๊ะเครื่องแป้งเหลือเพียงของจำเป็นพรีมยืนมองห้องนั้นอยู่ตรงกลางสถานที่แห่งนี้เคยเป็นทั้งบ้าน เป็นที่หลบซ่อน และเป็นความทรงจำที่เธอไม่อยากย้อนกลับไปหาแต่วันนี้...เธอกำลังเดินออกจากมันด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป นอร์ธเดินกลับมาหยุดข้างเธอ“พร้อมหรือยัง”พรีมมองไปรอบห้องอีกครั้ง“ค่ะ”เธอปิดไฟ ก่อนเดินออกมา แต่เมื่อถึงหน้าประตู เธอกลับหยุดแล้วหันกลับไปมองอีกครั้งนอร์ธไม่ได้เร่ง เขายืนรออยู่ตรงนั้น...พัชร พรีมช่วยพัชรได้แค่นี้นะ ไม่ว่าพัชรกำลังทำอะไรอยู่ พรีมจะไม่เป็นตัวถ่วงพรีมยิ้มบาง ๆ ก่อนปิดประตูลง เสียงกลอนประตูดัง กึก เหมือนเป็นการปิดฉากชีวิตช่วงหนึ่งของเธอไว้ และเปิดประตูให้กับอีกช่วงหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้างแต่ครั้ง
และในที่สุดก็กลายเป็นความโกรธอย่างชัดเจน นี่เขาพลาดไปตอนไหน ทำไมถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน“เคยเป็นผู้หญิงของมันงั้นหรือ..”เขาลุกขึ้นยืน คำนี้หลุดออกมาจากริมฝีปากราวกับเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในโลก เขาเดินไปยังหน้าต่างบานสูง มองออกไปยังสวนมืดด้านนอก ภาพในอดีตย้อนกลับเข้ามา พัชร...พี่ชายของพรีม ชายที่เขาจับเอาไว้บนเรือ และบีบให้ยอมทำตามเงื่อนไขของเขา เพราะสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือพรีม เขาต้องการให้พัชรยอมยกน้องสาวให้เขา แต่สุดท้าย...ปาร์คหลับตาลงชั่วครู่ และกรามขบแน่นยาก..ยากกว่าเดิมจู่ๆก็รู้สึกแค้นใจที่ถูกปิดบัง พัชรพี่ชายของพรีมไม่เคยพูดเรื่องนี้“ไอ้พัชรมันรู้ไหมว่าผัวน้องมันเป็นมือปืน”“ไม่แน่ใจครับ” เพล้ง!แก้วคริสตัลในมือถูกขว้างกระแทกกำแพง เศษแก้วแตกกระจายลงบนพื้นเสียงดังสนั่นลูกน้องทุกคนสะดุ้ง แต่ไม่มีใครกล้าขยับ ปาร์คหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนใช้มือปาดริมฝีปากตัวเอง“น่าขำชะมัด”เขาหันกลับมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหึงหวงจนแทบปิดไม่มิด“เธอจำฉันไม่ได้ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันกันแน่”ไม่มีคำตอบ เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงตอบผิด ปาร์คเดินกลับมาที่โต๊ะ ก่อนหยิบขวดเหล้าขึ้นมาเทลงแก้วใหม่
นอร์ธไม่ได้หันกลับไปมองชายกลุ่มนั้นอีกเขาเพียงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาทางพรีมที่ยังยืนมองเขาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ“เข้าไปข้างในเถอะ”น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรีมพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินนำเข้าไปในบ้านของตัวเอง นอร์ธตามหลังเธอเข้ามา ก่อนจะเป็นคนปิดประตู เสียงประตูปิดลงเบา ๆ ตัดโลกภายนอกออกไปในทันที แต่คำถามในหัวของเขากลับไม่ได้เงียบลงไปทั้งหมดถ้าต้องการเงินจริง ทำไมยังยืนมองเธออยู่แบบนั้น?เขาจำแววตาของพวกมันได้ มันไม่ใช่สายตาของเจ้าหนี้ที่เพิ่งได้รับเงินครบแล้วกำลังจะกลับ มันเหมือนคนที่กำลังตรวจสอบอะไรบางอย่างหรือบางที...กำลังรอให้แน่ใจว่า พรีมยังอยู่ที่นี่ และอยู่คนเดียว“พี่นอร์ธ?”เสียงเรียกของเธอดึงเขากลับมาชายหนุ่มกะพริบตาช้า ๆ ก่อนมองไปรอบๆบ้าน บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เฟอร์นิเจอร์เก่าบางชิ้นถูกใช้งานจนเห็นร่องรอยของเวลา บนโต๊ะมีของใช้ไม่กี่อย่าง ทุกอย่างเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งไหนบอกได้ว่าเจ้าของบ้านเคยมีชีวิตเป็นอย่างไรเขาไม่เคยเห็นมันไม่เคยรู้ว่าเธออยู่ที่นี่อย่างไรและตลอดสองปีที่ผ่านมา...เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอต้องใช้ชีวิตแบบไ
ตาต้านั่งนิ่งอยู่กับโทรศัพท์ในมือ เธอมองหน้าจอที่ดับลงด้วยความรู้สึกประหลาดใจไม่เข้าใจว่าทำไมพัชรถึงพูดเหมือนกำลังบอกลา และไม่รู้เลยว่าในวินาทีเดียวกันนั้นคนที่เธอเพิ่งคุยด้วยกำลังถูกลากตัวออกจากห้องใต้ท้องเรือ ไปโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน รวมถึงพรีมเองก็ด้วย. ค่ำแล้วกว่าพรีมจะเดินออกจากอาคารเรียนพร้อมตาต้าแล้วก็โบกลากันเหมือนอย่างเคยเมื่อพ่อของเธอมารับ แสงไฟสีส้มจากเสาไฟริมถนนทอดยาวลงบนพื้นเปียกชื้น หลังฝนเพิ่งหยุดตกไปไม่นาน หญิงสาวสะพายกระเป๋าขึ้นบนไหล่ พลางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างเหนื่อยล้าก่อนจะเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากประตูมหาวิทยาลัยกระจกฝั่งคนขับลดลง คนที่อยู่หลังพวงมาลัยมองเธอผ่านกระจกด้วยสายตานิ่งๆ“ขึ้นรถครับ”พรีมยิ้มบางๆ“มารับจริงๆด้วย”“บอกแล้วไงว่าจะมา”เธอเปิดประตูขึ้นนั่ง ก่อนจะคาดเข็มขัด รถเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยไปอย่างเงียบๆระหว่างทาง พรีมมองแสงไฟนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย จนกระทั่งเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเดิม เธอก็หันมามองเขา“วันนี้กลับบ้านเก่านะคะ อย่าลืม”นอร์ธเหลือบมองเธอ“ครับ”เขาไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงเปลี่ยนเส้นทางตามที่เธอบอก แต่
หลังจากทานข้าวเสร็จ พวกเขาก็แยกกันที่โรงอาหาร ในขณะพรีมกับตาต้ากลับมาที่ห้องเรียน คนที่เป็นเพียงศิษย์เก่าอย่างนอร์ธ ก็ขับรถออกจากมหาลัยไป ครั้งนี้เขาไม่ได้กลับที่พักหรือไปธุระที่อื่นอาทิเช่นโต๊ะสนุ๊ก สถานที่ที่เคยไปมั่วสุมกับเพื่อนสนิทของเขา แต่เลือกที่จะไปหาคนที่สืบเรื่องราวของคนอื่นเพื่อที่จะนัดรับข้อมูลแทนการลืมของเธอทำให้เขาอยากย้อนอดีตขึ้นมาจริงๆแล้วครั้งนี้ ต่อให้ผลเสียที่ตามมาหนักหน่วงสักแค่ไหน ก็จะไม่สนใจอีกรถสีดำจอดนิ่งอยู่บนถนนลูกรังที่ทอดผ่านพื้นที่รกร้างนอกชานเมือง รอบด้านเงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดหญ้าเป็นระยะ นอร์ธยืนพิงข้างรถอยู่คนเดียว บุหรี่ในมือถูกจุดขึ้นเป็นมวนที่สอง ทั้งที่มวนแรกยังทิ้งกลิ่นควันจางๆเอาไว้บนเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มของเขาชายหนุ่มสูดควันเข้าปอดลึกกว่าปกติ ก่อนจะผ่อนออกช้าๆ ดวงตาสีเข้มทอดมองไปยังถนนว่างเปล่าตรงหน้า แต่สิ่งที่อยู่ในหัวกลับไม่ใช่ภาพตรงนั้นเลย“สองปี…”คำพูดของนักสืบยังวนกลับมาอยู่ในหัวข้อมูลที่เขาเพิ่งได้รับไม่ได้มากพอจะตอบทุกอย่าง แต่กลับมากพอที่จะทำให้เรื่องที่เขาพยายามฝังมาตลอดสองปีเริ่มตอผุดขึ้นมาอีกครั้งโดยเฉพาะคำหนึ่งที่อ
คราวนี้ดวงตานีน่าลุกเป็นไฟ เธอขึงตาใส่อีกคน ความอับอายเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น เมื่อหันมองรอบๆ แล้วเห็นว่านักศึกษาหลายคนกำลังให้ความสนใจอยู่ ถึงการประจานของตาต้าจะไม่ได้เสียงดังมาก แต่เชื่อว่าคนที่อยู่ใกล้เคียงจะได้ยินหล่อนเกือบจะกรี๊ดแล้ว ถ้าไม่ติดว่าคนที่กำลังพูดถึงกำลังเดินเข้ามา และใกล้กว่าเดิมแล้ว ไม่อย่างนั้น คงได้เปิดศึกหยุมหัวกันตาต้าขยิบตาให้ ก่อนจะเดินเร็วไปหาพรีม แล้วหมุนตัวเดินขนาบข้าง โดยตอนนั้นคนที่เดินตามหลังมาติดๆคือร่างสูง เขาไม่ได้สนใจใครเลย นอกจากมองบรรยากาศที่แสนจะคุ้นเคย แต่ตอนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปสำหรับเขา“ไง ยัยไวไฟ พามาได้ไงเนี่ย”ตาต้าใช้หัวไหล่เล็กกระแทกต้นแขนพรีม บีบเสียงล้อเลียน เป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาพรีมปะทะกับนีน่าพอดี เธอรู้ทันทีว่าฝ่ายนั้นไม่พอใจเธอ เพียงแต่ไม่รู้ว่าสาเหตุนั้นไม่ใช่เรื่องเมื่อคืนที่ทะเลาะกัน แต่เป็นความหึงหวง และอิจฉา ยิ่งมารู้ทีหลังว่าแฟนของพรีมตามที่พัชรเคยเล่าว่าน้องสาวกำลังมีความรัก สมัยยังคงคบกันนั้นเป็นคนนี้ ก็ยิ่งทวีคูณความริษยาเข้าไปอีกหล่อนหมายปองนอร์ธมานาน เพียงแต่เข้าไม่ถึงตัวทว่าเด็กปรุงจืดอย่างพรีม ที่หล่อนมักมองว







