Masukท่ามกลางความสลัวของยามหัวค่ำที่ลมเย็นยะเยือกเริ่มพัดผ่านเรือนพัก หรงเชียนเสวี่ย ทอดสายตาคมปลาบมองไปยังร่างของคนขับรถม้าที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้า ระยะทางจากคฤหาสน์ไปถึงหมู่บ้านเฮยซือนั้น แม้จะไม่ไกลสุดกู่ แต่การที่เขากลับมาปรากฏตัวไวกว่ากำหนดเช่นนี้ย่อมมีเงื่อนงำ เพราะอย่างเร็วที่สุดเขาควรจะกลับมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้
"เจ้าได้รับคำสั่งจากข้าให้นำร่างของสาวใช้นางนั้นไปส่งที่หมู่บ้านใช่หรือไม่... แล้วเหตุใดตัวเจ้าจึงกลับมาไวเพียงนี้?"
น้ำเสียงของนางเรียบเย็นทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจบีบคั้นจนคนขับรถม้าแทบจะหยุดหายใจ เขาตระหนักดีว่าคนในตระกูลหรงนั้นโหดเหี้ยมและเด็ดขาดเพียงใด ความประมาทเพียงนิดอาจหมายถึงชีวิตที่หลุดลอย
"พะ... พอดีช่วงเช้าก่อนที่บ่าวจะออกไปนอกจวน บ่าวบังเอิญพบกับท่านแม่ทัพเข้าขอรับ" เขาละล่ำละลักตอบด้วยเสียงสั่นพร่า "ท่านแม่ทัพเห็นว่างานนี้อาจจะเกินกำลังของบ่าว จึงมีบัญชาให้คนของท่านรับช่วงต่อและจัดการหน้าที่แทนบ่าวทั้งหมดขอรับ"
หรงเชียนเสวี่ยพยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งภายใต้แสงตะเกียงที่วูบไหว "คนของท่านพ่อรับช่วงต่ออย่างนั้นหรือ..." เพียงแค่นางหลับตาลง ภาพเหตุการณ์นองเลือดที่หมู่บ้านเฮยซือก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกดุจภาพหลอนที่คุ้นตา สัญชาตญาณของมือสังหารที่คลุกคลีกับกลิ่นอายความตายมาทั้งชีวิตกระซิบบอกนางในทันที... ความเมตตาของนางถูกบิดาบิดเบือนให้กลายเป็นใบสั่งตายไปเสียแล้วครอบครัวของสาวใช้ผู้น่าสงสารเหล่านั้นคงมิอาจรอดพ้นคมดาบที่ไร้ความปรานีของจอมทัพไปได้
"เจ้าไปได้" นางเอ่ยอนุญาตสั้นๆ โดยไม่คิดจะไล่เบี้ยความอื่นให้เสียเวลา ก่อนจะหมุนกายสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ของบิดาในทันทีฝีเท้าของนางแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดุจพยัคฆ์ร้ายในเงามืด แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำบัดนี้เริ่มมีกระแสคลื่นแห่งโทสะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ...
"นั่นใคร!"
น้ำเสียงเข้มทรงอำนาจของ แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว ตวาดก้องฝ่าความมืด นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์หรี่ลงอย่างระแวดระวัง มือหนาขยับเข้าหาด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ เมื่อประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลมเตือนให้เขารับรู้ถึงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและ จิตสังหาร อันเบาบางทว่าคมกริบที่แผ่ซ่านมาจากผู้มาเยือน
"ข้าเอง" น้ำเสียงเรียบเย็นที่ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านโต้กลับไป ทันทีที่ร่วงรู้ว่าเป็นบุตรสาวสุดที่รัก รังสีอำมหิตของจอมทัพพลันมลายหายไปสิ้น เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทีและสุ้มเสียงในทันที
"เสวี่ยเอ๋อร์ ลูกพ่อ... เจ้าเองหรือ เข้ามาข้างในก่อนเถิด ลมหนาวข้างนอกมันแรงนัก เดี๋ยวเจ้าจะกลับไปล้มป่วยเอาได้"
หรงเชียนเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แสงเทียนที่สั่นไหววูบวาบสะท้อนใบหน้าที่นิ่งสนิทดุจรูปสลักหินของนาง ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนทำให้ผู้เป็นบิดาถึงกับทำตัวไม่ถูก
"ลูกรัก... เจ้ามีธุระสำคัญอันใดกับพ่อในยามวิกาลเช่นนี้หรือ?"
นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองบิดาเขม็งดุจจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจ "ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าข้ามาพบท่านด้วยเหตุอันใด"
คำตอบที่เป็นดั่งศรแหลมคมพุ่งเข้ากลางเป้าทำเอาหรงเจิ้นกั๋วถึงกับนิ่งอึ้ง เขาไม่คาดคิดว่านางจะจับพิรุธได้รวดเร็วเพียงนี้ หรือล่วงรู้ถึงใบสั่งตาย ที่เขาสั่งกวาดล้างหมู่บ้านเฮยซือ เมื่อเห็นว่าไม่อาจปิดบัง ท่านแม่ทัพจึงแค่นเสียงเย็นออกมา
"พวกมันเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า เจ้าจะไปใส่ใจทำไม! ที่พ่อทำไปก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูลหรง หากพวกมันปากสว่างพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ความพินาศย่อมตกมาถึงพวกเรา"
แววตาของหรงเชียนเสวี่ยกลับยิ่งทวีความว่างเปล่าและเย็นชาขึ้นไปอีก นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำโต้วาทะใดๆ เพียงแค่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของบิดาอย่างกดดัน จนกระทั่งหรงเจิ้นกั๋วเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจ แม้เขาจะอำมหิตต่อคนทั้งใต้หล้า แต่สตรีตรงหน้าคือแก้วตาดวงใจที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต เมื่อทนต่อแรงกดดันที่แฝงด้วยความผิดหวังของบุตรสาวไม่ไหว เขาจึงต้องเป็นฝ่ายยอมจำนน
"เอาเถิด... พ่อรับปาก ต่อไปนี้พ่อจะไม่ก้าวก่ายหรือขัดขวางการตัดสินใจของเจ้าอีก"
เมื่อได้รับคำมั่นที่ต้องการ รังสีความเย็นชารอบกายของหรงเชียนเสวี่ยจึงค่อยๆ เจือจางลง นางเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่ายังคงความเด็ดขาดที่เป็นเอกลักษณ์ของกุหลาบสีดำ
"ท่านรับปากข้าแล้วนะ... หวังว่าคำพูดของท่านจะหนักแน่นดุจขุนเขา"
สีหน้าของท่านแม่ทัพผ่อนคลายลงทันตาเมื่อเห็นว่าบุตรสาวเลิกกดดันตน เขาขยับกายเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามดึงเข้าสู่เรื่องมงคล
"เสวี่ยเอ๋อร์... พ่อได้ข่าวมาว่าวันพรุ่งนี้จะมีผู้วิเศษเดินทางมาเยือนเมืองหลวงของเรา พ่อจึงได้ส่งคนไปเชิญท่านผู้นั้นมายังจวนตระกูลหรง เพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรและเสริมสิริมงคลให้แก่บ้านเรา หากลูกได้พบเขา บางทีเขาอาจจะช่วยชี้แนะหนทางในอนาคตให้เจ้าได้บ้าง"
หรงเชียนเสวี่ยรับฟังด้วยสีหน้าที่นิ่งสงบ ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับทอประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
"ผู้วิเศษอย่างนั้นหรือ..."
นางพึมพำแผ่วเบา สำหรับเพชฌฆาตสาวที่เคยผ่านโลกซึ่งเต็มไปด้วยการหลอกลวงซับซ้อนมาแล้ว นางย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง... ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ศตวรรษ ล้วนมีพวกสิบแปดมงกุฎที่ฉาบหน้าด้วยคราบนักบุญแสวงหาผลประโยชน์จากศรัทธาเสมอ
และมักมีเพียงผู้เบาปัญญา เท่านั้นที่ยินดีก้มหัวให้แก่คำพยากรณ์ลวงโลก เพียงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวให้แก่จิตใจที่แสนเปราะบางของตน
ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ณ จวนหลังใหม่ของหรงเชียนเสวี่ย พิธีมงคลสมรสถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมายแทนที่จะเป็นความอลังการในวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วหวานเคล้าไปกับสายลมยามเย็น ผู้คนในงานต่างมีสีหน้าชื่นมื่น ทว่าจุดที่น่าจับตามองที่สุดกลับเป็นร่างสง่างามของซูฉุนไทเฮาที่ประทับนั่งเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวหานจวิน ฮ่องเต้น้อยผู้กุมมือมารดาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ลอบสังเกตสีหน้าของพระนางอย่างไม่คลาดสายตา ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ความขมขื่นที่เขากังวล แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสงบ"แม่ไม่เป็นอะไรหรอกหานจวิน" ไทเฮากระซิบตอบพลางลูบมือลูกชายอย่างอ่อนโยน "เสด็จลุงของเจ้ามีความสุข... แม่ในฐานะน้องสะใภ้และมารดาของแผ่นดิน ย่อมมีความสุขไปด้วย"เด็กชายได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็คลี่คลายกลายเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและเปี่ยมสุข "สมกับเป็นเสด็จแม่ของลูกพ่ะย่ะค่ะ"ในขณะนั้นเอง หรงเชียนเสวี่ยในชุดมงคลที่งดงามทว่าไม่ฟุ้งเฟ้อ ได้เดินเคียงคู่มากับชินอ๋องหานเทียน ทั้งสองก้าวเดินอย่างมั่นคงและสง่างามดุจกิ่งทองใบหยก เมื่อมาถึงเบื้องหน้าไทเฮา หรงเชียนเสวี่ยได้ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยกิริยาที่เปี่ยม
โถงราชสำนักในวันนี้ เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักต่างมารวมตัวกันจนเนืองแน่น เสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับความผิดมหันต์ของขันทีโฉด มู่หรงชิง ดังระงมไปทั่ว บ้างก็สาปแช่ง บ้างก็ก่นด่าด้วยความเกลียดชังที่มันบังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องหลังม่านมุกที่ทิ้งตัวลงมาปิดกั้น ร่างของซูฉุนไทเฮานั่งสงบนิ่งทว่าแผ่รังสีแห่งความเยือกเย็น ส่วนทางด้านชินอ๋องหานเทียนประทับอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษา พระพักตร์เรียบเฉยทว่าแววตาคมกริบดุจใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีวิตผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินมู่หรงชิงถูกลากตัวเข้ามากลางโถง ร่างกายที่เคยสวมใส่แพรพรรณชั้นดีบัดนี้เหลือเพียงชุดนักโทษสีหม่นรอยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่พันธนาการข้อมือข้อเท้าส่งเสียงกระทบกันดังแกรกกรากทุกย่างก้าว สายตาของมันสั่นไหวและเลื่อนลอย พยายามเพ่งมองผ่านม่านมุกที่กั้นกลาง หวังจะเห็นใบหน้าของสตรีที่มันหลงรักอย่างสิ้นคิดเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะรู้ดีว่านางไม่มีวันหันมามองคนเช่นมันด้วยความอาทรก็ตาม"เจ้าสุนัขรับใช้เนรคุณ! บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงขันทีต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรถึงริอ่านแตะต้ององค์ไทเฮา!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งก้าวออกมาตวาดลั่นจนใบหน้าแดงก่ำ"เจ้ามันก็แค่ก้อนเน
ในช่วงเวลานี้ เหล่าหมอหลวงต่างทุ่มเทกำลังรักษาซูฉุนไทเฮาอย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังให้พระนางฟื้นตื่นจากการหลับใหล ทว่าท่ามกลางความสงบของราชสำนัก ภาระงานเอกสารกลับกองทับทวีจนรัดตัว ฮ่องเต้น้อยหานจวิน ในวัยสิบสองพรรษาต้องแบกรับความกดดันหนักอึ้งเกินวัย ด้วยความห่วงใยหลานชาย ชินอ๋องหานเทียนจึงตัดสินใจพาฮ่องเต้น้อยมาฝากไว้ที่จวนของหรงเชียนเสวี่ย หวังให้เด็กน้อยได้ปลีกตัวออกจากบรรยากาศเคร่งเครียดในวังหลวงบ้างหรงเชียนเสวี่ยซึ่งเติบโตมาในโลกของการสังหารย่อมไม่ประสีประสาในการเอาอกเอาใจเด็ก นางทำได้เพียงนั่งมองเด็กชายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้นำขนมว่างมาวางไว้ให้ แล้วความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างหานจวินลอบสังเกตสตรีเบื้องหน้าด้วยความระแวง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบกับสตรีผู้เป็นดั่งหนามยอกอกของเสด็จแม่ ภาพลักษณ์ที่เย็นชาและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นความห่วงใยที่เสด็จลุงมีให้แก่นาง "ข้าไม่เคยเห็นเสด็จลุงเอาใจใส่ใครเป็นพิเศษเช่นนี้มาก่อน..." ฮ่องเต้น้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "แม้แต
ศึกใหญ่จบสิ้น ขันทีโฉดถูกคุมขังในคุกหลวงรอรับทัณฑ์ตามอาญาแผ่นดิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามนี้ดูปลอดโปร่งกระจ่างใส ราวกับจะสดุดีแก่ความสงบสุขที่หวนคืนสู่ราษฎรอีกครั้งณ ริมธารน้ำใสที่รายล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ชินอ๋องหานเทียนและหรงเชียนเสวี่ยเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินหินอย่างเชื่องช้า บรรยากาศดูผ่อนคลายทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่เปราะบาง"บิดาและพี่ชายของเจ้าในยามนี้ สร้างผลงานใหญ่หลวงนักที่สามารถปัดเป่าภัยร้ายออกจากราชสำนักได้สำเร็จ" หานเทียนเอ่ยขึ้น พลางลอบสังเกตสีหน้าของสตรีข้างกายอย่างระแวดระวัง ท่วงท่าของพระองค์ดูใส่ใจและนุ่มนวล ราวกับเกรงว่าถ้อยคำใดจะทำให้หญิงงามข้างกายต้องขุ่นเคืองพระองค์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา "แต่ข้ากลับไม่อาจมอบรางวัลตอบแทนให้เขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ... หรงเจิ้นกั๋วเปรียบเสมือนเสือร้ายที่ยอมสงบเสงี่ยมเพียงชั่วคราว ข้าล่วงรู้ดีว่าที่เขายอมลดดาบลง ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกือบทำลายตระกูลของเขาในครานี้เป็นสำคัญ"หรงเชียนเสวี่ยเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับชินอ๋อง แววตาของนางมิได้มีร่องรอยของความโกรธเคืองหรือการปกป้องบิดาอย่างหลับหูหลับตา น้ำเสียงที่ตอบกล
ร่างของขันทีโฉดถูกทหารคุมตัวลากถูไปตามพื้นมุ่งหน้าสู่คุกหลวง เพื่อรอคอยการตัดสินโทษทัณฑ์ที่สาสม ทว่าในใจของแม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว เพลิงแค้นยังคงปะทุร้อนรุ่มราวกับจะแผดเผาอก เขากระหายที่จะเหยียบย่ำร่างนั้นให้แหลกละเอียดคาส้นเท้า แต่หากต้องการให้มันได้รับความทรมานที่ถึงกึ๋น การสังหารในนาทีนี้กลับดูเป็นความปรานีที่มากเกินไป"ท่านพ่อ... เหตุใดท่านจึงไม่สังหารมันเสีย?"สิ้นเสียงศึกที่สงบลง หรงป๋อหยวนก้าวเดินเข้ามาสมทบกับบิดา หรงเจิ้นกั๋วหันไปจับจ้องบุตรชาย พลางกวาดสายตามองสำรวจท่ามกลางไฟสงครามที่เพิ่งดับมอด เนื้อตัวของลูกชายเขายังคงสะอาดสะอ้านไร้รอยขีดข่วน จะมีก็เพียงกลิ่นสุราฉุนกึกที่โชยออกมาจากตัวนายน้อยผู้นี้เป็นระยะ ทว่าแม่ทัพเฒ่าหาได้ใส่ใจไม่ ในยามที่บุตรชายยังคงปลอดภัยและสุขสบายดี นั่นก็นับเป็นดีที่สุดแล้วเมื่อเห็นบิดายังคงเงียบ หรงป๋อหยวนจึงเอ่ยทัดทานซ้ำอีกครา "ท่านพ่อ ท่านช่างใจดีกับเจ้าขันทีสารเลวนั่นเกินไปแล้ว ทั้งที่มันเคยเหยียบย่ำตระกูลเราจนเกือบสิ้นซาก ท่านจะปล่อยให้มันหายใจไปเพื่ออะไร?"คำทัดทานนั้นทำให้หรงเจิ้นกั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้น
เมื่อได้รับรายงานจากแนวหลังว่าหรงป๋อหยวนยังปลอดภัยดี ความกังวลที่เกาะกุมหัวใจแม่ทัพก็มลายหายไปสิ้น แววตาของหรงเจิ้นกั๋วเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายที่หมดห่วงหน้าพะวงหลัง เขาแผดเสียงคำรามสั่งให้ทหารบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง มือสังหารที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันและกำลังจะพ่ายแพ้ต่างก็ทิ้งอาวุธหนีตายกันอลหม่าน"อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้! จัดการให้สิ้น!"หรงเจิ้นกั๋วส่งทหารส่วนหนึ่งออกไล่ล่ากลุ่มนักฆ่าที่กำลังแตกกระเจิง ส่วนตัวเขาพร้อมทหารฝีมือดีที่สุดรีบบุกเข้าสู่ตำหนัก ซูฉุนไทเฮาทันที ทว่าเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถงใหญ่ ภาพที่เห็นกลับทำเอาแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยสนามต้องหยุดชะงักศพของเหล่ามือสังหารฝีมือดีที่มู่หรงชิงจ้างมาถูกสังหารจนสิ้นซาก ทุกร่างล้มตายในท่าทางที่ดูไม่ออกว่าเสียชีวิตด้วยวิชาของสำนักใด ร่องรอยการต่อสู้ช่างเรียบง่ายและโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นฝีมือของทหารทั่วไป"ที่นี่มันเกิดเรื่องอันใดกันแน่..." หรงเจิ้นกั๋วพึมพำด้วยความตื่นตะลึง เขาเป็นทัพหน้าบุกฝ่าเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่กลับมีใครบางคนมาถึงที่นี่ก่อนหน้าเขาและกวาดล้างทุกอย่างจนหมดสิ้น"ท่านแม่ทัพขอร







