เข้าสู่ระบบตกเย็น ทั้งสี่คนกินข้าวด้วยกัน อันอันพูดมากที่สุดตามเคย เซวียนเอ๋อร์พยายามใช้ตะเกียบคีบเนื้อ คีบสามครั้งก็หล่นสามครั้ง ฉางเยี่ยกำลังจะช่วย เด็กชายรีบพูด “ข้าทำเอง” มือใหญ่จึงหยุด “ได้” เขาปล่อยให้ลูกลองต่อ ครั้งที่สี่ เซวียนเอ๋อร์คีบได้สำเร็จ ใบหน้าเล็กยังคงนิ่ง แต่ดวงตาภูมิใจมาก หว่านอี๋เห็นทุกอย่
บทที่ 50 บ้าน ครึ่งปีต่อมา ฤดูใบไม้ผลิมาถึงชายแดนเหนือช้ากว่าที่อื่นเสมอ หิมะบนยอดเขายังละลายไม่หมด แต่ต้นไม้ภายในจวนอ๋องเริ่มแตกยอดอ่อนแล้ว แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเรือนหลัก ตกลงบนพื้นเป็นริ้วยาว ความเงียบซึ่งเคยปกคลุมเรือนนี้มานานหลายปีหายไปโดยสิ้นเชิง “เซวียนเอ๋อร์!” เสียงหว่านอี๋ดังมาจาก
“ดังนั้นท่านช่วยรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน ลูกยังเล็ก มาช่วยกันเลี้ยงให้โตก่อนเจ้าค่ะ” เงียบไปครู่หนึ่ง ฉางเยี่ยหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เพราะกระเทือนบาดแผลจึงต้องหยุดทันที หว่านอี๋รีบประคอง “ยังจะหัวเราะอีก!” เขาจับมือนางไว้ “ดี” “อะไรดี?” “ข้าจะช่วยเลี้ยง” หว่านอี๋มองเขา ก่อนหลุดหัวเราะตามในที่สุด เมื
บทที่ 49 กลับมาเพราะคิดถึง ฉางเยี่ยรอดพ้นคืนที่อันตรายที่สุดมาได้หลังจากนั้นสามวัน ไข้จึงเริ่มลด หมอทหารบอกว่าหากบาดแผลไม่ติดเชื้อและเจ้าตัวยอมพักอย่างที่ควร เขาก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว คำว่า ยอมพัก ทำให้หว่านอี๋เหลือบมองคนบนเตียงทันที ฉางเยี่ยเห็นสายตานั้นจึงเงียบ หมอทหารซึ่งรักษาเขามาหลายปีไม่
“ไม่ต้องหาแล้ว” เสียงเบามากแต่ชัดเจน “ข้ากลับมาเอง” ฉางเยี่ยนิ่ง ดวงตาแดงขึ้นช้า ๆตลอดหลายปี ไม่มีผู้ใดเคยเห็นเขาร้องไห้ แม้แต่วันนี้ก็ไม่มีน้ำตาไหลลงมา เพียงหางตาแดงจัดนิ้วมือกำมือนางแน่นเท่าที่แรงเหลืออยู่ “อย่าไป…” คำเดิม แต่ครั้งนี้ไม่มีคำสั่ง ไม่มีการบังคับมีเพียงคำขอของชายคนหนึ่งที่แทบไม่มีแร
บทที่ 48 ไม่ต้องหาแล้ว หว่านอี๋ใช้เวลาเดินทางเร็วกว่ากำหนดเกือบสามวัน กลางวันรถม้าแทบไม่หยุด กลางคืนพักเพียงเท่าที่เด็กสองคนรับไหว ยิ่งขึ้นเหนือ อากาศยิ่งหนาวจัด ถนนบางช่วงมีหิมะเก่าจับเป็นน้ำแข็งจนต้องลดความเร็ว แต่ทันทีที่พ้นทางอันตราย นางก็สั่งเปลี่ยนม้าแล้วเดินทางต่อ ข่าวจากชายแดนมาถึงอีกครั้ง







