LOGINจะเป็นเช่นไร เมื่อวิญญาณCEOหนุ่มหล่อสุดเนียบมาอยู่ในร่างของเด็กทารกในยุคจีนโบราณ ที่มีพ่อเป็นคนเห็นแก่ตัว ส่วนแม่ก็อ่อนแอยอมเป็นทาสรับใช้คนในบ้าน
View Moreตอนที่ 1 CEO หนุ่ม
กู้เฟิงหมิงนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังในห้องทำงานส่วนตัวของเขาที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพง ผนังประดับด้วยภาพศิลปะที่มีมูลค่าหลายล้าน ครึ่งชั่วโมก่อนเขาเพิ่งปิดดีลการประมูลโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายพันล้านได้สำเร็จ "คุณกู้ครับ รถเตรียมพร้อมแล้วครับ" เลขาหนุ่มแจ้งผ่านอินเตอร์คอม กู้เฟิงหมิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ สวมเสื้อสูทราคาแพงที่ตัดเย็บมาเฉพาะสำหรับเขา เขาเดินออกจากห้องทำงานลงไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ทุกย่างก้าวของกู้เฟิงหมิงเต็มไปด้วยความมั่นใจ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องในโถงทางเดิน พนักงานทุกคนที่เดินสวนต่างก้มศีรษะให้ความเคารพ บ้างก็ยิ้มประจบ แต่ไม่มีใครกล้าสบตากับเขาตรงๆ กู้เฟิงหมิงคือเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในรายชื่อมหาเศรษฐีระดับโลก “วันนี้มีอะไรในตารางงานอีกบ้าง?” กู้เฟิงหมิงถามเลขาหนุ่มที่เดินตามมาติดๆ “มีประชุมกับทีมบริหารตอนบ่ายสองครับ และตอนหกโมงเย็นมีงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของโครงการที่โรงแรม” เลขาฯ ตอบพลางเปิดประตูลิฟต์ให้ ลิฟต์เคลื่อนตัวลงอย่างช้าๆ กู้เฟิงหมิงมองภาพสะท้อนของตัวเองบนผนังลิฟต์กระจก ชายวัย 35 ปี ใบหน้าคมเข้ม ผมดำสนิทตัดเรียบร้อย ดวงตาคมกริบมองโลกด้วยความเย็นชา เขาปรับเนคไทสีน้ำเงินเข้มให้เข้าที่ “มีข่าวอะไรจากฝั่งคู่แข่งบ้าง?” กู้เฟิงหมิงถามต่อ “บริษัทของคุณเหลียงกำลังเตรียมยื่นประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงครับ แต่ผมได้ข่าวว่าพวกเขามีปัญหาเรื่องเงินทุน” กู้เฟิงหมิงยิ้มบางๆ “งั้นเราก็ต้องเร่งมือหน่อย ติดต่อทีมกฎหมายให้เตรียมเอกสารไว้ ฉันจะเข้าร่วมประมูลโครงการนี้ด้วย” ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นใต้ดิน ลานจอดรถส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูง รถยนต์เบนท์ลีย์สีดำเงาวับจอดรออยู่ คนขับรถในชุดสูทสีดำยืนรออยู่ข้างรถ พร้อมเปิดประตูให้ทันทีที่เห็นกู้เฟิงหมิงเดินมา กู้เฟิงหมิงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งในรถ “ผมจะส่งรายละเอียดการประชุมไปให้ทางอีเมลนะครับ” กู้เฟิงหมิงพยักหน้า รถเบนท์ลีย์เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ ผ่านประตูรักษาความปลอดภัยที่มีการ์ดยืนเฝ้าอยู่ ออกสู่ถนนใหญ่ใจกลางเมือง กู้เฟิงหมิงเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาตรวจสอบอีเมล พรุ่งนี้เขามีนัดรับประทานอาหารกลางวันกับคนสำคัญที่ร้านอาหารหรูย่านธุรกิจ การพบปะครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดประมูล “วันนี้รถติดเป็นพิเศษ ผมขอใช้เส้นทางลัดแทนนะครับนาย” คนขับรถพูด กู้เฟิงหมิงไม่ได้ตอบอะไร เขาจมอยู่กับงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รถเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่มีตึกสูงสองข้างทาง ถนนค่อนข้างแคบ และมีรถสัญจรน้อย ขณะที่รถกำลังแล่นผ่านจุดที่มีตึกร้างอยู่ฝั่งหนึ่ง จู่ๆ ก็มีรถจักรยานยนต์สองคันพุ่งออกมาจากซอยข้าง ขวางหน้ารถเบนท์ลีย์ คนขับรถเบรกกะทันหัน "อะไรน่ะ?" กู้เฟิงหมิงเงยหน้าขึ้นจากแล็ปท็อป ก่อนที่คนขับรถจะทันได้ตอบ เสียงปืนก็ดังขึ้น กระจกด้านข้างรถแตกกระจาย คนขับรถล้มพับไปทันที เลือดไหลนองบนพวงมาลัย กู้เฟิงหมิงตกใจสุดขีด เขาพยายามหาที่หลบ ชายสองคนในชุดดำเดินเข้ามาที่รถ หนึ่งในนั้นยิงกระจกด้านหน้าแตก เสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดติดต่อกัน เลขาหนุ่มร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขากระตุกเฮือกๆ เมื่อกระสุนหลายนัดเจาะทะลุร่างอย่างไร้ความปราณี เลือดสีแดงสดกระเซ็นเปรอะเบาะหนังสีครีม มือปืนคนแรกเปิดประตูรถและเล็งปืนมาที่กู้เฟิงหมิงโดยตรง ดวงตาเย็นชาที่มองผ่านช่องหมวกกันน็อคไม่แสดงความรู้สึกใดๆ นิ้วของเขาเหนี่ยวไกปืน กระสุนพุ่งออกจากลำกล้องตรงเข้าหาหน้าอกของกู้เฟิงหมิงทันที ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง กู้เฟิงหมิงรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่หน้าอก ก่อนที่ความเย็นเฉียบจะแทนที่ เขาพยายามหายใจ แต่ปอดของเขากลับไม่ทำงาน เลือดไหลออกจากปากและจมูก โลกรอบตัวเริ่มมืดลง มือสังหารทั้งสองคนหยิบกระเป๋าเอกสารของกู้เฟิงหมิงออกไป พร้อมกับแล็ปท็อปและโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ข่าวการเสียชีวิตของกู้เฟิงหมิง แพร่สะพัดไปทั่วประเทศภายในไม่กี่ชั่วโมง หัวข้อข่าวใหญ่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวทุกแห่ง “กู้เฟิงหมิง ถูกลอบสังหารกลางวันแสกๆ” “มหาเศรษฐีอันดับต้นของประเทศถูกยิงเสียชีวิต” “ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้าย” ที่สถานีตำรวจใจกลางเมือง สารวัตรหลี่ เจ้าของคดี นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพเหตุการณ์ได้เพียงบางส่วน ภาพมืดและไม่ชัดเจน แต่พอจะเห็นรถจักรยานยนต์สองคันและคนร้ายในชุดดำ “มีอะไรคืบหน้าบ้างไหม?” รองผู้กำกับเดินเข้ามาถาม “ยังครับ” สารวัตรหลี่ตอบ “คนร้ายเตรียมการมาอย่างดี ไม่มีลายนิ้วมือ ไม่มีหลักฐานทิ้งไว้ที่ที่เกิดเหตุ กล้องวงจรปิดก็จับภาพได้ไม่ชัดเจน” “นี่ไม่ใช่การปล้นทรัพย์ธรรมดาแน่ๆ” รองผู้กำกับกล่าว “เพราะนาฬิกาหรูและแหวนเพชรที่กู้เฟิงหมิงสวมอยู่ยังอยู่บนตัวเขา” “ผมคิดว่าเป็นการสังหารที่มีการวางแผนมาอย่างดีครับ” สารวัตรหลี่กล่าว “คนขับรถเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แสดงว่าคนร้ายต้องติดตามรถมาตลอดทาง” “ตรวจสอบประวัติคนขับรถหรือยัง?” “ตรวจแล้วครับ เขาทำงานกับกู้เฟิงหมิงมาห้าปีแล้ว ไม่มีประวัติน่าสงสัย ครอบครัวของเขาก็ให้การว่าเขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร” “แล้วศัตรูของกู้เฟิงหมิงล่ะ? คนระดับนั้นต้องมีศัตรูมากมาย” สารวัตรหลี่พยักหน้า “ผมกำลังรวบรวมรายชื่ออยู่ครับ ทั้งคู่แข่งทางธุรกิจ คนที่เคยมีปัญหากับเขา แต่รายชื่อค่อนข้างยาว” “เร่งมือหน่อยนะ” รองผู้กำกับกล่าว “คดีนี้สังคมให้ความสนใจมาก ผู้บัญชาการต้องการความคืบหน้าเร็วๆ” สารวัตรหลี่พยักหน้า เขากลับมาจดจ่อกับภาพในจอคอมพิวเตอร์ พยายามหาจุดที่อาจจะมองข้ามไปตอนที่ 9 ดีแตกวันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ไฉ่เฟิงเติบโตขึ้นทีละน้อย แม้จะเพิ่งอายุได้หกเดือน แต่ดวงตาของเขากลับแสดงถึงความเฉลียวฉลาดเกินวัย เขามักจะนอนเงียบๆ ในห่อผ้า คอยสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้าน ส่วนซุนเยว่แต่งงานออกไปแล้วทำให้บ้านเงียบสงบขึ้น แต่แม่ของเขายังคงทำงานหนักเหมือนเดิม ใบหน้าที่เคยสดใสค่อยๆ ซูบลงทุกวัน แต่นางไม่เคยบ่นให้เขาได้ยินเหวินเฉาก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหลังจากที่ไฉ่เฟิงป่วยหนักครั้งนั้น เขาไม่ได้แสดงความรุนแรงกับลูกชายอีก แต่ก็ไม่ได้แสดงความรักเช่นกัน ค่ำคืนหนึ่ง หลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้ว เหวินเฉาเข้ามาในห้องที่ลู่ชิงหว่านนอนกับลูกชาย หลังจากซุนเยว่แต่งออกไป พ่อสามีก็ยกห้องของนางให้ไฉ่เฟิง เหวินเฉานั่งลงบนขอบเตียง มองภรรยาที่กำลังให้นมลูก“วันนี้เจ้าทำงานหนักเกินไป” เขาพูดเบาๆลู่ชิงหว่านเงยหน้าขึ้นมอง ประหลาดใจกับคำพูดของสามี “ข้าก็ทำเหมือนทุกวัน”“แต่ข้าเห็นเจ้าหน้าซีดลงทุกวัน” เหวินเฉายื่นมือมาแตะที่แก้มของนาง “เจ้าควรพักบ้าง”ลู่ชิงหว่านรู้สึกแปลกใจกับความห่วงใยของสามี นางไม่เคยเห็นเขาอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน “ข้าสบายดี ไม่ต้องห่วงหรอก”เหวินเฉาขยับเข้ามาใกล้ มื
ตอนที่ 8 จู่ๆก็กลายเป็นพ่อที่ดีเมื่อกลับถึงบ้าน ลู่ชิงหว่านพบว่าทุกคนกำลังนั่งกินข้าวเย็นกันอยู่ เหวินเฉาเงยหน้าขึ้นมองเมื่อนางเดินเข้ามาปั๋วเฉิงลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเดินเข้ามาดูหลานชาย ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “หมอบอกว่ายังไงบ้าง”“หมอบอกว่าเขาเป็นไข้สูงและมีอาการอักเสบในปอด หมอให้ยามาสามชนิด และบอกว่าต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเจ้าค่ะ”“อักเสบในปอด?” เจียงหลิงทวนคำด้วยความตกใจ“ใช่! ถ้าข้าไม่พาเขาไปหาหมอ...” นางไม่กล้าพูดต่อ นางทั้งโกรธทั้งเกลียดแม่สามีและสามีของตัวเองเจียงหลิงเงียบไป สีหน้าเคร่งเครียด ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงเข้าห้องโดยไม่มองหน้าสามี นางวางลูกลงบนเปลอย่างเบามือ แล้วรีบออกไปต้มน้ำเพื่อชงยา“เจ้ากินข้าวก่อนเถอะ” ปั๋วเฉิงบอก“ข้าต้องทำยาให้ไฉ่เฟิงก่อน เดี๋ยวค่อยกิน” ลู่ชิงหว่านตอบ ก่อนจะรีบเดินไปที่ห้องครัวนางต้มยาตามที่หมอสั่ง รอจนเคี่ยวได้ที่ แล้วกรองเอาแต่น้ำยาใส่ถ้วยเล็ก รอให้เย็นลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ป้อนให้ไฉ่เฟิงทีละช้อนเด็กน้อยดื่มยาได้เพียงครึ่งถ้วยก็เริ่มขัดขืน ลู่ชิงหว่านพยายามปลอบและป้อนต่อจนหมดหลังจากนั้น นางต้มน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าชุบมาเช็ดต
ตอนที่ 7 ไม่สบายวันต่อมาฟ้ายังไม่สว่างดีลู่ชิงหว่านลืมตาตื่นขึ้นมา นางมองไปที่สามีที่นอนหลับอยู่ข้างๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวังไม่ปลุกให้เขาตื่น นางมองลูกชายที่นอนหลับอยู่ในเปลที่พ่อสามีเป็นคนทำให้ เมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงหลับสนิทจึงค่อย ๆ ย่องออกจากห้องไปครัวยังมืดสลัว ลู่ชิงหว่านจุดตะเกียงน้ำมันเล็กๆ แล้วเริ่มก่อไฟในเตาดิน นางหยิบถ่านไม้จากกองที่เตรียมไว้มาใส่ในเตา แล้วเป่าเบาๆ ให้ไฟติด เปลวไฟสีส้มค่อยๆ ลุกโชนขึ้น ส่องสว่างให้ครัวนางหยิบข้าวสารจากถังไม้มาล้างในอ่างน้ำ แล้วใส่ลงในหม้อดินเผา นางเติมน้ำลงไปพอประมาณ แล้ววางบนเตาที่ไฟกำลังลุกไหม้ จากนั้นนางก็หยิบผักที่เก็บมาจากสวนเมื่อวานตอนเย็นมาล้าง และเริ่มหั่นเป็นชิ้นพอดีคำขณะที่นางกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร เสียงร้องของไฉ่เฟิงก็ดังขึ้น นางรีบวางมีดลง ล้างมือ แล้วรีบเดินไปที่ห้องนอนไฉ่เฟิงกำลังร้องไห้ ใบหน้าน้อยๆ แดงก่ำ ลู่ชิงหว่านอุ้มเขาขึ้นมากอดไว้แนบอก“เกิดอะไรขึ้น?” นางหันไปถามเหวินเฉาที่กำลังยืนอยู่ข้างเปล ใบหน้าของเขาดูสับสนและกังวล“ข้าไม่ได้ทำอะไร” เหวินเฉาตอบเสียงห้วน “ข้าแค่จะอุ้มมัน ยังไม่ทันได้แตะตัวมัน
ตอนที่ 5 ไม่สบอารมณ์ลู่ชิงหว่านกินอาหารอย่างเงียบๆ ไม่มีคำบ่นหรือสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจ นางเคยชินกับการเป็นคนสุดท้ายที่ได้กิน และมักจะได้กินแต่เศษอาหารที่เหลือ ขณะที่นางกำลังกิน ไฉ่เฟิงสังเกตเห็นว่าซุนเยว่กำลังชมปิ่นอันใหม่ของตัวเองให้เจียหลิงดู“สวยมากเลยนะ” เจียหลิงชม พลางหยิบปิ่นมาพิจารณาอย่างละเอียด “ราคาเท่าไรกัน?”“แปดอีแปะเจ้าค่ะ” ซุนเยว่ตอบ พร้อมกับรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ข้าต่อราคาลงมาจากสิบห้าอีแปะ คนขายใจดีมาก”ไฉ่เฟิงรู้สึกโกรธจนแทบอกจะระเบิด แต่เขาทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้เบาๆ ในอ้อมแขนของแม่“ชิงหว่าน เจ้ากินเสร็จแล้วหรือยัง?” เหวินเฉาถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ล้างจานแล้วก็รีบไปอาบน้ำด้วย ข้าเหนื่อยมาทั้งวัน อยากพักผ่อนเร็วๆ”“เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ นางรีบกินข้าวที่เหลือจนหมด แม้จะไม่อิ่มท้องก็ตามเมื่อกินเสร็จ ลู่ชิงหว่านก็วางไฉ่เฟิงลงบนเสื่อที่ปูไว้ข้างๆ โต๊ะอาหาร นางเริ่มเก็บถ้วยชาม ไฉ่เฟิงมองตามแม่ด้วยความสงสาร เขาเห็นว่านางเก็บถ้วยชามของทุกคน ส่วนซุนเยว่ที่นั่งมองปิ่นอันใหม่อย่างมีความสุข ไม่คิดจะช่วยแม่ของเขาแม้แต่น้อย“พี่สะใภ้ พรุ่งนี้ข้าอยากให้ท่านซักผ้าผืนใหม่ของข้

















