INICIAR SESIÓN'ผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณ' ตายลงขณะทำการไลฟ์สด วิญญาณหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น 'เนตรอัปมงคล' เพราะปากพาซวยแท้ ๆ ถูกขับออกจากจวนไปอยู่ยังที่ทุรกันดาร
Ver más‘เว่ยหลิ่งจือ’ สตรีมเมอร์สาว ผู้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังบนโลกออนไลน์ เธอได้รับการขนานนามว่า ‘เป็นผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณ’ พร้อมยอดผู้ติดตามถึงห้าล้านแปดแสนคน ทว่าในขณะที่กำลังไลฟ์สดพูดคุยกับเหล่าแฟนคลับอยู่นั้น เธอกลับล้มฟุบเสียชีวิตลงอย่างไม่มีสาเหตุ
วิญญาณหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ซ้ำยังถูกเรียกขานว่าเป็น ‘เนตรอัปมงคล’ มองเห็นสิ่งใดล้วนมีแต่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น
ก่อนหน้าเว่ยหลิ่งจือได้เข้าไปทักฮูหยินรองของเว่ยกั๋วกง บอกว่านางมีหมอกดำปกคลุมทั่วร่าง วันรุ่งขึ้นสตรีผู้เป็นนางในดวงใจของเว่ยกั๋วกง ก็ถึงแก่ความตาย
เพราะปากพาซวยแท้ ๆ เด็กน้อยจึงถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนเพื่อรอคำสั่งลงโทษ ยามนั้นร่างกายของนางอ่อนแอจากพิษไข้ และได้จากโลกนี้ไปอย่างเดียวดาย
ไม่รู้เพราะเหตุใด ดวงวิญญาณของเว่ยหลิ่งจือในยุคปัจจุบันถึงเข้ามาสวมร่างแทน หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปี กลับต้องมาติดอยู่ในร่างเด็กน้อยวัยสี่ขวบ ที่กำลังจะถูกขับไล่ออกจากจวนไปอยู่ยังที่ทุรกันดาร
เมืองฉาง
ณ หมู่บ้านฟางเหนียง ตำบลฮุ่ยหยาง
เรือนท้ายหมู่บ้านมีเด็กน้อยวัยสี่ขวบ กำลังเอนหลังบนเก้าอี้โยก บนตักของนางมีสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งนอนอยู่ สายตาผู้อื่นย่อมมองเห็นเป็นลูกสุนัขตัวหนึ่ง ทว่าสำหรับเจ้าของของมันแล้ว รูปร่างของมันคล้ายสิงโตมีเขา มีขนบนหัวรุงรัง เว่ยหลิ่งจือได้พบเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ ระหว่างเดินทางมายังสถานที่แห้งแล้งแห่งนี้
ด้วยโชคชะตานำพาหรือวาสนาที่ไม่มีใครต้องการ มันเผลองับนิ้วมือที่ได้รับบาดเจ็บของนางเข้าไป ทำให้เลือดจากบาดแผลไหลซึมเข้าไปในปากของมัน กลายเป็นพันธสัญญาผูกพันเป็นนายบ่าวอย่างไม่ตั้งใจ
‘เจ้าไม่ต้องมางอแงใส่ข้า เป็นเจ้ามากัดข้าก่อน เช่นนั้นข้าจะอยากได้ตัวน่าเกลียดอย่างเจ้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงรึ’
แม้ปากบอกไม่ต้องการ แต่ฝ่ามือน้อย ๆ ก็คอยลูบเส้นขนของมันอย่างอ่อนโยน ฟันยังไม่งอกกลับอยากกัดผู้คนเสียแล้ว
‘แง่ง ! ข้าเกิดมาดุร้าย กินคนกินสัตว์เป็นอาหาร’ ปากมันไม่ได้ขยับ แต่มันสื่อสารผ่านดวงจิตกับผู้เป็นนาย
‘รู้แล้ว ๆ เจ้าเป่าหูข้าวันละหลายรอบแล้ว เจ้าเพิ่งเกิดมาไม่กี่เดือนฟันยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ เจ้าจะกินคนกินสัตว์ได้อย่างไร ไม่สู้กินมันเผากับข้าดีกว่า’
นางหักมันเผาเป็นสองท่อนยัดใส่ปากของมันไป การสื่อสารกันเช่นนี้เว่ยหลิ่งจือเริ่มคุ้นเคยบ้างแล้ว
‘ถุย ๆ ของพันธุ์นี้ข้าจะกินได้อย่างไร งั่ม ๆ’
เว่ยหลิ่งจือกลอกตาใส่มันเบา ๆ นางนั่งรถม้าของนางอยู่ดี ๆ เจ้าสัตว์หน้าขนนี่ก็หล่นตุบลงมาบนตักของนาง ทั้งยังคว้านิ้วที่มีแผลของนางไปกัดจนเลือดไหล
ภายหลังถึงรู้ว่ามันคือปีศาจสายพันธุ์หนึ่ง เพิ่งถือกำเนิดได้สองเดือน ส่วนจะพลัดหลงจากครอบครัวอย่างไรนั้น มันจำอะไรไม่ได้เลย รู้เพียงว่าตัวเองชื่อเหนียนเหนียน และกินคนกับสัตว์เป็นอาหาร
ตลอดการเดินทางสิบวัน ถูกบังคับให้กินอาหารของคน มันก็กินได้ปกติไม่มีปัญหาอะไร เดิมทีคิดว่ารูปลักษณ์ของเหนียนเหนียน จะทำให้มันถูกคนอื่นทำร้ายเอา ที่ไหนได้มันกลับบอกว่ามีเพียงเจ้านายเท่านั้น ที่สามารถมองเห็นร่างจริงของมันได้ มนุษย์คนอื่นจะมองเห็นมัน เป็นเพียงลูกสุนัขสีขาวตัวหนึ่งเท่านั้น
‘เจ้าไล่ยายแก่ใจร้ายออกไปแล้ว ต่อไปใครจะทำความสะอาดเรือนให้เจ้า’ เหนียนเหนียนแลบลิ้นเลียเศษมันเผา ที่ติดอยู่บนซอกนิ้วเท้าของตัวเองไปด้วย
‘ข้าไล่นางที่ไหนกัน มีคนอื่นไล่แทนข้าต่างหาก’
นางเหลือบตาไปยังต้นท้อที่มีลูกดกเต็มต้นด้านหลัง หมู่บ้านนี้แห้งแล้งมาก แต่ต้นท้อในเรือนของนางกลับมีลูกดกเต็มต้น ช่างแปลกประหลาดดีแท้
เหนียนเหนียน ‘ไยเจ้าไม่กลัวนาง’
นางที่ว่าคือผีสาวตนหนึ่งที่หลบอยู่หลังต้นท้อ เป็นผีตนนี้ที่เข้าไปหลอกหลอนยายแก่ใจร้าย ตอนกำลังไล่ทุบตีเว่ยหลิ่งจือเมื่อวานวาน เหนียนเหนียนยังเป็นเด็กน้อยมันไม่มีพลังอะไรเลย ส่วนเว่ยหลิ่งจือสูงไม่ถึงเอวของยายแก่ใจร้ายด้วยซ้ำ มีหรือพวกนางจะสู้อีกฝ่ายได้
ทว่าผีสาวตนนี้กลับทำให้ข้าวของในเรือนลอยได้ แล้วพุ่งเข้าไปใส่ยายแก่ใจร้าย ต่อให้อยากอยู่ก็ไม่กล้าอีกต่อไป ทั้งยายทั้งหลานสาวต่างหอบห่อผ้าวิ่งหนีแทบไม่ทัน ปากก็กู่ร้องไปทั่วหมู่บ้านว่าเรือนหลังนี้มีผีอยู่
‘ผีก็เคยเป็นคนมาก่อน ไยต้องหวาดกลัวด้วยเล่า เจ้านี่กินอย่างไรให้เลอะปากไปหมด’ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้มันอย่างเบามือ
เว่ยหลิ่งจือหันไปทางต้นท้อ พร้อมกวักมือเรียก ‘ท่านอย่าได้หลบอีกเลย ออกมาเถอะ’
ผีสาวสะดุ้งตกใจหลังได้ยิน นางลอยมายืนอยู่ตรงหน้า เผยสีหน้าแปลกประหลาดใจเป็นที่สุด
‘จะเจ้ามองเห็นข้าด้วยรึ’
เว่ยหลิ่งจือพยักหน้าลง ‘ย่อมมองเห็นอยู่แล้ว’
ดวงตาของผีสาวเปล่งประกายจาง ๆ ขึ้นมา มือสองข้างของนางเริ่มขยับไปมา ‘ข้าได้ยินว่าเจ้าคือเว่ยหลิ่งจือ เป็นบุตรหลานของเว่ยกั๋วกง’
เว่ยหลิ่งจือ ‘ใช่แล้ว
ผีสาว ‘เจ้าเป็นบุตรสาวของผู้ใดกัน เอ่อ บิดามารดาเจ้าชื่ออะไร’
เขียว
เว่ยหลิ่งจือเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เหนียนเหนียนปากร้ายใช่เล่น
ผีสาว ‘พวกเจ้าอย่าได้เข้าใจข้าผิดไป เดิมทีข้าเองก็เป็นคนของจวนกั๋วกงเหมือนกัน’
สองนายบ่าว ‘เอ๋.../หืม...’
ผีสาวยืดตัวตรงประสานฝ่ามือ วางท่าเป็นคุณหนูจวนขุนนางขึ้นมา
‘ข้ามีนามว่าเว่ยหนิงเอ๋อ เว่ยกั๋วกงคือบิดาของข้า ตอนข้าอายุได้สิบแปดปี ได้ตกหลุมรักชายคนหนึ่งเข้า ถึงขั้นลอบวางยากำหนัดเขา ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านพ่อ เมื่อความจริงปรากฏออกมา ท่านพ่อไม่ลังเลที่จะลงโทษข้า โดยการส่งข้ามาอยู่ที่นี่ ซึ่งเคยเป็นบ้านเดิมของท่าน ยามท่านเป็นเพียงชาวบ้านยากไร้”
เว่ยหลิ่งจือลอบถอนหายใจเบา ๆ นี่คือสตรีโง่ที่หลงใหลบุรุษ จนทำลายชีวิตของตัวเองสินะ ความทรงจำอันน้อยนิดของเด็กน้อย ไม่มีเรื่องราวของเว่ยหนิงเอ๋อ
ผีสาวรีบเอ่ยต่อ ‘เจ้าไม่รู้จักข้าย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ ยามนั้นเจ้ายังไม่เกิดด้วยซ้ำ ว่าแต่เจ้าเป็นลูกของพี่ชายคนไหนของข้า แล้วเหตุใดถึงถูกส่งมาอยู่ที่นี่เพียงลำพัง’
เว่ยหลิ่งจือจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟัง ครั้นฟังจบ เว่ยหนิงเอ๋อรู้สึกโกรธแค้นแทนหลานสาวขึ้นมา
‘ฮูหยินรองเดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่ก่อนหน้าแล้ว เหตุใดถึงได้เอาความตายของนาง โยนให้เด็กอย่างเจ้าแบกรับเอาไว้ จวนกั๋วกงไม่มีใครคัดค้านสักคนเลยรึ’
‘ท่านแม่คัดค้านแล้วแต่ไม่เป็นผล ท่านปู่ท่านย่าบอกว่า ให้นางมองภาพรวมของเรือนสาม ไม่ใช่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นที่ตั้ง’
เว่ยหลิ่งจือจำได้ว่าเว่ยกั๋วกงตำหนิมารดาของนาง บอกให้คิดถึงลูกอีกสองคนในเรือน โดยเฉพาะพี่ชายคนโตของนาง มารดาของนางจึงไม่มีเหตุผลอื่นมากล่าวแย้งได้อีก
ถูกครอบครัวกดดันให้เลือกบุตรชายกับบุตรสาว สตรียุคนี้ย่อมเลือกบุตรชายอย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องนี้เว่ยหลิ่งจือไม่โทษบุพการีทั้งสองของตนเลย
‘พี่สะใภ้สามเดิมทีก็เป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้า ได้แต่งเข้าจวนกั๋วกงก็ถูกคนอื่นดูแคลนไม่น้อย นางคงไม่กล้ามีปากเสียง สงสารก็แต่เจ้า เอ่อ ให้เรียกเจ้าว่าอะไรดี’
‘คนอื่นเรียกข้าว่าจือจือ’
‘จือจือนี่เอง’
‘เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าท่านอาหญิงได้หรือไม่’
‘ย่อมได้ ๆ’ จู่ ๆ น้ำตาของท่านอาหญิงก็ไหลออกมา ‘ขอโทษเจ้าด้วย ข้ากลั้นน้ำตาไม่อยู่จริง ๆ เจ้าเป็นคนแรกที่มองเห็นข้า’
เหนียนเหนียนตบเท้าลงบนมือของเจ้านาย ‘เป็นผีก็ร้องไห้ได้ด้วยรึ’
เว่ยหลิ่งจือคลายยิ้มบาง ๆ ‘ผีก็มีหัวใจ น้ำตาก็เหมือนอากาศสลายไปโดยไร้ค่า’
‘จือจือเอ่ยถูกต้องแล้ว น้ำตาก็เหมือนอากาศช่างไร้ค่าเสียจริง’
แววตาท่านอาหญิงสะท้อนเรื่องราว ที่เคยทำผิดพลาดในครั้งอดีต ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก
บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ
บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ
บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง
บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb






reseñas