Share

บทที่ 7

last update publish date: 2026-09-06 19:33:47

บทที่ 7 เรื่องในจวนของข้า

อวี้หลันก้าวเข้ามาในเรือนใหญ่อย่างเงียบเชียบ อาภรณ์สีเขียวหม่นที่นางสวมวันนี้เรียบง่าย ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือย เครื่องประดับบนศีรษะมีเพียงปิ่นเงินสองอันกับต่างหูหยกเม็ดเล็ก ทุกอย่างเหมาะสมกับสตรีที่รู้ว่าตนควรอยู่ตรงใดและไม่ควรก้าวเกินเส้นใด นางก้มศีรษะให้หว่านอี๋ก่อน “พระชายา” จากนั้นจึงหันไปยังแขกทั้งสอง “คารวะคุณชายซู คุณหนูซูเจ้าค่ะ” จิ้งเหวินพยักหน้ารับตามมารยาท “แม่นางไม่ต้องมากพิธี” ส่วนซูอวี้ถง—เด็กสาวกำลังเลือกผลไม้เชื่อมในจาน ไม่ได้เงยหน้า ไม่ได้ตอบรับ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีผู้ใดกล่าวคำคารวะกับตน หว่านอี๋เหลือบมองญาติผู้น้อง “อวี้ถง” คราวนี้เด็กสาวจึงค่อย ๆ เงยหน้า “เจ้าคะ?” สายตาของนางเลื่อนไปยังอวี้หลัน ก่อนจะเผยสีหน้าคล้ายเพิ่งรู้ว่ามีคนเพิ่มเข้ามาในห้อง “ขออภัย ข้าเสียมารยาทแล้ว” คำพูดสุภาพเรียบร้อยทุกถ้อยคำ แต่ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย หว่านอี๋รู้จักเด็กคนนี้มาตั้งแต่เกิด ย่อมมองออก นางจึงไม่ได้เปิดโอกาสให้อวี้ถงพูดอะไรต่อ

“แม่นางอวี้หลันอยู่ในจวนนี้มาหลายปีแล้ว” ประโยคสั้น ๆ ทว่ากลับทำให้หญิงสาวตรงหน้าชะงัก อวี้ถงเหลือบมองอวี้หลันอีกครั้ง คราวนี้ช้ากว่าเดิม มองการเกล้าผม มองอาภรณ์ มองท่าทีของสาวใช้และบ่าวในจวนที่มีต่อสตรีผู้นี้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา “เป็นญาติของท่านอ๋องหรือ?” “ไม่ใช่” “คนดูแลเรือน?” “ไม่ใช่” อวี้ถงเงียบ จิ้งเหวินเองก็เข้าใจแล้วเช่นกัน เขาเพียงไม่แสดงออก เด็กสาวอายุสิบหกกลับไม่เก็บสีหน้าได้ดีเท่าพี่ชาย “เช่นนั้น...ควรเรียกอย่างไรหรือเจ้าคะ” ห้องทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย อวี้หลันเม้มริมฝีปากก่อนตอบเอง “เรียกอวี้หลันก็ได้เจ้าค่ะ” “อ้อ” อวี้ถงพยักหน้า แล้วหันกลับไปหยิบผลไม้เชื่อมเท่านั้น ไม่มีคำว่าแม่นาง ไม่มีการเชื้อเชิญให้นั่งไม่มีแม้แต่สายตาที่สอง หว่านอี๋ถอนหายใจเบา ๆ “อวี้ถง” คราวนี้น้ำเสียงหนักขึ้นกว่าเดิม เด็กสาวจึงวางของในมือลงอย่างว่าง่าย นางหันมาทางอวี้หลันเต็มตัว ใบหน้างดงามอ่อนเยาว์ปรากฏรอยยิ้มสุภาพ “ขออภัยแม่นางอวี้หลัน ข้าเพิ่งมาถึง จึงไม่รู้ธรรมเนียมของจวนอ๋อง” นางหยุดเล็กน้อย “ที่เมืองหลวง หากสตรีอยู่ข้างกายเจ้าของจวนมาหลายปี ย่อมมีฐานะให้เรียกขาน ข้าจึงไม่แน่ใจว่าควรเรียกแม่นางว่าอย่างไร เกรงว่าหากเรียกสูงไปจะผิดธรรมเนียม หากเรียกต่ำไปก็จะทำให้แม่นางเสียหน้า” ทุกคำล้วนสุภาพ แต่คมเสียจนแม้จิ้งเหวินยังต้องวางถ้วยชาลง

หว่านอี๋ขมวดคิ้ว “พอแล้ว” อวี้ถงหุบปากทันที นางยอมญาติผู้พี่ แต่แววตาที่มองอวี้หลันยังเฉยชาอยู่ อวี้หลันกลับสงบกว่าที่คาด นางก้มศีรษะ “คุณหนูซูกล่าวถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่มีฐานะใด” น้ำเสียงแผ่วเบา ไม่มีการประชด ไม่มีความคับแค้น “เรียกอวี้หลันก็พอ” หว่านอี๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกในอกไม่ได้มีทั้งความสะใจและความสงสาร นางเพียงเข้าใจขึ้นมาอีกครั้งว่า เหตุใดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตนจึงไม่เคยคิดแตะต้องเรื่องของอวี้หลัน ก่อนนางเข้าจวน สตรีคนนี้อยู่ในตำแหน่งของตนเองอย่างสงบ ไม่มีชื่อ ไม่มีฐานะแต่ก็ไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม เพราะคนในจวนต่างรู้โดยไม่ต้องพูดว่า อวี้หลันคือสตรีของท่านอ๋อง ทว่าการมาถึงของพระชายา ทำให้สิ่งที่เคยอยู่ในเงามืดถูกลากออกมาวางใต้แสง แล้วทุกคนย่อมต้องถาม—นางเป็นอะไร “นั่งดื่มชาก่อนเถอะ” หว่านอี๋กล่าวในที่สุด อวี้หลันกลับส่ายหน้า “ข้าเพียงมาคารวะเจ้าค่ะ ไม่รบกวนพระชายากับญาติแล้ว”

นางก้มศีรษะ ก่อนถอยออกไป ทันทีที่พ้นประตูเรือน สายลมเย็นก็พัดกระทบใบหน้า อวี้หลันเพิ่งเดินลงบันไดได้สองขั้น ก็เห็นบุรุษร่างสูงยืนอยู่ใต้ชายคา นางชะงัก “ท่านอ๋อง” เซียวฉางเยี่ยมองนาง เขายืนอยู่ตรงนั้นมานานพอจะได้ยินแทบทั้งหมด “จะกลับเรือน?” “เจ้าค่ะ” “อืม” เพียงเท่านั้น ไม่มีคำถามว่าอวี้ถงทำให้นางลำบากใจหรือไม่ ไม่มีคำปลอบ และไม่มีความรู้สึกผิด ในสายตาของเขา ไม่มีใครทำอะไรผิดจนต้องจัดการ อวี้ถงเพียงถามเรื่องฐานะ อวี้หลันตอบตามความจริงเรื่องก็จบ อวี้หลันเองดูเหมือนจะเข้าใจนิสัยเขาดีจึงเพียงก้มศีรษะอีกครั้งแล้วเดินจากไป เซียวฉางเยี่ยมองตามแผ่นหลังนางเพียงครู่เดียว ก่อนสายตาจะหันกลับไปยังประตูเรือนใหญ่ ด้านในยังมีเสียงอวี้ถงดังอยู่

ทันทีที่อวี้หลันจากไป อวี้ถงก็หันมาหาหว่านอี๋ “นางเป็นสตรีของท่านอ๋อง?” “อวี้ถง” “ใช่หรือไม่เจ้าคะ” คราวนี้หว่านอี๋ไม่ได้เลี่ยง “ใช่” เด็กสาวลุกขึ้นทันที “แล้วท่านยัง—” “นั่งลง” “พี่หว่านอี๋!” “นั่ง” น้ำเสียงสงบนิ่งของหญิงสาวกลับมีน้ำหนักมากกว่าการดุ อวี้ถงจึงยอมนั่ง แต่สีหน้าไม่ยอมเลยสักนิด “นางอยู่มาก่อนข้า” หว่านอี๋กล่าว “แล้วอย่างไร?” “เสียงเบาหน่อย”

“ข้าจะเบาได้อย่างไร!” เด็กสาวหน้าแดงด้วยความโกรธ “เขาแต่งท่านเข้าจวนมาแล้ว ยังเก็บสตรีอีกคนไว้ข้างกายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านกลับไม่ทำอะไรเลยหรือ?” หว่านอี๋หยิบถ้วยชาขึ้น “เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร” “ส่งนางออกไป” คำตอบมาเร็วเสียจนจิ้งเหวินต้องเหลือบมองน้องสาว หว่านอี๋กลับหัวเราะเบา ๆ “ง่ายดี” “ก็ง่ายอยู่แล้ว ท่านเป็นพระชายา” “นางอยู่กับท่านอ๋องมาก่อนข้า” “แล้วนางมีฐานะหรือ?” หว่านอี๋เงียบ อวี้ถงยิ่งโมโห “ถ้าเป็นอนุก็ว่าไปอย่าง อย่างน้อยทุกคนรู้ว่านางอยู่ตรงไหน แต่นี่ไม่มีฐานะ ไม่มีชื่อเรียก แล้วอยู่กับบุรุษคนหนึ่งมาหลายปี...พี่หว่านอี๋ ท่านไม่รู้สึกอะไรจริงหรือ?” รู้สึกหรือไม่? หว่านอี๋ถามตัวเอง แน่นอนว่านางเคยรู้สึก ในเช้าวันที่รู้ว่าเซียวฉางเยี่ยไปเรือนอวี้หลัน ความรู้สึกขุ่นมัวในอกนั้นไม่ใช่ของปลอม แต่ไม่ใช่เพราะรัก เป็นเพราะเกียรติ จากนั้นนางก็อยู่กับเรื่องนี้มาหนึ่งเดือน ได้เห็นว่าอวี้หลันไม่เคยมาท้าทาย ไม่เคยแสดงตัวเหนือกว่า ไม่เคยใช้ความสนิทสนมกับท่านอ๋องมากดนาง แล้วจะให้นางหาเหตุผลใดไปผลักสตรีคนหนึ่งออกจากที่ซึ่งอีกฝ่ายอยู่มาหลายปี?

“นางไม่เคยมายุ่งกับข้า” หว่านอี๋กล่าว “แค่นี้หรือ?” “แล้วจะให้มีอะไรอีก” “ท่านทนได้อย่างไร” คราวนี้หว่านอี๋วางถ้วยลง “มีอะไรให้ทน” อวี้ถงมองนางอย่างไม่เข้าใจ หญิงสาวจึงกล่าวช้า ๆ “ข้าไม่ได้รักท่านอ๋องมาก่อนแต่ง” ประโยคนั้นทำให้จิ้งเหวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ด้านนอกประตู บุรุษผู้หนึ่งเองก็ได้ยินเช่นกัน เซียวฉางเยี่ยยืนอยู่ตรงนั้นสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ดวงตากลับนิ่งลง “อวี้หลันอยู่มาก่อนข้า” หว่านอี๋กล่าวต่อ “หากนางไม่สร้างปัญหา ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องทำร้ายนางเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าข้าเป็นภรรยาเอก” “แต่ท่านเป็นภรรยาของเขา!” อวี้ถงสวนทันที “และนางก็เป็นสตรีของเขา” หว่านอี๋ตอบเรียบ ๆ “สองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้”

เด็กสาวอ้าปาก เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างยิ่ง “หากเป็นข้า ข้ายอมไม่ได้” หว่านอี๋มองใบหน้าอ่อนเยาว์ของญาติผู้น้อง เมื่อหนึ่งเดือนก่อน นางอาจคิดไม่ต่างกัน ตอนนั้นเพียงอาหารไม่ถูกปากยังรู้สึกว่าชีวิตแทบทนไม่ได้ แต่คนเราเมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก ก็เรียนรู้ได้เร็วเหลือเกินว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งควรใช้ความไม่พอใจเข้าแก้ “เพราะเจ้าไม่ใช่ข้า” หว่านอี๋กล่าว “และที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง” อวี้ถงนิ่งไป ก่อนถามเสียงเบาลง “พี่หว่านอี๋...ท่านเปลี่ยนไปแล้วหรือ?” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวชะงัก จิ้งเหวินเองก็นิ่ง หว่านอี๋หันไปมองหิมะด้านนอกหน้าต่าง “คงเป็นเช่นนั้น” เพียงหนึ่งเดือน แต่นางกลับรู้สึกว่าตัวเองเดินมาไกลกว่าระยะทางนับพันลี้จากเมืองหลวงเสียอีก “คนเราอยู่ที่ใด ก็ต้องรู้จักอยู่ให้ได้” นางกล่าวช้า ๆ “หากข้าเอาแต่รอให้ทุกสิ่งเป็นอย่างใจ ที่นี่คงไม่มีวันเป็นที่ให้ข้าอยู่” ด้านนอกเรือน เซียวฉางเยี่ยนิ่งไป เป็นอีกครั้งที่เขาเพิ่งได้รู้ว่า—นางพยายามอยู่ที่นี่มากเพียงใด

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเห็นเพียงนางเปลี่ยนครัว เปลี่ยนผ้า เปลี่ยนชา เปลี่ยนของในคลัง แต่ไม่เคยคิดว่า ในขณะที่นางเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ รอบตัว—นางเองก็กำลังเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับโลกของเขาเช่นกัน

อวี้ถงขยับเข้าไปจับมือพี่สาว “แล้วท่านมีความสุขหรือไม่” คำถามง่าย ๆ กลับทำให้หว่านอี๋ตอบไม่ได้ นางนึกถึงบ้าน นึกถึงคืนแรก นึกถึงอาหารหยาบที่ตนเคยกินไม่ลง นึกถึงคนทั้งจวนซึ่งเริ่มเรียกหาความเห็นของนาง และนึกถึงบุรุษที่ตอนกลางวันแข็งเหมือนเหล็ก แต่ยามค่ำคืนกลับคุ้นเคยกับการรวบนางเข้าไปในอ้อมแขนเสียจนบางครั้งนางเองยังลืมไปว่า ครั้งหนึ่งเคยนอนตัวแข็งอยู่ข้างเขาเพียงใด สุดท้ายหว่านอี๋ตอบเพียงว่า “ข้าอยู่ได้” อวี้ถงเม้มริมฝีปาก เพราะมันไม่ใช่คำตอบ แต่ไม่ได้ถามอีก ด้านนอก เซียวฉางเยี่ยเดินจากไปเงียบ ๆ ไม่รู้เพราะเหตุใด ประโยค ข้าอยู่ได้ กลับฟังขัดหูยิ่งกว่า ข้าอยู่ดี ที่นางกล่าวเมื่อกลางวันเสียอีก

ยามค่ำ ซูจิ้งเหวินกับเซียวฉางเยี่ยอยู่ในห้องหนังสือด้วยกัน บิดาของจิ้งเหวินดูแลกรมโยธา การเดินทางมาครั้งนี้จึงมีข้อมูลเรื่องเส้นทางลำเลียง สะพาน และแนวกำแพงหลายแห่งที่ต้องซ่อมแซม ทั้งสองพูดคุยเรื่องงานอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม จิ้งเหวินแม้เป็นบัณฑิตเมืองหลวง แต่ไม่ได้มีเพียงหน้าตาดีอย่างที่เซียวฉางเยี่ยปรามาสในใจเมื่อแรกพบ เขารู้เรื่องงานจริง พูดน้อย ไม่โอ้อวดและฟังสิ่งที่คนชายแดนพูดโดยไม่วางตัวเหนือกว่าน่ารำคาญยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะเซียวฉางเยี่ยแทบไม่มีข้อให้ดูถูกเขาได้ หลังพูดธุระเสร็จ จิ้งเหวินกลับยังไม่ลุก “ท่านอ๋อง ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถาม” เซียวฉางเยี่ยยกถ้วยชา “ว่ามา” “เรื่องแม่นางอวี้หลัน” มือใหญ่หยุดอยู่ครู่หนึ่ง “หว่านอี๋บอกเจ้า?” “ไม่” จิ้งเหวินตอบทันที “นางไม่ได้บอกอะไรข้าเลย” เซียวฉางเยี่ยมองเขา “เช่นนั้นเจ้าจะถามอะไร” “ท่านคิดจะให้นางอยู่เช่นนี้ต่อไปหรือ?” สีหน้าของเจ้าของจวนมืดลงเล็กน้อย “นี่เป็นเรื่องในจวนข้า” “ข้าทราบ” จิ้งเหวินพยักหน้าอย่างสุภาพ “ข้าจึงไม่ได้ถามต่อหน้าหว่านอี๋”

ประโยคนั้นทำให้ดวงตาของฉางเยี่ยหรี่ลง “เจ้ากำลังสอนข้าจัดการเรือนหลัง?” “มิกล้า” “แต่เจ้ากำลังทำ” จิ้งเหวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถามแทน “หากวันหนึ่งแม่นางอวี้หลันตั้งครรภ์ ท่านจะทำอย่างไร?” คราวนี้เซียวฉางเยี่ยเงียบ คำถามนั้นไม่เคยเกิดขึ้นในหัวเขา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อวี้หลันไม่เคยตั้งครรภ์ เขาจึงไม่เคยต้องคิด “หากมีบุตร” จิ้งเหวินกล่าว “เด็กจะอยู่ฐานะใด มารดาจะอยู่ฐานะใด และหว่านอี๋ต้องวางตัวอย่างไร” “เรื่องนั้นหากเกิดขึ้น ข้าย่อมจัดการ” “อย่างไร?” สายตาของเซียวฉางเยี่ยเย็นลงทันที แรงกดดันซึ่งทำให้คนใต้บัญชาหลายคนไม่กล้าหายใจแรงแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว จิ้งเหวินกลับเพียงประสานมือ “ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน” “แต่ก็ยังถาม” “เพราะหว่านอี๋เป็นน้องสาวข้า” ความเงียบเกิดขึ้น จิ้งเหวินกล่าวต่ออย่างสงบม “ก่อนท่านแต่งงาน เรื่องระหว่างท่านกับสตรีผู้ใดไม่เกี่ยวกับนาง แต่บัดนี้หว่านอี๋เป็นภรรยาเอกของท่าน เรื่องบางอย่างย่อมไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีก”

ฉางเยี่ยมองเขา “หว่านอี๋ร้องเรียนกับเจ้าหรือ?” “ไม่” “บ่นเรื่องอวี้หลัน?” “ไม่” “บอกว่าข้าปฏิบัติต่อนางไม่ดี?” “ไม่เคย” คำตอบแต่ละครั้งกลับทำให้เซียวฉางเยี่ยขมวดคิ้วหนักขึ้น จิ้งเหวินจึงกล่าวประโยคสุดท้าย “นางไม่ได้บอกอะไรเลย นั่นต่างหากที่ทำให้ข้าต้องถาม” ชายหนุ่มในชุดครามเงียบไปครู่หนึ่ง “นางไม่อยากให้คนที่บ้านกังวล” จากนั้นจึงยิ้มบาง “วันนี้อวี้ถงตำหนิจวนของท่านแทบทุกอย่าง หว่านอี๋กลับเอาแต่บอกว่าใช้ได้” เซียวฉางเยี่ยนิ่ง “ข้ารู้” “ท่านรู้ก็ดี” จิ้งเหวินประสานมือ “หว่านอี๋ไม่พูด ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวของนางจะไม่เป็นห่วง” น้ำเสียงยังสุภาพแต่ความหมายชัดเจนจนไม่จำเป็นต้องขยาย พวกเขาไม่พอใจ ไม่พอใจที่น้องสาวของตนต้องเข้ามาอยู่ในชีวิตซึ่งมีสตรีอีกคนอยู่ก่อน เพียงแต่ยังไว้หน้าเขา เซียวฉางเยี่ยไม่ได้โกรธจนคิดลงมือหรือขับคนออกจากจวน แต่ความไม่พอใจบางอย่างแล่นขึ้นมา ไม่ใช่เพราะถูกตำหนิ หากเพราะบุรุษตรงหน้าพูดถึงหว่านอี๋ด้วยน้ำเสียงของคนที่มีสิทธิ์ห่วงนางอย่างเปิดเผย สิทธิ์ที่เกิดจากการรู้จักนางมายาวนานกว่าเขามาก

“เจ้าพูดจบแล้ว?” “ขอรับ” “เช่นนั้นก็กลับไปพักเถิด” จิ้งเหวินพยักหน้า ก่อนออกจากห้อง เขาหยุดเล็กน้อย “ท่านอ๋อง” ฉางเยี่ยเงยหน้า“หว่านอี๋ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมมาก” เขายิ้มบาง ๆ “นางอาจไม่บอกท่าน แต่ตั้งแต่เด็ก...พวกเราไม่ค่อยยอมให้นางต้องกล้ำกลืนอะไร” กล่าวจบก็จากไป ประตูปิดลง เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่คนเดียว สีหน้ามืดครึ้ม กล้ำกลืน คำนี้เขาไม่ชอบ ราวกับนางมาอยู่กับเขาแล้วต้องฝืนทนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อนึกย้อน—คืนวิวาห์ อวี้หลัน อาหาร อากาศ บ้านที่อยู่ห่างไกล เขากลับไม่สามารถบอกตัวเองได้เต็มปากว่าไม่มีสิ่งใดให้นางต้องกล้ำกลืนเลย น่ารำคาญ คนจากเมืองหลวงสองพี่น้องนี้มาได้เพียงวันเดียว กลับทำให้เขาคิดเรื่องที่ไม่เคยคิดมาตลอดสามสิบสองปีเสียมากมาย

เมื่อเซียวฉางเยี่ยกลับเรือนใหญ่ ค่ำมากแล้ว หว่านอี๋หลับไปก่อน นางนอนอยู่ด้านในของเตียง ใบหน้าเกือบครึ่งซุกอยู่กับหมอน เส้นผมยาวกระจายอยู่รอบตัว ชายหนุ่มหยุดอยู่ข้างเตียง หนึ่งเดือนแล้ว แต่เขายังมองนางนานเกินความจำเป็นอยู่เสมอ คืนนี้เช่นกัน อาจเพราะตอนกลางวันนางแต่งกายงดงามเต็มที่เพื่อรับญาติ ยามนี้พอเหลือเพียงใบหน้าสะอาดไร้เครื่องประดับ กลับดูอ่อนเยาว์จนทำให้คำพูดของจิ้งเหวินผุดขึ้นมาอีก นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมมาก เซียวฉางเยี่ยนั่งลง ที่นอนยุบเล็กน้อย หว่านอี๋จึงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย “กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ...” “อืม” นางไม่ได้ถามว่าเขาไปไหนมา ไม่ได้ถามว่าคุยอะไรกับจิ้งเหวิน เพียงขยับเข้าไปด้านในเพื่อเหลือที่ให้เขา จากนั้นก็หลับต่อ เซียวฉางเยี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ง่ายเหลือเกิน คืนแรก นางมองเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังเผชิญสัตว์ร้าย วันนี้เพียงรู้ว่าเป็นเขาก็หลับต่อได้แล้ว ชายหนุ่มถอดอาภรณ์ชั้นนอกก่อนเอนกายลง ความอบอุ่นบนเตียงต่างจากอากาศด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่นาน ร่างขี้หนาวข้างกายก็ขยับเข้าหาเขาเองตามความเคยชิน หว่านอี๋ซุกเข้ามาใกล้ มือเล็กวางลงบนอกเขามเซียวฉางเยี่ยก้มมอง ความพึงใจที่มีต่อภรรยานับวันยิ่งชัด เขาชอบนางยามตื่น ชอบยามนางยิ้ม ชอบเวลานางขุ่นเคืองจนแก้มแดง และเหนือสิ่งอื่นใด เขารู้ดีว่าตนลุ่มหลงนางมากเพียงใดยามอยู่ภายในม่านมุ้งเดียวกัน เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ต้องปฏิเสธ แต่คืนนี้ความคิดของเขากลับไปหยุดที่อวี้หลัน หากนางตั้งครรภ์ขึ้นมา...คิ้วเข้มขมวด เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ยิ่งไม่เคยคิดว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง หว่านอี๋จะรู้สึกอย่างไร หญิงสาวในอ้อมแขนของเขาอาจไม่ร้อง ไม่อาละวาด ไม่เรียกร้อง บางทีนางคงเพียงกล่าวว่า—ข้าอยู่ได้ แล้วจัดการทุกอย่างตามฐานะพระชายาอย่างที่ควรทำ

เพียงคิดถึงภาพนั้น เขากลับรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง เซียวฉางเยี่ยยกมือเกลี่ยเส้นผมที่ตกอยู่บนแก้มนางออก ปลายนิ้วหยาบหยุดอยู่บนผิวละเอียดครู่หนึ่ง หว่านอี๋ยังหลับ ดวงตาปิดสนิทไม่รู้เลยว่าบุรุษที่ตนเคยระแวงที่สุดกำลังนั่งมองอยู่ในความมืด เขาก้มลง ริมฝีปากแตะหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา แล้วชะงัก เซียวฉางเยี่ยขมวดคิ้วไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำลงไปเพราะอะไร ชายหนุ่มมองภรรยาอีกครั้ง นางยังหลับ ไม่มีผู้ใดเห็น ดี เขาจึงดึงผ้าห่มขึ้นให้นาง ก่อนหลับตาลง แต่คำถามหนึ่งยังไม่ยอมหายไปจากหัว อวี้หลันอยู่กับเขามาหลายปี เขาไม่เคยคิดให้ฐานะ ไม่เคยคิดไล่ เพราะชีวิตดำเนินมาได้โดยไม่มีปัญหา บัดนี้กลับไม่เหมือนเดิมแล้ว หว่านอี๋เข้ามา มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นในจวน สิ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเป็นเพียงหมากจากเมืองหลวง แต่ทุกวันนี้กลับเป็นคนที่เขาอยากกลับมาเห็นในทุกค่ำคืน และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เซียวฉางเยี่ยคิดว่า—บางทีเรื่องของอวี้หลัน ก็ควรมีคำตอบเสียที

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 69

    นางเป็นภรรยาของเขา ยังอยู่ในจวนของเขา ยังเป็นพระชายาของเขา ไม่มีหนังสือหย่าไม่มีราชโองการถอนสมรส แล้วเหตุใดเขาจึงต้องกลายเป็นคนที่แตะต้องภรรยาตัวเองไม่ได้? หลายคืนที่แยกกัน ความคิดถึง ความโหยหา ความหึงหวงความโกรธจากฝ่ามือที่เคยฟาดลงบนใบหน้า ทุกอย่างปะปนจนไม่มีสิ่งใดเหลือความชัดเจน นอกจากความต้องการอ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 68

    บทที่ 30 สิ่งที่สามีมีสิทธิ์ หลายวันต่อมา หิมะที่ตกหนักเหนือชายแดนเริ่มละลาย น้ำจากชายคาหยดลงบนพื้นหินเป็นจังหวะช้า ๆ กลางวันอากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทว่ากลางคืนยังหนาวจัด ลมหอบกลิ่นหิมะเก่าปะปนกับกลิ่นไม้สนจากแนวเขาเข้ามาในจวน เรือนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม ตะเกียงจุดตามเวลา อาหารขึ้นโต๊ะตามเวลา สาวใช้เดิน

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 67

    “ข้าเพียงไม่เข้าใจว่า ท่านต้องการอะไรจากข้าอีก” ประโยคนี้ทำให้ฉางเยี่ยยิ่งหงุดหงิด “ข้าต้องการให้เจ้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควร” หว่านอี๋หัวเราะเบามาก “เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ว่าอะไรควรไม่ควรกับพระชายารองหรือเจ้าคะ” ฉางเยี่ยนิ่ง “อย่าเอาเยี่ยนหรงมาเกี่ยวเพราะนางเป็นภรรยาข้าอย่างถูกต้อง” คำตอบออกมาโดยไม่ลังเ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 66

    บทที่ 29 คนที่ไม่ควรอยู่ในจดหมาย หิมะหยุดตกตั้งแต่กลางดึก รุ่งเช้า ทั่วทั้งจวนอ๋องถูกคลุมด้วยสีขาวบาง ๆ หว่านอี๋ตื่นก่อนฟ้าสว่างเล็กน้อย นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้นมองม่านเหนือเตียง ด้านข้างว่างเปล่า ความจริงควรคุ้นแล้ว ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ฉางเยี่ยแทบไม่ได้กลับมานอนที่นี่ บางคืนห้องหนังส

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 65

    “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้คิดเช่นนี้” หว่านอี๋ลดตะเกียบลง “ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เข้าใจแต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว” ฉางเยี่ยเกลียดคำนี้ขึ้นมาจริง ๆ “เข้าใจอะไร” หว่านอี๋มองเขา ครู่หนึ่งเกือบจะไม่ตอบ สุดท้ายกลับกล่าวเบา ๆ “เข้าใจว่าท่านเป็นบุรุษเช่นไร” ใบหน้าฉางเยี่ยมืดครึ้ม “บุรุษเช่นไร” นางหลุบตา “ท่านอ๋องอยากให

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 64

    บทที่ 28 คนใหม่คนเก่า สามวันแล้ว เซียวฉางเยี่ยไม่ได้กลับมานอนที่เรือนใหญ่ คืนแรกเขาอยู่เรือนพระชายารองคืนที่สองนอนห้องหนังสือ คืนที่สาม—กลับไปเรือนพระชายารองอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อหน้าหว่านอี๋ แต่เรื่องในจวนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีคนรายงาน เพียงมองอาหารเย็นที่ไม่ต้องรอ มองน้ำอุ่นที่ไม่ต้องเตรียม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status