LOGINสำหรับอันเหนียงแล้วสาวน้อยตรงหน้า ไม่ต่างอะไรไปจาก ลูกแกะไร้เดียงสา ที่เดินเข้ามาในถ้ำหมาป่าด้วยตนเองนางมั่นใจในชั้นเชิงความชั่วร้ายของตนยิ่งนักบนโต๊ะคืออาหารคาวหวานมากมายทุกจานล้วนเจือปนด้วย ผงบุปผาแห่งนิทรายาอันร้ายกาจที่ทำให้ผู้ดื่มกินเข้าสู่ห้วงฝันลึกล้ำหมดสติ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกรีดร้องของตัวเอง
อันเหนียงและลูกชายของนางกินยาแก้ไปล่วงหน้าแล้วต่อให้กินอาหารตรงหน้าสักเพียงใด ก็ไม่มีวันได้รับผลกระทบคืนนี้…สาวน้อยตรงหน้านางจะกลายเป็นเหยื่อและนางจะช่วยทำให้ ความฝันของบุตรชายกลายเป็นจริงเสวียนหนิงยกตะเกียบขึ้น ตักอาหารเข้าปากอย่างสงบแล้วกล่าวชมด้วยน้ำเสียงนุ่มเรียบ
“ท่านป้า ข้าคิดไม่ถึงเลยว่า…ฝีมือทำอาหารของท่านจะดีถึงเพียงนี้”
อันเหนียงเพียงยกยิ้มบางๆก่อนจะตักอาหารเข้าปากเล็กน้อยอย่างเป็นพิธีข้างกายนางอันฉือ กลับยิ้มกว้างตาเป็นมันด้วยความตื่นเต้นและพูดออกมาอย่างไร้การยับยั้ง
“เจ้ากินเยอะๆ นะ…ฮิๆ…เจ้าจะได้เป็นของฉือไวๆ!”
คำพูดนั้นทำเอาอันเหนียงแทบอยากตีมือบุตรชายแต่ก็เก็บอาการไว้อย่างไรเสีย หากหญิงสาวกินอาหารเข้าไปแล้วไม่นานก็จะดิ้นไม่หลุดอยู่ดีเสวียนหนิงยังคงสงบค่อยๆ วางตะเกียบลงแล้วทำทีว่าสายตาพร่าเลือนลมหายใจสะดุดร่างเอนโอนราวกับหมดเรี่ยวแรง “นี่…มันเกิดอะไรขึ้น…”
เสียงของนางแผ่วเบาก่อนที่ร่างจะทรุดลงฟุบกับโต๊ะผมดำสยายคลุมแก้มบางอันเหนียงยกยิ้มมุมปากรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมด้วยความพึงพอใจอันฉือตบมือ เปาะแปะ อย่างไร้ความยับยั้งดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกายวิปลาสเมื่อเห็นเสวียนหนิงฟุบลงกับโต๊ะอย่างหมดสติ
“ท่านแม่! ฮิๆ… ในที่สุดข้าก็จะได้ครอบครองนางแล้วใช่ไหม?” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายคล้ายสัตว์ร้ายที่ได้กลิ่นเหยื่ออันโอชะสายตาโลมเลียไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์อันเหนียง ผู้เป็นแม่ มองลูกชายด้วยสายตาเอ็นดูผิดที่ผิดทาง“ลูกแม่…ร่างของนางก็เหมือนสินค้าที่มีตำหนิเท่านั้น”
นางเอ่ยเสียงนุ่ม “หากเจ้าพอใจจนเบื่อเมื่อไหร่ ก็แค่เขี่ยทิ้งเสีย แม่จะหาสตรีที่ดีกว่าให้เจ้าเอง”
แต่เจ้าอ้วนกลับส่ายหัวพลางน้ำลายไหลเลอะปาก “ไม่เอา ไม่เอา! ลูกรักนาง…นางจะเป็นของเล่นที่ลูกไม่เคยเบื่อ…ฮิๆ”เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ร่างของเสวียนหนิง “ท่านแม่ ออกไปสิ ออกไป! ลูกจะเล่นกับนาง!”
อันเหนียงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ยอมถอยนางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปทางประตู
ทว่า…ก่อนที่นางจะจับกลอนประตู ปัง! เสียงกรีดร้อง ดังสะท้อนทั่วบ้านตามด้วยเสียง กระดูกหักดังกร๊อบ! “อ๊ากกกกกกก!!!”
เสียงร้องของอันฉือโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดอันเหนียงสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปทันที
“อันฉือ! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า!?”
ภาพที่นางเห็นทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นลูกชายของนางแขนอันอ้วนท้วนกลับถูกบิดจนผิดรูปเหมือนดินเหนียวที่ถูกหักกลางเขานอนดิ้นทุรนทุรายกับพื้น น้ำลายไหลยืด ผสมกับเสียงร้องไม่เป็นภาษาและเหนือร่างของเขา…เสวียนหนิงกำลังยืนอยู่ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยสายตาคมกริบไม่มีความไร้เดียงสา มีเพียงความเย็นชาและความน่าสะพรึงที่นางสวมใส่เสมือนอาภรณ์เดิมของตนเสียงของนางดังกังวานและเย็นเยียบจนทำให้หัวใจคนฟังสั่นไหว
“พวกเจ้านี่…ดูสนุกกันใหญ่เลยนะที่กำลังเหยียบย่ำชีวิตของผู้อื่นเช่นนี้”
สีหน้าของอันเหนียงบิดเบี้ยวด้วยความตกใจและหวาดผวา ความมั่นใจที่เคยมีพลันพังทลายลงในพริบตาภายในหัวของนางเต็มไปด้วยความสับสน
“นี่เจ้า…ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร…?” น้ำเสียงสั่นเครือ “มันคือ ผงบุปผาแห่งนิทรา นะ! ใครกินก็ต้องหลับไม่รู้สึกตัว!”
เสวียนหนิงเพียงยิ้มบางๆ สำหรับอดีตมือสังหารผู้ผ่านพิษมายาวนานยานอนหลับระดับพื้นๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจทำอะไรนางได้อยู่แล้วเบื้องล่างอันฉือยังคงร้องครวญครางร่างพลิกไปมาอย่างน่าสมเพช“แม่จ๋า…ช่วยลูกด้วย…ลูกเจ็บ…เจ็บเหลือเกิน…”
เสวียนหนิงปรายตามองก่อนนางจะหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วใช้มันกดเข้าที่ต้นคอของอันฉือในจุดที่ทำให้เสียงของเขาขาดหายไปในทันทีร่างของเขายังขยับได้ แต่ไม่อาจร้องออกมาได้อีก
“ค่อยสบายหูขึ้นหน่อย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจเล็กน้อยราวกับเพิ่งกำจัดเสียงรบกวนที่น่ารำคาญออกไปเท่านั้น
“นางสารเลว! เจ้า—เจ้าได้ทำอะไรลูกของข้า!”อันเหนียงกรีดร้องด้วยความแค้นและสิ้นหวังเสวียนหนิงหันมามองนางช้าๆสายตาไร้ความรู้สึกใดๆ
“เด็กคนนั้น…ก็เป็นเพียงเงาของคนที่ไร้สติปัญญาจะตัดสินชะตาตนเองได้” น้ำเสียงเรียบนิ่ง“และเจ้าก็เป็นผู้ผลักเขาให้เป็นแบบนี้เองมิใช่หรือ”
ก่อนที่อันเหนียงจะเอ่ยคำด่าทอ เสวียนหนิงก็ใช้ตะเกียบเคาะเข้าจุดสำคัญตรงหน้าผากของนางร่างหญิงชราทรุดลงทันทีอย่างไร้เรี่ยวแรงลมหายใจสิ้นสุด ไม่ต่างจากลูกชายของนาง
“ข้าส่งพวกเจ้าสองแม่ลูกไปให้ถึงนรก…” นางพึมพำเสียงแผ่ว “เพื่อจะได้ไม่ทำร้ายผู้คนอีก”
เสวียนหนิงเดินออกจากเรือน หยิบคบไฟที่วางอยู่ข้างกำแพง และโยนกลับเข้าไปโดยไม่ลังเลไฟลุกพรึ่บขึ้นทันที ลามตามผนังไม้แห้งแสงเพลิงสะท้อนบนใบหน้าของนางที่ยังคงเรียบนิ่งไร้อารมณ์นางหมุนตัวเดินหายไปในความมืดดุจเงาไร้ตัวตนและเรือนของอันเหนียงก็ถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิงภายในคืนนั้นแม้เปลวไฟจะลุกสว่างไปครึ่งหมู่บ้านแต่กลับไม่มีผู้ใดตั้งคำถามไม่มีผู้ใดเอะใจแม้แต่น้อยเพราะทุกคนล้วนคิดง่ายๆ ว่าอันฉือ…คงก่อเรื่องอีกตามเคย
ภายหลังการสิ้นชีพอย่างอนาถของแม่ทัพกบฏเฉินหมิงเจ๋อ คลื่นใต้น้ำที่เคยปั่นป่วนในราชสำนักก็พลันสงบนิ่งลงทันตา เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันเก็บงำความทะเยอทะยาน มิกล้าแม้แต่จะขยับตัวออกนอกแถวหรือคิดคดชิงอำนาจ ด้วยเกรงกลัวในบารมีอันเฉียบขาดของ ม่อหราน แม้ในยามนี้เขาจะมีอายุเพียงสามสิบสาม ทว่าความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งกลับสร้างความยำเกรงไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ก็ทรงสถาปนา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ เพื่อรอเวลาอันควรในการสืบทอดราชบัลลังก์สืบไป ม่อหรานมิได้เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในราชสำนักมากนัก ทว่าตัวเขาในยามนี้กลับกลายเป็น เสาหลักที่ค้ำจุนแผ่นดินไว้แน่นณ ศาลาริมน้ำอันเงียบสงบภายในจวนตระกูลม่อ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารคาวหวานโชยมาตามลม เสวียนหนิง บรรจงจัดเตรียมสำรับด้วยฝีมือของนางเองอย่างตั้งใจ ม่อหรานเดินเข้ามากอดนางจากเบื้องหลังอย่างทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงไออุ่นและความอ่อนโยนที่นางมอบให้เสมอมา"ในช่วงเวลานี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์... กิจธุระเหล่านี้ให้พวกเด็กรับใช้จัดการแทนก็ได้" เขาเอ่ยชิดริมหูด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลผิดกับยามที่
เฉินหมิงเจ๋อ จ้องมองเงาร่างอันซูบซีดของตนเองผ่านลูกกรงเหล็กที่สั่นคลอน บัดนี้อาภรณ์หรูหราขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไคลและคาวเลือด มิหลงเหลือสง่าราศีของขุนศึกผู้เคยค้ำจุนราชบัลลังก์แม้เพียงกระผีกริ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นที่กัดกินทรวงอก หากเขามิพ่ายแพ้ต่อกามราคะจนหน้ามืดตามัว มีหรือที่คนระดับเขาจะพลาดท่าให้กับกลลวงตื้น ๆ ของพวกไพร่สถุลหมู่บ้านต้วนหยาในยามปกติ เขาเพียงสะบัดมือครั้งเดียวก็สามารถล้างบางพวกมันได้ทั้งหมู่บ้าน ทว่าในความเป็นจริง... ทุกอย่างพังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่จุดตันเถียนถูกทะลวง พลังวัตรที่เพียรสั่งสมมาทั้งชีวิตรั่วไหลหายไปสิ้น ชะตาที่เคยสว่างไสวดุจดวงตะวัน บัดนี้มืดมิดและดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างมิอาจหวนคืน"พวกมันจะทำสิ่งใดกับข้ากันแน่..."เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ภาพความอัปยศที่รออยู่ในเมืองหลวงเริ่มฉายชัดในหัว ทั้งเสียงด่าทอ ก้อนอิฐ และกองขยะที่จะถูกสาดซัดเข้าหาประดุจหมูหมา เมื่อชีวิตดิ่งลงถึงขีดสุดจนมองไม่เห็นทางรอด เขาจึงเลือกที่จะเผาผลาญทุกอย่างรอบข้างไปพร้อมกับตนเองดูเหมือนรสฝ่ามืออันหนักหน่วงของม่อหรานเมื่อครู่จะเลือนหายไปจากความทรงจำทันทีที่ใบหน้าเร
เช้านี้ที่จวนตระกูลม่อ แสงแดดที่ทอประกายสดใสกลับดูหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศขมุกขมัวภายในใจของเจ้าบ้าน แม่ทัพม่อหราน นั่งทอดถอนใจอยู่หน้าสำรับอาหารเช้าด้วยท่าทีที่กระสับกระส่าย แม้สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจจะนั่งเคียงข้าง ทว่าความกังวลที่เกาะกินใจกลับทำให้รสชาติอาหารเลิศรสกลายเป็นเพียงธาตุอากาศเสวียนหนิง ลอบสังเกตอาการนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางยกยิ้มบางเบาพลางเอ่ยเย้าหวังทำลายความเงียบที่แสนอึดอัด "ท่านพี่... เหตุไฉนสีหน้าจึงเคร่งเครียดนัก หรือรสมือทำกับข้าวของน้องไม่ถูกปากท่านเสียแล้ว?"คำถามนั้นทำให้ม่อหรานได้สติในทันที เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยพลางคลายสีหน้าลง "เจ้าอย่าได้ล้อพี่เล่นเลยเสวียนหนิง... เจ้าก็รู้ว่าอาหารทุกจานที่ผ่านมือเจ้า พี่ล้วนรับประทานมันด้วยความยินดียิ่ง" เขาวางตะเกียบลงแล้วทอดถอนใจยาวอีกครา "เพียงแต่... เฉินหมิงเจ๋อ ผู้นี้มันดำดินได้หรือไร? ผ่านไปหลายวันกลับยังไร้ร่องรอย หากจัดการเสี้ยนหนามที่ซ่อนในเงามืดนี้ไม่ได้ พี่คงไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างเป็นสุข""ท่านพี่อดใจรอสักพักเถิด..." เสวียนหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแววตากลับลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "อีกประเดี๋ยวท่า
หมู่บ้านต้วนหยาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกนั้นมิได้มีเพียงความทุรกันดาร แต่ยังเต็มไปด้วยความอดอยากที่กัดกินหัวใจผู้คน ความยากจนข้นแค้นบีบบังคับให้เหล่าโฉมงามจำนวนไม่น้อยต้องละทิ้งศักดิ์ศรี ออกจากอ้อมอกครอบครัวเพื่อมุ่งสู่ย่านเริงรมย์ในเมืองหลวง ขายเรือนร่างและหยาดน้ำตาเพื่อส่งเงินกลับมาประทังชีวิตคนข้างหลังทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านประกาศถึงภารกิจลับ ที่มาพร้อมกับค่าตอบแทนมหาศาลที่อาจเปลี่ยนชีวิตยาจกให้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน เหล่าสตรีผู้กร้านโลกต่างพากันแย่งชิงเพื่อเสนอตัวเข้าสู่ปากเสือ"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน... ให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"น้ำเสียงหวานระรื่นทว่ากังวานด้วยความมั่นใจดังขึ้น ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้าน สตรีนางหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า นางมีนามว่า มู่หรัน อดีตดาวเด่นผู้เลื่องชื่อจากหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ผู้เคยปรนนิบัติขุนนางและแม่ทัพมานับไม่ถ้วน"ข้าเคยรับใช้ท่านแม่ทัพผู้นี้มาหลายคราที่เมืองหลวง ข้ารู้นิสัยใจคอและจุดอ่อนของเขาดียิ่งกว่าใคร... หากเป็นข้า เขาจะไม่มีวันสงสัยอย่างแน่นอน"มู่หรันขยับกายเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจาง ๆ จากเครื่องประทินผิวที่ยังติดกาย ผสานกับดวงตาห
บรรยากาศภายในกระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่าที่หมู่บ้านต้วนหยา พลันเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้น แสงเทียนวูบไหวสะท้อนนัยน์ตาที่บ้าคลั่งของ เฉินหมิงเจ๋อ ขณะที่เขาจ้องมองแผ่นประกาศจับนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งเขากวาดสายตาคมกริบดุจสุนัขจิ้งจอกระแวงภัย ลอบมองบรรดาสหายร่วมอุดมการณ์ที่นั่งอยู่รายรอบ ทั้งนายกองและรองแม่ทัพที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานานปี ในใบประกาศนั้นมีเพียงชื่อและรูปวาดของเขาเพียงผู้เดียวที่มีค่าหัวสูงเสียดฟ้า ส่วนคนอื่นกลับไร้ค่าไร้ราคาในสายตาของราชสำนัก‘หากข้าตาย พวกเจ้าย่อมรวยล้นฟ้า... แต่หากพวกเจ้าตาย ข้าย่อมหลับลงได้สนิทใจ!’สัญชาตญาณความชั่วช้าปลุกเร้าให้เขาลงมือก่อนที่ภัยจะมาถึง เฉินหมิงเจ๋ออาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับตัวเลขในกระดาษ กระชากดาบข้างกายออกพุ่งทะยานเข้าหาเงาร่างที่คุ้นเคยฉวะ! ฉวะ! ฉวะ!เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อดังสนั่นในความเงียบ นายกองสามคนดับดิ้นสิ้นใจไปในดาบเดียวโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนฝาผนังและใบประกาศจับใบนั้น ทว่ากลับเหลือเพียงคนเดียวที่ยังคงนอนพะงาบ หายใจรวยรินอยู่บนพื้นไม้ เขาคือ รองแม
กาลเวลาผันผ่านไปเพียงไม่กี่ราตรี ท่ามกลางความเงียบงัดของคุกหลวงที่ลึกที่สุด ข่าวการสิ้นพระชนม์ของ องค์ชายใหญ่ หลี่ชิงเฟิง ก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างปริศนา บาดแผลปลิดชีพที่ปรากฏบนวรกายบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นการลอบสังหารอย่างอำมหิต ซึ่งคาดกันว่าเป็นฝีมือของเหล่าทายาทขุนนางที่เคียดแค้น จากการที่ครอบครัวของตนถูกองค์ชายใหญ่สั่งประหารอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อมังกรไร้เขี้ยวเล็บ เพลิงแค้นที่สะสมมานานจึงปะทุขึ้นทวงคืนหนี้โลหิตในเงามืด"หลี่ชิงเฟิง... ลูกพ่อหากชาติหน้ามีจริง ขอให้เราเกิดมาเป็นพ่อลูกกันอีกครั้งเถิด"ฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน ตรัสด้วยสุรเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้ง แววตาของพระองค์ฉายชัดถึงความโศกเศร้าอย่างสุดแสน ทว่าลึกๆ กลับมีความโล่งใจแฝงเร้นอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธ สำหรับผู้เป็นบิดา การเห็นบุตรชายมีชีวิตอยู่เพียงร่างกายที่บิดเบี้ยวแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ซ้ำยังต้องถูกจองจำในคุกมืดที่อับชื้นชั่วนิรันดร์นั้น นับเป็นทัณฑ์ทรมานที่สาหัสยิ่งกว่าความตายเสียอีกการจากไปในครานี้... อาจเป็นเมตตาครั้งสุดท้ายที่สวรรค์ประทานให้เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณที่หลงทางร่างที่ไร้วิญญาณของอดีตผู้ทะเยอทะยานถูกอัญเช
ม่อเหวินเย่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้าเย็นเฉียบ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวที่สลับกับความมืดมิดในใจ สมองของบัณฑิตหนุ่มพยายามขุดคัดทุกตำราที่เคยอ่านเพื่อหาหนทางเอาชีวิตรอด ในวินาทีนี้ต่อให้ต้องหมอบกราบแทบเท้าหรือยอมขายศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเขาก็ยินยอม ทว่า... ถ้อยคำบทสนทนาระหว่างหรงเฟยแล
ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหวภายในตำหนักของ องค์ชายหลี่ชิงเฟิง บรรยากาศกลับอวลไปด้วยกลิ่นอายของความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยวองค์ชายใหญ่จ้องมองแผนผังราชสำนักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงน้ำพระทัยของพระบิดาที่เอนเอียงไปหา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ น้องชายที่พระองค์ตราหน้าว่าไร้ความสามารถ"บ
ในยามสายที่แสงแดดแผดจ้า แม่ทัพม่อคังเซิ่ง ขยับกายลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความอ่อนล้าทว่าเปี่ยมไปด้วยความลำพองใจ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะกระทำการกำราบ ฮูหยินหรงเฟยอย่างเร่าร้อนและป่าเถื่อน เพื่อเป็นการตอกย้ำด้วยบทรักที่ดุดันว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของชีวิตและเรือนร่างของนางที่แท้จริง เขายังคงเสพส
ราวกับโชคชะตาจงใจประทานพรชัยให้แก่ปีศาจราคะอย่างเฉินมั่วเหยา เมื่อกระแสข่าวจากชายแดนที่พัดมาถึงหูระบุว่า สถานการณ์บริเวณ แม่น้ำเซี่ยลั่ว ในยามนี้กำลังวิกฤตหนักด้วยฝูงโจรป่าที่ชุกชุมดุจฝูงมด แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 40 ปี ทว่าพื้นที่แถบนั้นกลับมิได้ถูกพัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย ความอับชื้นของป่าดิบและค







