Masukเด็กหญิงสวมอาภรณ์สีเขียว ดูท่าทางแสนจะธรรมดาสามัญมิรู้ว่าผู้ใดเป็นคนเกล้าผมให้นาง ทั้งยังปล่อยผมหน้าม้าปรกไว้บนหน้าผากตัดแต่งไว้เรียบร้อยเสมอกัน ดูสะอาดสะอ้านตายิ่งนักหลิงอวี๋มองดูแล้ว ภายในใจพลันอ่อนยวบหากให้เด็กผู้นี้สวมใส่อาภรณ์สีชมพู นางย่อมต้องเป็นดรุณีน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูดังเช่นในภาพวาดเป็นแน่เด็กผู้นี้ป่วยด้วยโรคอันใดกัน?สิ่งที่หลิงอวี๋ทนมิได้มากที่สุดคือการเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ เจ็บไข้ เดิมทีพวกเขาก็อ่อนแออยู่แล้ว กลับยังต้องมาทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยอีกดังเช่นเด็กผู้นี้ หากนางมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ก็คงจะวิ่งเล่นไปทั่วทุกแห่งหนอย่างเบิกบานใจ ได้เพลิดเพลินกับความสนุกสนานในวัยเยาว์ไปแล้วผู้ป่วยสามคนถูกหามมาวางไว้ข้างโต๊ะแม่ทัพโต้วเอ่ยเสียงขรึม “ผู้ป่วยสามคนในรอบแรก พวกเจ้าจงสังเกตดูให้ดีเสียก่อน จากนั้นค่อยลงนามเลือกว่าจะรักษาผู้ใด!”“จำเอาไว้ ลงนามแล้วมิอนุญาตให้เปลี่ยนใจ! แต่ละครั้งแต่ละคนสามารถเลือกผู้ป่วยได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น!”อวี๋ฟางได้ฟังก็เอ่ยอย่างมิยินยอมว่า “แม่ทัพโต้ว พวกเรามีโอกาสถึงห้าครั้งมิใช่หรือ เหตุใดข้าจึงเลือกสามคนในคราวเดียวมิได้!”ครั้งนี
แม้เผยอวี้มิได้เอ่ยปาก หลิงอวี๋ก็สังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกันนางแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “มิต้องสนใจนางหรอก ข้าจะคอยจับตาดูอวี๋ฟางเอาไว้ แม้นางจะสอนเล่ห์เหลี่ยมทำร้ายผู้คนแก่อวี๋ฟาง ก็คงมิกล้าลงมือให้โจ่งแจ้งจนเกินไป!”วันนี้คือการประลองวิชาแพทย์ ทั้งยังอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย คาดว่าอวี๋ฟางคงมิกล้าเสี่ยงอันตรายทำร้ายผู้ใดเป็นแน่ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ นางอาจลอบกัดตนในยามประลองวิชาพิษและยามฝ่าด่านสุดท้ายหลิงอวี๋พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว จึงเดินกลับเข้าไปในลานประลองพร้อมกับหยวนเฉี่ยนเฉี่ยนผู้เข้าร่วมการประลองล้วนยืนอยู่เบื้องล่างแท่นสูง กลางลานประลองถูกจัดวางด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้สามชุดนี่ย่อมหมายความว่าการประลองท้าทายในแต่ละครา จะมีผู้ป่วยปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันสามคนเพื่อให้ทุกคนได้ท้าทายแม่ทัพโต้วเอ่ยเสียงขรึม “การประลองท้าทายได้ปรับเปลี่ยนใหม่ กฎก็คือผู้เข้าประลองแต่ละคนจะมีโอกาสท้าทายได้เพียงห้าครั้งเท่านั้น!”“ดังนั้น ยามที่พวกเจ้าเลือกผู้ป่วย ต้องใส่ใจจำนวนครั้งของตนเองให้ดี!”“นี่ก็เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดเสนอตัวส่งเดช จนทำให้เสียเวลา!”หลิงอวี๋
เก๊ง…สิ้นเสียงระฆังดังกังวาน หลิงอวี๋และผู้เข้าประลองคนอื่น ๆ ก็ก้าวเข้าสู่ลานเพื่อเริ่มต้นการประลองวิชาแพทย์ผู้ป่วยล้วนเป็นคนที่แม่ทัพโต้วรวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศ บางคนทางครอบครัวยากจนข้นแค้นไม่มีเงินรักษาโรค เมื่อรู้ว่ามีโอกาสรับการรักษาโดยมิเสียเงินเช่นนี้ จึงมาลงนามเข้าร่วมด้วยตนเองเมื่อแม่ทัพโต้วพาผู้ป่วยเหล่านี้มาถึงก็จัดให้อยู่ในเมืองหลวงกวงจ้าว และเพิ่งถูกส่งตัวมาถึงเมื่อยามเที่ยงคืนอาจกล่าวได้ว่า นอกจากทหารของแม่ทัพโต้วแล้วก็แทบจะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงตัวพวกเขาได้เลยพวกเขาต่างได้รับป้ายหมายเลขประจำตัว ผู้เข้าประลองจับสลากได้ผู้ใดก็ทำการรักษาให้ผู้นั้นผู้เข้าประลองหนึ่งคนสามารถจับสลากผู้ป่วยได้สิบคน หากวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยแต่ละคนได้ถูกต้องจะได้รับห้าคะแนน และหากจัดเทียบยาได้ถูกต้องก็จะได้อีกห้าคะแนนเมื่อคำนวณเช่นนี้ หากวินิจฉัยโรคและจัดเทียบยาให้ผู้ป่วยทั้งสิบคนได้ถูกต้องทั้งหมด หนึ่งร้อยคะแนนก็คือคะแนนเต็มขั้นพื้นฐานการตรวจรักษาผู้ป่วย สำหรับหลิงอวี๋ผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งยังมีวิชาการแพทย์อันล้ำสมัยคอยหนุนเสริม ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอัน
ฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ชะงักไป นี่หมายความว่าอย่างไร?หรือว่าแม่ทัพโต้วยังมีกฎเกณฑ์ที่กล่าวมิจบอีก?แม่ทัพโต้วปรายตามองฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋และอวี๋ฟางอย่างดุดัน ก่อนตวาดกร้าว“ข้าจะกล่าวต่อ หากผู้ใดกล้าส่งเสียงโวยวายขัดจังหวะอีก จะถือว่าก่อกวนกฎการประลอง ให้ลากตัวออกไปโบยสิบไม้ และตัดสิทธิ์การประลองเสีย!”จักรพรรดิหมิงกวงที่เฝ้ามองอยู่ด้านข้างมาตลอดก็เค้นวาจาลอดไรฟันออกมาอย่างเย็นเยียบ“ตัวข้ายังประทับอยู่ตรงนี้ทั้งคน! พวกเจ้าแต่ละคนมิเห็นตัวข้าอยู่ในสายตาเลยรึ?”“หึหึ…เช่นนั้นวันนี้เราคงต้องจัดระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ให้ดีแล้ว!”“แม่ทัพโต้ว โบยสิบไม้ยังเบาเกินไป คราหน้ามิว่าผู้ใด หากกล้าก่อความวุ่นวายอีก… ให้ประหารทันที!”อึก!บท… บทลงโทษนี้ออกจะหนักหนาเกินไปแล้ว!ผู้คนมิน้อยพลันหุบปากอย่างเงียบงัน ลอบเตือนตนเองว่า มิว่าจะได้ยินสิ่งใดก็อย่าได้เอื้อนเอ่ยกระไรอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นนกที่โผล่หัวมารับเกาทัณฑ์ กลายเป็นผู้สังเวยดาบคนแรกของวันนี้!อวี๋ฟางเองก็มิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก นางมองออกว่าจักรพรรดิกริ้วขึ้นมาจริง ๆ แล้วแม่ทัพโต้วกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณคราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าทุกคนล้วนเงียบกร
องค์หญิงใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตามหลักแล้วการประลองวิชาพิษสมควรถูกยกเลิกไปเสียทั้งหมด ทว่าเมื่อพิจารณาว่าวิชาพิษก็มีส่วนเกื้อหนุนวิชาแพทย์อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงมิได้ยกเลิก!”“การใช้คะแนนสะสมมาคำนวณผลการประลองทั้งสองรอบนี้ เป็นเพียงการทดสอบความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรเพื่อการแพทย์และยาพิษของพวกเจ้า มิได้เป็นการส่งเสริมให้พวกเจ้าใช้วิชาพิษทำร้ายผู้คน!”“ดังนั้น หากมีฝีมืออย่างแท้จริง ก็จงสะสมคะแนนในการประลอง ใช้ความสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าเสีย!”“ผู้ใดที่คิดว่าตนเองทำเป็นเพียงการทำร้ายผู้อื่น และถนัดเพียงวิชาพิษ เช่นนั้นหากคะแนนสะสมของพวกเจ้าด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ก็ทำได้เพียงโทษตนเองที่ฝีมือมิอาจเทียบเทียมผู้อื่นได้!”อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงกับพวกได้ฟังก็เคียดแค้นองค์หญิงใหญ่แทบขาดใจ ทว่าถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่นั้นคืออำนาจสิทธิ์ขาด อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ตัดสินทุกท่านหากมิปฏิบัติตามกฎกติกาการประลองก็จำต้องสละสิทธิ์ พวกนางจะยินยอมได้อย่างไรเล่า!จะประลองก็ประลองเถิด ใช่ว่าพวกนางจะสู้หลิงอวี๋มิได้เสียหน่อย!อวี๋ฟางและเจี่ยงชิงลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จำยอมรับกติกานี้อ
กฎการประลองนี้ มิได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า นี่คงมิใช่การปรับเปลี่ยนกะทันหันหรอกกระมัง!ยามที่หลิงอวี๋ได้ยินประกาศกฎการประลอง ภายในใจก็กระตุก นางหันไปมององค์หญิงใหญ่ผู้มีท่วงทีองอาจสง่างามบนแท่นสูงโดยสัญชาตญาณองค์หญิงใหญ่เป็นผู้ที่หลงเหลียนเชิญมา นาง องค์จักรพรรดิและหลงเหลียนล้วนชิงชังสถานการณ์ที่สำนักเซียนแพทย์รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวส่วนการเปลี่ยนกฎกติกาในครานี้ก็เพื่อเชิดชูแก่นแท้ของวิชาแพทย์เป็นไปตามคาด ทันทีที่ประกาศกฎกติกาออกไป กลุ่มคนที่มีอวี๋ฟางเป็นผู้นำก็ส่งเสียงโวยวายขึ้นมาทันที“เช่นนี้มิยุติธรรม กฎกติกามิใช่เช่นนี้นี่ จะปรับเปลี่ยนตามอำเภอใจได้อย่างไร!”ทว่ามิรอให้อวี๋ฟางได้ส่งเสียงโวยวายอีกหน แม่ทัพโต้วผู้ควบคุมการประลองอยู่เบื้องบนก็ตวาดก้องด้วยความเดือดดาล“หุบปากให้หมด จงอยู่ในความสงบ!”“กฎกติกานี้ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ตัดสินทั้งเก้าท่านร่วมกัน จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใดทั้งสิ้น!”“ผู้ใดเต็มใจปฏิบัติตามกฎก็จงเข้าไปร่วมการประลอง ผู้ใดมิยินยอมปฏิบัติตามก็ถือว่าสละสิทธิ์!”“ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวาย ฆ่าทิ้งมิละเว้น!”น้ำเสียงดุจสายฟ้าฟาดของแม่ทัพโต้วดังกึกก้องไปทั่ว
ทางด้านเฮ่อจู้กับหมอจางและถังถีเตี่ยนกำลังล้อมรอบเฮ่ออันอยู่ เฮ่ออันยังคงหมดสติ พอได้ยินขันทีน้อยเซี่ยมาถ่ายทอดคำสั่งเฮ่อจู้ก็อุ้มลูกชายของเขาเดินเข้ามา เขาคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดัง แล้วยกมือทั้งสองของเฮ่ออันด้วยความโศกเศร้า“ฝ่าบาท มิรู้ว่าหลิงอวี๋ทำร้ายลูกชายของกระหม่อมเยี่ยงไร หมอจางกับถังถีเตี่ยนล้
เซียวทงมีหรือจะสนใจรางวัลเหล่านี้ นางเหลือบมองจ้าวเจินเจินแล้วยิ้มพลางเอ่ย“ท่านพี่สะใภ้สอง พระชายาเส้าและไทเฮาต่างหวังให้เราชนะมาก จนมอบรางวัลมากมายถึงเพียงนี้! เช่นนั้นเราจะอยากได้แค่รางวัลมิได้!”“หลิงอวี๋ เจ้ามิคิดเยี่ยงนั้นหรือ? มีรางวัลก็ควรมีบทลงโทษ หากเจ้าอยากเป็นหัวหน้า ก็ต้องแบกรับความรับผิด
“หมอบ!”เสียงตะโกนดังมาจากไกล ๆ หลี่ว์จงเจ๋อจึงดึงทหารให้นอนลงที่พื้นโดยสัญชาตญาณลูกธนูพุ่งผ่านเหนือหัวของพวกเขาไปเกือบจะเวลาเดียวกันเสียงกีบม้าดังขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่ว์จงเจ๋อก็ได้ยินเสียงกระตุ้นอีกหลายครั้ง เขาจึงรีบหันไปมอง แล้วก็เห็นลูกธนูเข้าที่หน้าอกของทหารที่กำลังเล็งมาใส่เขาเต็ม ๆเขามองไปด้าน
“ยอมจำนนแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า…”เสียงตะโกนนับมิถ้วนดังมาจากทุกทิศทุกทางเสียงของเซียวหลินเทียนก็ดังมาจากข้างบนที่สูงเช่นกัน “แม่ทัพเซี่ยของพวกเจ้าไม่มีแรงต่อสู้แล้ว! หากยังมิทิ้งอาวุธแล้วยอมจำนน จะบังคับให้ข้าฆ่าพวกเจ้าทั้งหมดจริง ๆ ใช่หรือไม่?”พวกทหารที่มีสติเห็นม้าศึกเหล่านั้นพุ่งเข้ามาหาพวกเขา ก็หล







