Share

บทที่ 3

Author: มั่วมั่วชิงชิง
ฮั่วหานซานอดชะงักไปไม่ได้

เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดเด็ดขาดโหดร้ายเช่นนี้จากปากหมิงเยียน เพราะที่ผ่านมาเธอโอนอ่อนผ่อนตามเขามาโดยตลอด

เขารู้ว่าเธอกลัวเข็มมาก ทุกครั้งที่โดนเจาะเลือดเธอจะตัวสั่นอย่างหนัก ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นปกติ...

แต่เธอก็ยังยอมให้เลือดกับฉินหว่านตั้งหลายครั้งเพื่อเขา

ฮั่วหานซานมีสีหน้าลังเล เขาเงยหน้ามองหมิงเยียน “งั้น...”

“พี่หมิงเยียน...” ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ฉินหว่านที่อยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำตาร่วงเผาะก่อนเอ่ย “พี่...พี่หมายความว่ายังไงคะ พี่กำลังแช่งให้ฉันตายเหรอ”

หมิงเยียนมองอีกฝ่ายเย็นชา ความร้ายกาจและความดันทุรังของผู้หญิงคนนี้ ผนวกกับฝีมือการแสดงชั้นยอด หลอกฮั่วหานซานจนหัวปั่นได้ทุกครั้ง

บางที...เขาอาจจะเต็มใจให้หลอกเองก็ได้

หมิงเยียนแค่นยิ้มหยัน “ใครอยากให้ก็ให้ไปเถอะ ยังไงฉันก็ไม่มีวันให้เลือดกับเธออีกแล้ว!”

ฉินหว่านหันไปควงแขนฮั่วหานซาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “หานซาน นายดูพี่สิ พี่แช่งให้ฉันตาย หรือพี่อยากให้ฉันย้ายไปนอนในห้องไอซียูกับแม่ฉันถึงจะพอใจเหรอ”

เมื่อห้าปีก่อนแม่ของฉินหว่านช่วยชีวิตฮั่วหานซานเอาไว้ จนต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูมาถึงห้าปีและยังไม่ฟื้นจนถึงทุกวันนี้

และเพราะเหตุนี้เอง ฮั่วหานซานจึงรู้สึกผิดต่อฉินหว่านและลำเอียงเข้าข้างเธอเป็นพิเศษ

ทว่าฉินหว่านกลับใช้จุดนี้มาเป็นเครื่องมือ ทุกครั้งที่ก่อเรื่องวุ่นวายก็มักจะยกแม่ของตัวเองขึ้นมาอ้างเสมอ

และฮั่วหานซานก็ยอมตามใจทุกครั้ง

เพียงแต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พอฮั่วหานซานได้ยินฉินหว่านพูดถึงแม่ของเธอ เขากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาจำเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนได้ดี ในชั่วอึดใจที่รถบรรทุกเสียหลักพุ่งเข้ามา น้าฉินผลักเขาออกไปอย่างแรง ส่วนตัวเองกลับล้มลงใต้ท้องรถ เลือดไหลนองเต็มพื้น...

แต่หมิงเยียนล่ะ...

เมื่อเห็นเขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง หมิงเยียนก็อดมีความหวังลุกโชนขึ้นมาในใจไม่ได้

ขอแค่สักครั้ง

ขอแค่ฮั่วหานซานเลือกยืนอยู่เคียงข้างเธอสักครั้งก็ยังดี

เธอจะได้รู้สึกว่าความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้มันคุ้มค่า

เขาไม่ได้ไม่ชอบเธอ แค่ยังไม่มีวิธีที่จะชอบเท่านั้น

“หมิงเยียน ให้เลือดกับฉินหว่านอีกสักครั้งได้ไหม ฉันรับรองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ!” ฮั่วหานซานเงยหน้ามองเธอ นัยน์ตาดำดุจน้ำหมึกสะท้อนภาพใบหน้าเธอ

ความหวังที่เพิ่งจุดประกายขึ้นมาพลันดับวูบลงอย่างสิ้นเชิง

หมิงเยียนแค่นยิ้มขื่น...เธอมันโง่จริง ๆ

ดันไปตั้งความหวังกับคนอย่างเขาเสียได้

ที่แท้การตัดสินใจเลือกของเขาในแต่ละครั้งก็เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

และทุกครั้งเธอก็มักจะเป็นฝ่ายที่ถูกเขาทอดทิ้ง หลังจากที่เขาชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียเรียบร้อยแล้วเสมอ...

ฉินหว่านลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พอหันไปมองหมิงเยียน แววตาก็เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “พี่หมิงเยียน ดูท่าครั้งนี้คงต้องรบกวนให้พี่ช่วยบริจาคเลือดให้ฉันอีกแล้ว ขอบคุณมากเลยนะคะ!”

หมิงเยียนปรายตามองเธอ

—ฮั่วหานซานดีกับเธอจริง ๆ นะ...

เมื่อก่อนเธอยังเคยหลงตัวเองคิดไปว่าฮั่วหานซานค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรักคนอื่นเป็นแล้ว

แต่ตอนนี้เขากลับใช้ความเย็นชาและเฉยชาตามแบบฉบับของตัวเองมาตอกย้ำให้เธอรู้ว่า—ชาตินี้เขาไม่มีวันชอบเธอ

หมิงเยียนละสายตากลับมาแล้วตวัดมองฮั่วหานซานอย่างราบเรียบ “ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะไม่ให้เลือดกับเธอ”

ฮั่วหานซานขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาของหมิงเยียนที่มองมานั้นช่างเย็นชาเสียจนทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดในใจ

เขายังจำได้ดีว่าตอนเจอกับหมิงเยียนครั้งแรก ท่ามกลางแสงแดดจ้าในฤดูร้อน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอนั้นเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวัน

เพียงแต่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอเริ่มกลายเป็นคนไม่ชอบยิ้ม

“ทำยังไงดีล่ะ ถ้าพี่หมิงเยียนไม่ยอมให้เลือด ฉันต้องตายแน่!” ฉินหว่านมีสีหน้าตื่นตระหนก “ฮั่วหานซาน นายเคยรับปากกับแม่ฉันไว้แล้วว่าจะดูแลฉันไม่ใช่เหรอ...”

ฮั่วหานซานเอ่ยเสียงเย็น “ฉันจะรีบไปหาคนอื่นมาให้เลือดเธอเดี๋ยวนี้แหละ ฉันไม่ปล่อยให้เธอตายหรอก!”

ฉินหว่านเบิกตากว้าง จ้องมองฮั่วหานซานด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “แล้วถ้าหาไม่เจอขึ้นมาจะทำยังไง พี่หมิงเยียนก็ให้เลือดฉันมาตั้งหลายครั้งแล้ว กรุ๊ปเลือดก็เข้ากันได้ แถมไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านอะไรด้วย ทำไมถึงต้องเปลี่ยนคนล่ะ”

ฮั่วหานซานไม่พูดอะไร

ดวงตาของฉินหว่านพลันน้ำตาเอ่อคลอ “ได้ ในเมื่อนายไม่สนใจฉัน งั้นฉันจะไปหาป้าเหมย!”

พูดจบเธอก็ร้องไห้แล้ววิ่งเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย

ผ่านไปไม่นาน หวังเหมยก็ถูกฉินหว่านประคองเดินออกมา

เนื่องจากหวังเหมยเพิ่งนอนหลับไปได้ไม่นาน ตอนนี้ใบหน้าของเธอจึงยังคงมีแววเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็น

ไม่รู้ว่าเธอไปฟังฉินหว่านพูดอะไรมา สายตาที่ปรายมองหมิงเยียนถึงได้แฝงแววตำหนิอยู่หลายส่วน

“หานซาน ลูกอย่ารังแกเสียวหว่านนักเลย แม่เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราก็เพื่อช่วยชีวิตลูกนะ ตอนนี้แค่ให้หมิงเยียนบริจาคเลือดให้นิดหน่อย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร อีกอย่างก็เคยให้มาตั้งหลายครั้งแล้ว คงไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้าเสียวหว่านไม่ได้เลือดตอนนี้ เธอถึงตายได้เลยนะ!”

ฮั่วหานซานเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แม่ครับ ผมบอกแล้วไงว่าจะรีบไปหาคนมาให้ แถมในธนาคารเลือดก็ยังมีเลือดอยู่ ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาเลือดของหมิงเยียนเลย”

“ป้าเหมยดูเขาสิคะ เขารู้จักแต่ห่วงพี่หมิงเยียน ไม่เห็นห่วงหนูบ้างเลย!” คำพูดประโยคเดียวของฉินหว่านดึงหมิงเยียนเข้ามาเอี่ยวด้วยทันที

หวังเหมยขมวดคิ้วด้วยความปวดหัว ทว่าตอนนี้ฮั่วหานซานกลับมีสีหน้าไร้อารมณ์ นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาเสียจนน่ากลัว เธอรู้ดีว่าหากลูกชายคนนี้ปักใจเรื่องอะไรแล้ว ใครก็เกลี้ยกล่อมไม่ได้

เมื่อหมดหนทาง เธจึงทำได้เพียงหันไปมองหมิงเยียน “หมิงเยียน เธอช่วยให้เลือดกับเสียวหว่านหน่อยได้ไหม ถือซะว่าป้าขอร้องก็แล้วกันนะ”

หมิงเยียนยิ้มบาง ๆ

เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันต้องลงเอยแบบนี้!

ทุกครั้งที่ฉินหว่านอาละวาด คนที่ต้องยอมถอยก็คือเธอเสมอ

และหวังเหมยผู้เป็นว่าที่แม่สามีคนนี้ก็มักจะเลือกให้เธอเป็นฝ่ายกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ร่ำไป

ก็นั่นแหละ

ตั้งแต่ต้น มันเป็นเธอเองที่เข้าไปเสนอตัว

เธอจำได้ว่าเจอกับหวังเหมยครั้งแรกตอนปิดเทอมฤดูหนาวเมื่อห้าปีก่อน

ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัย

มีคืนหนึ่งเธอกลับมหาวิทยาลัยดึกเกินไปจึงถูกพวกอันธพาลดื่มเมาลากเข้าไปในตรอกมืด ในช่วงเวลาคับขันนั้น มีผู้ชายตัวผอมสูงคนหนึ่งเข้ามาช่วยเธอไว้ ถึงจะมองไม่เห็นหน้าอีกฝ่าย แต่เธอก็เห็นว่าหน้าอกของคนคนนั้นถูกอันธพาลใช้มีดสั้นกรีดจนเป็นแผล

และหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาล เธอก็บังเอิญเห็นรอยแผลเป็นนั้นบนตัวฮั่วหานซาน

เดิมทีเธอก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบอยู่แล้ว พอรู้ว่าเขาคือคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ในวันนั้น เธอก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่

ถึงเขาจะเย็นชาใส่เธอมาตลอด แต่เธอกลับยิ่งตามจีบเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

แม้ตอนนั้นเธอจะเป็นถึงดาวคณะนิติศาสตร์ แต่ก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรีมาตามจีบเขาแบบหน้ามืดตามัว

ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวหลังจากนั้น เธอทนความคิดถึงตลอดช่วงเวลาปิดเทอมยาวนานนับเดือนไม่ไหวจึงแอบซื้อตั๋วรถไฟไปที่บ้านของเขาเพื่อไปหาเขาโดยไม่ให้คนที่บ้านรู้

เธอเติบโตในเมืองมาตั้งแต่เด็ก ฐานะทางบ้านก็ร่ำรวย แทบจะไม่เคยตกระกำลำบากอะไรเลย

ตอนเธอถามทางคนอื่นจนมาเจอฮั่วหานซานกลับพบว่าเขากำลังถูกคนกดลงกับพื้นอย่างแรง

“ไอ้เด็กคนนี้ ทำไมถึงพูดไม่ฟังเลยฮะ! ก็บอกอยู่ว่าบนภูเขามีหมาป่า แกไม่เห็นเหรอว่าป้าซุนก็ถูกกัดมาน่ะ ขืนแกขึ้นเขาไปตามหาคนตอนนี้ก็เท่ากับไปรนหาที่ตาย!”

“แม่แกก็คงจะเจอหมาป่าเหมือนกัน เราแจ้งความไปแล้ว รอให้ตำรวจมาก่อนแล้วค่อยขึ้นไป แกอย่าเพิ่งวู่วามสิ”

ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพากันพูดจาเซ็งแซ่

ส่วนฮั่วหานซานนั้นถูกกดอยู่กับพื้น ใบหน้าเปื้อนไปด้วยดินโคลน ตามตัวก็มีแต่เศษหญ้าเต็มไปหมด

แต่เขากลับเอาแต่จ้องเขม็งไปบนภูเขา ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับเหมือนกับสัตว์ป่าที่กำลังจะคลุ้มคลั่ง

“พวกคุณปล่อยเขานะ!” หมิงเยียนพุ่งตัวเข้าไปทันที ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เธอผลักผู้ชายสองคนที่กดตัวฮั่วหานซานออกไปอย่างแรง

“ยัยเด็กนี่มาจากไหนเนี่ย จะมาทำตัววุ่นวายอะไร เราทำแบบนี้ก็เพราะหวังดีกับเขา นี่มันก็ใกล้มืดแล้ว ขืนขึ้นเขาไปตอนนี้ก็มีแต่จะไปเป็นอาหารหมาป่าเท่านั้นแหละ!”

ฮั่วหานซานนั่งเงียบอยู่บนพื้น นิ้วมือเรียวยาวกำแน่น ทว่ากลับไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ

“พวกคุณก็มีกันตั้งเยอะ! อาศัยตอนที่ฟ้ายังไม่มืด ทุกคนก็ช่วยกันขึ้นเขาไปตามหาหน่อยสิคะ ยังดีกว่ามายืนเฉย ๆ แบบนี้ไม่ใช่เหรอ!”

ทุกคนอดมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่ได้ ทว่ากลับไม่มีใครเอ่ยปากตอบรับ

ขืนไปเจอหมาป่าเข้าจริง ๆ นั่นมันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ!

“ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาขวางเขาสิ!” หมิงเยียนยื่นมือไปจับมือฮั่วหานซานไว้ “ไป ฉันจะพานายขึ้นเขาไปตามหาคุณป้าเอง!”

ฮั่วหานซานนั่งอยู่บนพื้นพลางเงยหน้าขึ้นมองเธอ

“ไปกันเถอะ!”

หมิงเยียนฉุดให้เขาลุกขึ้นยืน แล้วจูงมือเขาเดินมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขา

ในตอนนี้ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว

“ฮั่วหานซาน นายไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะช่วยนายตามหาคุณป้าให้เจอเอง!” หมิงเยียนสูดหายใจลึก จ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้าที่มืดมิดและอันตราย ราวกับกำลังเรียกความกล้าให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้ความหวาดกลัวจะทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกก็ตาม

“พอหาคุณป้าเจอแล้ว เราไปเรียนศิลปะการต่อสู้ เรียนเทควันโดด้วยกันนะ ต่อไปจะไม่มีใครมาขัดขวางไม่ให้นายทำในสิ่งที่อยากทำได้อีกแล้ว!”

ภาพตอนฮั่วหานซานถูกกดลงกับพื้นอย่างน่าสมเพชเมื่อครู่นี้ ทำให้หมิงเยียนรู้สึกสะเทือนใจอย่างหนัก

ตอนนั้นเองเธอถึงเพิ่งเข้าใจว่าที่แท้คนหยิ่งยโสและเก่งกาจมาตลอดอย่างฮั่วหานซานก็มีมุมที่ไร้หนทางและสิ้นหวังเหมือนกัน

เธอไม่อยากเห็นเขาเป็นแบบนั้น

เขาควรเป็นคนที่เปล่งประกาย ทำให้ทุกคนต้องเงยหน้ามองด้วยความชื่นชมต่างหาก

ต้องยอมรับเลยว่าสวรรค์ยังคงเมตตาพวกเขา

ตอนฟ้ากำลังจะมืดสนิท พวกเขาก็โชคดีหาตัวหวังเหมยที่ใกล้จะหมดสติเพราะเสียเลือดมากเจอ

เธอไม่ได้เจอหมาป่า แค่หกล้มจนโดนกิ่งไม้แทงทะลุน่อง เลือดไหลออกมาเยอะมากเท่านั้นเอง

ฮั่วหานซานรีบแบกเธอขึ้นหลังแล้วเดินลงเขาไปทันที

หมิงเยียนจำได้ว่าตอนนั้นหวังเหมยขอบคุณเธอเป็นการใหญ่ แถมยังพร่ำบอกฮั่วหานซานว่าอย่าทำให้ผู้หญิงดี ๆ อย่างเธอต้องเสียใจเด็ดขาด

แต่ในวันนี้—

กาลเวลาผันเปลี่ยน

สรรพสิ่งล้วนแปรผัน

หวังเหมยในวันนี้กลับกำลังอ้อนวอนให้เธอไปบริจาคเลือดให้คนอื่นเสียได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 30

    ฮั่วหานซานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงแหบพร่าอย่างหนัก “หมิงเยียน...ในที่สุดฉันก็หาเธอเจอสักที”ในที่สุดหมิงเยียนก็ช้อนตาขึ้นมองสบตาเขาตรง ๆแววตาของเธอสุกใส ทว่ากลับไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใด ๆฮั่วหานซานเองก็มองสบตาเธอเช่นกันหญิงสาวตรงหน้ายังคงสะสวยเหมือนในความทรงจำของเขา หากเธอยิ้มจนตาหยีแล้วพูดคุยกับเขา เขาคงต้องคิดว่าเรื่องราวตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งของเขาแน่นอน“ทนายฮั่ว” เธอเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “คุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”คำว่า ‘ทนายฮั่ว’ เปรียบเสมือนเข็มอันเย็นเยียบที่ทิ่มแทงลงกลางใจของฮั่วหานซานอย่างจังเมื่อก่อนตอนอยู่ด้วยกันตามลำพัง เธอมักจะเรียกชื่อเต็มของเขาว่า ‘ฮั่วหานซาน’ มาตลอด ตอนโกรธก็เรียก ตอนอารมณ์ดีก็เรียก หรือบางครั้งที่ออดอ้อนก็จะเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน...มีเพียงเวลาทำงานเท่านั้นที่เธอจะหลีกเลี่ยงข้อครหาและเรียกเขาว่า ‘ทนายฮั่ว’“ฉัน...” คำพูดนับพันหมื่นจุกอยู่ที่คอ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ก่อนท้ายที่สุดจะเค้นคำพูดออกมาสองสามคำอย่างยากลำบาก “หมิงเยียน ฉันตามหาเธอมานานมาก...”เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือ

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 29

    ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียทีเธอเอนพิงพนักเก้าอี้ พลางนวดขมับเบา ๆขณะที่เธอกำลังพยายามสงบสติอารมณ์เตรียมจะกลับไปทำงานต่อ จู่ ๆ เสียงร้องโวยวายอย่างตื่นตูมของลู่เฟิ่งกุยก็ดังมาจากนอกห้องทำงาน—“บอส! บอสครับ! บอสรีบออกมาดูเร็วเข้าว่าใครมา!”เขาส่งเสียงดังเอะอะหมิงเยียนจนรำคาญ นึกว่าเขาไปคว้าตัวลูกค้ารายใหญ่ที่ไม่คาดคิดมาได้อีก จึงฝืนรวบรวมสติลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องทำงานทว่าบริเวณหน้าประตูห้องทำงานในเวลานี้—ลู่เฟิ่งกุยเบี่ยงตัวหลบให้ด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาจึงปรากฏแก่สายตาของเธออย่างชัดเจนคือ...ฮั่วหานซานเขาดูผอมลงไปมาก สันกรามจึงดูคมกริบยิ่งขึ้น คอเสื้อสูทเปิดกว้างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นปกเสื้อเชิ้ตด้านในที่เคยเรียบกริบทว่าตอนนี้กลับดูหลุดลุ่ยอยู่บ้างสีหน้าของหมิงเยียนพลันแข็งค้าง มือที่จับลูกบิดประตูบีบแน่นขึ้นทันที หยาดโลหิตทั่วร่างสูบฉีดพล่านไปทั่วร่างในชั่วอึดใจ ก่อเกิดเป็นความรู้สึกวิงเวียนอย่างน่าประหลาดโลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่งลงในวินาทีนี้สรรพเสียงรอบกายหายไป หลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงจนควบคุมไม่อยู่ของเธอเท่านั้นตึก...ตึก...ก

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 28

    “หมิงเยียน...”น้ำเสียงของหวังเหมยเจือความประหม่าอยู่เล็กน้อย ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับพยายามแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย “เธอ...เด็กคนนี้ทำไมถึงไปแบบไม่บอกไม่กล่าวเลยล่ะ ไม่เห็นบอกป้าสักคำ แล้วนี่เธอจะกลับมาเมื่อไหร่ ป้าคิดถึงเธอแล้วนะ...”คำถามเป็นชุดที่ถูกโยนมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้หมิงเยียนรู้สึกแปลกหน้าอย่างบอกไม่ถูกตลอดห้าปีที่ผ่านมา แม้หวังเหมยจะยอมรับว่าเธอเป็นแฟนของฮั่วหานซาน แต่ก็มักจะสงวนท่าทีและแฝงความจู้จี้จับผิดอยู่เสมอ ไม่เคยกระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อนแค่ไม่หาเรื่องจับผิด ในสายตาของหมิงเยียนก็ถือว่าใจดีมากแล้วหากได้ยินคำพูดเหล่านี้เมื่อเดือนก่อน เธอรับรองเลยว่าจะต้องซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากแน่ ๆแต่ตอนนี้—กลับรู้สึกแค่ว่ามันช่างน่าขำ“หนูสบายดีค่ะ ขอบคุณคุณป้าที่เป็นห่วงนะคะ” น้ำเสียงของหมิงเยียนห่างเหินแต่ยังคงความสุภาพ “คุณป้ามีธุระอะไรก็พูดมาตรง ๆ ได้เลยค่ะ”หวังเหมยถึงกับชะงักไป คล้ายกับคิดไม่ถึงว่าตัวเองอุตส่าห์ยอมลดตัวลงมาขนาดนี้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับน้ำใจ เธอรู้สึกเสียหน้าไปชั่วขณะ จนพลอยทำให้น้ำเสียงเย็นชาตามไปด้วย“หานซานก็นิสัยแบบนี้แหละ ดื้อรั้นแถมยังพูดจาไ

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 27

    เขาไม่คิดว่าจู่ ๆ สองแม่ลูกคู่นี้จะก็มโนธรรมหรอกนะ...อุบัติเหตุรถชนในตอนนั้นเกรงว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง“นังสารเลวหมิงเยียนนั่นมีอะไรมาเทียบฉันได้!” ฉินหว่านราวกับแมวถูกเหยียบหาง “ฉันต่างหากที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันกับหานซาน! ไม่ช้าก็เร็วหานซานต้องตาสว่างและเห็นว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมกับเขาจริง ๆ!”“เหมาะสมงั้นเหรอ” หานจิ้นแค่นเสียงหยัน “เหมาะสมที่จะปั้นน้ำเป็นตัวไปวัน ๆ หรือเหมาะสมที่จะไปอาละวาดฆ่าตัวตายในวันแต่งงานของคนอื่นล่ะ”ฉินหว่านโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก “คุณ...คุณพูดพล่อยอะไร...”“ผมพูดพล่อยเหรอ” สายตาของหานจิ้นเย็นเยียบ “ฉินหว่าน เหลือที่ยืนให้ตัวเองสง่างามบ้างเถอะ ทำไมฮั่วหานซานถึงเอาแต่หลบหน้าคุณ คุณไม่รู้จริง ๆ หรือไง ที่เมื่อก่อนเขายอมทนคุณ ก็เพราะเห็นแก่บุญคุณที่ป้าฉินเคยช่วยชีวิตไว้ ตอนนี้หมิงเยียนไปแล้ว ความสัมพันธ์อันน้อยนิดที่คุณมีก็ถูกตัวคุณเองทำลายจนป่นปี้ไปหมดแล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัวให้ต้องอับอายไปมากกว่านี้เลย”คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนมีดแหลมคมนับไม่ถ้วนที่กรีดแทงลงกลางใจฉินหว่านอย่างจังเธอโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้หน้าหานจิ้นพร้อมกับพูดว่า ‘คุณ’

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 26

    ฉินหว่านไม่ยอมแพ้ กดโทรออกไปอีกครั้ง—[ขอโทษค่ะ หมายเลขที่คุณเรียก...]“กรี๊ด!” ฉินหว่านกรีดร้องออกมาด้วยความโมโห แทบจะปากระติกน้ำเก็บอุณหภูมิในมือลงพื้นเธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงนังสารเลวหมิงเยียนนี่มันตามหลอกหลอนไม่เลิกจริง ๆ ขนาดไปแล้วยังไม่ยอมให้คนอื่นได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!ไม่ได้!วันนี้เธอจะต้องรอเจอฮั่วหานซานให้ได้!“ขอกาแฟให้ฉันแก้วหนึ่ง...” เธอเดินตรงไปนั่งลงบนโซฟาในโซนรับรอง แสร้งวางมาดราวกับเป็นนายหญิงของที่นี่ พลางออกคำสั่งกับพนักงานต้อนรับ “เอาแบบคั่วบดใหม่ ๆ นะ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม”พนักงานต้อนรับย่อมจำฉินหว่านได้ดี ผู้หญิงคนนี้มักจะมาหาทนายฮั่วที่สำนักงานอยู่บ่อย ๆ ว่ากันว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน และที่สำคัญ พี่หมิงเยียนของพวกเธอก็ถูกผู้หญิงคนนี้บีบให้ต้องออกไป!แม้ในใจเธอจะรังเกียจ ทว่าก็ไม่กล้าล่วงเกิน จึงทำได้เพียงรับคำแล้วเดินไปเตรียมให้เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่าฉินหว่านรอจนเริ่มกระวนกระวายใจ กาแฟถูกเติมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของฮั่วหานซานแม้แต่น้อยและในตอนที่เธอแทบจะหมดความอดทน เสี

  • ยอมให้เขาเลือกเธอ แล้วฉันกลายเป็นรักแรก   บทที่ 25

    “พะ...พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงเหรอครับ” โจวมู่เหยียนหน้ามืดแทบจะล้มพับไปตรงนั้นลำพังแค่คดีฟ้องร้องสำคัญ ๆ ในมือฝ่ายกฎหมายก็มีตั้งเจ็ดแปดคดีแล้ว คดีเรียกร้องสิทธิ์ทั่วไปยังมีอีกหลายสิบคดี ให้รื้อมาดูใหม่หมดแถมต้องทำรายงานละเอียดภายในคืนเดียวเนี่ยนะ!นี่มันจังหวะโต้รุ่งจนตายชัด ๆ เลย!“ประธานฟู่ครับ แบบนี้...เวลามันกระชั้นชิดไปหน่อยไหมครับ” โจวมู่เหยียนพยายามดิ้นรนฟู่ซิวเฉินช้อนตาขึ้นมองเขา สายตาปราศจากความอบอุ่น “มีปัญหาเหรอ”โจวมู่เหยียนกลืนคำพูดลงคอทันที รู้สึกชาวาบไปทั้งหนังหัว “มะ...ไม่มีครับ! รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง!”เขาร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่งในใจ: ตกลงใครไปทำให้พ่อคุณคนนี้ไม่สบอารมณ์อีกเนี่ย?!นรกการทำโอทีแบบกะทันหันนี่มันเพื่ออะไรกัน!ฟู่ซิวเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นจัดเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้โจวมู่เหยียนและบรรดายอดฝีมือฝ่ายกฎหมายโอดครวญระงมอยู่ตรงนั้น……เมืองหลวง บนทางด่วนมุ่งหน้าสู่สนามบินหานจิ้นขับรถเหยียบมิดไมล์มุ่งหน้าไปยังสนามบินเขามองผ่านกระจกมองหลัง เห็นฮั่วหานซานที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา สีหน้า

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status