Masukบทที่ 7
กลางดึกของคืนนั้นความครึกครื้นในบาร์ยังคงดำเนินต่อไป เสียงพูดคุยกันของสาว ๆ ดังเจื้อยแจ้วไปกับเสียงเพลง สายตาของจ้าวยังคงจับจ้องไปที่มาเก๊าแม้ว่าเขาจะกำลังวุ่นวายกับงานที่ทำอยู่ก็ตาม แม้จะมีเด็กเสิร์ฟหลายคนแต่มาเก๊าก็ขยันทำงานในหน้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรับออเดอร์หรือแม้กระทั่งคอยดูแลบริการลูกค้าด้วยตัวเองก็ตาม ได้เห็นเขาอยู่ในโหมดจริงจังหัวใจของจ้าวก็กลับมาทำงานหนัก พร้อมกับรอยยิ้มที่อยู่บนหน้ามันไม่เคยหายไปตั้งแต่ที่เธอเดินเข้ามาในร้านแล้วด้วยซ้ำ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ไม่มีใครคิดเลยว่าปัญหาบางอย่างกำลังจะคืบคลานเข้ามาทำให้เสียบรรยากาศ ชายร่างใหญ่คนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะมุมซ้ายสุดของร้าน ใบหน้าแดงก่ำทั้งสายตายังขุ่นมัวเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เขาได้ดื่มเข้าไป เขาหันไปมองสาวพีอาร์ที่จ้างมาเป็นเพื่อนเที่ยวในคืนนี้พูดคุยบางอย่างกับมาเก๊า จึงทำให้ความโมโหแล่นพล่านเข้ามาโดยที่ยังไม่รู้ความจริงอะไร "เฮ้ย!" เสียงตะโกนดังขึ้น ทำให้เสียงพูดคุยของคนทั้งร้านเงียบลงโดยอัตโนมัติ ก่อนที่สายตาจะหันไปมองผู้ชายร่างใหญ่คนนั้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย มาเก๊าชะงักเล็กน้อยราวเป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่อยู่ในความรู้สึก แม้คนภายนอกจะมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของพนักงานในร้านก็ตาม "มึง! มึงนั่นแหละ คุยเหี้ยอะไรกับเด็กกู" ชายคนนั้นชี้หน้ามาเก๊า เขาขมวดคิ้วทันที แม้จะไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าทว่าความรุ่มร้อนในใจกลับเกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ "เธอสั่งออเดอร์กับผมนะครับ" เขาเลือกที่จะอธิบาย "อย่าโกหก กูเห็น!" อีกฝ่ายลุกโซเซขึ้น ก่อนจะตวาดเสียงดัง บรรยากาศภายในร้านเริ่มตึงเครียด แม้ว่าบทเพลงจะยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ก็ตาม กลุ่มของจ้าวที่นั่งอยู่หน้าบาร์นั้นรีบหันไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที หัวใจของจ้าวเต้นรัวเมื่อเห็นว่าคนที่โดนหาเรื่องคือมาเก๊า คนที่ดูเหมือนจะไม่มีทางสู้อย่างเขาจะไปเอาชนะคนร่างใหญ่อย่างนั้นได้อย่างไรกันนะ... "เสี่ยใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ น้องเขาเป็นเด็กเสิร์ฟค่ะ หนูแค่จะ..." สาวพีอาร์รีบเอ่ยขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะพูดจบชายคนนั้นก็สวนขึ้นทันที "หุบปาก!" ชายขี้เมาตะคอกใส่สาวพีอาร์ ก่อนจะหันกลับมามองที่มาเก๊า "มึงคิดว่ามึงเป็นใครวะ ห๊ะ!!" มาเก๊ากำมือแน่น เขาพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น อำนาจของเขาไม่มีอยู่ที่นี่ และเขาจะไม่ทำอะไรที่บ่งบอกชาติกำเนิดของตัวเองเด็ดขาด เขาจะให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใครไม่ได้ทั้งนั้น แม้จะมีเหตุการณ์คับขันแบบนี้ก็ตาม "ผมมาทำงานตามหน้าที่ครับ" เขาเอ่ยพูดเสียงต่ำ "คุณลูกค้าใจเย็น ๆ ก่อนดีกว่าครับ" "นี่มึงกำลังสั่งกูเหรอ!" อีกฝ่ายเดินมาผลักอกเขาเต็มแรง แม้ว่าจะอยู่ในความมึนเมาแต่แรงที่มาเก๊าได้รับทำให้ความอดทนในความรู้สึกของเขาเริ่มลดน้อยลง ถ้าหากเขาสวนกลับคืนในตอนนี้รับรองได้ว่าคนเมาอย่างชายคนนั้นได้หลับลงในทันทีแน่นอน และเขาก็ไม่อาจจะรับประกันได้ว่าจะได้เข้าไปนอนที่โรงพยาบาลหรือเปล่า เพราะหมัดของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากเหล็กแท่งเลยด้วยซ้ำ ทว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาไม่อยากโดนไล่ออก ไม่อยากเริ่มต้นงานใหม่ และที่สำคัญไม่อยากให้เรื่องนี้ต้องไปถึงหูผู้เป็นพ่อ "นี่ลุง!" เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปสนใจที่เธอแทน "อีจ้าว มึงจะทำบ้าอะไรกลับมานั่งเลยนะ!" จ้าวลุกขึ้นจากที่นั่งทั้งที่เธอก็โซเซไม่ต่างจากชายขี้เมาคนนั้น เส้นด้ายพยายามดึงให้เพื่อนนั่งลงทว่าก็เหมือนจ้าวจะไม่รับฟังเลยสักนิด "ใจเย็นไม่เป็นเหรอ เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย" เธอเอ่ยพูดเสียงดังอย่างท้าทายอำนาจคนตรงหน้า ชายคนนั้นหันมามองเธอ เขาใช้สายตาอันหยาบโลนมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า "แล้วมึงเป็นใคร มาเสือกเรื่องของกูทำไม" จ้าวไม่แม้แต่หลบสายตา ทั้งยังจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายแต่ก็โดนเส้นด้ายรั้งเอาไว้ที่เดิม "เป็นใครมันไม่สำคัญหรอก แต่ที่ทำแบบนี้มันสมควรแล้วเหรอ" มาเก๊าหันไปมองทางเธอ ก่อนจะเดินเข้ามาหาด้วยแววตาที่ต่างจากการมองชายคนนั้น "จ้าว นั่งลง" เขากระซิบเธอเบา ๆ "ไม่!" “อยู่นิ่ง ๆ เราจัดการเองได้ มันไม่ใช่เรื่องของเธอ" เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเข้ม เพื่อให้หญิงสาวได้สติ จ้าวเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้า แต่ความโกรธของเธอก็ยังมีอยู่เต็มอก เป็นขณะเดียวกันกับที่ผู้จัดการร้านมาถึงที่พร้อมกับบอดี้การ์ดอีกสองคน "คุณลูกค้าใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ" ผู้จัดการพยายามพูดจากับชายคนนั้นดี ๆ ทว่าก็เหมือนว่าเขาจะไม่ยอมลดละ พร้อมกับชี้หน้ามาเก๊าอีกครั้ง "มึงระวังตัวไว้ให้ดี กูไม่จบง่าย ๆ แน่" มาเก๊าไม่ตอบอะไรเพียงแค่ยืนมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ ทว่าสายตาของเขานั้นแข็งกร้าวและน่ากลัวว่าการที่จะตอบโต้เสียด้วยซ้ำ ชายคนนั้นถูกลากตัวออกไปพร้อมกับเสียงโวยวายของเขา ก่อนที่สถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติ แม้มาเก๊าจะยังยืนอยู่ที่เดิมแต่เขาก็ไม่อาจลบล้างอารมณ์ที่มันค้างอยู่ในใจได้เลย หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจัดการคนประเภทนี้ได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเขาต้องอยู่กับคำว่าอดทนแม้ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมตอนไหนก็ตาม เขาพรูลมหายใจออกมาช้า ๆ มือทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างที่ไม่ควรเป็น ความโกรธแค้นไม่เคยหายไปจากใจของเขา... "ตี๋โอเคหรือเปล่า" เธอเอ่ยถามเขาเสียงเบา "จ้าวกลับไปนั่งเถอะ แต่ถ้าเมามากก็กลับไปนอนได้แล้ว" มาเก๊าหลบสายตา "เค้าก็แค่เป็นห่วง" เธอบอกกับเขาตรง ๆ "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันจบแล้ว" เขาแค่นหัวเราะออกมาเพื่อให้เธอสบายใจ "ตี๋ไม่เห็นจะต้องยอมคนแบบนั้นเลยนะ" เธอพูดออกไปด้วยอารมณ์โมโหไม่ต่างจากเขา มาเก๊ามองหน้าเธอ ราวกับมีคำพูดมากมายที่อยากจะตอบในประโยคนั้น "จะไม่ให้เราอดทนได้ยังไง เราอยู่ในหน้าที่นะ" เขาเลือกที่จะอธิบายด้วยเหตุผล หลังจากสิ้นประโยคนั้น มาเก๊าก็เดินกลับไปทำงานของเขาต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตานั้นทำให้จ้าวรู้ดีว่าเขาไม่ได้อยากอดทนเสียด้วยซ้ำ มันเหมือนกับว่าเขากำลังซ่อนตัวตนบางอย่างเอาไว้ในใจเพียงแค่เธอคาดเดาไม่ได้ และเธอไม่รู้เลยว่าถ้าหากมาเก๊าไม่อดทนตามที่เธอบอกมันจะเกิดอะไรขึ้น คนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อย่างเขาจะทำอะไรได้มากกว่าที่เธอคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้... แต่ทั้งหมดที่ทำไปในวันนี้ไม่ใช่เพราะความเมามันควบคุมทุกสิ่งอย่าง ทว่าเพราะความเป็นห่วงทำให้เธอไม่กลัวเลยว่าตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างบทที่ 481 ปีผ่านไปเสียงชัตเตอร์ดังรัวพร้อมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มายืนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าตึกคณะ เสียงพูดคุยกันอย่างเจื้อยแจ้วปะปนไปกับเสียงหัวเราะของชายหญิง“อีจ้าว มานี่เดี๋ยวกูถ่ายรูปให้” เส้นด้ายกวักมือเรียกอีกฝ่ายรัว ๆจ้าวที่หอบข้าวของพะรุงพะรังจากที่รุ่นพี่และรุ่นน้องนำเอามาให้เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เธอเรียนจบ แม้วันนี้จะเป็นเพียงแค่การซ้อมขึ้นรับใบปริญญาก็ตาม ทว่าผู้คนที่รักและชื่นชอบในตัวของเธอกลับมีอยู่ไม่น้อยจึงต้องเตรียมใจรับของขวัญทั้งสองรอบ“มึงไม่เดินมาหากูล่ะ ของกูก็เยอะ” จ้าวบนอุบแต่ก็ยังสาวเท้าเดินไปหาเพื่อน“โอ๊ย แล้วไอ้มาเก๊ามันไปไหน ไม่มาช่วยมึงล่ะ” ผิงผิงเท้าเอว“นู่นไง สาว ๆ รุมล้อมจนมองไม่เห็นแล้ว” ว่าแล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ วันดี ๆ แบบนี้จ้าวเองก็ไม่อยากขัดขวางหรือทำตัวหวงก้างมากเกินไปที่จะมีคนนำของขวัญเพื่อแสดงความยินดีให้กับเขา“ครั้งแรกเลยปะเนี่ยที่มึงไม่ตาเขียว” เส้นด้ายหัวเราะร่า“ถ้าแค่มาแสดงความยินดีกูก็ไม่โกรธหรอก แต่อย่าให้รู้ว่าอีไหนมันทำตัวน่าสงสัย”“แหม ใครจะกล้า ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้หมดแล้วว่าฤทธิ์มึงเยอะ
บทที่ 47ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันภายในคอนโดส่วนตัวของมาเก๊ามาร่วมหนึ่งเดือนกว่า ความเขินที่มีก็เริ่มน้อยลงมากกว่าตอนแรกแม้จะเพิ่งคุ้นชินกับการนอนร่วมเตียงด้วยกันก็ตาม ในทุก ๆ คืนจ้าวจะได้รับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจากมาเก๊าอยู่เสมอแม้ว่าเธอจะหลับใหลไปก่อนเขาก็ตามมาเก๊ากลับไปทำงานที่บาร์หลังมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม ทว่าครั้งนี้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการ เพราะเจ้าของบาร์นั้นเล็งเห็นถึงความตั้งใจของมาเก๊ามาโดยตลอด แต่ถึงหน้าที่การงานของเขาจะต้องหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เขาก็ไม่เคยลืมวันสำคัญของแฟนสาวเลยสักครั้งเดียวโดยเฉพาะวันนี้ที่มาเก๊าตั้งใจกลับคอนโดเร็วกว่าปกติ…“แล้วมันไม่รู้เหรอว่าแกกลับเร็ว”เส้นด้ายเอ่ยถามพลางยื่นกล่องเค้กสั่งทำพิเศษให้กับมาเก๊า เพื่อนทุกคนรู้แผนการเซอร์ไพรส์เป็นอย่างดีและคนที่ได้รับหน้าที่ที่สำคัญก็คือเส้นด้ายที่เพิ่งไปเรียนทำเค้กมาเมื่อเดือนก่อน มาเก๊าอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับงานวันเกิดของจ้าวในปีนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้มากที่สุดก็คือให้ทุกคนร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ“ไม่หรอก เราบอกว่ากลับดึกเพราะมีงานด่วนด้วยซ้ำ”“แบบนี้มันไม่น้อยใจแย่รึไง”“เมื่อ
บทที่ 46พ่อกับแม่มองหน้าสลับกันไปมาต่างจากมาเก๊าที่ยิ้มหน้าระรื่นราวกับตอนนี้เขาไม่ได้สนใจคำตอบที่จะได้รับเสียเท่าไหร่ เพราะต่อให้พ่อและแม่ของเธอจะปฏิเสธแต่เขาก็จะหาวิธีมาเพื่อให้ได้ตัวเธอไปอยู่ดีถ้าเป็นเรื่องของจ้าวแล้วคนอย่างมาเก๊าสู้ไม่ถอยแน่นอน เขายอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์อันตรายเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับเธออย่างอิสระ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องผิดหวังเด็ดขาด“ตี๋…” จ้าวกระตุกแขนมาเก๊าเบา ๆ“ไม่เป็นไรหรอก” มาเก๊าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“จริง ๆ ข้าก็ไม่ได้อยากขัดขวางความสุขของเอ็งหรอกนะ” พ่อลอบถอนหายใจ “แต่มันก็อดเป็นห่วงจ้าวไม่ได้ มันไม่เคยออกไปใช้ชีวิตกับคนอื่น มันจะเป็นภาระแกเปล่า ๆ “สีหน้าของพ่อดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะความรักและความเป็นห่วงที่กลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นแฟนของจ้าวเองก็ตาม ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของมาเก๊าเลยสักนิด เธอไม่ใช่ภาระแต่กลับกันเขาจะไม่ให้เธอลำบากเลยสักนิดเลยต่างหาก“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับพ่อ จ้าวไม่ต้องทำอะไรเลยผมต่างหากที่พร้อมจะทำให้เธอทุกอย่าง” มาเก๊ารับปากอย่างหนักแน่น“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามเจ้าตัวเองแล้ว
บทที่ 45รถยนต์หรูสีดำสนิทแล่นเข้ามาสู่สนามบินของประเทศจีนหลายคันโดยที่คันแรกมาเก๊าและจีนนั่งมาด้วย ส่วนเถ้าแก่เฉิงนั่งอยู่คันที่สองเพราะอยากให้พี่น้องได้พูดคุยความในใจกันก่อนที่มาเก๊าจะกลับประเทศไทยในวันนี้ไม่เพียงเท่านั้นเถ้าแก่เฉิงยังเตรียมเครื่องบินส่วนตัวไว้ให้ลูกชายคนเล็กเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นักบินมากประสบการณ์ที่ทำงานรับใช้ตระกูลหานมาหลายปีก็พร้อมที่จะไปส่งนายน้อยด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ ทว่าคนที่ดูจะอาลัยอาวรณ์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นจีนที่สรรหาเรื่องต่าง ๆ มาเพื่อเปลี่ยนใจมาเก๊าให้อยู่กับเขาที่นี่แต่ความแน่วแน่ของมาเก๊าก็ไม่อาจจะทำให้คำขอร้องของจีนมีผลต่อเขาได้“แล้วมึงจะกลับมาอีกเมื่อไหร่” จีนเอ่ยถามแม้สายตาเว้าวอนอยู่ก็ตาม“ไม่รู้หรอก ก็เรียนจบนู่นแหละมั้ง” มาเก๊ากระจับกระเป๋าเดินทางของตัวเองแน่น“กว่ามึงจะเรียนจบ เอาเป็นว่ากูไปหามึงเองดีกว่า”“เอาเวลาไปดูแลพ่อเถอะ ที่นั่นไม่ค่อยมีอะไร”ที่มาเก๊าเลือกจะพูดอย่างนั้นก็เพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะไปสร้างเรื่องที่ประเทศไทยให้เถ้าแก่เฉิงมาตามเช็ดตามล้างต่างหาก ที่นั่นไม่ใช่ถิ่นของพวกเขาแม้แต่มาเก๊าเองก็ยังเจียมตัวอยู่นานกว่าที่จะกล้าเอ
บทที่ 44คฤหาสน์ตระกูลหานกลับมาครึกครื้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เป็นแบบนี้มานาน การพูดคุยกันโดยปกติอย่างที่ครอบครัวอื่นเป็นกันพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากเรื่องเลวร้ายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นก็ไม่รู้เลยว่าพี่น้องจะกลับมารักใคร่กันได้อีกเมื่อไหร่มาเก๊าต้องอยู่รักษาตัวตามที่หมอสั่งทั้งที่ความจริงเขาอยากจะกลับประเทศไทยเพื่อไปหาจ้าวเสียตอนนี้เลย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรักษาตัวเพื่อกลับไปหาเธออย่างปลอดภัยมากที่สุด และไม่อยากให้เธอต้องเป็นห่วงใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามากไปกว่านี้หากเธอได้เห็นรอยแผลที่ยังไม่หายดีของเขา มีหวังความสดใสของเธอต้องหายไปอีกครั้งเพราะเขาอย่างแน่นอน“ช่วงนี้มันหนีไปคุยโทรศัพท์บ่อยนะพ่อ” จีนว่าพลางจิบชาเบา ๆ“คงเป็นเรื่องสำคัญ” เถ้าแก่เฉิงยกยิ้มราวกับรู้อะไรบางอย่างจีนจับสังเกตนั้นได้ดีและรู้ว่าพ่อต้องคิดไม่ต่างจากตัวเองเสียเท่าไหร่“น่าแปลกนะครับ ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาเปลี่ยนมันได้มากขนาดนี้”“แต่ก็ดีแล้ว จะได้ตามทันโลกสักที วัน ๆ ทำตัวเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก” เถ้าแก่เฉิงว่า“เพราะแบบนี้ผมถึงมีเรื่องมาเสนอพ่อ”จีนว่าพลางยกยิ้มเบา
บทที่ 43สองอาทิตย์ผ่านไปอาการของจีนดีขึ้นตามลำดับและคนที่มาคอยดูแลเขาไม่ห่างก็คือมาเก๊าที่มาทำหน้าที่แทนเถ้าแก่เฉิงอย่างไม่ขาดตกด้วยความเต็มใจ ทว่าวันนี้เถ้าแก่เฉิงกลับอยากมาดูอาการลูกชายคนโตด้วยตัวเองมาเก๊าจึงขัดต่อความต้องการไม่ได้“หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” มาเก๊าว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นพ่อ“จริง ๆ ก็อยากให้หมอประจำตระกูลเข้าไปดูแลที่บ้านนะ แต่อาการมันหนักไปต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น” เถ้าแก่เฉิงว่า“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” จีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และการกระทำที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทำให้เถ้าแก่เฉิงแปลกใจไม่น้อย“นี่ไอ้หยวนมันกระแทกระบบประสาทรึไง อยู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นคนใจเย็นไปได้” เขาแค่นหัวเราะ“ต่อให้มันไม่ทำแต่โดนแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างนั่นแหละครับ”มาเก๊าส่ายหน้าเบา ๆ ที่เห็นหน้าที่อันหวาดหวั่นของพี่ชายเมื่อพูดถึงศัตรูคู่แค้น หลังจากนี้จีนคงเข็ดขยาดไปอีกนานในเรื่องการทำอะไรไม่คิด และมันทำให้เขารับรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองว่าไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะสู้กับใครได้เลย ไม่ว่าจะเรื่องการต่อสู้หรือเรื่องการทำธุรกิจที่ความรู้ของเขาน







