Masukบทที่ 8
หลังจากที่เรื่องโกลาหลนั้นจบลงทั้งสามสาวก็กลับมาที่คอนโดของเส้นด้าย ทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะอยู่ให้ถึงตอนที่ร้านปิด ทว่าผิงผิงและเส้นด้ายกลัวว่าจ้าวจะไปหาเรื่องคนอื่นอีก ทั้งหมดก็เลยต้องตัดสินใจกลับมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่กว่าจะกลับมาถึงจ้าวก็ดื้อดึงว่าจะอยู่ กระทั่งเส้นด้ายยื่นคำขาดว่าจะเรื่องนี้ไปบอกพ่อของเธอ จึงทำให้จ้าวต้องยอมกลับมาด้วย ความเมามันได้เลือนรางไปจากสติของพวกเธอหมดแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีสติกันอย่างครบถ้วน และยังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ดี "อีจ้าว มึงไม่เป็นไรแน่นะ" เส้นด้ายเอ่ยถามประโยคนี้มาตั้งแต่อยู่ที่บาร์ "เออสิวะ มึงถามกูเป็นสิบรอบแล้ว" เธอก็ยังตอบประโยคเดิม ๆ อยู่เหมือนกัน "กูก็เป็นห่วงมึงนี่หว่า เข้าไปมีเรื่องกับไอ้ตาลุงคนนั้นไม่กลัวมันต่อยเอาเหรอ" เส้นด้ายถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผิงผิงวางกระเป๋าลงก่อนที่จะเดินมานั่งข้าง ๆ จ้าว "เออ กูว่ามึงไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเรื่องนั้นเลย กูเข้าใจนะว่ามึงเมาแต่มันอันตรายเกินไป" น้ำเสียงของเพื่อนจริงจัง ราวกับเป็นการย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ "กูก็ไม่เห็นว่ามันจะกล้าทำอะไรเลย" เธอตอบไปอย่างไม่ได้คิดอะไร "ก็เพราะมันเมาไง อีกอย่างตรงนั้นก็มีคนเยอะ แต่ถ้ามันเจอมึงข้างนอกแล้วจำหน้าได้ กูไม่อยากจะคิด" เส้นด้ายทำท่าทางขนลุก "แต่ก็ช่างมันเถอะน่า เรื่องมันจบไปแล้ว" จ้าวไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องนั้นขึ้นมาอีก เพราะมันเป็นการที่มาเก๊าโดนหาเรื่องทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรผิด แค่นั้นมันก็เจ็บใจเธอมากเกินพอแล้ว "แต่มีอีกเรื่องที่กูคันปากอยากพูดมาก" ผิงผิงลากเสียงยาว ก่อนที่ทุกคนจะหันไปมองเป็นตาเดียวกัน "อะไร" จ้าวเลิกคิ้ว "มึงเห็นสายตามาเก๊าไหม โคตรจะน่ากลัว ฟิลแบบคนที่เก็บอารมณ์โกรธมาก ๆ แล้วทำอะไรไม่ได้" ผิงผิงอธิบาย จ้าวพยักหน้าเห็นด้วย แววตานั้นสื่อความหมายหลายอย่างที่ทำให้เธอสับสน เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้อยากยอมคนแบบนั้นสักนิด ทว่าเมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่แปลกไปมากกว่านั้นคือการที่คนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อย่างมาเก๊าทำตัวผิดปกติไปจากที่เธอคิด มันก็เหมือนว่าเขามีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในใจแต่แสดงออกมาไม่ได้ในตอนนั้น "ทรงนี้ไม่เห็นติ๋มเหมือนที่คิดไว้เลย" เส้นด้ายเสริม "ก็อาจจะเป็นอารมณ์ปกติของคนที่โกรธมาก ๆ ก็ได้นะมึง" จ้าวพยายามแก้ต่าง เพราะเธอเองก็ไม่อยากหลงเชื่ออะไรผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของตัวเองหรือคำพูดของเพื่อนก็ตาม "แหม กูรู้ว่ามึงชอบมัน แต่ไม่ต้องเข้าข้างไปทุกอย่างก็ได้" "กูพูดตามความจริง อาจจะเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำแค่เรายังไม่รู้นิสัยของเขาดีพอ" เธอหาเหตุผลมาลบล้าง "กูไม่ได้โง่นะ กูพูดตามสิ่งที่กูเห็นต่างหาก บางทีไอ้ตี๋ของมึงอาจจะไม่ติ๋มก็ได้" จ้าวชะงักไปชั่วครู่ มาเก๊าอาจจะเป็นอย่างที่เพื่อนของเธอพูดก็ได้ เพียงแค่เขาไม่ได้แสดงออก และถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เธอจะทนมองสายตาที่แข็งกร้าวมากกว่าความอ่อนโยนได้อย่างไรกัน โอ๊ย... ตี๋อย่าทำร้ายใจกันเลย "ไม่รู้แหละ ถ้าเขายังไม่ได้แสดงตัวตนอะไรออกมามากกว่านี้ กูก็จะเชื่อว่ามันเป็นแค่ความโกรธที่ใคร ๆ ก็มีกันได้ทั้งนั้น" ว่าแล้วจ้าวก็หยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะไปทิ้งตัวลงนอนที่เตียงขนาดใหญ่ของเส้นด้าย เพื่อนทั้งสองส่ายหน้าไปมาให้กับความดื้อรั้นที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังอะไรของจ้าว กระนั้นพวกเธอก็เลือกที่จะลืมเรื่องนี้ไป เพราะมันไม่มีเหตุผลและความจำเป็นมากพอที่จะต้องไปสืบสาวราวเรื่องให้เหนื่อยเปล่า ๆ "อีจ้าว ลุกขึ้นมานั่นที่กูนะ" เส้นด้ายเท้าเอวยืนมอง "มึงก็นอนก็เลือกนอนสักฝั่งหนึ่งสิ กูจะนอนตรงกลาง" จ้าวตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย "นี่กูหรือมึงกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้อง" เส้นด้ายได้แต่ลอบถอนหายใจเท่านั้น ก่อนจะแบ่งฝั่งกันนอนกับผิงผิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ "สักวันก็จะถ่ายรูปมึงในสภาพนี้ไปให้ไอ้ตี๋ดู" ผิงผิงเอ่ย แต่โชคดีที่ตอนนั้นจ้าวสลบไปแล้ว จึงทำให้ไม่รู้ในสิ่งที่เพื่อนพูดคุยกัน แม้ในความฝันของเธอก็ยังมีมาเก๊ามาคอยปั่นป่วนให้เธอรู้สึกดี ตั้งแต่ได้รู้จักกับเขาก็ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะไม่มีความสุขในชีวิต ราวกับเขาได้เข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่เธอขาดหายไปนาน แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความรู้สึกที่เหมือนกับเธอเลยสักนิดก็ตาม แต่ขอเพียงได้เจอหน้าเขาทุกวันก็เป็นยาใจให้กับคนขี้เหงาคนนี้ได้แล้ว...! ทางด้านมาเก๊าก็ได้แต่แบกรับความรู้สึกของตัวเองกลับมาที่ห้องเช่าราคาถูก ๆ เขาต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากที่จะควบคุมตัวเองไม่ให้ทำเรื่องไม่ดีลงไป เขาต้องมีความใจเย็นมากพอเพื่อที่จะได้ทำงานนี้ต่อไป อะไรที่จะทำให้เขายืนหยัดได้ด้วยตัวเองเขาก็ต้องรักษามันเอาไว้ แม้จะแลกกับความเป็นตัวเองก็ตาม แต่หากว่าวันไหนที่เขาได้มีอำนาจกลับคืนมาบ้าง รับรองว่าคนพวกนั้นได้รับกรรมที่ทำเอาไว้อย่างแน่นอน ระดับลูกชายของมาเฟียผู้ทรงอำนาจความแค้นนั้นเป็นของหวานชั้นดีที่ทำให้ชีวิตเขาอยู่ได้มาถึงตอนนี้บทที่ 481 ปีผ่านไปเสียงชัตเตอร์ดังรัวพร้อมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มายืนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าตึกคณะ เสียงพูดคุยกันอย่างเจื้อยแจ้วปะปนไปกับเสียงหัวเราะของชายหญิง“อีจ้าว มานี่เดี๋ยวกูถ่ายรูปให้” เส้นด้ายกวักมือเรียกอีกฝ่ายรัว ๆจ้าวที่หอบข้าวของพะรุงพะรังจากที่รุ่นพี่และรุ่นน้องนำเอามาให้เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่เธอเรียนจบ แม้วันนี้จะเป็นเพียงแค่การซ้อมขึ้นรับใบปริญญาก็ตาม ทว่าผู้คนที่รักและชื่นชอบในตัวของเธอกลับมีอยู่ไม่น้อยจึงต้องเตรียมใจรับของขวัญทั้งสองรอบ“มึงไม่เดินมาหากูล่ะ ของกูก็เยอะ” จ้าวบนอุบแต่ก็ยังสาวเท้าเดินไปหาเพื่อน“โอ๊ย แล้วไอ้มาเก๊ามันไปไหน ไม่มาช่วยมึงล่ะ” ผิงผิงเท้าเอว“นู่นไง สาว ๆ รุมล้อมจนมองไม่เห็นแล้ว” ว่าแล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ วันดี ๆ แบบนี้จ้าวเองก็ไม่อยากขัดขวางหรือทำตัวหวงก้างมากเกินไปที่จะมีคนนำของขวัญเพื่อแสดงความยินดีให้กับเขา“ครั้งแรกเลยปะเนี่ยที่มึงไม่ตาเขียว” เส้นด้ายหัวเราะร่า“ถ้าแค่มาแสดงความยินดีกูก็ไม่โกรธหรอก แต่อย่าให้รู้ว่าอีไหนมันทำตัวน่าสงสัย”“แหม ใครจะกล้า ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้หมดแล้วว่าฤทธิ์มึงเยอะ
บทที่ 47ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันภายในคอนโดส่วนตัวของมาเก๊ามาร่วมหนึ่งเดือนกว่า ความเขินที่มีก็เริ่มน้อยลงมากกว่าตอนแรกแม้จะเพิ่งคุ้นชินกับการนอนร่วมเตียงด้วยกันก็ตาม ในทุก ๆ คืนจ้าวจะได้รับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจากมาเก๊าอยู่เสมอแม้ว่าเธอจะหลับใหลไปก่อนเขาก็ตามมาเก๊ากลับไปทำงานที่บาร์หลังมหาวิทยาลัยเหมือนเดิม ทว่าครั้งนี้เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้จัดการ เพราะเจ้าของบาร์นั้นเล็งเห็นถึงความตั้งใจของมาเก๊ามาโดยตลอด แต่ถึงหน้าที่การงานของเขาจะต้องหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เขาก็ไม่เคยลืมวันสำคัญของแฟนสาวเลยสักครั้งเดียวโดยเฉพาะวันนี้ที่มาเก๊าตั้งใจกลับคอนโดเร็วกว่าปกติ…“แล้วมันไม่รู้เหรอว่าแกกลับเร็ว”เส้นด้ายเอ่ยถามพลางยื่นกล่องเค้กสั่งทำพิเศษให้กับมาเก๊า เพื่อนทุกคนรู้แผนการเซอร์ไพรส์เป็นอย่างดีและคนที่ได้รับหน้าที่ที่สำคัญก็คือเส้นด้ายที่เพิ่งไปเรียนทำเค้กมาเมื่อเดือนก่อน มาเก๊าอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับงานวันเกิดของจ้าวในปีนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพอจะทำได้มากที่สุดก็คือให้ทุกคนร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ“ไม่หรอก เราบอกว่ากลับดึกเพราะมีงานด่วนด้วยซ้ำ”“แบบนี้มันไม่น้อยใจแย่รึไง”“เมื่อ
บทที่ 46พ่อกับแม่มองหน้าสลับกันไปมาต่างจากมาเก๊าที่ยิ้มหน้าระรื่นราวกับตอนนี้เขาไม่ได้สนใจคำตอบที่จะได้รับเสียเท่าไหร่ เพราะต่อให้พ่อและแม่ของเธอจะปฏิเสธแต่เขาก็จะหาวิธีมาเพื่อให้ได้ตัวเธอไปอยู่ดีถ้าเป็นเรื่องของจ้าวแล้วคนอย่างมาเก๊าสู้ไม่ถอยแน่นอน เขายอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์อันตรายเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับเธออย่างอิสระ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องผิดหวังเด็ดขาด“ตี๋…” จ้าวกระตุกแขนมาเก๊าเบา ๆ“ไม่เป็นไรหรอก” มาเก๊าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“จริง ๆ ข้าก็ไม่ได้อยากขัดขวางความสุขของเอ็งหรอกนะ” พ่อลอบถอนหายใจ “แต่มันก็อดเป็นห่วงจ้าวไม่ได้ มันไม่เคยออกไปใช้ชีวิตกับคนอื่น มันจะเป็นภาระแกเปล่า ๆ “สีหน้าของพ่อดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะความรักและความเป็นห่วงที่กลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นแฟนของจ้าวเองก็ตาม ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของมาเก๊าเลยสักนิด เธอไม่ใช่ภาระแต่กลับกันเขาจะไม่ให้เธอลำบากเลยสักนิดเลยต่างหาก“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยครับพ่อ จ้าวไม่ต้องทำอะไรเลยผมต่างหากที่พร้อมจะทำให้เธอทุกอย่าง” มาเก๊ารับปากอย่างหนักแน่น“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามเจ้าตัวเองแล้ว
บทที่ 45รถยนต์หรูสีดำสนิทแล่นเข้ามาสู่สนามบินของประเทศจีนหลายคันโดยที่คันแรกมาเก๊าและจีนนั่งมาด้วย ส่วนเถ้าแก่เฉิงนั่งอยู่คันที่สองเพราะอยากให้พี่น้องได้พูดคุยความในใจกันก่อนที่มาเก๊าจะกลับประเทศไทยในวันนี้ไม่เพียงเท่านั้นเถ้าแก่เฉิงยังเตรียมเครื่องบินส่วนตัวไว้ให้ลูกชายคนเล็กเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นักบินมากประสบการณ์ที่ทำงานรับใช้ตระกูลหานมาหลายปีก็พร้อมที่จะไปส่งนายน้อยด้วยตัวเองอย่างเต็มใจ ทว่าคนที่ดูจะอาลัยอาวรณ์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นจีนที่สรรหาเรื่องต่าง ๆ มาเพื่อเปลี่ยนใจมาเก๊าให้อยู่กับเขาที่นี่แต่ความแน่วแน่ของมาเก๊าก็ไม่อาจจะทำให้คำขอร้องของจีนมีผลต่อเขาได้“แล้วมึงจะกลับมาอีกเมื่อไหร่” จีนเอ่ยถามแม้สายตาเว้าวอนอยู่ก็ตาม“ไม่รู้หรอก ก็เรียนจบนู่นแหละมั้ง” มาเก๊ากระจับกระเป๋าเดินทางของตัวเองแน่น“กว่ามึงจะเรียนจบ เอาเป็นว่ากูไปหามึงเองดีกว่า”“เอาเวลาไปดูแลพ่อเถอะ ที่นั่นไม่ค่อยมีอะไร”ที่มาเก๊าเลือกจะพูดอย่างนั้นก็เพราะกลัวว่าพี่ชายของเขาจะไปสร้างเรื่องที่ประเทศไทยให้เถ้าแก่เฉิงมาตามเช็ดตามล้างต่างหาก ที่นั่นไม่ใช่ถิ่นของพวกเขาแม้แต่มาเก๊าเองก็ยังเจียมตัวอยู่นานกว่าที่จะกล้าเอ
บทที่ 44คฤหาสน์ตระกูลหานกลับมาครึกครื้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เป็นแบบนี้มานาน การพูดคุยกันโดยปกติอย่างที่ครอบครัวอื่นเป็นกันพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ หากเรื่องเลวร้ายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นก็ไม่รู้เลยว่าพี่น้องจะกลับมารักใคร่กันได้อีกเมื่อไหร่มาเก๊าต้องอยู่รักษาตัวตามที่หมอสั่งทั้งที่ความจริงเขาอยากจะกลับประเทศไทยเพื่อไปหาจ้าวเสียตอนนี้เลย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรักษาตัวเพื่อกลับไปหาเธออย่างปลอดภัยมากที่สุด และไม่อยากให้เธอต้องเป็นห่วงใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขามากไปกว่านี้หากเธอได้เห็นรอยแผลที่ยังไม่หายดีของเขา มีหวังความสดใสของเธอต้องหายไปอีกครั้งเพราะเขาอย่างแน่นอน“ช่วงนี้มันหนีไปคุยโทรศัพท์บ่อยนะพ่อ” จีนว่าพลางจิบชาเบา ๆ“คงเป็นเรื่องสำคัญ” เถ้าแก่เฉิงยกยิ้มราวกับรู้อะไรบางอย่างจีนจับสังเกตนั้นได้ดีและรู้ว่าพ่อต้องคิดไม่ต่างจากตัวเองเสียเท่าไหร่“น่าแปลกนะครับ ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาเปลี่ยนมันได้มากขนาดนี้”“แต่ก็ดีแล้ว จะได้ตามทันโลกสักที วัน ๆ ทำตัวเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก” เถ้าแก่เฉิงว่า“เพราะแบบนี้ผมถึงมีเรื่องมาเสนอพ่อ”จีนว่าพลางยกยิ้มเบา
บทที่ 43สองอาทิตย์ผ่านไปอาการของจีนดีขึ้นตามลำดับและคนที่มาคอยดูแลเขาไม่ห่างก็คือมาเก๊าที่มาทำหน้าที่แทนเถ้าแก่เฉิงอย่างไม่ขาดตกด้วยความเต็มใจ ทว่าวันนี้เถ้าแก่เฉิงกลับอยากมาดูอาการลูกชายคนโตด้วยตัวเองมาเก๊าจึงขัดต่อความต้องการไม่ได้“หมอบอกว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” มาเก๊าว่าพลางนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นพ่อ“จริง ๆ ก็อยากให้หมอประจำตระกูลเข้าไปดูแลที่บ้านนะ แต่อาการมันหนักไปต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น” เถ้าแก่เฉิงว่า“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” จีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และการกระทำที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนทำให้เถ้าแก่เฉิงแปลกใจไม่น้อย“นี่ไอ้หยวนมันกระแทกระบบประสาทรึไง อยู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นคนใจเย็นไปได้” เขาแค่นหัวเราะ“ต่อให้มันไม่ทำแต่โดนแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างนั่นแหละครับ”มาเก๊าส่ายหน้าเบา ๆ ที่เห็นหน้าที่อันหวาดหวั่นของพี่ชายเมื่อพูดถึงศัตรูคู่แค้น หลังจากนี้จีนคงเข็ดขยาดไปอีกนานในเรื่องการทำอะไรไม่คิด และมันทำให้เขารับรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองว่าไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะสู้กับใครได้เลย ไม่ว่าจะเรื่องการต่อสู้หรือเรื่องการทำธุรกิจที่ความรู้ของเขาน







