เข้าสู่ระบบสายเรียกเข้าจากอดีต
แสงไฟนีออนจากย่านทองหล่อส่องกระทบใบหน้าอิ่มเอิบของ มะลิษา วงศ์พิมาน วัย 23 ปี เธอเดินเข้าสู่ร้าน "Malin Studio" ซึ่งเป็นสตูดิโอออร์แกไนซ์ของเธอเองด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แม้รูปร่างจะดูอวบอิ่มแต่ท่วงท่าการเดินของเธอมั่นใจและเป็นธรรมชาติ จนผู้คนรอบข้างต้องหันมามอง
มะลิษาจัดเป็นหญิงสาวที่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง เธอรู้ว่าเธอสวย เธอฉลาด และความอวบของเธอคือความเย้ายวนที่ใคร ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะ แคลวิน แฟนหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกา ที่เธอคบมาได้หกเดือนตั้งแต่เขามาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ไทย
วันนี้เธอแวะกลับมาเอากระเป๋าที่ลืมไว้ที่สตูดิโอยามวิกาล เพราะเพิ่งไปร่วมปาร์ตี้กับลูกค้ามา ทันทีที่ไขกุญแจเข้าไปในสตูดิโอที่มืดสนิท มะลิษาก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไป... เสียงเพลงเบา ๆ ถูกเปิดคลออยู่ในห้องเก็บของด้านใน
เธอชะงักฝีเท้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ด้วยความที่เคยเป็นออร์แกไนซ์ที่จัดจ้าน เธอจึงเลือกที่จะไม่ส่งเสียง แล้วค่อย ๆ เดินย่องไปที่ประตูห้องเก็บของที่ถูกแง้มไว้เล็กน้อย
เสียงกระซิบกระซาบและความอื้ออึงที่เล็ดลอดออกมาทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ
“อื้ออ... แคลวิน... อย่าทำแรง...ที่นี่ร้านเธอ...” เสียงครางของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจนในความเงียบ
มะลิษากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เธอผลักประตูห้องเก็บของเข้าไปทันทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
ภาพที่เห็นคือ แคลวิน แฟนหนุ่มของเธอ กำลังก้มหน้าจูบอย่างดูดดื่มกับผู้หญิงอีกคนที่อยู่ภายใต้แสงสลัว ๆ บนกองผ้า เธอจำผู้หญิงคนนั้นได้ทันที... เจสซี่ พนักงานพาร์ทไทม์ในร้านของเธอเอง ที่มีรูปร่างผอมเพรียวและเอวบางเฉียบ
มะลิษายืนนิ่งอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ความโกรธจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด
“แคลวิน!” เธอตวาดเสียงดังลั่น จนทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างตกใจ
แคลวินรีบดึงเสื้อกลับมาสวม แต่สายตาของเขามีแต่ความตกใจที่จับได้ ไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย ส่วนเจสซี่พยายามซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง
“มะลิ! มัน... มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ!” แคลวินพยายามแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก
มะลิษาเดินตรงเข้าไปหาเจสซี่ที่ร่างผอมบางอย่างรวดเร็ว เธอคว้าแขนเจสซี่แล้วกระชากออกมาอย่างแรง
“ไม่ใช่อย่างที่คิดเหรอคะ! เสียงครางเรียกชื่อในห้องเก็บของมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดได้เหรอ!” เธอตวาดใส่เจสซี่
จากนั้นเธอหันไปจ้องหน้าแคลวิน ดวงตาของเธอร้อนผ่าวด้วยน้ำตาที่เริ่มคลอ “นาย! คบกับฉันหกเดือน! นอกใจฉันกับพนักงานที่ฉันจ้าง! เพราะเธอผอมกว่าฉันใช่ไหมแคลวิน!”
แคลวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเห็นแก่ตัว “มะลิเธอดีทุกอย่าง...ไอเลิฟยูนะ...แต่บางทียูก็...อ้วนไปหน่อย”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลึกเข้าไปในใจของมะลิษา แม้เธอจะมั่นใจในรูปร่างตัวเองแค่ไหน แต่คำพูดจากคนที่รักก็ทำให้เธอทรุดลง
“ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้!” เธอสั่งเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดและความอับอายไหลทะลักออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “ออกไปจากชีวิตฉันทั้งคู่! ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าพวกแกอีก!”
มะลิษาโยนกระเป๋าสตางค์ของแคลวินใส่หน้าเขา แล้วทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องเก็บของอย่างหมดแรง ปล่อยให้ทั้งสองคนรีบหนีออกจากร้านไปอย่างไม่เหลียวหลัง
มะลิษานั่งร้องไห้อยู่ในร้านอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรวบรวมสติขับรถกลับคฤหาสน์หรูในย่านสุขุมวิท ใบหน้าสวยถูกบวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดทาง
“มะลิ! ลูก!” คุณหญิงรมณีย์ ผู้เป็นมารดาของเธอ รีบวิ่งเข้ามาหาทันทีที่เห็นสภาพของลูกสาว
“เกิดอะไรขึ้นลูก! ใครทำอะไรลูกแม่!” คุณหญิงรมณีย์กอดลูกสาวไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง
มะลิษาปล่อยโฮอีกครั้งในอ้อมกอดของแม่ เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แม่ของเธอก็รู้ทันทีว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องความรัก
“มันไม่คู่ควรกับลูกหรอกมะลิ” แม่ของเธอปลอบโยนอย่างอ่อนโยน “ผู้ชายที่มองผู้หญิงที่รูปร่างภายนอก... ผู้ชายแบบนั้นไม่คู่ควรกับลูกสาวที่ฉลาดและมีค่าของแม่เลยนะ”
ตลอดคืนนั้น มะลิษาใช้เวลาอยู่กับแม่ เธอนอนไม่หลับและมองเพดานด้วยความรู้สึกชาชิน เธอเกลียดความอ่อนแอของตัวเองที่ยอมร้องไห้ให้กับผู้ชายคนเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่มะลิษากำลังนั่งดื่มกาแฟและพยายามจัดการกับอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นขึ้นพร้อมกับหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย
เธอลังเลที่จะรับ แต่สุดท้ายก็กดรับสาย
“ฮัลโหลค่ะ... ใครคะ?” เธอตอบด้วยเสียงที่ยังแหบ ๆ
“ฉันเอง! ลิน! ธิดาลินไงแก! จำไม่ได้เหรอ!?”
มะลิษานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพของเพื่อนสนิทในวัยเด็กจะย้อนกลับมาในความทรงจำ
ธิดาลิน ไพศาลกิจ คือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอในช่วงสั้น ๆ ที่ครอบครัวเธอต้องย้ายตามคุณพ่อไปทำธุรกิจที่ต่างจังหวัดเมื่อหลายปีก่อน ลินเป็นเด็กสาวตัวอวบที่น่ารัก อ่อนโยนและฉลาด
สุดท้ายต้องแยกจากกันเมื่อครอบครัวมะลิษาย้ายกลับกรุงเทพฯ หลังจากธุรกิจไปได้ดี มะลิษาเคยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ลินเมื่อหลายปีที่แล้ว โดยไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเสียงเพื่อนคนนี้อีกครั้ง
“ลิน! นี่แกจริง ๆ เหรอ!” มะลิษาพูดด้วยความตื่นเต้นอย่างแท้จริง จนลืมเรื่องแคลวินไปชั่วขณะ
“ใช่สิมะลิ! ฉันตามหาเบอร์แกมานานมาก! เบอร์นี้ฉันต้องค้นหาจากสมุดที่แกเคยจดให้ไว้เลยนะ!”
หลังจากทักทายกันอย่างยาวนาน ลินก็ตัดเข้าสู่เรื่องสำคัญ
“ฉันโทรมาเพราะฉันมีเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตจะบอกแก... ฉันกำลังจะแต่งงานแล้วนะมะลิ!”
มะลิษายิ้มทั้งน้ำตา “จริงเหรอ! ยินดีด้วยนะลิน!”
“ฉันอยากให้แกมางานแต่งงานของฉันที่นี้ และมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวของฉันได้ไหมมะลิ?”
มะลิษาตัดสินใจทันที... เธอต้องหนีจากกรุงเทพฯ และความทรงจำที่เจ็บปวดนี้ การไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ลินอาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่เธอต้องการ
“แน่นอนสิลิน! ฉันไปแน่! เพื่อนสนิทคนเดียวของฉันแต่งงานทั้งที... ฉันจะไปช่วยป่วนงานแต่งแกให้สุดเหวี่ยงไปเลย!”
สารวัตรธนภพ เวชกุล หรือ สารวัตรโจ้ วัย 30 ปี เพิ่งได้รับตำแหน่งสารวัตรใหม่ในกรุงเทพฯ ชีวิตของเขาในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดในหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเลิกงาน เขาคือนายตำรวจหนุ่มรูปหล่อที่สาว ๆ มักรุมล้อมอยู่เสมอ
ด้วยรูปร่างสูงโปร่ง กล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งภายใต้เสื้อเชิ้ต และใบหน้าคมคายที่ดูเย็นชา ทำให้เขามีเสน่ห์อันตรายที่ดึงดูดผู้หญิงจำนวนมาก
ในยามค่ำคืนที่ไม่สวมเครื่องแบบ สารวัตรโจ้มักจะไปผ่อนคลายด้วยการขับรถสปอร์ตราคาแพงไปรอบเมือง หรือเข้าผับหรู ๆ เพื่อหาความสำราญทางกาย เขาใช้เซ็กส์เป็นเครื่องมือระบายความกดดันจากการทำงาน และเขามักจะเป็นคนควบคุมเกมรักทั้งหมดอย่างเด็ดขาดและเร่าร้อน
แต่แม้จะมีผู้หญิงมากมายเข้ามาในชีวิต เขาก็ไม่เคยสนใจใครอย่างจริงจัง จนกระทั่ง...
ไม่กี่เดือนต่อมา สารวัตรโจ้ก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำอยู่โรงพักในอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด การย้ายตำแหน่งนี้เป็นเพียงการพักเบรกจากความเครียดในเมืองหลวง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะกลับมาในไม่ช้า
ทันทีที่เขาย้ายไปถึง อำเภอแห่งนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ดึงดูดสายตาเขาได้ทันที ธิดาลิน หญิงสาวร่างอวบที่ดูอ่อนโยนและฉลาดหลักแหลม เธอมีรอยยิ้มที่จริงใจและดวงตาที่บริสุทธิ์
สารวัตรโจ้รู้สึกประทับใจในตัวลินอย่างมาก ความรู้สึกนี้ต่างจากความใคร่ที่เขามีต่อผู้หญิงคนอื่น ๆ ในเมืองกรุง แต่ก่อนที่เขาจะเริ่มทำความรู้จักเธออย่างจริงจัง เขาก็ได้รู้ความจริงที่ว่า...
ลินกำลังคบหาดูใจกับ ปลัดเชษฐ์ ปลัดอำเภอหนุ่มรูปหล่อผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอำเภอ และทั้งสองกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในไม่ช้า
สารวัตรโจ้กินแห้วอย่างเจ็บปวด แต่ในฐานะเพื่อนร่วมงานและการสนิทกันมากขึ้นของเขาและปลัดเชษฐ์ ทำให้เขาก็ต้องรับหน้าที่เป็น เพื่อนเจ้าบ่าว ในงานแต่งงานของคนที่เขาแอบชอบอย่างเจ็บช้ำ
“เอาเถอะไอ้โจ้” เขาบอกตัวเองในใจ “งานแต่งงานนั่น...คงเป็นแค่งานเดียวที่ต้องเจอกัน แล้วทุกอย่างก็จะกลับสู่ความสงบ”
แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในงานแต่งงานนั้น เขากำลังจะได้พบกับ 'ยัยเด็กปากจัด' ที่จะมาทำลายความสงบ และทะลวงกำแพงความซึนของเขาให้พังพินาศอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
เซอร์ไพรส์ใต้แสงเทียนกาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว จากวันเป็นเดือน จากเดือนเลื่อนไหลจนครบหนึ่งปีเต็ม เรื่องราวความรักระหว่าง "สารวัตรโจ้" นายตำรวจหนุ่มมาดเข้มปากร้าย กับ "มะลิษา" คุณหนูออแกไนซ์สาวสวยหุ่นอวบอัด ดำเนินไปอย่างราบรื่นท่ามกลางสีสันของชีวิตคู่ที่ครบรสตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่างคอนโดมิเนียมริมน้ำของโจ้ และคฤหาสน์หรูของมะลิษา ตามคำสั่งของเจ้าสัวที่ยังคงหวงลูกสาวแต่ก็แพ้ลูกตื้อของลูกเขย สารวัตรโจ้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมเชยและเตรียมเลื่อนยศ ส่วนมะลิษาก็พาบริษัท Malisa Studio เติบโตจนคิวงานแน่นเอี๊ยดแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความหวานและความหื่นของคู่รักคู่นี้ ที่ดูเหมือนจะทวีคูณขึ้นทุกวันเช้าวันเสาร์ที่สดใส ในห้องครัวของคอนโดมิเนียม สารวัตรโจ้ในชุดผ้ากันเปื้อนลายหมีที่มะลิซื้อให้แกล้ง ๆ แต่เขาใส่จริงจัง กำลังยืนทอดไข่ดาวด้วยท่าทางทะมัดทะแมง"หอมจังเลย..."เสียงหวานงัวเงียดั่งขึ้น พร้อมกับอ้อมแขนขาวผ่องที่สวมกอดเอวสอบของเขาจากด้านหลัง มะลิษาในชุดนอนผ้าซาตินบางเบาซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างสูดกลิ่นกายยามเช้าของแฟน
พันธนาการเหนือศีรษะ 🔞เข็มนาฬิกาบนผนังเรือนรับรองแขกเดินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของสารวัตรโจ้ เวลาล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืน บรรยากาศรอบคฤหาสน์วงศ์พิมานเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของชายหนุ่มร่างใหญ่โจ้ในชุดนอนกางเกงขายาวเพียงตัวเดียวเปลือยท่อนบนโชว์มัดกล้ามและรอยสักจางๆ ที่ต้นแขน เดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้อง เขามองลอดผ่านผ้าม่านออกไปที่ตึกใหญ่ เห็นไฟในห้องนอนของเจ้าสัวและคุณหญิงดับลงไปนานแล้ว เหลือเพียงไฟทางเดินสลัวๆ"จะมาไหมเนี่ย..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความกระวนกระวายความต้องการทางกายที่ถูกกดทับมานานหลายสัปดาห์กำลังปะทุขึ้น เพียงแค่จินตนาการถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ และผิวนุ่มนิ่มของมะลิษา ร่างกายส่วนล่างของเขาก็ตื่นตัวจนปวดหนึบ เขาเตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว ทั้งเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ และ "อุปกรณ์ป้องกัน" ที่เขาแอบพกติดกระเป๋ามาด้วยเสมอ (เผื่อฟลุ๊ค) ซึ่งคืนนี้จะได้ใช้มันสักทีก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูเบาๆ ราวกับเสียงแมวข่วนดังขึ้น โจ้สะดุ้งสุดตัว รีบพุ่งเข้าไปปลดล็อกและกระชากประตูเปิดออกทันทีร่างอวบอัดที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงห
นวดแผนโบราณกระชับมิตร และความลับของลูกผู้ชายกาลเวลาหมุนผ่านไปหลายสัปดาห์ บรรยากาศในคฤหาสน์วงศ์พิมานเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้คำสั่งพักราชการของสารวัตรโจ้จะยังไม่สิ้นสุด แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าทุกเช้าและเย็น ภาพรถกระบะสีดำคันแกร่งที่ขับเข้ามารับส่งคุณหนูมะลิษากลายเป็นภาพชินตาของคนในบ้าน สารวัตรโจ้ทำหน้าที่ "สารถีและบอดี้การ์ดส่วนตัว" ได้อย่างไม่มีที่ติ เขาคอยดูแลเทคแคร์มะลิษาทุกฝีก้าว ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก จนสาวใช้ในบ้านต่างพากันอิจฉาคุณหนูที่มีแฟนหล่อและแสนดีขนาดนี้เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสบาย ณ ห้องนั่งเล่น เจ้าสัวเกริกพลกำลังนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจตามกิจวัตร แต่เช้านี้พาดหัวข่าวในหน้าสังคมกลับดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าดัชนีหุ้น"ฉาวโฉ่! ไฮโซหนุ่ม 'ค.' ทายาทตระกูลดัง ถูกสามีนางแบบสาวกระทืบปางตายคาคอนโดหรู หลังจับได้คาเตียงว่าแอบตีท้ายครัว!"เจ้าสัวขมวดคิ้ว อ่านรายละเอียดเนื้อข่าวที่ระบุชื่อย่อและพฤติกรรมชัดเจนว่าเป็น แคลวิน ลูกชายเพื่อนรักของเขา ภาพประกอบข่าวเป็นภาพเบลอๆ ของชายหนุ่มสภาพยับเยินถูกหามส่งโรงพยาบาล"เฮ้อ..." เจ้าสัวถอนหายใจยาว วางหนัง
เชฟกระทะเหล็กหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ "หมัดแลกอนาคต" ที่บ้านวงศ์พิมาน สารวัตรโจ้ถูกพักราชการอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนชีวิตของเขาจะยุ่งยิ่งกว่าตอนเป็นตำรวจเสียอีกผลจากการปะทะคารมครั้งนั้น ทำให้เจ้าสัวเกริกพลออกคำสั่งเด็ดขาดให้มะลิษาย้ายกลับมานอนที่คฤหาสน์ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและเกียรติของวงศ์ตระกูล แต่จริง ๆ คือต้องการกีดกัน แต่ด้วยความที่มะลิษาก็มีลูกดื้อตาใส เธอจึงยื่นข้อเสนอว่า "จะกลับมานอนบ้านก็ได้ แต่เช้า-เย็น จะให้พี่โจ้มาและมาส่งค่ะ"ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันใหม่ของ "สารวัตรโจ้ (ผู้ว่างงาน) " จึงเริ่มขึ้นทุกเช้าตรู่ รถกระบะสี่ประตูสีดำขัดเงาวับจะมาจอดเทียบที่หน้าตึกใหญ่ของบ้านวงศ์พิมาน โจ้ในชุดลำลองที่ดูสุภาพ เสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสแล็ค จะลงมายืนพิงรถรอรับแฟนสาวด้วยรอยยิ้ม"มารับแล้วเหรอ...ขยันจริงนะพ่อคุณ" เจ้าสัวเกริกพลที่มักจะออกมาจิบกาแฟที่ระเบียงหน้าบ้านจะพูดแขวะทุกเช้า"สวัสดีครับคุณพ่อ อากาศดีนะครับวันนี้" โจ้จะยกมือไหว้ทักทายด้วยรอยยิ้มการค้า ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมและทุกเย็น เขาก็จะขับรถไปรับมะลิษาที่ร้าน แล้วพามาส่งที่บ้าน ฝ่ารถติดมหาโหด
เปิดตัวลูกเขยที่บ้านวงศ์พิมานรถกระบะสี่ประตูสีดำคันแกร่งแล่นเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมหรูในช่วงค่ำ หลังจากใช้เวลาขับรถยาวนานกลับมาจากอำเภอเก่าที่เขาเคยไปประจำอยู่ที่นั้น กระบะท้ายอัดแน่นไปด้วยลังกระดาษและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวชิ้นสุดท้ายที่สารวัตรโจ้กลับไปขนมา"เฮ้อ... ถึงสักที" โจ้ดับเครื่องยนต์แล้วหันมายิ้มให้ตุ๊กตาหน้ารถคนสวย "ขอบคุณนะที่นั่งรถเป็นเพื่อนพี่ไปกลับตั้งไกล เหนื่อยแย่เลย""ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สนุกดีออก ได้ไปกินของอร่อยๆ ทิ้งทวนด้วย" มะลิษายิ้มตอบพลางช่วยเขาปลดเข็มขัดนิรภัย "แล้วก็นะ...ตอนนี้ของพี่มาครบหมดแล้ว ห้องนี้ก็เป็นบ้านของเราแบบสมบูรณ์ 100% แล้วสินะคะ"โจ้จับมือเธอขึ้นมาจูบหลังมือเบาๆ "ครับ...บ้านที่มีเมียคอยบ่น คอยดุ พี่มีความสุขที่สุดแล้ว"ทั้งคู่ช่วยกันขนของขึ้นห้อง จัดวางข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง เสื้อผ้าชุดเครื่องแบบตำรวจที่เคยแขวนไว้แค่ไม่กี่ชุด ตอนนี้ถูกนำมาจัดเรียงจนเต็มตู้ฝั่งของเขา เคียงคู่กับเดรสสวย ๆ ของมะลิษา เป็นภาพที่ทำให้โจ้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด"พรุ่งนี้..." มะลิษาพูดขึ้นขณะนั่งพักเหนื่อยบนโซฟา "มะลิบอกแม่ไว้ว่าจะเข้าไปหานะคะ ไม่ได้กลับ
Road Trip หวานฉ่ำ และหมัดสั่งสอนคนปากดีหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก วันหยุดยาวที่สารวัตรโจ้ลางานเพื่อกลับไปขนของย้ายบ้านก็มาถึง รถกระบะสี่ประตูสีดำคันเก่งถูกล้างจนเงาวับพร้อมสำหรับการเดินทางไกล โดยมีตุ๊กตาหน้ารถกิตติมศักดิ์อย่าง "มะลิษา" นั่งหน้าบานเป็นจานดาวเทียมอยู่ที่เบาะข้างคนขับการเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกที่เจอกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความจำเป็น แต่ครั้งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโดยสาร"ทะเลสีดำ... ไม่มีแสงไฟ..." มะลิษาร้องเพลงคลอไปกับวิทยุด้วยเสียงที่ (พยายามจะ) ไพเราะ พลางโยกหัวไปมาอย่างอารมณ์ดีโจ้เหลือบมองแฟนสาวแล้วอมยิ้ม มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง อีกข้างวางพาดไว้บนเกียร์ตามความถนัด"อารมณ์ดีจริงนะเรา ร้องเพลงมาสามชั่วโมงแล้วไม่เจ็บคอบ้างหรือไง" เขาแซว"ไม่เจ็บค่ะ ก็คนมันมีความสุขนี่นา ได้ไปเที่ยวกับแฟนทั้งที" มะลิษาหันมาทำตาหวานใส่ "พี่โจ้เบื่อเหรอคะ ฟังเสียงมะลิแล้วรำคาญเหรอ""ใครจะกล้ารำคาญครับ เสียงเพราะเหมือนนกแก้วนกขุนทองขนาดนี้""นี่ชมหรือด่าคะเนี่ย!" มะลิษาฟาดต้นแขนเขาดังเพียะ ก่อนจะเปลี่ยนโหม







