Masukมือที่จับข้อมือเธอไว้เปลี่ยนเป็นบีบแน่นขึ้น คิมกดพรีมจนหลังแนบสนิทกับผนังปูนเย็นเฉียบ ก่อนจะบดจูบลงมาอย่างดุดันและหิวกระหาย ความสุภาพที่เคยมีหายไป เหลือแค่อารมณ์ดิบที่ถูกเก็บกดเอาไว้
พรีมเงยหน้ารับจูบนั้นด้วยความต้องการ มือเธอลูบผ่านเสื้อขึ้นไปขยุ้มผมเขา
“อื้ม...” คิมหลุดครางออกมา
เขาซุกหน้าลงจูบเม้มซอกคอ สองมือกระชากเสื้อเชิ้ตเธอจนกระดุมหลุด ก่อนจะก้มลงงับยอดอกผ่านบราลูกไม้ ทั้งดูดดึงและใช้ลิ้นดุนเน้นจนเนื้อผ้าเปียกชุ่ม
“อ๊ะ… คิม… อื้อออ” พรีมครางเสียงสั่น
เธอแอ่นตัวเบียดหน้าอกเข้าหาปากเขา ความร้อนตรงหน้าทำเอาช่วงล่างของเธอตอดรัวด้วยความเสียว
เขารั้งกระโปรงทำงานของเธอขึ้นไปกองไว้ที่เอว มือลูบขึ้นตามต้นขา นิ้วเกี่ยวขอบกางเกงในออกด้านข้าง แล้วแตะลงตรงจุดที่เปียกชุ่ม
“อื้อออ… คิม!”
พรีมสะดุ้งสุดตัว ขาแทบทรุดจนโอบคอเขาไว้แน่น คิมกดเน้นปลายนิ้วลงบนจุดเสียวจนตัวเธอเกร็ง ก่อนจะเริ่มขยับสอดนิ้วเข้าออกอย่างต่อเนื่อง เสียงฉ่ำชื้นดังเสียดสีชัดเจนในความเงียบ
คิมถอนปากออกจากอกเธอ เลื่อนหน้าขึ้นมากระซิบชิดปากที่บวมเจ่อ ลมหายใจเขาหอบถี่
“แล้วคุณคิดว่าสภาพแบบนี้...” คิมกดเสียงต่ำ นิ้วยังบดขยี้ไม่หยุด
“... ผมยังจะหยุดได้อีกเหรอ”
“คิม... อ๊ะ... อย่าเพิ่งพูด...”
พรีมจิกหลังคอเขาแน่น ขยับสะโพกแอ่นรับจังหวะนิ้วอย่างลืมตัว คิมเร่งความเร็วนิ้วขึ้น กระแทกเน้นๆ เข้ามาข้างในจนเธอตาพร่า ท้องน้อยเกร็ง เสียงครางหลุดออกมาไม่หยุด ความเสียวแล่นพล่านจนเธอแทบจะทนไม่ไหว
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นจากอีกฝั่งของลานจอดรถ คิมชะงักทันที สติกลับมาในเสี้ยววินาที เขารีบดึงนิ้วออก พรีมส่งเสียงประท้วงในลำคอด้วยความทรมานที่อารมณ์ค้าง
ทั้งคู่ยังหอบหนัก คิมรีบดึงกระโปรงเธอลง จับเสื้อเชิ้ตที่กระดุมหลุดเข้าหากันเพื่อบังหน้าอกให้ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว เขาก้มมองปลายนิ้วตัวเองที่ยังเปียกชื้น แล้วเบือนหน้าหนี ไม่ยอมสบตากับเธอตรงๆ อีก
“...ขึ้นรถไปเถอะครับ” คิมพูดพยายามสะกดอารมณ์ไว้
“...ก่อนที่ผมจะห้ามตัวเองไม่อยู่ไปมากกว่านี้”
บ่ายแก่วันถัดมา รถตู้สีดำสนิทจอดนิ่งหน้าอาคารเรียบๆ ไม่มีป้ายไฟและชื่อร้าน มีเพียงประตูไม้บานสูงกับชายชุดสูทยืนคุมอยู่ด้านหน้า
คิมลงจากรถเป็นคนแรก เขาเดินอ้อมมาเปิดประตู ภูผาก้าวลงมาก่อนจะยื่นมือไปรอรับพรีม
พรีมก้าวตามลงมา เธอเงยหน้ามองประตูบานใหญ่นั้นพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
“ที่นี่...”
“ที่ที่คนข้างนอกไม่จำเป็นต้องรู้ครับ” ภูผาตอบ ก่อนจะเดินนำตรงเข้าไป พนักงานหน้าประตูโค้งให้เขาทันทีโดยไม่มีการตรวจค้น
พรีมกำลังจะก้าวตาม แต่ขากลับชะงักไปเสียดื้อๆ ... เธอหันกลับไปมองด้านหลัง
คิมหยุดยืนอยู่ข้างประตูรถ สายตาเขาจ้องตรงมาที่เธอ แววตาคู่นั้นไม่ได้ราบเรียบเหมือนเคย แต่มันเข้มจัด วูบไหว และเต็มไปด้วยอารมณ์ดิบที่เพิ่งเกิดขึ้นในลานจอดรถ
พรีมสบตาเขาหัวใจเต้นรัว สัมผัสร้อนและนิ้วของเขาที่เพิ่งกดเน้นบนตัวเธอยังคงร้อนวูบวาบอยู่ใต้เสื้อผ้า ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ เมื่อเห็นปลายนิ้วของคิมเกร็ง
“คุณพรีม...” เสียงทุ้มต่ำของภูผาดังแทรกขึ้นมา
เขาหยุดยืนหน้าประตูไม้บานใหญ่ หันกลับมามองพรีมที่ยังยืนนิ่ง สายตาของเขากดต่ำลง
“ข้างในนั้น... มีแค่ผมที่พาคุณเข้าไปได้ครับ”
พรีมเม้มปากแน่น ละสายตาจากคิม พยักหน้าเบาๆ ให้ภูผา ก่อนจะเดินตามเขาเข้าไปข้างใน
ปึ้ง...
ประตูไม้บานหนาปิดลงช้าๆ ตัดขาดแสงและเสียงจากด้านใน ทิ้งให้คิมยืนนิ่งอยู่ลำพัง
คิมสูดหายใจเข้าลึก รับรู้ความจริงที่ว่าต่อให้ร่างกายของเธอจะตอบสนองเขาแค่ไหน แต่โลกหลังประตูบานนั้น ก็ไม่ใช่ที่ของเขาอยู่ดี....
ภายในคลับลับ แสงไฟสีทองทอดลงบนพื้นไม้สีเข้มจนเกิดเงาสะท้อน บรรยากาศข้างในนี้ต่างจากโลกภายนอกอย่างชัดเจน
เสียงพูดคุยดังแผ่วเบาและต่อเนื่อง ผู้ชายทุกคนในที่นี้แต่งตัวเรียบง่าย แต่นาฬิกาบนข้อมือ แหวนเรียบๆ เพียงวงเดียว หรือแม้แต่ท่านั่งที่ผ่อนคลาย ล้วนบ่งบอกถึงอำนาจที่ซ่อนอยู่
พรีมเดินข้างภูผา กวาดสายตามองบรรยากาศรอบตัว ระยะห่างระหว่างเธอกับคนในห้องนี้เหมือนมีกำแพงล่องหนกั้นไว้
“ไม่ต้องพยายามเป็นอะไร” ภูผาพูดโดยไม่หันมามอง
“เป็นแบบที่คุณเป็นก็พอ”
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนการปลอบใจ แต่มันคือการยอมรับในตัวเธอ ภูผาพาเธอเดินตรงไปยังโต๊ะด้านใน ที่มีกลุ่มผู้ชายรุ่นใหญ่นั่งล้อมวงพร้อมแก้วเครื่องดื่มในมือ
บทสนทนาในวงหยุดชะงักลงเล็กน้อยตอนที่เขาเดินเข้าไปถึง ภูผาไม่ได้แนะนำตัวเธอด้วยประโยคยาวเหยียด เขาแค่ยกมือขึ้นจนแสงไฟตกกระทบแหวนบนนิ้ว
“วงนี้...” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เธอเป็นคนออกแบบครับ”
ความเงียบปกคลุมโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง สายตาหลายคู่ที่เคยแค่มองผ่านๆ หันมามองพรีมทันที คราวนี้ไม่ใช่การมองผ่าน แต่เป็นการมองเพื่อประเมินผู้หญิงที่ภูผาเอ่ยปากยอมรับด้วยตัวเอง
ชายคนหนึ่งพยักหน้าช้าๆ มองงานดีไซน์บนนิ้วของภูผา
“รสนิยมดี...”
“เรียบ...แต่มีพลัง” อีกคนเสริมขึ้นมา
ภูผาไม่พูดอะไรต่อ เขาเลือกที่จะเงียบเพื่อให้พรีมได้พิสูจน์ตัวเอง
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ




![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


