เข้าสู่ระบบโต๊ะอาหารถูกจัดวางท่ามกลางสวน ผนังกระจกใสเผยให้เห็นแนวทิวเขาตัดกับดอกไม้ป่าด้านนอก พรีมนั่งนิ่ง เธอไม่คิดจะเข้าหาใคร และไม่คิดจะอธิบายเรื่องเมื่อเช้าให้ใครฟัง
“คุณพรีมครับ” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านข้าง ชายคนหนึ่งส่งยิ้มสุภาพมาให้
“ผมเพิ่งได้ดูงานของคุณ”
“คะ?” พรีมชะงักเล็กน้อย
“เส้นคมมากครับ... ไม่ค่อยเห็นใครใช้เทคนิคแบบนี้เท่าไหร่”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน” หญิงอีกคนเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ใช่การพูดเอาใจตามมารยาท
บรรยากาศรอบตัวพรีมเปลี่ยนไปทันที จากคนที่ถูกมองข้ามกลายเป็นคนที่ทุกคนให้ความสนใจ
ชายหนุ่มที่เคยดูถูกเธอเมื่อเช้าเดินตรงเข้ามาพลางส่งยิ้มบางๆ
“เมื่อเช้าผมพูดแรงไปหน่อย... ขอโทษนะครับ”
มันเป็นคำขอโทษที่ดูจริงจัง ทว่าพรีมรู้ดีว่าไม่ได้มาจากความรู้สึกผิด หากเป็นเพราะสถานการณ์รอบตัวเปลี่ยนไปต่างหาก
หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาคุย ถามรายละเอียดงาน ขอคอนแทกต์ และเสนอไอเดียโปรเจกต์ใหม่ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและง่ายจนน่าประหลาดใจ
พรีมกวาดสายตามองไปรอบตัว เธอไม่ได้ไร้เดียงสาพอจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่สายตาเธอจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ใครบางคน
ภูผานั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ กำลังคุยกับเพื่อนอีกกลุ่มด้วยท่าทีปกติ
“คุณทำอะไรลงไปคะ” เสียงเธอถามขึ้น ขณะเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขา
ภูผาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเธอด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ผมแค่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับคนที่มองหาความจริง”
พรีมยืนนิ่ง คำพูดเขาฟังดูมีเหตุผล แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกตีกรอบให้เดินตาม
“แล้วถ้าฉันอยากให้พวกเขามองเห็นมันด้วยตัวเองล่ะคะ”
ภูผาไม่ตอบทันที สายตาเขานิ่งสนิท มองเธอนานกว่าปกติ... เหมือนอ่านทะลุความดื้อรั้นทั้งหมดของเธอ
“ถ้าพวกเขามองเห็นเองตั้งแต่แรก...”
เขาวางแก้วกาแฟลง เสียงเซรามิกกระทบจานรองดังชัดเจนในความเงียบ
“...คุณคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก”
บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งทันที พรีมไม่เถียงต่อ ครั้งนี้เธอรู้สึกชัดเจนว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในมือเขาอย่างสมบูรณ์ และที่อันตรายที่สุด คือเธอเองก็เริ่มไม่แน่ใจ ว่าอยากให้เขาปล่อยมือหรือเปล่า
แพมยืนกอดอก มองตรงไปยังพรีมกับภูผา ปลายนิ้วที่เคาะลงบนต้นแขนเริ่มเร็วและหนักขึ้นตามแรงอารมณ์ สายตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ข่มไว้ไม่มิด
เธอปล่อยข่าวให้คนทั้งงานมองพรีมเป็นแค่ผู้หญิงไร้ราคาที่ใช้เต้าไต่ แต่ภูผากลับใช้เวลาไม่ถึงห้านาที พลิกให้ยัยนั่นกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจไปหน้าตาเฉย
ยิ่งเห็นสายตาของภูผาที่มองพรีมนานเป็นพิเศษ ความรู้สึกเสียหน้าก็ยิ่งแล่นพล่านขึ้นมาจนมือสั่น….
โชว์รูมกว้างเงียบสนิท มีเพียงเสียงฝนตกหนักอยู่ด้านนอก พนักงานทยอยกลับกันหมดแล้ว ไฟดวงหลักถูกปิด เหลือแค่แสงสลัวจากโถงทางเดินพอให้เห็นทาง
“เฮ้อ... เสร็จสักที”
พรีมบิดตัวไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะรวบเอกสารกับแบบร่างทั้งหมดลงกล่อง เตรียมหิ้วกลับไปทำต่อที่บ้าน
“อึบ... หนักเหมือนกันแหะ” เธอพึมพำขณะลองยกกล่องขึ้น
“ผมช่วยครับ”
คิมเดินเข้ามาใกล้ พูดพลางก้มลงยกกล่องนั้นขึ้นมาถือไว้เองอย่างง่ายดาย
ทั้งคู่เดินเคียงกันไปตามโถงทางเดิน กระทั่งลิฟต์ลงมาเทียบชั้นลานจอดรถที่เงียบสนิท
คิมช่วยยกกล่องไปวางไว้ที่เบาะหลัง ปิดประตูให้อย่างเบามือ
“เรียบร้อยครับ” เขาหันมาบอก
“...”
พรีมมองสบตากลับไปแต่ไม่ได้พูดอะไร คิมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนมีบางอย่างจะพูด สายตาเขาดูลังเล สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ หันหลังเดินแยกออกไป ทิ้งให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
“คิม”
“ครับ” เขาตอบสั้นๆ หยุดเดินทันที แต่ไม่ยอมหันกลับมา
พรีมเดินเข้าไปหาจนระยะห่างลดลงเรื่อยๆ ใกล้จนคิมต้องยอมหันมาสบตา กรามของเขาขบแน่น
“มีอะไรให้ผมช่วยอีกไหมครับ” น้ำเสียงเขาเรียบนิ่ง แต่เห็นชัดว่ากำลังเกร็ง
พรีมกอดอก เอียงหน้ามองพลางไล่สายตาตั้งแต่ตาลงมาหยุดที่ปากเขา
“กลัวพรีมเหรอคะ” เธอถามเรียบๆ
“ผมไม่ได้กลัวครับ”
“แล้วทำไมต้องรีบเดินหนี”
พรีมขยับเข้าไปอีกครึ่งก้าว จนปลายรองเท้าแทบจะชนกัน
“...ทำเหมือนกลัวว่าถ้าอยู่กับพรีมสองคน แล้วเรื่องในรถวันนั้นมันจะเกิดขึ้นอีก”
คิมยืนนิ่ง ลมหายใจเริ่มสะดุด แต่ยังพยายามคุมสายตาไม่ให้หลุด
“คุณพรีมเป็นคนของคุณภูผาครับ” เขาพูดเสียงต่ำ
“ผมมีหน้าที่แค่ดูแลความปลอดภัย”
พรีมค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วขึ้นไปตามแนวสาบเสื้อเชิ้ต
“หน้าที่เหรอคะ...”
เธอยิ้มมุมปาก ปลายนิ้วกดเน้นน้ำหนักลงบนอกซ้ายของเขา
“...ใจเต้นแรงขนาดนี้ มันอยู่ในหน้าที่บอดี้การ์ดด้วยหรือเปล่า”
คิมยังยืนนิ่ง แต่สายตาวูบไหวชัดเจน
“ยอมรับมาเถอะคิม...” พรีมเขย่งเท้าขึ้น กระซิบชิดริมฝีปากเขา
“...ว่าคุณก็อยากทำแบบที่ภูผาทำกับพรีมจนแทบบ้า”
สิ้นประโยคท้าทาย คิมคว้าข้อมือเธอไว้ ก่อนจะดันเธอไปติดผนังตรงมุมอับของลานจอดรถ จุดที่พ้นสายตากล้องวงจรปิด
“คุณรู้ใช่ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่” เสียงเขาต่ำและสั่นพร่าอย่างคุมไม่อยู่
พรีมไม่ตอบ ไม่ยอมหลบสายตา
“คุณหยุดตัวเองได้จริงเหรอคะ”
คำถามนั้นเหมือนไม่ได้ถามแค่เขา แต่เธอกำลังถามตัวเองไปพร้อมกัน
วินาทีนั้น คิมนิ่งเหมือนยังมีทางให้ถอยกลับไปเป็นบอดี้การ์ดคนเดิม แต่แล้วพรีมกลับขยับเข้าใกล้อีกนิด และนั่นทำให้ความอดทนของคิมขาดลงทันที
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







