LOGINคำถามเริ่มยิงตรงมาที่เธอทีละข้อ เป็นคำถามที่ลึกและจริงจัง ไม่มีคำพูดเอาใจแบบคนทั่วไป พรีมตั้งสมาธิแล้วตอบกลับไปอย่างนิ่งสงบ น้ำเสียงของเธอมั่นคงและชัดเจนในทุกคำตอบ
วินาทีนั้นเองที่พรีมเข้าใจความหมายของภูผา... เธอไม่ได้ถูกพามาเพื่อเป็นแค่เครื่องประดับข้างกายเขา แต่เขาพาเธอมา เพื่อให้เธอมีตัวตนในฐานะดีไซเนอร์คนหนึ่งในโลกของเขาจริงๆ
พนักงานวางแก้วเครื่องดื่มลงตรงหน้าเธอ พรีมมองสิ่งที่อยู่ในแก้วแล้วชะงักไป เพราะมันคือของโปรดของเธอ... เธอเหลือบมองภูผา
“ที่นี่ไม่มีเมนูครับ” เขาพูดขึ้นมาเบาๆ โดยไม่ได้หันมา
“ปกติที่นี่เราไม่ค่อยได้ต้อนรับสุภาพสตรีบ่อยนัก... คุณคงเป็นคนพิเศษของคุณภูผาสินะครับ” ชายสูงวัยที่นั่งอยู่อีกฝั่งหมุนแก้ววิสกี้ในมือช้าๆ พลางถามขึ้น
ประโยคนั้นทำเอาพรีมประหม่าไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายตาคนทั้งโต๊ะที่รอฟังคำยืนยัน
เธอยังไม่ทันได้ตอบ ภูผาก็วางแก้วเครื่องดื่มลง เสียงก้นแก้วกระทบโต๊ะเบาๆ แต่หนักแน่นพอจะดึงความสนใจทั้งหมดกลับมาที่เขา
“เธอคือคนสำคัญของผมครับ” ภูผาตอบสั้นๆ
มือเขาวางพาดอยู่บนพนักพิงเก้าอี้ของเธออย่างเป็นธรรมชาติ เป็นระยะที่ประกาศให้ทุกคนรับรู้โดยไม่ต้องพูดอะไรอีก....
ภูผาพาเธอแยกตัวออกมายังอีกโต๊ะที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
“ผมอยากให้คุณรู้จักเขา”
ชายชรานักสะสมอัญมณีมองพรีมเงียบๆ สายตาประเมินคู่นั้นนิ่งจนน่ากลัว ก่อนจะยิงคำถาม
“คุณออกแบบเพื่อโชว์ความงามของหิน หรือออกแบบเพื่อซ่อนรอยตำหนิของมัน”
มันเป็นคำถามวัดจุดยืนที่ตรงไปตรงมา พรีมไม่คิดจะตอบเพื่อเอาใจ และไม่พยายามยกตัวให้ดูสูงส่ง เธอเลือกตอบตามความรู้สึกจริงของคนทำงานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด
ชายชราพยักหน้า สายตาที่เคยเย็นชาผ่อนคลายลงเล็กน้อย ภูผามองพรีมด้วยแววตาที่ซ่อนความภูมิใจไว้ไม่มิด
“ผมจะให้คนติดต่อคุณ”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นประโยคทั่วไป แต่สำหรับคนระดับนี้ คำว่าง่ายไม่เคยมีอยู่จริง และการที่เขาเอ่ยปากแบบนี้ หมายถึงประตูบานใหญ่ในวงการอัญมณีระดับโลกกำลังเปิดรับเธอ...
ภูผาพาพรีมเลี่ยงออกมาจากห้องโถงหลัก เสียงสนทนาด้านหลังถูกกำแพงหนาตัดขาดจนเหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขาและเธอ
ทันทีที่อยู่กันตามลำพัง ภูผาดึงพรีมเข้ามาประชิด ดันแผ่นหลังเธอติดกับกำแพง เขาเบียดท่อนล่างเข้าหาจนเธอรับรู้ถึงความแข็งขืนที่ดุนดันอยู่ มือหนาเลื่อนขึ้นล็อกคางเธอไว้ บังคับให้สบตากับเขาที่มองมาด้วยความพอใจ
“นิสัยต่อปากต่อคำเก่งของคุณนี่ไง….” เขากระซิบชิดปาก
“...คนพวกนั้นถึงได้ยอมคุณง่ายๆ”
พูดจบ ภูผาก็ก้มลงจูบเธอ สัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและแรงกดดัน
พรีมปล่อยให้เขาจูบ ความรู้สึกขอบคุณปนแรงดึงดูดทำเอาใจเธอเต้นรัวจนเคลิ้มตาม แต่พอมือเขาเริ่มเลื่อนลงมาลูบสะโพกและเตรียมจะรั้งกระโปรงขึ้น พรีมก็ยกมือขึ้นดันตัวเขาไว้เบาๆ พลางเบือนหน้าหลบจูบ
“พอแค่นี้ก่อนค่ะคุณภูผา...” พรีมพูดเสียงสั่น
ภูผาชะงัก สายตาเข้มขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ
“ทำไมครับ...” เขาถามเสียงเรียบแต่เย็นเยียบ
“...คิดว่าโอกาสที่คุณเพิ่งได้ไปเมื่อกี้ มันได้มาฟรีๆ งั้นเหรอ”
คำพูดนั้นปลุกสัญชาตญาณเอาชนะของเธอขึ้นมาทันที พรีมยกยิ้ม สบตาเขาอย่างท้าทาย
“ถ้าคุณอยากได้ตัวพรีมแลกกับโอกาส...” เธอเว้นจังหวะ ปลายนิ้วแตะลงบนอกเสื้อเชิ้ตเขาเบาๆ
“...คุณก็คงไม่เสียเวลาพาพรีมไปแนะนำตัวกับคนพวกนั้นหรอกจริงไหมคะ”
ภูผาเงียบไปนิดหนึ่ง มองผู้หญิงตรงหน้าที่ยังคงถือดีและไม่ยอมสยบให้ใครง่ายๆ
“คุณฉลาดกว่าที่ผมคิด...” ภูผาโน้มตัวกระซิบข้างหูเธอ
“...แต่คุณคิดจริงๆ เหรอ ว่าคุณจะคุมเกมนี้ได้ตลอดไป”
“ไม่รู้สิคะ...” พรีมตอบเสียงนิ่ง ดึงเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่
“...แต่คืนนี้ พรีมยังไม่พร้อมที่จะจ่ายด้วยวิธีนี้”
ภูผาถอยออกมาก้าวหนึ่ง เขามองเธอนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้โกรธ แต่เหมือนกำลังมองว่ารอบต่อไปจะเอายังไงกับเธอดี...
วันต่อมา ภายในห้องนิรภัยส่วนตัว ตู้เหล็กหนาและผนังซับเสียงกลืนทุกความเคลื่อนไหวจนเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน
พรีมก้าวเข้าไปด้านใน วางกล่องอัญมณีลงบนโต๊ะกำมะหยี่ด้านข้าง ยังไม่ทันที่เธอจะได้หมุนรหัส คิมที่เดินตามเข้ามาติดๆ ก็เอื้อมมือผ่านไหล่เธอไปข้างหน้า ดึงบานประตูตู้เซฟขนาดใหญ่ให้เปิดออกจนสุด
แกร๊ก...
บานเหล็กหนาที่เปิดกว้าง บังกล้องวงจรปิดตรงมุมเพดานด้านบนจนมิด พร้อมกับปิดกั้นทางออก บีบพื้นที่รอบตัวพรีมให้แคบลงทันที
พรีมยืนนิ่ง ไม่ยอมหันกลับไป แต่เธอรับรู้ได้ถึงตัวคิมที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง ใกล้จนลมหายใจหนักๆ ของเขาเป่ารดต้นคอ
ความเงียบกดทับจนชวนอึดอัด และมันชัดเจนเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้สึก พรีมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับเขา เงยหน้าสบตาคนที่ยืนขวางทางออกไว้
“หลบหน่อยค่ะ พรีมจะออกไป”
คนตรงหน้าไม่ขยับ สายตาที่จ้องลงมานิ่งสนิท แต่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความต้องการที่เก็บไว้ไม่อยู่
“ข้างในนั้น...” คิมกดเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
“...คุณยอมเขาไปแล้วใช่ไหม”
พรีมชะงัก ก่อนจะเค้นยิ้มพลางสบตาเขาอย่างท้าทาย
“แล้วถ้าใช่ล่ะคะ... มันเกี่ยวอะไรกับคุณ”
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







