LOGINน้ำหนึ่งก้มหน้าจดบันทึกรายละเอียดลงไปทันที ก่อนจะเลื่อนแฟ้มอีกชุดไปวางตรงหน้าพรีม ทุกอย่างดูเป็นขั้นตอนที่ถูกวางไว้แล้วตั้งแต่ต้น
“เราจะวางจุดยืนของแบรนด์ไว้ในระดับไหนครับ” ผู้บริหารคนหนึ่งถามขึ้น แต่สายตาไม่ได้มองไปที่ภูผา
พรีมรับรู้ถึงการท้าทายนั้น หัวใจเต้นแรงขึ้นกว่าปกติ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่หลบสายตาใคร
“ระดับที่คนไม่ได้ซื้อเพราะแค่อยากได้... แต่ซื้อเพราะรู้สึกว่าต้องมีค่ะ” เสียงเธอนิ่งกว่าความรู้สึกจริงข้างใน
ห้องประชุมเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างนิ่งอึ้งและชั่งน้ำหนักคำตอบนั้น
“ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดอยู่หน้านี้ค่ะ” น้ำหนึ่งขยับไอแพดส่งมาทางเธออย่างรู้ใจ
ภูผาเลื่อนสายตาเย็นชาไปที่ผู้บริหารคนเดิม
“ทำตามนั้น”
คำสั่งสั้นๆ ไร้คำอธิบายเพิ่มเติม แต่มันเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องรับรู้ว่า... คำพูดของพรีมเท่ากับการตัดสินใจของเขา
คำถามต่อมาพุ่งเข้าหาพรีมอย่างต่อเนื่อง สายตาทุกคู่ในที่ประชุมต่างจับจ้องมาที่เธอ พรีมตอบคำถามเหล่านั้นไปทีละประเด็น ไม่เร่งรีบและไร้ความลังเล ทุกครั้งที่เธอพูดจบ ภูผาจะเป็นคนตบท้ายสั้นๆ เพื่อปิดประเด็นให้ลงตัว
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ผู้บริหารสองสามคนเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยตัวเอง
“ถ้ามีอะไรให้ทีมเราช่วย แจ้งได้เลยนะครับ” น้ำเสียงนั้นสุภาพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่การรักษามารยาทตามหน้าที่ แต่เป็นเพราะพวกเขาเริ่มยอมรับในความสามารถของเธอจริงๆ
น้ำหนึ่งเก็บเอกสารส่วนที่เหลืออย่างเงียบๆ ก่อนจะหันมาหาพรีม
“ถ้ามีอะไรต้องการเพิ่มเติม บอกน้ำได้เลยนะคะ” น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่สื่อชัดเจนว่าเธอพร้อมจะสนับสนุนพรีมเต็มที่
เมื่อประตูปิดลง ห้องทั้งห้องเหลือเพียงคนสองคน พรีมยืนนิ่งมองเอกสารตรงหน้า ลมหายใจยังหนักจากความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านไป
‘นี่มันไม่ใช่แค่โอกาส…. มันคือตำแหน่ง’
เธอเงยหน้ามองคนที่ยังนั่งอยู่หัวโต๊ะ ภูผากำลังปิดแฟ้มของตัวเองช้าๆ
“คุณรู้ตั้งแต่แรกใช่ไหมคะว่าพวกเขาจะมองพรีมแบบนี้”
มือของภูผาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเธอตรงๆ
“ผมแค่ทำให้มันเร็วขึ้น”
พรีมสบตานิ่ง หัวใจยังเต้นแรง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกดดันจากคนอื่น… มันคือความรู้สึกชัดเจนว่าเธอได้ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของเขาแล้ว และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ เธอไม่ได้คิดอยากจะถอยหลังกลับไปเลยสักก้าวเดียว....
บรรยากาศห้องวีไอพีภายในร้านไฟน์ไดนิ่ง แสงไฟสีนวลตาถูกออกแบบให้ตกกระทบเฉพาะจุด สร้างพื้นที่ส่วนตัวท่ามกลางความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงเปียโนคลอเบาๆ และเสียงแก้วไวน์กระทบกัน กลิ่นของไม้หอมและอาหารอบอวลอยู่ในอากาศ
ภูผาเลื่อนเก้าอี้ให้พรีม เธอนั่งลงโดยไม่พูดอะไร กวาดตามองบรรยากาศรอบตัว ก่อนจะเลื่อนกลับมามองที่เขาซึ่งนั่งลงฝั่งตรงข้าม
เมนูถูกวางลงตรงหน้า ภูผาพลิกไปหน้าหนึ่งแล้วเลื่อนมาทางเธอ
“คุณน่าจะชอบจานนี้ รสไม่หนัก แต่มีเลเยอร์ดี”
พรีมมองตามปลายนิ้วเขา
“คุณจำได้เหรอคะ”
“ผมไม่ค่อยลืมเรื่องสำคัญ” คำพูดนั้นไม่ได้หวาน แต่ลึกกว่าที่ควรจะเป็น
เมื่อพนักงานเข้ามารับออเดอร์ ภูผาสั่งโดยไม่ต้องถามซ้ำ และทุกจานที่เขาเลือกตรงกับสิ่งที่เธอชอบทั้งหมด
ระหว่างรออาหาร บทสนทนาไหลไปที่เรื่องงาน เขาถามความคิดเห็นเธอ ไม่มีจังหวะไหนที่เขาวางตัวข่ม แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ดีว่าเขาคุมทุกอย่างอยู่
กระทั่งอาหารถูกเสิร์ฟ พรีมหยิบช้อนขึ้น แต่จังหวะที่ปลายนิ้วแตะขอบจาน เธอชะงัก ภาพหนึ่งแทรกเข้ามาในหัว พรีมเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนจัดจาน
“ไม่ถูกใจเหรอครับ” เสียงภูผาดึงให้เธอเงยหน้าขึ้น
“เปล่าค่ะ น่าทานดี” เธอตอบเร็วไปนิดหนึ่ง
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ซักไซ้
“ดีไซน์คอลเลกชันแรก คุณอยากเริ่มจากอะไร”
เขาพาเธอกลับเข้าสู่พื้นที่ที่เธอควบคุมได้ พรีมตอบออกไปอย่างไหลลื่น แต่ในหัวกลับไม่ได้นิ่งตาม
เธอกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าผู้ชายที่พร้อมทุกอย่าง ถูกต้อง และมั่นคง แต่ร่างกายของเธอกลับยังจำสัมผัสของอีกคนได้ชัดเจนเกินไป
ภูผาเงียบฟัง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้อย่างสุภาพ
พรีมสะดุ้งทันที เธอมองมือตัวเอง ภาพเดิมซ้อนขึ้นมาในหัว... มืออีกแบบที่เคยจับแน่นกว่า อุ่นกว่า หยาบกว่า ความทรงจำนั้นชัดจนเธอต้องกลืนน้ำลาย ไม่ใช่ว่าแบบไหนดีหรือแย่กว่า แต่มันคนละแบบ
พรีมเงยหน้าสบตาเขา วินาทีนั้นเหมือนเขาอ่านทุกอย่างออก
“คุณไม่จำเป็นต้องรีบ”
พรีมไม่ได้ตอบกลับ... คำพูดนั้นอันตรายตรงที่ไม่เร่งรัด และทำให้เธออยากขยับเข้าหาเองโดยไม่รู้ตัว
ดินเนอร์จบลงอย่างเรียบง่าย เขาเดินออกมาส่งเธอขึ้นรถ
“คืนนี้พักผ่อนเยอะๆ นะครับ” น้ำเสียงเขานิ่ง แต่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจโดยไม่ต้องย้ำ
“ขอบคุณนะคะ” พรีมพยักหน้า
“ผมควรเป็นคนขอบคุณมากกว่า” เขาปิดประตูให้
รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ภาพของเขาเล็กลงในกระจกมองข้าง พรีมเหลือบมอง ก่อนจะพิงหัวกับเบาะแล้วถอนหายใจยาว
เมื่อกลับถึงบ้าน เธอวางกระเป๋าลงแล้วทิ้งตัวนั่ง ปล่อยให้ความคิดแล่นไปเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นภาพเรื่องวันนั้นกับคิม แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในหัวตอนนี้กลับเป็นสายตาของภูผาที่มองมาท่ามกลางแสงไฟในร้านอาหาร
‘ถ้าเลือกเขา... มันจะง่ายกว่านี้’
พรีมยกมือขึ้นแตะอกตัวเอง เหมือนจะดูว่าหัวใจยังเต้นเป็นปกติไหม แต่จังหวะของมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอไม่ได้สับสนเพราะเลือกไม่ได้ แต่สับสนเพราะเริ่มเอนเอียง... โดยที่ยังมีอีกคนค้างอยู่ในความรู้สึก
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







