INICIAR SESIÓNเขานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง มือข้างหนึ่งยังคอยพัดเบา ๆ ใกล้หน้าเธอ อีกมือแตะข้อมือเช็กชีพจรตามสัญชาตญาณของคนที่เคยเรียนปฐมพยาบาลมาก่อน
“ไม่ไหวก็ยังฝืนมาเรียน เธอนี่มันดื้อจริง ๆ” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงผสมทั้งความหงุดหงิดและความห่วงใยที่เขาเองก็แยกไม่ออก ไม่นานลินก็เดินกลับมาพร้อมกับยาในมือ ลินรีบวิ่งเข้ามาดูเพื่อนสนิททันที สายตาของลินเป็นห่วงปิ่นมาก ลินยื่นยาดมให้กับภีม “เฮียเป็นห่วงมันเหรอ” ลินเลิกคิ้วสูงเอ่ยถาม เธอไม่ได้มองหน้าภีม ทว่าสายตาเธอจับจ้องอยู่ที่เพื่อนสนิทมากกว่า “ถามมาก” ภีมเอ่ยตอบน้ำเสียงไม่จริงจังมากนัก “ก็อาการมันฟ้อง” “อย่าเยอะ” “อย่าโหดนักเลยค่ะอาจารย์ภีม” ลินเอ่ยน้ำเสียงติดเล่น “วางยาไว้ตรงนี้แหละ เดี๋ยวที่เหลือเฮียดูแลต่อเอง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ว่าปิ่น..” “ไม่เป็นไร หนูไปกินข้าวก่อนก็ได้ เดี๋ยวตรงนี้เฮียเคลียร์เอง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาจริงจัง ลินทำได้แค่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง “ดื้อจริง ๆ” เขาบ่นกับคนที่หลับตาพริ้ม มือข้างหนึ่งก็คอยประคองศีรษะของเธอเอาไว้ไม่ให้เอนตก นิ้วมือใหญ่ไล้ปอยผมเปียกที่ปรกหน้าเธอออกเบา ๆ แววตาคมที่เคยเฉยชากลับอ่อนลงอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้งที่บอกตัวเองว่า “ไม่มีอะไรให้น่าห่วง” แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองจะหลุดออกมาเพราะความกังวลแทนเธอ อาจารย์ภีมนั่งเฝ้าเธออยู่นานโดยไม่รู้ตัว แม้เสียงฝีเท้าของนักศึกษาคนอื่นจะดังผ่านไปผ่านมา แต่เขาก็ยังไม่ลุกจากเก้าอี้ มือใหญ่ยังคงเช็ดเหงื่อบนใบหน้าเธอเบา ๆ จนกระทั่งเปลือกตาของปิ่นเริ่มขยับ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง “อาจารย์...” เสียงเธอแผ่วเบาแทบเป็นกระซิบ “เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นไหม” เขาเอ่ยถามน้ำเสียงห่วงใยเธอทันที พร้อมกับยื่นยาดมให้กับเธอ “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะอาจารย์” “อืม ดีขึ้นก็ดีแล้ว” เขาพูดสั้น ๆ แต่สายตายังไม่ละไปจากใบหน้าซีด ๆ ของปิ่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว ปิ่นพยายามจะยันตัวขึ้นนั่งหลังตรง ทว่ายังรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย ภีมเห็นก็รีบเอื้อมมือมาประคองไหล่ของเธอเอาไว้ทันที มือใหญ่ของเขาอุ่นจัดจนเธอรู้ได้ “อย่าเพิ่งลุกเร็ว เดี๋ยวหน้ามืดอีก” เขาเอ่ยเสียงนิ่ง แต่แฝงความห่วงใยที่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ “ขอโทษค่ะ หนู...ไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้” “ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนมาเรียน เข้าใจไหม” “เข้าใจค่ะ...” “แล้วเมื่อคืนได้กินยาดักไว้หรือเปล่า” เขาเอ่ยถาม “กินก่อนนอนแล้วค่ะ” “อยากไปหาหมอไหม?” เขาเอ่ยถาม ปล่อยมือออกจากร่างกายเธอ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวกินยาก็คงหายดีแล้ว” เธอเอ่ยตอบ พลางขยับตัวเล็กน้อย “อย่าขยับตัวเยอะ” เขาเอ่ยพร้อมกับจับร่างเล็กให้ขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น เธอชะงักเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองถูกเขาดึงให้ขยับเข้าใกล้มากขึ้น ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากเสื้อเชิ้ตของเขา กลิ่นที่เธอจำได้ดี เพราะมันคือกลิ่นเดียวกับเมื่อคืนที่เธอนั่งอยู่บนรถของเขาอยู่นานหลายนาที หัวใจของปิ่นเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก อยู่ ๆ ในใจของเธอก็รู้ร้อนรุ่มแปลก ๆ ใจเธอสั่นแปลก ๆ “อาจารย์.. หนูก็แค่ขยับตัวนิดเดียวเองค่ะ” เธอเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหวาน ภีมไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ใช้มือตัวเองดันเบาะให้เธอเอนตัวลงพิงอีกนิด แล้วหันไปหยิบขวดน้ำเย็นของตัวเองมายื่นให้เธอ “จิบน้ำหน่อย จะได้สดชื่นขึ้น” “ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา รับขวดน้ำมา ก่อนจะค่อย ๆ จิบน้ำตามที่เขาบอก สายตาคมของภีมจับจ้องอยู่ที่เธอตลอด จากมือเรียวที่ถือขวดน้ำ จากริมฝีปากที่สัมผัสขวด จากผิวซีดที่เริ่มมีสีเลือดฝาดกลับคืนมาเล็กน้อย ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาเต้นแปลก ๆ อย่างที่ไม่อยากยอมรับ “ทำไมมองแบบนั้นคะ...” ปิ่นถามขึ้นเบา ๆ หลังจากเห็นว่าเขายังไม่ละสายตาไปไหน “มองเพราะจะดูว่าอาการดีขึ้นหรือยัง” เขาตอบนิ่ง ๆ เบือนหน้าหนีสายตาคู่เล็กที่เริ่มจะอ่านความรู้สึกของเขาออก “ดีขึ้นค่ะ แต่อาจารย์ไม่ต้องห่วงก็ได้ หนูไม่เป็นอะไรมากหรอก” คำพูดนั้นทำให้ภีมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง “ไม่ได้ห่วง” “...” “แค่ไม่อยากให้มีใครเป็นลมต่อหน้าอีก เข้าใจไหม” เขาพูดต่อ น้ำเสียงเรียบ แต่ปลายน้ำเสียงกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ปิ่นกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ มุมปากคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างรู้ทัน “อาจารย์พูดเหมือนแก้ตัวเลยค่ะ” “แก้ตัว?” ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ก็หนูเห็นชัด ๆ ว่าอาจารย์เป็นห่วงหนูตอนหนูเป็นล้ม” เธอพูดพลางหลุบตาลง ซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ไว้ “เพ้อเพราะไข้หรือเปล่า” เขาตอบกลับทันควัน สีหน้าเรียบนิ่ง “ไม่ค่ะ หนูจำได้ดี” เธอยิ้มเล็กน้อย พูดเสียงเบาเหมือนจะหยอก “หยุดพูดแล้วพักได้แล้ว” เขาตัดบททันที ก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางอยู่ข้างตัว จุ่มน้ำจากขวด แล้วบิดหมาด ๆ เพื่อเช็ดหน้าผากให้เธออีกครั้งอย่างเบามือ ปิ่นนิ่งไปชั่วขณะ สายตาคู่เล็กจ้องมองใบหน้าคมเข้มตรงหน้า ใกล้จนเห็นขนตาของเขาอย่างชัดเจน “อาจารย์...” “อะไรอีก” เขาถามโดยไม่ละมือที่กำลังเช็ดหน้าให้เธอ “แบบนี้...มันดูเหมือนอาจารย์กำลังเป็นห่วงหนูจริง ๆ เลยนะคะ” มือหนาของเขาหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะวางผ้าลงข้างตัว “เพ้อเจ้อ” เขาพูดเสียงเรียบ ทว่าแววตายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม อ่อนโยนโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว ปิ่นยิ้มบาง ๆ พลางขยับตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ดวงใจดวงน้อย ๆ เต้นแรงขึ้นผิดจังหวะ ใจเธอเริ่มสั่นไหวขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอรับรู้ได้แล้วว่าที่เธอเป็นแบบนี้เพราะอยู่ใกล้เขานี้เอง ทั้งคู่นั่งมองหน้ากันเงียบ ๆ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน “ถ้าดีขึ้นแล้วก็โอเค” ภีมเอ่ยขึ้นก่อนหลังจากที่เงียบอยู่นานหลายนาที “เขินเหรอคะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรให้น่าเขิน” “มองตาหนูสิ จะได้รู้ว่ามีอะไรให้น่าเขิน” ปิ่นเอ่ย พร้อมกับประคองใบหน้าคมให้หันกลับมาจ้องมองตาเธออย่างจริงจัง “...” เขาจ้องมองดวงตาเธอ ก่อนที่จะหลบสายตา ยกมือหนาขึ้นมาตีหน้าผากเธอเบา ๆ “ลามปาม” “ผู้ชายด่าแปลว่าผู้ชายรัก” “ปิ่น!!” “โอเคค่ะ โอเค หยุดแล้ว” เธอเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ พร้อมกับขยับเรือนร่างออกห่างจากเขาเล็กน้อย ภีมนั่งเป็นเพื่อนเธออยู่พักใหญ่ พอลินกลับขึ้นมาบนห้องเรียน ภีมก็เดินจากไปทันทีโดยไม่เอ่ยพูดอะไรต่อ ลินกลับขึ้นมาบนห้องเรียนพร้อมกับถ้วยโจ๊กคัพในมือ แล้วก็ยังมีขนมปังติดมือมาให้เพื่อนสนิทอีกด้วย “เป็นยังไงบ้าง” ลินเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ทิ้งตัวนั่งลงข้างปิ่น “ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณมึงมากนะ” “เฮียภีมดูเป็นห่วงมึงมากเลยนะ” ลินเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ใช่แค่เสียงที่จริงจัง แววตามันก็จริงจังเช่นกัน “ก็เขาเป็นอาจารย์นิ จะห่วงลูกศิษย์ก็ไม่แปลก” “แต่กูว่าเขาห่วงมึงมากกว่าลูกศิษย์นะ” “มึงนี่... ชอบคิดเองเออเองตลอด” “เหรอ?” “หยุดเพ้อเจ้อค่ะสาว” ปิ่นเอ่ย พลางขยับถ้วยโจ๊กคัพมาใกล้ ๆ กลิ่นหอมของโจ๊กลอยมาแตะจมูกจนแถบอดใจไม่ไหว ตอนนี้เธอรู้สึกดีมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ได้นั่งพักนาน ๆ ช่วงเที่ยง “รีบกินตอนที่ยังร้อน ๆ จะได้กินยา” ลินเอ่ยน้ำเสียงห่วงใย “รับทราบค่าา” ลินนั่งเฝ้าเพื่อนกินโจ๊กอยู่เงียบ ๆ เธอนั่งมองเพื่อนสนิทอย่างไม่วางสายตา ปิ่นนั่งกินโจ๊กจนหมด ก่อนจะหันมารับยาจากเพื่อนพร้อมกับขวดน้ำ เธอรีบกินยาแล้วก็ดื่มน้ำตามทันที หลังจากที่เธอกินยาเสร็จ ปิ่นก็หันมายิ้มขอบคุณลิน พร้อมกับกอดอบอุ่น ทั้งคู่นั่งกอดกันอยู่นานหลายนาที ก่อนจะผละออกจากกัน แล้วมานั่งเล่นพูดคุยกันแทน “กูมีเรื่องอยากถาม” ปิ่นเอ่ย “ถามมา” ลินเอ่ยตอบพลางกินขนมในมือไปด้วย “มึงรู้จักอาจารย์ภีมมานานหรือยัง” “ฮ่า ๆ ถามทำไม? หรือว่ามึงสนใจเฮียภีม” ลินหัวเราะอย่างรู้ใจเพื่อนสนิท เหมือนกับรู้ว่าเพื่อนกำลังคิดอะไรอยู่ “ก็ดูแปลก ๆ ดี” “ฮ่า ๆ ตรงดี” ลินยิ้มชอบอกชอบใจ “นานมาก สิบปีได้” “ในสายตามึง เขาเป็นคนแบบไหน” “คนเถื่อน” “ห๊ะ!” ปิ่นเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย “ตกใจอะดิ” “เขาดูเป็นคนเถื่อนยังไง?” ปิ่นเลิกคิ้วสูง จ้องมองเพื่อนอย่างต้องการคำตอบ “มึงยังไม่รู้จักเฮียภีมดีพอ”ภีมพาปิ่นกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย ปิ่นได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ส่วนตัวของภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วน โชคดีที่เธอปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก แต่มีอาการอ่อนเพลียและได้บาดแผลที่คอเล็กน้อยภีมนั่งอยู่ข้างเตียงปิ่นตลอดเวลา จนกระทั่งปิ่นหลับไป ภีมจึงเดินออกมาคุยกับภูมิที่ห้องนั่งเล่น“ขอบใจมึงมาก” ภีมเอ่ยขึ้น พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงของพี่ชาย“กูไม่ได้ทำอะไรเลย กูแค่โทรหาพ่อ ทุกอย่างก็จบเลย”“ทุกอย่างจบแล้วจริง ๆ”“ทำไมมึงถึงไม่ให้พ่อช่วยตั้งแต่แรก” ภูมิเลิกคิ้วสูงเอ่ยถามน้องชายตัวเอง“กูรู้ไงว่าถ้าพ่อมาเอง แม่จะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบ น้ำตาเอ่อคลอ “กูแค่อยากให้คิดได้ แล้วรีบแก้ไขมัน แต่กูคงโลกในแง่บวกไปหน่อย”“พอมีความรัก แล้วโง่สัส ๆ”“มึงอย่าโง่แล้วกันไอ้ภูมิ”“ไม่มีวัน ไม่มีวันได้แดกกูหรอก ความรักอะไร กูไม่ต้องการ”ภีมพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ ด้วยความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมา“กูไม่ได้แค่อยากให้แม่สำนึก...” ภีมถอนหายใจยาว ๆ “กูอยากให้ท่านเห็นว่า... ความรักของกูมันมีค่ามากกว่าธุรกิจหรืออำนาจที่ท่านยึดถือ”ภูมิเอนตัวพิงโซฟาอีกตัว พลางมองภี
“ปิ่นเงียบ!” ภีมสั่งเสียงเด็ดขาด เขาไม่ต้องการให้ปิ่นมาเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์นี้ เขาต้องทำให้แม่เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว“ตายแทนมันเหรอ?” คุณหญิงพิมภาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ท่านมองใบหน้าลูกชายที่เคยมีความรักหนักแน่นขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว“ใช่ครับแม่!” ภีมตอบเสียงหนักแน่น “ชีวิตของผมแลกกับชีวิตของปิ่นและหลานของแม่! แม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป!” ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าแม่แตะต้องปิ่น แม้แต่ปลายเส้นผม! ผมสาบานได้เลยว่าผมจะทำลายทุกอย่างที่แม่พยายามสร้างมาตลอดชีวิต! ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง ผมจะทำลายมันจนไม่เหลือซาก!”คำพูดของภีมไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่มาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ยากเกินจะคาดเดา คุณหญิงพิมภาถึงกับชะงักมือที่ถือมีดไว้ ท่านรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีความฉลาดและอำนาจพอที่จะทำได้จริงความเงียบเข้าปกคลุมโกดัง มีเพียงเสียงหอบหายใจของปิ่นและภีมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้นรัวคุณหญิงพิมภาเหลือบมองชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจกับฉากการเดิมพันชีวิตที่อยู่ตร
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทุกอย่างมันมืดไปหมด แค่รู้ว่าลูกกับเมียตกอยู่ในมือแม่ ใจเขาก็เริ่มสั่นไหว เริ่มรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ พร้อมกับความกลัวที่แท้จริงภีมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาไอ้ภูมิทันที คนที่ช่วยเขาได้ตลอดนี้ มีแค่มันจริง ๆเพราะมันรู้ใจแม่มากว่าเขา(ว่า) ปลายสายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับสาย“ไอ้ภูมิแม่พาปิ่นไปแล้ว” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน(ห๊ะ!!)(มึงดูยังไงให้แม่เอาน้องไปได้ไอ้ภีม!)“กูออกไปทำธุระข้างนอกแค่แป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริง ๆ”(ไอ้สัสเอ้ย!) ภูมิสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะนั้นก็น้องสะใภ้ แถมยังมีหลานมันพ่วงมาด้วยอีก“มึงอย่าเพิ่งด่ากูไอ้ภูมิ ช่วยกูคิดก่อนว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง” ภีมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นมากนัก(ก็จะมีบ้านใหญ่... แต่มันโจ่งแจ้งไป แม่ไม่น่าเสี่ยง) ภูมิวิเคราะห์ทันทีด้วยน้ำเสียงเครียดจัด (บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน?) (ไม่ๆ)(หัวหินใช้เวลาเดินทางมากเกินไป กูว่าแม่ต้องเลือกที่ที่ใกล้ที่สุด)“...” ภีมเงียบ เขาพยายามใช้ความคิดให้ได้มากที่สุด“โกดังร้าง!” ภีมเอ่ย จู่ ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหั
ภีมนั่งนิ่งมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มอยู่แบบนั้นอยู่นานหลายนาที แสงแดดเข้ม ๆ จากนอกห้องเล็ดลอดผ่านม่านบาง ๆ มาตกกระทบใบหน้าหวานของเธอ ทำให้เขามองเห็นเค้าโครงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเขาใช้ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ไปตามกรอบหน้าของปิ่น ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดที่แหวนเพชรเม็ดงามที่เพิ่งสวมให้ ความรู้สึกตื้นตันใจถาโถมเข้ามาจนจุกแน่นในอก เขารักผู้หญิงคนนี้และรักลูกมากถึงขนาดที่พร้อมจะทำสงครามกับโลกของแม่ทั้งใบเพื่อปกป้องเธอไว้“พี่จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายหนูได้หรอกครับ” ภีมกระซิบแผ่วเบาเขามั่นใจแล้วว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเตรียมการแต่งงานอย่างลับ ๆ การลาเรียนของปิ่น และการมีทีมคุ้มกันที่ไว้ใจได้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ภีมรู้ดีว่าปิ่นกับลูกคือชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธออยู่เคียงข้างได้เลยเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมาที่ห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์และจัดการงานบางอย่างที่ค้างคาอยู่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับงาน กับอาชีพอาจารย์ของเขาภีมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เขาจะเผลอห
หลังจากที่อยู่พูดคุยกับหมอภูมิได้สักพัก แล้วก็ได้ยาบำรุงครรภ์มาแล้ว ภีมก็พาปิ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลทันที เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นตลอดทางจนกระทั่งถึงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ภีมเปิดประตูรถแล้วให้เธอเข้าไปนั่งอย่างนุ่มนวลที่สุด พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างระมัดระวังภีมเดินกลับมาขึ้นฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถออกไปทันที โดยมุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของเขา บรรยากาศภายในรถไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกต่อไปแล้วเมื่อรถแล่นออกจากบริเวณโรงพยาบาลได้สักพัก ภีมก็ลดความเร็วลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือปิ่นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องที่ถนน ทว่าในใจเขากลับไม่ได้สนใจถนนเลยแม้แต่วินาทีเดียว“เรามีลูกแล้วนะครับ” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มและสั่นเครือด้วยความดีใจอย่างที่สุดภีมดีใจมาก เขายกมือปิ่นขึ้นมาจูบที่แหวนเพชรที่เพิ่งซื้อมาอย่างรักใคร่“พี่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ” เขาพึมพำ “พี่กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ”ปิ่นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของภีม แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาอีกครั้ง ความกังวลที่เกิดจากคำเตือนของหมอภูมิเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ท่วมท้นจากความปีติยินดีของภีม“หนูก็ดีใจค่ะพี่ภีม” ป
หลายอาทิตย์ผ่านไป...ความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นและภีมก็ยิ่งทวีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภีมทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด เขามักจะขับรถไปส่งปิ่นที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเองในตอนเช้า และวันไหนที่เขาไม่มีคลาสสอน เขาก็จะมารอรับเธอที่ลานจอดรถเหมือนอย่างเคย ชุดนักศึกษาใหม่ที่ภีมเลือกให้ก็ทำให้ปิ่นดูเรียบร้อยและเซฟขึ้นมากตามความต้องการของเขา ส่วนแหวนทองคำขาววงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายของปิ่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถอดเลยแม้แต่วินาทีเดียววันนี้เป็นวันจันทร์ ปิ่นมีคลาสเรียนแต่เช้าตรู่ ภีมขับรถมาส่งเธอที่ลานจอดรถตามปกติ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวความรู้สึกแปลก ๆ และอาการเริ่มต้น“อึก…” ปิ่นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด“หนูเป็นอะไรครับ?” ภีมถามเสียงห่วงใย“อึก... พี่ภีมคะ หนู... เวียนหัว” ปิ่นตอบเสียงแผ่ว “แล้วก็คลื่นไส้มากเลยค่ะ”ภีมรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของเธอออก แล้วใช้มือประคองศีรษะของเธอไว้“เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ”ปิ่นพยายามควบคุมอาการ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง เธอรีบคว้าถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างเบาะ ก่







