ログインเสียงปิดประตูรถดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นฝนที่อบอวลเข้ามาภายในรถ ร่างเล็กในชุดนอนที่เปียกปอนไปทั้งตัวนั่งตัวสั่นเบา ๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยปอยผมที่แนบติดแก้ม ก่อนจะหลุบตาลงเพราะรู้สึกอายกับสภาพของตัวเองในตอนนี้
เขาหันมามองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูสีน้ำตาลจากเบาะหลังแล้วยื่นให้กับเธอ “เอาไปคลุมไว้ เดี๋ยวไม่สบาย” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ขอบคุณค่ะ” ปิ่นรับผ้ามาคลุมตัวไว้แน่น ความอบอุ่นจากผ้าขนหนูทำให้เธอเริ่มรู้สึกดีขึ้น แม้เสื้อผ้าที่ใส่อยู่จะเปียกก็ตาม ภีมเอื้อมมือไปปรับระดับแอร์ลง เสียงลมภายในรถแผ่วเบาลงจนเหลือเพียงเสียงฝนกระทบกระจกดังแปะ ๆ เป็นจังหวะ เขาเหลือบตามองร่างเล็กข้าง ๆ เห็นไหล่ของเธอสั่นเล็กน้อย ภีมก็เผลอถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้อง” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งปนตำหนิเธอเล็กน้อย “เห็นว่าลงมาแป๊บเดียวค่ะ เลยไม่ได้เปลี่ยน” เธอตอบพลางห่มผ้าให้มิดชิดขึ้น ทว่าเสียงฝนข้างนอกยิ่งทำให้บรรยากาศในรถอบอวลด้วยความอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก “เป็นผู้หญิงที่หลังจะออกไปไหนก็แต่งตัวให้เรียบร้อย” “ทำไมคะ?” ปิ่นหันขวับไปมองใบหน้าคม อยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากเอาคืนเขาบ้าง เพราะวันนี้ที่อยู่มหาลัยเธอก็โดนเขาแกล้งหลายรอบแล้ว “เป็นห่วงเหรอคะ?” “มีอะไรให้น่าห่วง?” ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คำตอบนั้นเหมือนทำเอาคนถามจุก เธอชะงักเล็กน้อย ก่อนที่จะเม้มริมฝีปากแน่นในใจสบถเบา ๆ เจ็บจี๊ดเลยดิมึง!! “ในตัวเธอไม่มีอะไรให้น่าห่วงหรอก... นักศึกษา” เขาย้ำขึ้นอีกครั้ง เหมือนตั้งใจย้ำให้เธอจำ “แรงค่ะอาจารย์” ปิ่นเอ่ย พลางเบือนหน้าหนีไปมองด้านนอก รถทั้งคันตกอยู่ในความเงียบ เหลือเพียงเสียงฝนที่ดังกลบเสียงหัวใจของเธอที่เต้นแรงขึ้นทุกที ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบอะไรต่อจากคำพูดของเธอ มีเพียงเสียงถอนหายใจเบา ๆ แล้วส่ายหัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองถนนที่ฝนยังคงเทกระหน่ำลงมา ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคารถกับเสียงที่ปัดน้ำฝนที่ดังสม่ำเสมอ บรรยากาศอึมครึมในรถเริ่มแผ่วลงพร้อมกับอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นจากการที่ภีมปรับแอร์ลง เวลาผ่านไปหลายนาที ฝนเริ่มซาลง จนในที่สุดมันก็หยุดตกสักที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะเอ่ยพูดขึ้นเบา ๆ “ขอบคุณนะคะที่ให้ขึ้นมานั่งหลบฝน” เธอเอ่ยขอบคุณเขา พร้อมกับยกมือไหว้ ภีมหันมามองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร ปิ่นขยับผ้าขนหนูคลุมร่างกายแน่นขึ้น แล้วเปิดประตูรถลงจากรถทันที ลมเย็นหลังฝนตกพัดเข้ามาปะทะตัวจนเธอรู้สึกสะท้านนิดหน่อย หลังจากที่เธอลงจากรถแล้ว รถของชายหนุ่มก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าร้านสะดวกซื้อไปทันที “ผู้ชายปากร้าย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินมาข้ามถนนไปยังฝั่งคอนโดของเธอ พื้นถนนยังเปียกลื่นจากฝน น้ำขังเป็นแอ่งเล็ก ๆ สะท้านแสงไฟถนนสีส้ม เธอเดินอย่างระมัดระวังจนถึงร้านอาหารตามสั่งที่เธอสั่งอาหารไว้ก่อนหน้านี้ พอเดินมาถึงกลิ่นอาหารก็ลอยมาแตะจมูกทันที “ของหนูได้หรือยังคะ” เธอเอ่ยถามแม่ค้าทันทีที่เดินมาถึงร้าน “ได้แล้วจ้า นี่ของหนูนะ” แม่ค้าเอ่ยพร้อมกับยื่นถุงอาหารให้กับเธอ “ขอบคุณนะคะ” เธอเอ่ยขอบคุณ พร้อมกับยื่นเงินให้กับแม่ค้า แล้วก็รีบเดินกลับคอนโดทันที ชั้น20... ห้อง401 ประตูลิฟต์เปิดออก พร้อมกับร่างเล็กที่ก้าวเท้าเดินออกมาจากลิฟต์ ในมือถือทั้งถุงขนมแล้วก็ถุงอาหารที่เธอชอบเอาไว้แน่น เธอกระชับผ้าขนหนูที่คลุมตัวให้แน่นขึ้น รีบสาวเท้าเร็ว ๆ เพื่อให้เดินถึงห้องไว ๆ พอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง ร่างเล็กก็รีบไขกุญแจแล้วเปิดประตูทันที ปิ่นเดินไปวางถุงอาหารถุงขนมลงบนโต๊ะ เดินเลยไปหยิบชามใหญ่ที่ชั้น แล้วเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าว เธอเปิดถุงราดหน้าช้า ๆ แล้วเทลงชามใหญ่สีขาวอย่างระมัดระวัง พอทุกอย่างพร้อมเธอก็ลงมือกินของชอบของตัวเองทันที กลิ่นราดหน้าหอม ๆ ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย พอเธอกินเสร็จเธอก็ลุกเอาชามไปล้างเก็บเข้าชั้นให้เรียบร้อย แล้วเดินเลยเข้าไปในห้องนอน เปิดลิ้นชักหยิบยาแก้ไข้ขึ้นมากินดักไว้ พอกินยาเสร็จเรียบร้อย ปิ่นก็เดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำใหม่อีกรอบหนึ่ง ล้างตัวจากความเหนียวเหนอะและกลิ่นฝนที่ยังติดตัว ปิ่นใช้เวลาอาบน้ำไม่นานเท่าไหร่ พอทุกอย่างเสร็จเธอก็เดินมาแต่งตัวใหม่อีกครั้ง แล้วก็เช็ดผมให้แห้งพอประมาณ พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยดีแล้วเธอก็เดินมาทิ้งตัวลงบนที่นอน เสียงฝนด้านนอกค่อย ๆ เบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคา ร่างเล็กนอนห่มผ้าอย่างมิดชิด นอนมองเพดานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เธอจะเผลอหลับไปในที่สุด ปิ่นหลับไปพร้อมกับความคิดวนเวียนถึงอาจารย์ภีม และก็คำพูดสุดท้ายของเขา “ในตัวเธอไม่มีอะไรให้น่าห่วงหรอก... นักศึกษา” ไม่มีจริงดิ! สักนิดก็ไม่เลยเหรอ? เช้าวันรุ่งขึ้น.. 07:34 น. ครืด ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือดังลั่นห้อง ทำให้เจ้าของโทรศัพท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ก่อนที่ร่างเล็กจะคว้านหามือถือของตัวเอง “ฮัลโหล...” ปิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เธอกดรับสายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าปลายสายคือใคร เพราะตาก็ไม่ลืมด้วยซ้ำ (มึงอยู่ไหน?) (ยังไม่ตื่นเหรอ?) (สายแล้วนะมึง ตื่น!!) เสียงของลินดังลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือ “เหี้ย! ตาย ๆ” ปิ่นอุทานคำหยาบทันที ก่อนที่จะรีบตัดสายทิ้งแล้วดีดตัวลุกจากเตียงทันที เธอลุกขึ้นจากเตียงนอน วิ่งไปหยิบผ้าขนหนูแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันที เสียงน้ำไหลดังอยู่ไม่ถึงห้านาที เธอก็วิ่งออกมาพร้อมสวมชุดนักศึกษาเรียบร้อย เธอใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำในการอาบน้ำแต่งตัว วันนี้ไม่มีเวลาแต่งหน้า เธอไปทั้งหน้าสด ๆ เนี่ยแหละ “ขออย่าให้รถติดเลยเถอะ” เธอพึมพำพลางคว้ากระเป๋าสะพายกับโทรศัพท์ แล้วรีบวิ่งออกจากห้องทันที ปิ่นรีบลงมาที่ชั้นล่างด้วยความรวดเร็ว โชคดีที่หน้าคอนโดจะมีรถแท็กซี่จอดอยู่ประจำ เลยทำให้เธอไม่ต้องยืนรอรถนาน ๆ แต่รถจะติดไหม อันนี้ค่อยไปลุ้นเอาอีกทีก็แล้วกัน มหาวิทยาลัย.. พอมาถึงมหาลัย เวลาก็ล่วงเลยไปนิดหน่อย นักศึกษาหลายคนเดินเข้าห้องเรียนกันเกือบหมดแล้ว ปิ่นรีบวิ่งขึ้นบันไดสองขั้นสามขั้นพร้อมกับเสียงหัวใจเต้นระส่ำจากความรีบและไข้ที่เริ่มกลับมา ปิ่นเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไป สายตาหลายคู่ก็หันมามองที่เธอ รวมถึงอาจารย์ภีมที่ยืนสอนอยู่ด้วย อาจารย์ภีมหยุดพูดกลางคัน มองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ แต่ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปที่กระดานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ขอโทษค่ะ.. หนูขออนุญาตนั่งค่ะ” ปิ่นเอ่ยขึ้นเบา ๆ แล้วรีบเดินไปนั่งที่ข้างลินทันที “มึงไม่สบายปะเนี่ย หน้าดูซีด ๆ” ลินหันมาถามทันทีที่เห็นใบหน้าซีด ๆ ของเพื่อน “นิดหน่อย เหมือนจะเป็นไข้” ปิ่นตอบเสียงเบา “ไหวไหม” “ไหว” ปิ่นเอ่ย พลางหยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋า “เปิดหน้าห้าสิบหกครับ วันนี้เราจะพูดเรื่องโครงสร้างงานศิลป์และองค์ประกอบภาพรวม” เสียงอาจารย์ภีมเอ่ยพูดขึ้นเสียงดัง ปิ่นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าคมเข้มที่ต่างจากเมื่อวาน วันนี้เขาดูสุขุมและเยือกเย็นตามแบบอาจารย์ในห้องเรียน หัวใจของเธอเต้นแปลก ๆ ไม่รู้ว่าเพราะอาการไข้ที่เพิ่มขึ้น หรือชายหนุ่มตรงหน้ากันแน่ เวลาล่วงเลยต่อไป อาจารย์ภีมสอนต่อเรื่อย ๆ เสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งของเขาเอ่ยอธิบายเนื้อหาอย่างเป็นจังหวะ แต่แทนที่สมาธิของปิ่นจะจดจ่อกับสิ่งที่เขาพูด แต่เปล่าเลย ทุกอย่างเริ่มเลือนรางลงทุกที หัวของเธอเริ่มมึนงง หนักอึ้งราวกับมีอะไรมากดทับไว้ ดวงตาพร่าเล็กน้อย เสียงรอบข้างเบาลงจนกลายเป็นเสียงอื้อเบา ๆ ในหู เธอพยายามฝืนจดโน๊ตตามบทเรียน แต่ตัวหนังสือบนกระดาษกลับพร่ามัว ราวกับมีหมอกบาง ๆ ลอยมาบัง “มึงโอเคไหม” ลินกระซิบถามเสียงเบา เมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มนั่งนิ่งผิดปกติ “ไม่.. ไม่เป็นไร” ปิ่นพยายามฝืนยิ้มตอบ ทั้งที่เสียงเธอสั่น และมือที่ถือปากกาก็เริ่มสั่นตาม อาจารย์ภีมหันมามองทางเธอพอดี สายตาคมจับจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนจะสังเกตได้ว่าหญิงสาวดูไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรในตอนนั้น เพียงแค่ขมวดคิ้วแน่นขึ้น ก่อนจะหันกลับไปเขียนอธิบายบนกระดาษต่อ เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงนาฬิกาบนผนังดัง ติ๊ก! ต๊อก! ไปพร้อมกับอาการของปิ่นที่ทรุดลงเรื่อย ๆ และในที่สุดนาฬิกาก็บอกเวลาเที่ยงตรงพอดี อาจารย์ภีมวางปากกาลงทันที นักศึกษาหลายคนเก็บของใส่กระเป๋า เตรียมแยกย้ายไปกินข้าว “มึงลุงได้ไหม เดี๋ยวไปกินข้าวก่อนจะได้กินยา” ลินเอ่ยขึ้น ร่างเล็กพยายามหน้ารับเบา ๆ แล้วพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ทันทีที่ยืนได้ ร่างเล็กก็โงนเงนเหมือนโลกทั้งใบหมุนกลับด้าน “ปิ่น!” ลินร้องเสียงดัง ทว่ายังไม่ทันได้คว้าตัวปิ่น เพื่อนสาวก็ล้มลงไปแล้ว เสียงหนังสือหล่นกระแทกพื้นดัง ปึก! ตามมาด้วยเสียงฮือฮาของเพื่อนในห้อง “เฮ้ย! ปิ่น!” อาจารย์ภีมที่กำลังเก็บอุปกรณ์สอนหันขวับกลับมาทันที ภีมเห็นร่างเล็กนอนอยู่ที่พื้นโดยมีเพื่อนสาวอยู่ข้าง ๆ เขาก็รีบพุ่งตรงไปหาเธอโดยไม่คิดอะไรทันที “ปิ่น!” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม ดวงตาคมเต็มไปด้วยความตกใจ มืออีกข้างแตะหน้าผากเธออย่างลืมตัว อุณหภูมิในตัวปิ่นร้อนจัดจนน่าตกใจ “โธ่เว้ย!” เขาสบถเบา ๆ แล้วหันไปมองทางลินทันที “หนูรีบไปที่ห้องพยายาม เอายาดมกับยาแก้ไข้มาเร็ว!” “ค่ะ! ค่ะ!” ลินรีบวิ่งออกจากห้องไปทันที “คนอื่นไม่เกี่ยว ออกไปให้หมด” เขาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงปนดุ ๆ ทำให้นักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างก็พากันมองหน้ากัน ก่อนที่จะพร้อมใจกันเดินออกไป เขาค่อย ๆ อุ้มร่างเล็กขึ้นมานั่งพิงเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด แขนแกร่งของเขาพยุงศีรษะเธอเอาไว้อย่างระมัดระวัง ใบหน้าของปิ่นซีดขาว เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ผมบางเส้นเปียกชื้นแนบแก้ม ทำให้เขารู้สึกใจหวิวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกภีมพาปิ่นกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย ปิ่นได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ส่วนตัวของภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วน โชคดีที่เธอปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก แต่มีอาการอ่อนเพลียและได้บาดแผลที่คอเล็กน้อยภีมนั่งอยู่ข้างเตียงปิ่นตลอดเวลา จนกระทั่งปิ่นหลับไป ภีมจึงเดินออกมาคุยกับภูมิที่ห้องนั่งเล่น“ขอบใจมึงมาก” ภีมเอ่ยขึ้น พลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงของพี่ชาย“กูไม่ได้ทำอะไรเลย กูแค่โทรหาพ่อ ทุกอย่างก็จบเลย”“ทุกอย่างจบแล้วจริง ๆ”“ทำไมมึงถึงไม่ให้พ่อช่วยตั้งแต่แรก” ภูมิเลิกคิ้วสูงเอ่ยถามน้องชายตัวเอง“กูรู้ไงว่าถ้าพ่อมาเอง แม่จะไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง” ภีมเอ่ยน้ำเสียงเรียบ น้ำตาเอ่อคลอ “กูแค่อยากให้คิดได้ แล้วรีบแก้ไขมัน แต่กูคงโลกในแง่บวกไปหน่อย”“พอมีความรัก แล้วโง่สัส ๆ”“มึงอย่าโง่แล้วกันไอ้ภูมิ”“ไม่มีวัน ไม่มีวันได้แดกกูหรอก ความรักอะไร กูไม่ต้องการ”ภีมพิงหลังกับโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบ ๆ ด้วยความเครียดสะสมตลอดหลายวันที่ผ่านมา“กูไม่ได้แค่อยากให้แม่สำนึก...” ภีมถอนหายใจยาว ๆ “กูอยากให้ท่านเห็นว่า... ความรักของกูมันมีค่ามากกว่าธุรกิจหรืออำนาจที่ท่านยึดถือ”ภูมิเอนตัวพิงโซฟาอีกตัว พลางมองภี
“ปิ่นเงียบ!” ภีมสั่งเสียงเด็ดขาด เขาไม่ต้องการให้ปิ่นมาเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์นี้ เขาต้องทำให้แม่เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่มีวันเปลี่ยนใจแล้ว“ตายแทนมันเหรอ?” คุณหญิงพิมภาเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ท่านมองใบหน้าลูกชายที่เคยมีความรักหนักแน่นขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว“ใช่ครับแม่!” ภีมตอบเสียงหนักแน่น “ชีวิตของผมแลกกับชีวิตของปิ่นและหลานของแม่! แม่ปล่อยพวกเขาสองคนไป!” ใบหน้าคมเข้มแสดงสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าแม่แตะต้องปิ่น แม้แต่ปลายเส้นผม! ผมสาบานได้เลยว่าผมจะทำลายทุกอย่างที่แม่พยายามสร้างมาตลอดชีวิต! ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง ผมจะทำลายมันจนไม่เหลือซาก!”คำพูดของภีมไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่มาพร้อมกับความเด็ดขาดที่ยากเกินจะคาดเดา คุณหญิงพิมภาถึงกับชะงักมือที่ถือมีดไว้ ท่านรู้ดีว่าลูกชายคนนี้มีความฉลาดและอำนาจพอที่จะทำได้จริงความเงียบเข้าปกคลุมโกดัง มีเพียงเสียงหอบหายใจของปิ่นและภีมที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจเต้นรัวคุณหญิงพิมภาเหลือบมองชายชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจกับฉากการเดิมพันชีวิตที่อยู่ตร
ชายหนุ่มพยายามคิดว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง ทว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ทุกอย่างมันมืดไปหมด แค่รู้ว่าลูกกับเมียตกอยู่ในมือแม่ ใจเขาก็เริ่มสั่นไหว เริ่มรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ พร้อมกับความกลัวที่แท้จริงภีมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาไอ้ภูมิทันที คนที่ช่วยเขาได้ตลอดนี้ มีแค่มันจริง ๆเพราะมันรู้ใจแม่มากว่าเขา(ว่า) ปลายสายเอ่ยขึ้นทันทีที่รับสาย“ไอ้ภูมิแม่พาปิ่นไปแล้ว” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน(ห๊ะ!!)(มึงดูยังไงให้แม่เอาน้องไปได้ไอ้ภีม!)“กูออกไปทำธุระข้างนอกแค่แป๊บเดียว แค่แป๊บเดียวจริง ๆ”(ไอ้สัสเอ้ย!) ภูมิสบถออกมาอย่างหัวเสีย เพราะนั้นก็น้องสะใภ้ แถมยังมีหลานมันพ่วงมาด้วยอีก“มึงอย่าเพิ่งด่ากูไอ้ภูมิ ช่วยกูคิดก่อนว่าแม่จะพาปิ่นไปที่ไหนได้บ้าง” ภีมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นมากนัก(ก็จะมีบ้านใหญ่... แต่มันโจ่งแจ้งไป แม่ไม่น่าเสี่ยง) ภูมิวิเคราะห์ทันทีด้วยน้ำเสียงเครียดจัด (บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน?) (ไม่ๆ)(หัวหินใช้เวลาเดินทางมากเกินไป กูว่าแม่ต้องเลือกที่ที่ใกล้ที่สุด)“...” ภีมเงียบ เขาพยายามใช้ความคิดให้ได้มากที่สุด“โกดังร้าง!” ภีมเอ่ย จู่ ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหั
ภีมนั่งนิ่งมองร่างเล็กที่หลับตาพริ้มอยู่แบบนั้นอยู่นานหลายนาที แสงแดดเข้ม ๆ จากนอกห้องเล็ดลอดผ่านม่านบาง ๆ มาตกกระทบใบหน้าหวานของเธอ ทำให้เขามองเห็นเค้าโครงหน้าของเธอได้อย่างชัดเจนเขาใช้ปลายนิ้วไล้เบา ๆ ไปตามกรอบหน้าของปิ่น ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดที่แหวนเพชรเม็ดงามที่เพิ่งสวมให้ ความรู้สึกตื้นตันใจถาโถมเข้ามาจนจุกแน่นในอก เขารักผู้หญิงคนนี้และรักลูกมากถึงขนาดที่พร้อมจะทำสงครามกับโลกของแม่ทั้งใบเพื่อปกป้องเธอไว้“พี่จะไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายหนูได้หรอกครับ” ภีมกระซิบแผ่วเบาเขามั่นใจแล้วว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเตรียมการแต่งงานอย่างลับ ๆ การลาเรียนของปิ่น และการมีทีมคุ้มกันที่ไว้ใจได้ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ภีมรู้ดีว่าปิ่นกับลูกคือชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธออยู่เคียงข้างได้เลยเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินออกมาที่ห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อเปิดคอมพิวเตอร์และจัดการงานบางอย่างที่ค้างคาอยู่ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับงาน กับอาชีพอาจารย์ของเขาภีมนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เขาจะเผลอห
หลังจากที่อยู่พูดคุยกับหมอภูมิได้สักพัก แล้วก็ได้ยาบำรุงครรภ์มาแล้ว ภีมก็พาปิ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลทันที เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นตลอดทางจนกระทั่งถึงรถสปอร์ตคันหรูของเขา ภีมเปิดประตูรถแล้วให้เธอเข้าไปนั่งอย่างนุ่มนวลที่สุด พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างระมัดระวังภีมเดินกลับมาขึ้นฝั่งคนขับ แล้วก็สตาร์ทรถออกไปทันที โดยมุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของเขา บรรยากาศภายในรถไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกต่อไปแล้วเมื่อรถแล่นออกจากบริเวณโรงพยาบาลได้สักพัก ภีมก็ลดความเร็วลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือปิ่นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องที่ถนน ทว่าในใจเขากลับไม่ได้สนใจถนนเลยแม้แต่วินาทีเดียว“เรามีลูกแล้วนะครับ” ภีมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มและสั่นเครือด้วยความดีใจอย่างที่สุดภีมดีใจมาก เขายกมือปิ่นขึ้นมาจูบที่แหวนเพชรที่เพิ่งซื้อมาอย่างรักใคร่“พี่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ” เขาพึมพำ “พี่กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนะ”ปิ่นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของภีม แล้วน้ำตาแห่งความสุขก็ไหลออกมาอีกครั้ง ความกังวลที่เกิดจากคำเตือนของหมอภูมิเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่ท่วมท้นจากความปีติยินดีของภีม“หนูก็ดีใจค่ะพี่ภีม” ป
หลายอาทิตย์ผ่านไป...ความสัมพันธ์ระหว่างปิ่นและภีมก็ยิ่งทวีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ภีมทำตามคำพูดอย่างเคร่งครัด เขามักจะขับรถไปส่งปิ่นที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเองในตอนเช้า และวันไหนที่เขาไม่มีคลาสสอน เขาก็จะมารอรับเธอที่ลานจอดรถเหมือนอย่างเคย ชุดนักศึกษาใหม่ที่ภีมเลือกให้ก็ทำให้ปิ่นดูเรียบร้อยและเซฟขึ้นมากตามความต้องการของเขา ส่วนแหวนทองคำขาววงเล็กที่นิ้วนางข้างซ้ายของปิ่นก็เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถอดเลยแม้แต่วินาทีเดียววันนี้เป็นวันจันทร์ ปิ่นมีคลาสเรียนแต่เช้าตรู่ ภีมขับรถมาส่งเธอที่ลานจอดรถตามปกติ แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวความรู้สึกแปลก ๆ และอาการเริ่มต้น“อึก…” ปิ่นยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด“หนูเป็นอะไรครับ?” ภีมถามเสียงห่วงใย“อึก... พี่ภีมคะ หนู... เวียนหัว” ปิ่นตอบเสียงแผ่ว “แล้วก็คลื่นไส้มากเลยค่ะ”ภีมรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของเธอออก แล้วใช้มือประคองศีรษะของเธอไว้“เดี๋ยวครับใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ”ปิ่นพยายามควบคุมอาการ แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง เธอรีบคว้าถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างเบาะ ก่







