Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 8 เสียงเพรียกแห่งคำทำนาย ณ วัดแป๊ะเบ๊ยี่

Share

บทที่ 8 เสียงเพรียกแห่งคำทำนาย ณ วัดแป๊ะเบ๊ยี่

เสียงลมหวีดหวิวพัดกระทบกระดิ่งเงินในวัดดังกรุ๊งกริ๊ง และกลิ่นของควันธูปแต่ไกลๆ เรียกความสนใจของเด็กสาวในชุดไหมเนื้อดีให้มองตามขณะเดินเข้ามาในอารามแห่งแป๊ะเบ๊ยี่ เช่นเดียวกับชายหนุ่มหน้าแดงที่เดินตามนางและบิดาของนางเข้ามาด้วย

รูปปั้นม้าสองตัวที่อยู่ตรงหน้าประตู…มันยังอยู่ในความทรงจำของกวนอูแม้จะผ่านเข้ามาภายในเขตวัดแล้ว

แม้มันจะเป็นหิน แต่เขารู้สึกได้ว่าเหมือนดวงตาของมันจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของเขา และมีเสียงกระซิบบางอย่างที่จับใจมิได้ผ่านมาเข้าหู ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะคิดไปเอง… ‘แต่ดวงตามัน…เหมือนมองตามพวกเรามาจริงๆ’

พระธุดงค์ : “โอ้…อาตมาว่ามันต้องมีอะไรแน่…”

ภายในเขตแห่งแป๊ะเบ๊ยี่ วิหารทั้งหลายในนั้นถูกสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมฮั่น หลังคากระเบื้องมุงโค้งสีน้ำทะเลเข้มเรียงซ้อนลดหลั่นดั่งเกล็ดมังกร ลายปูนปั้นตามสันหลังคาเป็นรูปสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ เฟิ่งหวง กิเลน และเต่ามังกร ที่คอยค้ำจุนฟ้าดินตามความเชื่อแต่เดิมมา เสาคู่วิหารแกะลายเมฆมงคล ตัดกับผนังไม้ลงรักแดงเข้มที่ถูกกาลเวลาเผาไว้เป็นริ้วรอยนุ่มนวล ด้านในอบอวลด้วยกลิ่นไม้หอมและกำยาน ตลอดแนวทางเดินมีโคมจีนสีแดงแขวนสลับกับแผ่นไม้เขียนคำอธิษฐานเป็นภาษาฮั่นโบราณจากผู้คนที่มาเยือน

ณ ที่ตรงนั้น…ในวิหารหลักอันสงัด สงบ และไร้เสียงรบกวน ทุกคนได้พบกับหินทรงกลมที่ถูกตั้งไว้ มันมีรอยสลักเป็นรูปดอกบัวบาน ดูๆ ไปก็ราวกับดวงอาทิตย์ที่แผ่รังสีทั้งพัน…สมฉายา “สหัสรังสี” หรือ “พันแสง” ที่ชาวโลกประทานให้ราชาแห่งท้องฟ้าในยามกลางวัน และเหมือนกงล้อ…ที่มิใช่กงล้อของเกวียนหรือราชรถ แต่เป็นกงล้อแห่งพระธรรม อันศาสดาจากตะวันตกของจีนได้หมุนมันมาหยุดอยู่ที่แดนนี้

“อะไรกันนี่…” ผู้น้อยแซ่กวนพึมพำ ดวงตาที่เคยหรี่บัดนี้กลับเบิกกว้างน้อยๆ ด้วยความไม่เข้าใจผสมกับความรู้สึกบางอย่างที่ตนอธิบายไม่ถูก อาแชก็ไม่ต่างกัน เนื่องด้วยนางเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากที่เคยฟังพี่กวนของนางเล่าเรื่องของวัดนี้ให้ฟังที่อารามริมน้ำเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

“ข้ามีรูปสลักหินแบบนี้เหมือนกันนะ ที่บ้านข้าน่ะ” อาแชบอกเขา ตายังคงจ้องไปที่รูปสลักนั้น “แต่เล็กกว่า เบาพอที่จะขนย้ายไปมา”

“รูปนี้ มีความหมายว่าอะไร?” เสียงของกวนอูฟังดูจริงจัง ขณะยืนเคียงเด็กหญิงผู้มีตาใสสว่างเหมือนผิวน้ำ

นางตอบเขาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ในขณะที่ช่วยโฮปินผู้บิดาจัดแจงจุดธูปและถวายดอกไม้ “ดอกบัวบาน…คือองค์เส็กเกียหม่อนี้ (ชื่อเจี่ยวโหมวหนี่ ในสำเนียงจีนกลาง) ศาสดาของเรา ผู้เบิกบานราวดอกบัวและรุ่งโรจน์ดั่งตะวัน”

“แล้วทำไมไม่สร้างรูปขององค์เส็กเกียหม่อนี้เป็นมนุษย์?” กวนอูถามอีก

“ข้าเองก็ไม่รู้…แต่สักวันหนึ่ง ข้าหวังว่าจะได้เห็นแบบที่พี่ว่านะ!” อาแชกลั้วหัวเราะในท้ายของประโยค ดุจสาวช่างฝัน

อา นางไม่รู้เลย…ในอนาคตกาลอันไกลแสนไกลออกไป ที่ไกลจากยุคฮั่นของจีนหรือเมารยะของอนุทวีป ในยุคหนึ่งจะมีผู้ริเริ่มการสร้างรูปแทนแห่งพระชินสีห์แบบมนุษย์จากพลังแห่งความสร้างสรรค์ แรงกายและศรัทธา ไม่ว่าจะด้วยอิทธิพลจากงานแบบช่างจากแดนที่คนบางยุคเรียก “ต้าหยวน” หรือ “โยนะ” หรือเป็นผลงานของช่างแห่งทักษิณาทิศของอนุทวีปซึ่งอยู่ในแดนอันเขียวขจีของป่าฝนชื้น

ข้าหลวง: “เอ…ข้าก็นึกว่ารูปแห่งพระพุทธะจะปรากฏมาแต่หลังการปรินิพพานซะอีก…”

ภรรยาข้าหลวง : “นั่นสิ แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปไหน ข้าก็เคารพพระองค์อยู่ดี” (ว่าจบก็ยกมือไหว้ขึ้นท่วมหัว)

ท่านพูดถูกแล้วแม่นางเอย…ไม่ว่าจะรูปไหนๆ พระพุทธองค์ก็คือพระพุทธองค์ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นดั่งผู้ขนสรรพสัตว์ลงนาวาข้ามโอฆะแห่งวัฏสงสารอันเชี่ยวกราก แม้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นแสงนำทางเหล่าคนหลงทางให้กลับมาเดินถูกทางและมีชีวิตที่มีหวังในโลกอันโหดร้าย…ที่ไม่ถนอมจิตใจอันเปราะบางของพวกเขาเอาเสียเลย

ในขณะที่โฮปินกำลังหลับตาและนั่งขัดสมาธิราวกับอยู่ในภวังค์ และอาแชบุตรีกำลังนั่งพับเพียบ พนมมือและพึมพำมนตราบางบทที่มิใช่ภาษาฮั่น พ่อหนุ่มแซ่กวนที่นั่งไม่ห่างยังคงจ้องมองไปที่รูปสลักหินรูปดอกบัวอย่างไม่วางตานั้นเอง มีเสียงหนึ่งดังขึ้นราวกับลอยลมมา

‘โอ…หน่อพันธุ์แห่งโพธิทั้งสอง พวกเจ้าจักตื่นจากมายาในเร็ววัน’

‘แต่พวกเจ้า…ต้องผ่านความทุกข์และความสุขมากหลายในโลกแห่งสมมตินี้ เพื่อจะเข้าถึงหนทางแห่งอมฤตในวันข้างหน้า’

เสียงนั้น มีดรุณและดรุณีเท่านั้นที่ได้ยิน ทั้งคู่หันมองกันและกัน แววตาสับสน งงงวย และไม่เข้าใจมันเลยสักนิด

“พี่กวน…ได้ยินมั้ย?” อาแชถามเสียงค่อย กวนอูไม่ตอบแต่พยักหน้ารับอย่างมั่นใจว่าไม่ได้มีแค่ตนที่ได้ยินแต่ฝ่ายเดียว ทั้งสองมองตากันเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปมองที่แผ่นศิลานั้นอีกครั้งราวกับจะหาคำตอบในใจที่ค้างคา

เงียบ…

ไร้ซึ่งการสดับโสตเสียงใดๆ อีก นอกจากเสียงลมจากด้านนอก เสียงกระดิ่งจากไกลๆ และความสงบ

‘เสียงนั้น…มันคืออะไรกันแน่?’ พวกเขานิ่งคิดทั้งคู่ แต่ไม่กล้าถามชายสูงวัยแซ่โฮ ผู้เป็นพ่อของอีกคนกับอาจารย์ของอีกคน ที่ในขณะนี้กำลังอยู่ในความสุขแห่งความสงัดเงียบนี้อันได้มาจากการนั่งหลับตาภายในวิหารนี้

พวกเขาจึงทำได้เพียงคิดและไม่กล้าถามต่อไป ในขณะที่ดอกบัวศิลานั้นยังคงนิ่ง…ราวกับกำลังฟังเสียงในหัวใจของเด็กทั้งสองอยู่เงียบๆ เช่นกัน

และแล้ว จ้าวแห่งนภาในยามกลางวันก็ยอแสงและจากไป เปิดโอกาสให้จ้าวแห่งนภาในยามราตรีได้ชักรถสีเงินพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหา ผ่านสายเมฆหมอก เปล่งแสงขาวนวลสะอาดตาในฟ้าอันมืดมิด เคียงคู่หมู่ดาราระยิบระยับซึ่งอาจอยู่ไกลจากโลกของเราไปหลายปีแสง …ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ห้องที่ดรุณีแซ่โฮกับบิดานอนด้วยกัน ทว่าเพราะนางเป็นสาว โฮปินผู้พ่อจึงยอมสละเตียงแล้วไปนอนบนตั่งไม้ แล้วให้บุตรีสุดรักนอนอย่างสบายบนที่นอนนุ่มๆ

นี่แหละท่าน…คือความรักของพ่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ที่ข้าพเจ้าเล่าแล้วก็หวนให้นึกถึงบิดาของตนยิ่ง

อาแชสาวน้อยกำลังหลับตาพริ้มบนที่นอนอย่างเป็นสุขได้ไม่นาน…ก็ต้องรู้สึกผิดประหลาดกว่าแต่ก่อน ใบหน้าขาวนวลเริ่มมีเลือดฝาดราวคนเป็นไข้อ่อนๆ ปากงามดังลูกตำลึงสุกฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาดเล็กน้อย นางขยับหัวไปมาพลางส่งเสียงคิกคักแม้ละเมอราวกับพูดกับใคร “อย่าสิพี่ อย่า…” คำพูดนั้นเหมือนห้ามใครคนนั้นในฝัน แต่ก็เชิญชวนอยู่ในที

มือเล็กไขว่คว้าอากาศได้สักครู่ ก็ลดระดับลงมา…ก่อนที่นางจะสอดมือเข้าไปใต้เสื้อของตนเอง

นางระบำ ภรรยาข้าหลวงและหญิงงามแห่งต้าหยวน : “อ๊ายยยยยยยย!” (กรี๊ดและหน้าแดงพอๆ กัน)

นักดนตรี: “ข้าว่า…ใช่แน่ๆ …”

นักรบพเนจร : “อือ…”

นิ้วเรียวไล้โลมไปตามเรือนกายของตน ที่บัดนี้เติบโตกว่าเก่า มีสัดส่วนโค้งเว้าตามธรรมชาติของมาตุคามในวัยแรกแย้ม สีหน้าของอาแชเริ่มเหยเกเล็กน้อย คิ้วโก่งราวคันศรก็ขมวดราวกับว่า “คันศร” นี้ถูกเหนี่ยวเสียเต็มกำลัง ปากนางก็พร่ำเพ้อเรื่อยเปื่อย…พร่ำเพ้อราวกับสัมผัสที่ถูกกายนี้ ไม่ได้มาจากตนเองแต่มาจากใครอื่นที่นางปรารถนา

“พี่กวน…อา…ตัวพี่หอมนัก”

“อย่าทำข้าเจ็บนะพี่…”

“พี่จะรักข้าแค่คนเดียวใช่มั้ย?”

ท่านทั้งหลายเอย มิได้มีแค่อาแชคนเดียวที่รุ่มร้อนเพราะพิษแห่งศรขององค์มันมถะใครอีกคนที่นอนอยู่อีกห้องก็มิต่างกันมากนักดอก...

มานพแซ่กวนผู้นั้น...ที่มิใช่หนุ่มน้อยแบบแต่ก่อน กำลังนอนกระสับกระส่ายไปมา แม้ตาจะปิดแต่ก็ดูราวกับจะข่มความรู้สึกภายในไม่ไหว มือใหญ่ที่เคยจับดาบไม้และหยิบตำรา มาบัดนี้กำลังกุมผ้าห่มแน่น เขาละเมอพูดถึงใครคนนั้น...หากแต่เนื้อความที่เอ่ยมา เผยน้ำใจอันซื่อตรงและแน่วแน่ตามแบบสุภาพชน ที่ไม่ปรารถนาแม้จะทำลายบุปผางามเพียงเพราะความอยากเชยชมความสวย

"อาแช...อย่า...อย่าทำแบบนี้"

"ข้าสัญญา...ถ้าเรา...แต่งงานกัน ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า..."

"ให้มัน...ถูกต้องตามประเพณีเถอะ"

มือที่กุมผ้าห่มนั้นยิ่งกำมันแน่นขึ้น ลมหายใจของเขาเริ่มแรงและถี่ ร่างกายตอบสนองต่อฝันนั้นดั่งวิสัยชายหนุ่มทั่วไป แต่หัวใจก็ยังพยายามฝืนไม่ให้ใจล้ำเส้นไปมากกว่านี้

เขาอยากรักนาง…แต่ไม่อยากละเมิดนางแม้ในฝัน

แต่ที่แน่ๆ …คือความรู้สึกที่เขามีให้อาแช…เด็กสาวคนนั้น ไม่ได้เหมือนเมื่อคราวที่นางยังเด็กแล้วแน่ๆ เช่นเดียวกับอาแชที่ไม่ได้มองพี่กวนของนางแบบเมื่อคราวที่เขาอายุ 14 ปี

เช้าวันต่อ มาหลังจ้าวแห่งนภาในยามราตรีผู้ทรงรถสีเงินจากไปและจ้าวแห่งนภาในยามเช้าขับราชรถสีทองขึ้นฟ้าเพื่อคืนแสงสว่างอันแรงกล้า ทั้งสองต่างตื่นมาในห้องของตนเอง พร้อมด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง…

เจ้าดวงดอกไม้แห่งแดนไกล มีอาภรณ์ที่หลวมโพรกน้อยๆ กับร่างกายบางส่วน…ที่นางเองก็ไม่อยากบรรยายว่าเกิดอะไรขึ้น

ส่วนเจ้าต้นไผ่ผู้ยืนหยัดสู้ลมหนาว…ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตนนอกจากไอเหงื่อชื้นตามตัว กับความนึกคิดบางประการที่พูดออกมาไม่ได้

ข้าว่า…พวกเขาเจอฤทธิ์ของ “ความรัก” เล่นงานหัวใจเข้าให้ซะแล้วล่ะ…แล้วมันจะจบยังไงกันนะ? พวกเขาจะได้ครองคู่อย่างเป็นสุขในโลกนี้ หรือแค่เพียง “จำกันได้” ในอีกภพหนึ่งที่ไกลออกไปจากยุคนี้สมัยนี้ และไกลจากภพของคนเป็นไปหลายขวบปี?

เห็นที พวกท่านก็คงต้องฟังแมวดำแบบข้าพเจ้าเล่าต่อไปเรื่อยๆ แล้วล่ะ…มาดูว่าระหว่างพี่กวนกับอาแช หรือพวกท่าน ใครจะใจเต้นกว่ากัน!

หญิงจากต้าหยวน : “ข้ารู้เลย…ว่าอาแชจะมิเลือกคนผิด…ข้าเชื่อ…” (นางว่า มีน้ำตาใสๆอยู่ในดวงตา)

นั่นสิ…เมี้ยวหง่าว…นางคงไม่เลือกคนผิดแน่ล่ะ

เชิงอรรถ

[1] นามหนึ่งของพระกามเทพ แปลว่า ผู้ทำให้ใจสั่นไหว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status