Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 9 การเดินทางเริ่มอันตราย

Share

บทที่ 9 การเดินทางเริ่มอันตราย

นักรบพเนจร : “เฮ้ย! ข้าว่าเราขาดฉากมันๆ มานานละนะ!”

ท่านอยากกินอะไรมันๆ เค็มๆ เหรอ?

นักรบพเนจร : “ไม่ใช่โว้ย! ข้าหมายถึงฉากต่อสู้อะ! ฉากใช้กำลังภายใน พลังวรยุทธ์ หรือเพลงดาบเพลงกระบี่ไง!”

อ้า~ อย่าเสียงดังใส่ข้าสิ เมี้ยว! ข้าล้อเล่นนนนน! พูดถึงฉากสู้รบปรบมือในเรื่อง จริงๆ มันก็มีในช่วงที่เด็กทั้งสองโตแล้วอะนะ มากกว่าช่วงนี้ด้วย…ว่าแต่ ท่านจะฟังเรื่องการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเส้นทางไปยังตะวันตกจริงๆ หรือ?

ทุกคน: “เล่ามา! เล่าเดี๋ยวนี้! ห้ามกั๊ก! ห้ามเท!”

พระธุดงค์ : “คุณโยมทั้งหลาย…ใจร่มๆ …”

เอาล่ะๆ ข้าจะไม่กั๊กก็ได้ ทุกคน…กุมเสื่อให้แน่นๆ หรือไม่ก็จับมือกันไว้ (ตอนนี้ข้าหลวงและภรรยากุมมือกันและกันแน่น ส่วนนางระบำกับสาวต้าหยวนกระเถิบไปนั่งข้างๆ กัน พร้อมสายตาของทั้งคู่ที่สอดประสานเกินคำว่าเพื่อน…) เพราะการเดินทางต่อจากนี้ จะเริ่มเข้มข้น ดุเดือด และอันตรายกว่าครั้งไหนๆ เลยทีเดียว!

คณะของท่านโฮปินกับบุตรีเดินทางออกจากลกเอี๋ยงในราวๆ สองวันต่อมา เจ้าลาทั้งสองที่เทียมรถที่พวกเขานั่งยังคงแข็งแรง ไม่บาดเจ็บหรือป่วย พวกม้าและล่อที่เทียมเกวียนขนของอื่นๆ ก็เช่นกัน ทุกคนในคณะเดินทางก็ยังมีอัตภาพแห่งความเป็นปกติไม่แตกต่าง แม้ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ภาพกำแพงแห่งนครลกเอี๋ยงเริ่มไกลไปจากสายตาของสาวน้อย ไกลออกไป ไกลออกไป…สายลมแผ่วพัดผ่านด้านนอกราวกับเมืองใหญ่เอ่ยคำลาพร้อมความหวังที่พวกเขาทั้งหลายจะกลับมาเยือน…หรือช่วยเมืองและประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นจากความดำมืดของเกมการเมืองและเกมอำนาจในวังหลวง

ที่แม้แต่คำสอนแห่งองค์ภควาที่เพิ่งหยั่งรากในแดนนี้…ก็ยังไม่อาจฉุดช่วยผู้หลงทางและจมจ่อมในความทะยานอยากขึ้นมาได้เลย

เสียงปริศนาที่แป๊ะเบ๊ยี่ยังคงหลอนในความรู้สึกของคนทั้งสอง เช่นเดียวกับภาพฝันเร้นแรงรักแรงปรารถนาที่เกิดขึ้นในราตรีนั้น แต่ทั้งกวนอูกับอาแชก็มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเลยตลอดทาง ด้วยความกลัวและความละอายภายในกรอบแห่งประเพณีเป็นเครื่องบังคับจิตและปากของทั้งคู่ไว้

กวนอูก็ยังคงคุมเจ้าลาที่เทียมเกวียนต่อไป ส่วนอาแชที่นั่งข้างบิดาก็ทอดสายตามองภาพบรรยากาศภายนอกจากช่องหน้าต่างเล็กๆ ข้างประทุน ด้วยดวงตากลมโตดูสดสวยดุจตาลูกกวางอ่อน ที่เมื่อแสงแดดสะท้อนก็เห็นประกายสีทองในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ราวสินแร่ทองคำที่แอบซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน

สิ่งใดเล่า…กำลังรอนางอยู่ เป็นสถานที่หรือความอัดอั้นที่จะถูกปลดปล่อยในเร็ววัน? ข้าพเจ้ามิอาจล่วงรู้เลย…

• เข้าสู่จุดหมายการเดินทางจุดที่ 2 : เตียงอัน (ฉางอันในสำเนียงจีนกลาง)

แก๊งๆ! มาถึงแล้ว! เมืองเตียงอัน อดีตราชธานีของฮั่นเมื่อครั้งโบราณกาล แม้โอรสสวรรค์และเหล่าราชนิกูลจะย้ายนครหลวงไปอยู่ลกเอี๋ยง แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าที่นี่ยังคงมีความสำคัญในฐานะแหล่งค้าขายและที่ประชุมแห่งเหล่านักคิด นักปราชญ์ทั้งหลาย

พ่อค้า: “ฮ้า! เตียงอัน! บ้านเกิดของข้า!”

นักรบพเนจร: “นึกว่ามันมีในต้าถังซะอีก! เก่าแก่ปานนั้นรึนี่?!”

เสียงล้อเกวียนเคลื่อนเข้าประตูเมืองเตียงอันที่แม้จะไม่หรูหราเท่าในยุคจักรพรรดิหลิวปัง แต่ยังคงเห็นร่องรอยแห่งความรุ่งเรือง…กำแพงหินที่ผ่านศึกสงครามยังคงตั้งตระหง่าน ถนนเรียงตัวกันเป็นระเบียบไร้ที่ติ ภายในมีตลาดวางเรียงรายเป็นทางยาว กลิ่นเครื่องเทศจากแดนตะวันตก ฟืนไหม้จากเตาหม้อดิน และกลิ่นถั่วหมักลอยมาแตะจมูกของเหล่าคณะเดินทาง จนทุกคนเริ่มสนใจและอยากพักกลางทางสักประเดี๋ยว

โฮปินแหวกม่านออกจากประทุนรถ ตะโกนสั่ง “เอ้า! เราจะพักซื้อข้าวซื้อของ แลกเปลี่ยนสินค้า หรือทำธุระนั่นนี่ที่นี่! ข้าจะให้เวลา 1 ชั่วยาม! ครบเวลาแล้วทุกคนมารวมตัวกันที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันตกนะ!”

ทันทีที่รถและเกวียนหยุดนิ่ง ทุกคนต่างกระโดดลงจากเกวียนกันด้วยความคึกคัก พวกบ่าวชายบางคนรีบวิ่งไปยังร้านขายซาลาเปาไส้แน่นกลิ่นหอมฉุย ส่วนพวกสาวใช้ทั้งหลาย ไม่ไปแผงเครื่องประดับ ก็ไปร้านน้ำหอม แล้วแวะดูผ้าผ่อนสวยๆ งามๆ บางนางเสาะแสวงหาหมอดูเพื่อจะถามไถ่เรื่องความรักและชีวิตด้านอื่นๆ

ดรุณีแซ่โฮลงจากรถ เดินตามหลังบิดาแต่ตากลับไม่มองสิ่งรอบข้าง เอาแต่จ้องถนนหินพร้อมใจที่ไม่นิ่ง จะภาพของผ้าไหมเนื้อดีและเครื่องประดับ เสียงของเครื่องดนตรีหรือคนตะโกนต่อรองราคาข้าวของ หรือกลิ่นของอาหารและเครื่องหอมสุดเย้ายวนใจ ก็มิอาจทำให้นางหยุดคิดได้เลย ทุกฝีก้าวที่เดินตามหลังบิดา เหมือนปลายเท้าของนางกำลังกระทบกับเงาของใครอีกคนที่ไม่มีตัวตน…เงาของชายผู้หนึ่งที่นางเพิ่งตระหนักว่า…

…ไม่อาจมองเขาเป็นเพียง “พี่ชาย” ได้อีกต่อไป

ส่วนมานพแซ่กวนผู้นั้น ไม่ได้ตามติดท่านอาจารย์และบุตรีของอาจารย์ไป เขาเตร็ดเตร่ดูนั่นดูนี่เงียบๆ จนกระทั่งเดินชนกับใครเข้า!

“ข…ขออภัยเถิด ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ชายหนุ่มคนนั้นละล่ำละลักขณะก้มตัวหยิบรองเท้ากับหมวกซึ่งสานด้วยฟางที่หล่นกระจายลงพื้น กวนอูเห็นก็ไม่ได้โกรธแต่เข้าช่วย “ไม่เป็นไรดอกท่าน มาเถิดข้าช่วย–”

“อ๊ะ!”

สายตาของคนหนุ่มทั้งคู่สบเข้าอย่างจัง…ดวงตาเฉี่ยวคมคู่นั้นของกวนอูสบเข้ากับดวงตาเรียวแต่กลมโตใสของคนแปลกหน้าคนนั้น

กวนอูสังเกตไล่แต่เท้าขึ้นมาถึงหัวของชายคนนั้น…ชายคนนี้มีผิวขาวราวหยก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตางดงามสดใสรับกับคิ้วที่ยาวได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มดุจสตรีและมีติ่งหูที่ยาวเล็กน้อย เมื่อดูรูปร่างและส่วนสูง…แม้เขาจะเตี้ยกว่าเล็กน้อย แต่ในสายตาของกวนอู ชายหนุ่มคนนี้ดูมีพลังอำนาจและเสน่ห์บางอย่างที่ราวกับทั้งข่มแต่ก็ปลอบขวัญเขาเช่นกัน

“ข้า เล่าเหี้ยนเต็ก…ท่านล่ะ?”

“ข้า…กวนอู อายุ 18 ยังไม่มีนามรองดอกท่าน”

“อ้า! งั้นเจ้าก็อายุน้อยกว่าข้าปีนึง!” คำพูดของเล่าเหี้ยนเต็กมีน้ำเสียงร่าเริงราวกับพบญาติที่พลัดพราก กวนอูไม่ได้ตอบอะไร นอกจากส่งยิ้มบาง ๆ และยื่นมือไปรับหมวกฟางจากมืออีกฝ่าย มือของพวกเขาสัมผัสกันเพียงชั่ววินาที…แต่ในวินาทีนั้นเอง ดวงใจของชายหนุ่มวัย 18 ปี กลับเต้นแรงกว่าครั้งใด ๆ

เขาไม่เข้าใจนักว่าเพราะอะไร แต่ลึกๆในใจนั้น มันรู้สึก…ปลอดภัย ปลอดภัยราวกับเด็กที่อยู่ในการดูแลของผู้ใหญ่ที่เมตตาและอ่อนโยน

“เหี้ยนเต็ก! ลูกทำอะไรอยู่! มาได้แล้วจ้ะ!” เสียงของสตรีมีอายุนางหนึ่งเรียกเล่าเหี้ยนเต็กมาแต่ไกล กวนอูไม่เห็นนางแต่เดาออกว่านั่นคือแม่ของคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักคนนี้แน่ เล่าเหี้ยนเต็กตะโกนกลับไป “สักครู่นะแม่! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะจ้ะ!”

ชายคนนั้น…คนที่ชื่อเล่าเหี้ยนเต็ก วิ่งแบกกระบุงใส่หมวกและรองเท้าฟางจากไป แต่ก่อนที่เขาจะถูกกลืนเข้าไปในฝูงชนมักล้นหลาม เล่าเหี้ยนเต็กหันมายิ้มให้กวนอูเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมดวงตาที่หรี่ลงเพราะยิ้มกว้างเกือบถึงรูหู รอยยิ้มและดวงตาอันทรงเสน่ห์นั้นกับความอบอุ่นที่ได้รับมาพร้อมหมวกฟาง…เขาจะจดจำมันไปชั่วชีวิต และจะภาวนา…ภาวนาให้ได้พบ “พี่ชาย” ผู้แก่กว่าตนเพียง 1 ขวบปี แต่กลับทำให้ใจตนอ่อนยวบราวทารกคนนั้นอีกสักครั้ง หากฟ้าดินยังเมตตา

“คุณชายขอรับ! เกิดเรื่องแล้ว!” เสียงบ่าวดังขึ้น พร้อมวิ่งตรงมาท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัด กวนอูที่ยังยืนเหม่อเพราะพี่ชายคนใหม่ถึงกับสะดุ้ง หันกลับมาทันที ดวงตาเบิกกว้าง เอ่ยสวนไปทันควันด้วยใจร้อนรน “พี่ท่าน เกิดอะไรขึ้นรึ?”

“คุณหนู! คุณหนูถูกชายคนหนึ่งอุ้มขึ้นบ่าไป! น่าจะเป็นพวกโจรนะ! แต่แปลก…ชายคนนั้นโพกผ้าสีเหลืองบนศีรษะด้วย!”

ไม่ทันจะได้คิดหน้าคิดหลัง ผู้น้อยแซ่กวนก็พุ่งทะยานแหวกฝูงชนด้วยความไวปานพายุ สายลมตัดผ่านตัวเขาเมื่อเท้าแตะพื้นแต่ละย่าง ไม่รู้ว่าเทพดลใจ หรือแรงอธิษฐานในใจเร่งเร้า ดูเหมือนว่าผู้คนทั้งหลายตรงนั้นจะยอมหลีกทางให้เขาวิ่งผ่านไปโดยดีโดยไม่ยืนขวางทางเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าหนุ่มหน้าแดงนั่น รวดเร็วปานเซียนเหินลม” ใครบางคนที่มองพึมพำ

“ช่างสง่างามและดุดันดีแท้!” ใครอีกคนกระซิบเมื่อมองตามหลังเขาไป

หนุ่มน้อยกวนอูวิ่งมาถึงตรงที่เกวียนและรถของอาจารย์จอดอยู่ เห็นท่านอาจารย์ที่ทรุดตัวพิงบ่าวด้วยอารมณ์ของพ่อที่ตกใจจากการที่ลูกรักถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา เห็นพวกนางพี่เลี้ยงแลสาวใช้ที่ต่างพากันร้องไห้ถึงคุณหนูแต่ช่วยอะไรมิได้ ทุกภาพและทุกเสียงผ่านไปไวดุจฝันเพราะเขาไม่มีเวลาแวะดู

ในสมองของเขามีแค่…จะต้องช่วยอาแชให้ได้!

เขาออกวิ่งไป วิ่งให้ไวกว่าคราวที่เขาวิ่งไปช่วยอาแชที่ร่วงตกจากกิ่งสนในคราวนั้น ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงอาทิตย์บ่ายคล้อย ราวกับเปลวเพลิงแห่งปณิธาน แม้จะไม่มีอาวุธใดในมือ แต่หัวใจของเขาคือกระบี่และแรงปรารถนาคือพลังภายในที่ไม่ต้องเรียนรู้จากผู้ใดหรือที่ไหนในใต้หล้า…

เขาเห็นมันแล้ว…ชายคนนั้น ชายผู้มีผ้าสีเหลืองซีดมัดไว้ตรงมวยผมที่กำลังแบกร่างของดรุณีในชุดแปลกตาแห่งชาวนอกด่าน เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระพรวนปนเปกับเสียงสะอื้นของอาแชที่ถูกลักพาไปจนแยกไม่ออก

ฝ่ายอาแช นางร้องไห้ งุนงงด้วยเมื่อครู่ตนกำลังเลือกซื้อหินแร่และสมุนไพรที่จะเก็บมาทดลองปรุงยาที่แผงขายของแผงหนึ่ง แล้วจู่ๆ นางก็ถูกชายคนนี้จับแขนดึงไปอย่างแรง ครั้นนางตะโกนเรียกพ่อ เรียกพี่เลี้ยง เรียกแม้แต่ชื่อของใครคนนั้น…ทว่ามันผู้นี้ก็จับนางแบกขึ้นบ่าแล้วออกตัววิ่งออกไปจากตรงนั้น โดยที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเลย…

เขาจวนจะถึงตัวมันอยู่แล้ว จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหน้า…

“นี่! ไอ้พวกลวงโลก! วางเด็กผู้หญิงนั่นลงนะ!”

กวนอูมองเลยบ่าโจรไป เขาเห็น…เด็กชายคนหนึ่ง ผิวคล้ำกรำแดดผิดกับเสื้อผ้าที่ใส่ซึ่งดูเป็นผ้าเนื้อดีแม้มีรอยเปื้อนฝุ่นน้อยๆ ใบหน้าท่าทางขึงขังเกินรูปร่างแบบเด็กอายุ 12 หรือ 13 ปี เด็กนั่นเท้าสะเอว มองหน้าโจรคนนั้นด้วยแววตาวาววับดุจเสือดาวหมายตาเหยื่อ

โจรหยิบมีดชี้หน้าเด็ก “ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เรื่องของข้ามันกงการอันใดของเจ้า?!”

“ก็เพราะลูกน้องของเตียวก๊กที่คิดกบฏแก่แผ่นดิน เอาความเชื่อและปาฏิหารย์ปลอมๆ หลอกประชาชนเพื่อซ่องสุมกำลัง! ข้า…แม้จะยังเด็กก็มองออกว่าไม่ดี แล้วข้าพูดผิดตรงไหนล่ะ?!” เด็กหน้าดำเถียงฉอดๆ มือชี้โจรย้ำๆ ราวประจานโทษ เรียกเสียงเฮและให้กำลังใจจากผู้คนตรงนั้นอย่างมากหลายเลยทีเดียว

“ปากดี! งั้นเอ็งก็อย่าโตเลย!” โจรนั่นพุ่งเข้าจะทำร้าย หากทว่าเด็กหน้าเข้มกลับไถลตัวหลบ ทำให้โจรพุ่งไปชนข้าวของในแผงและทำให้ร่างบอบบางอรชรของอาแชกระเด็นออกไป แม้กระนั้น ยังมีความโชคดีในคราวเคราะห์ เพราะอาแชร่วงไปถูกกองผ้าไหมอย่างพอดิบพอดีจึงไม่บอบช้ำ

“อาแช!” เสียงใครคนนั้นตะโกนเรียกนาง นางหันไปก็แทบจะร้องไห้ พี่กวนของนางนั่นเอง! เด็กสาวยันกายได้ก็รีบวิ่งไปหาเขา และไม่ทันที่กวนอูจะตั้งตัว…นางก็โอบแขนน้อยๆ ไว้รอบกายเขาแน่นพลางเอาหน้าซุกอกเสื้อเพื่อหลบภัยและซับน้ำตา กวนอูชะงัก ยืนนิ่งราวรูปสลักหิน หัวใจเต้นโครมครามในอกจนน่ากลัวว่าจะหลุดร่วงลงแทบเท้า

สัมผัสนี้ แม้เคยได้เมื่อสี่ปีก่อนแต่มันกลับแตกต่าง…

ในตอนนั้น…มันคือการโอบกอดจากเด็กขี้เหงาที่อยากมีพี่ มีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นการสัมผัสแห่งความไร้เดียงสาที่ถูกต้องแล้วรู้สึกอุ่นใจ

ส่วนตอนนี้…อ้อมกอดนั้น กลับมีความอ่อนหวานและวาบหวามซ่อนอยู่ เป็นสัมผัสและไออุ่นที่มอบความรู้สึกที่ทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จนแทบจะละลายไปตรงนั้น

“พี่ชาย! พี่สาว! ระวัง! มันมาทางท่านแล้ว!!!” เด็กชายหน้าเข้มตะโกนจากไกลๆ ให้ระวัง กวนอูหันกลับไปมองเพียงเสี้ยววินาทีก็รีบจับตัวอาแชให้มั่นแล้วโจนหลบโจรร่างใหญ่ที่พุ่งมาทางเขาอย่างไว! เสือร้ายยังคงไม่หยุดตามราวี มันจับมีดด้วยสองมือจะแทงเขา แต่หนุ่มน้อยแซ่กวนเบี่ยงตัวหลบ…

ก่อนจะยกศอกกระแทกไปที่อกมันหนึ่งครั้งถ้วน เสียงดังปึง!

ไอ้ตัวร้ายโพกผ้าเหลืองจุกจนเซถลาไปเกือบชนพ่อค้าแม่ขายและแผงขายของ ทั้งเจ็บ ทั้งอึ้งกับกำลังที่ไม่ธรรมดาของไอ้หนุ่มคนนี้ แต่ในแววตาที่หยาบกร้านของมัน…มันยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“เอ็งแข็งแรงดีนี่ พ่อหนุ่ม…ใช้ได้” มันพูดห้วนๆ “มาสู้กันอีกสักตาไหมล่ะ?”

“ไม่ล่ะ” กวนอูตอบ “ข้าจะกลับ…แล้วก็จะให้ท่านอาจารย์แจ้งเจ้าหน้าที่ทางการมาจับเจ้าด้วย” ว่าจบก็จะจูงอาแชกลับไปที่ขบวนเกวียน หากทว่า…พวกเขาไม่รู้เลยว่าไอ้โจรร้ายกำลังวิ่งมาทางพวกเขาพร้อมหอกที่มันฉวยมาได้จากร้านรวงข้างทาง!

เพล้ง!!!

เสียงแตกกระจายจากโอ่งกระเบื้องสีน้ำตาลที่ถูกเด็กชายคนนั้นยกขึ้นด้วยกำลังที่มากผิดเด็กสามัญแล้วปาใส่ศีรษะโจรนั้นจนมันร่วงลงพื้นและสลบไป ดึงดูดความสนใจทั้งของฝูงชนและชายหญิงทั้งสองให้หันไปมองและร่วมวงผู้มามุงดูแทบจะทันที เด็กนั่นยิ้มร่า ก่อนจะหันไปตะโกน “ท่านป้า! ข้าขอโทษนะ! เดี๋ยวข้าจะจ่ายชดเชยด้วยทองในถุงนี้!” ว่าแล้วเขาก็โยนถุงสีแดงให้เจ้าของแผงขายเครื่องเคลือบที่คลายความโกรธและความสับสนลง เปลี่ยนเป็นยินดีปรีดาที่ได้ลาภใหม่แทน หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องยินดีปรีดาประดุจฉลองชัยจากฝูงชนทั้งหลาย ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่และทหารอีกหลายนายที่แหวกวงล้อมเข้ามาจับกุมโจรนั้นไป

กวนอูและอาแชมองภาพนั้นได้เพียงครู่เดียวก็หันเหจะเดินกลับ แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงที่คุ้นเคยนั้นอีก

“พี่ชาย! พี่สาว! เดี๋ยวก่อนซี!”

ทั้งสองหันมองตาม ก็พบเด็กคนนั้นที่วิ่งตามมาทีหลัง เด็กชายยิ้มยิงฟังเผยให้เห็นเขี้ยวทั้งสี่ที่แหลมเปี๊ยวราวฟันแมว…รึอาจจะเป็นฟันของลูกเสือก็ได้ “ฝีมือวรยุทธ์ของพี่ล้ำเลิศไม่เบา! อาหุยขอชมจากใจจริง” ว่าจบ “อาหุย” ก็โค้งตัวคำนับแล้ววิ่งจากไปอีกทาง ตามมาด้วยเสียงตะโกนจากทางที่เด็กหน้าดำนั่นวิ่งไป “อาหุย! ไปเที่ยวเล่นมาอีกแล้ว! ไม่อยากกลับบ้านรึยังไงไอ้ลูกดื้อ!”

กวนอูยิ้มน้อย ๆ ขณะมองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นลับสายตาไป เขาพึมพำเบา ๆ กับอาแช “เด็กคนนั้น…ไม่ธรรมดาเลย”

เขาไม่รู้หรอกว่า…อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาจะได้เรียกเด็กคนนั้นว่า “น้องสามของข้า”

โอ้ วีรชนแห่งตงฮั่นทั้งสาม ได้พานพบในแห่งหนและเวลาที่ประวัติศาสตร์มิบันทึกไว้

โอ้ เด็กหนุ่มทั้งสาม ชะตาผกผันให้ได้พานพบเจอเพียงชั่วครู่…ก็ต้องลาจาก

เช่นนี้แล…

มีพบย่อมมีจาก

มีจากย่อมมีพบ

เป็นธรรมดาสามัญของทุกสิ่งในโลกหล้า

อ้า…เช่นเดียวกับรักของหนุ่มสาวที่แรกเริ่มหวานซึ้ง

แต่จบลงด้วยความขมขื่นเกินจะกลืนกินทั้งน้ำตา!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status