Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 7 เริ่มต้นการเดินทางสู่โลกที่ไม่รู้จัก

Share

บทที่ 7 เริ่มต้นการเดินทางสู่โลกที่ไม่รู้จัก

ฮ้าวววว~ ชักง่วงซะแล้ว เอ้าพวกท่านทั้งหลาย! ง่วงไม่ง่วง?!

พ่อค้า แม่ค้า พระธุดงค์ ข้าหลวง ฯลฯ : “ไม่~ง่วง~!”

ข้าหลวง : “ข้ากำลังรอฟังอยู่นะเจ้าเหมียว!”

สาวงามจากแดนต้าหยวน : “เรื่องของอาแชยังไม่จบเลยนา! เล่าให้จบเลยนังแมวดำแห่งเสียนหลอ!”

ภรรยาของข้าหลวง : “พี่กวนต้องออกจากเรือนแล้วใช่ไหม?! เมื่อไหร่เขาจะสารภาพรักกัน ฮะ!”

ดีล่ะ…งั้นพวกท่านจงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะจากนี้…เรื่องราวจะพาท่านทั้งหมดเดินทางออกจากเรือนของท่านโฮปิน เข้าสู่โลกที่มิอาจคาดเดา และรู้ไว้เสียด้วยล่ะ ว่าการเดินทางในครั้งนี้หาใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ หากแต่คือการเปลี่ยนหัวใจและการเปิดสายตาของคนที่เกิดและโตในแดนฮั่น…ให้กว้างกว่าที่เคย

เช้าวันนี้เป็นวันที่สดใส แดดยังไม่แรง ที่หน้าเรือนของท่านโฮปินในตอนนี้กำลังวุ่นวายกว่าวันไหนๆ พวกบ่าวไพร่พากันเดินขวักไขว่ มือถือข้าวของพะรุงพะรังเพื่อยกใส่เกวียน กับเอาไปมัดๆ รวมไว้เพื่อเตรียมแบกหามในระหว่างการเดินทางครั้งนี้

“อ้าวเฮ้ยๆ เอาป้ายมาติดหน้าประตูทางเข้าเรือนข้าที่ว่า ‘ไปค้าขายต่างแดนไม่เปิดรับสอนจนกว่าจะกลับ’ พวกเด็กๆ จะได้ไม่หลงมา” ปราชญ์แซ่โฮสะบัดแขนชี้ไปที่ประตูให้บ่าวทำตามที่สั่ง …ส่วนพ่อหนุ่มแซ่กวนในตอนนี้ กำลังลูบหัวเจ้าลาที่เทียมรถที่ทั้งท่านอาจารย์และบุตรีจะนั่งไปตลอดเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้เส้นนี้ เจ้าลาทั้งสองดูจะชอบใจและรับรู้ได้ถึงความเมตตาของเขา จึงพ่นลมเบาๆ และหรี่ตาราวกับว่ามีความสุขที่ถูกลูบ

“เจ้าลาเอ๋ย หวังว่าหญ้าและน้ำที่ข้าให้เจ้าไปจะมากพอในการเดินทางวันแรกนะ” เขาเอ่ย เผลอยิ้มไม่รู้ตัว

ท่านโฮปินซึ่งยืนคุยกับบ่าวไพร่อยู่แถวนั้น เหลือบมองเห็นภาพศิษย์รักที่กำลังลูบหัวลาช้า ๆ แล้วเผลอยิ้มให้มัน เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ดีแล้ว…เจ้ามีน้ำใจแม้แต่กับลาที่ต้องลุยทรายกับเจ้าไป…ย่อมดีกว่าคนบางพวกที่แม้แต่เพื่อนร่วมทางยังไม่เคยมองเป็นเพื่อนเลยด้วยซ้ำ…”ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ส่งยิ้มให้กัน ก่อนที่คนเป็นอาจารย์จะเริ่มเอะใจว่ามีใครบางคนที่ยังไม่ออกมา

“เอ…อาแชลูกข้าไปทำอะไรอยู่น้อ? เหตุใดจึงยังไม่ออกมา”

“ให้ศิษย์ไปตามไหมขอรับ?”

“คุณหนูเจ้าขา…ข้าบอกแล้วว่าไว้ถึงสถานีถ่ายคนค่อยเปลี่ยนชุดก็ได้เจ้าค่ะ…” เสียงพี่เลี้ยงเอ่ยอย่างคนที่ห้ามไม่ทันดังมาจากประตูก่อนที่คุณหนูของบ้านจะก้าวออกมา ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของกวนอูในตอนนั้น …ไม่สิ ต่อสายตาของทุกคนที่อยู่ ณ หน้าเรือน คือภาพของหญิงสาวผู้มิได้ปรากฏกายมาในชุดที่คุ้นเคยแบบชาวฮั่น แต่กลับปรากฏใน อาภรณ์แบบ “นอกด่าน” อันงดงามแปลกตา ราวกับเจ้าหญิงจากเส้นทางสายไหม…

เสื้อคลุมยาวสีอำพัน ที่ทอลายละเอียดเป็นลวดลายรูปเถาวัลย์และนกฟินิกซ์ สะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้าออกเป็นประกายประหนึ่งอาภรณ์ของราชินี ปลายแขนเสื้อแคบแต่ยาวจรดข้อมือ ขลิบผ้าทอสีครามเข้มลวดลายหยักซ้อน มีการเปิดช่วงอกเล็กน้อยเผยให้เห็นเสื้อชั้นในที่ปักดิ้นทองด้วยลวดลายเรณูแบบเปอร์เซียโบราณ

ช่วงล่างเป็นกระโปรงยาวจับจีบแบบซอกเดียน เป็นผ้าทอลายตารางสีแดงเข้มปักลายหมู่ม้าโลดแล่น ที่สวมเหนือกางเกงขายาวแนบขา เหนือเอวนางใช้ผ้าคาดสะโพกผืนบางสีเงินอมเขียว ผูกทบไว้ด้านข้าง ตกชายระย้ายาวถึงเข่า ที่ข้างเอวประดับ กระพรวนเงินเล็ก ๆ ซึ่งส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ เมื่อเจ้าตัวเดิน

เครื่องประดับบนศีรษะ คือผ้าคลุมผืนบางประดับลูกปัดแก้วที่ถูกลมแล้วพริ้วระริก ปิดเส้นผมมัดต่ำของนาง ใบหูทั้งสองข้างสวมตุ้มหูเงินทรงหยดน้ำประดับหินม่วงอมฟ้า

ส่วนที่ข้อเท้านางมีสร้อยข้อเท้าเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงดังแผ่ว ๆ ขณะก้าวย่าง

กวนอูมองตาค้าง ใบหน้าแดงจัดยิ่งกว่าลูกพุทราสุก ริมฝีปากขยับเหมือนจะกล่าวอะไร…แต่ไร้ซึ่งถ้อยคำใดๆ ที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา คนที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างโฮปินถึงกับยิ้มขำ ๆ แล้วพึมพำเบา ๆ

“ลูกสาวข้า…คงทำให้เด็กชายแซ่กวนหัวใจเต้นเกินจังหวะแล้วละกระมัง…””

สาวน้อยวัยสิบสามร้องขึ้น “ท่านพ่อ! เรารีบไปเถอะเจ้าค่ะ”

และแล้ว เมื่อคุณหนูและนายท่านเจ้าของเรือนก้าวขึ้นรถเทียมลาซึ่งมีที่ปกปิดมิดชิด และทุกสิ่งก็พร้อมแล้ว การเดินทางสู่แดนไกลที่ไม่คุ้นเคยก็เริ่มขึ้น

อา…เจ้าเด็กน้อยทั้งสอง ผู้เติบโตแต่ในแดนฮั่น

หนทางต่อไปข้างหน้าที่กวีและคนยุคหลังได้ลืมเลือน กำลังทอดตัวยาวไกลไปข้างหน้า

อย่าเสียใจเลยหนา ข้า นางแมวดำตัวนี้จะถักทอเส้นทางสายนี้ให้ทุกคนได้ประจักษ์และเห็นโดยแจ่มแจ้ง

ล้อไม้เก่าหมุนช้า…แล้วเร็วขึ้น

เสียงกีบลาแตะพื้นหิน กึกกัก กึกกัก

หญิงหนึ่งชายหนึ่ง คนหนึ่งนั่งข้างบิดาบนฟูกนุ่ม อีกคนเป็นสารถีคอยควบคุมลาคู่

ต่างฝ่ายต่างนั่งอยู่ไม่ไกล ทว่าใจนั้นกลับไกลนัก

ห่างด้วยวัย

ห่างด้วยฐานะ

ผู้คนเรียกเธอว่า “คุณหนู” ผู้แก่นเซี้ยวไม่แพ้ใคร

ผู้คนเรียกเขาว่า “คุณชายจากบ้านกวน” ผู้ถูกหยามเหยียดว่าเป็น “คนโง่” และ “ขี้ข้าบ้านอาจารย์”

แต่สิ่งที่ไม่มีใครเห็นคือ…ความเหงาบางเบาในดวงตาของทั้งคู่ ที่เริ่มละลายลงเมื่ออีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นเคียงข้าง

ขอเพียงครั้งนี้…ฟ้าอย่าหันหลังให้พวกเขาเลย

• เข้าสู่จุดหมายในการพักเดินทางวันแรก : เมืองลกเอี๋ยง (ลั่วหยางในสำเนียงจีนกลาง)

กะจองงองๆ! พระเอกและนางเอกของพวกเรากำลังจะเข้าสู่เมืองใหญ่ที่อู้ฟู่และชื่อดังที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เอาล่ะผู้ฟังทุกท่าน ข้าพเจ้าขอถาม…ผู้ใดที่นี่เคย้ดินทางไปยังเมืองลกเอี๋ยงบ้าง?

นางระบำ : “บ้านข้าอยู่ที่นั่น!”

พระธุดงค์ : “อาตมามาจากกิซิล ได้เคยไปพำนักที่นั่นบ้างเหมือนกันคุณโยมแมวดำ”

ข้าหลวง : “ไม่อยากเชื่อเลยว่าที่นั่น จะเป็นเมืองที่มีมาแต่ยุคสามก๊ก!”

ก็ใช่น่ะสิท่าน! ลกเอี๋ยงน่ะมีอายุเก่าแก่กว่าที่ท่านคิด นครแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบตอนกลางของแผ่นดินจีน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัย ก่อนหน้ายุคตงฮั่นก็ถูกปกครองโดยราชวงศ์โจว ถ้าข้ามไปอนาคตก็เป็นเมืองหลวงในยุคต้าถังอีก

เมื่อท่านเดินตามพวกเขาเข้ามายังเมืองใหญ่ ท่านจะพบกำแพงเมืองสูงใหญ่แม้กาลเวลากัดกร่อน ตลาดที่คึกคักเต็มไปด้วยเสียงตะโกนขายของและกลิ่นหอมๆ ของขนม กำยาน หรือน้ำมันหอมมากมาย ถนนที่เป็นระบบระเบียบ คลองและแม่น้ำสายเล็กๆ และบรรยากาศที่นับว่ามีทั้งความสนุกสนาน น่าตื่นเต้น แต่ก็มีความว้าวุ่นและเงาดำมืดที่มิอาจคาดเดาซ่อนอยู่ …หากท่านมองตามสายตาของเด็กๆ ไปยังวังหลวงอันยิ่งใหญ่ แต่แฝงไว้ด้วยไอแห่งอำนาจและความผกผันทางการเมือง…ที่ซึ่งเสียงหนึ่งอาจยกบ้านเมืองขึ้น แต่เสียงหนึ่งก็อาจผลักองค์จักรพรรดิให้ตกจากราชบัลลังก์ไป

“เอาล่ะทุกคน ข้าให้เวลาไปแวะดูนั่น ซื้อนี่หรือทำธุระปะปังของตัวเอง 10 นาที ก่อนที่ข้าจะพาอาแชไปวัดแป๊ะเบ๊ยี่และหาที่พักสำหรับคืนนี้ในลกเอี๋ยง” ท่านโฮปินสั่งทุกคนด้วยความชัดเจนแต่ไม่แข็งเกินไป ทุกคนพยักหน้ารับก่อนที่จะแยกย้ายไปตามทางใครทางมัน

เสียงตะโกนเรียกลูกค้าจากแผงซาลาเปานึ่ง และร้านขายยันต์โชคลาภดังแว่วมาจากด้านหนึ่งของถนน กลุ่มบ่าวไพร่สองสามคนแอบเมียงมองร้านขายกำไลหินสีที่ตั้งอยู่ตรงมุมตึก ส่วนกวนอูกลับไม่ได้เดินไปไหนไกล เพียงแค่หยุดยืนใกล้รถลาเพื่อเช็ดน้ำตาให้สัตว์เทียมรถของเขา

“อย่าซื้อของแปลก ๆ ที่มีควันลอยออกมานะ! ครั้งก่อนข้าเกือบกลายเป็นหมูไปสามวันเพราะลูกอมวิเศษจากแม่ค้าที่แต่งตัวเหมือนแม่มด!” เสียงหนึ่งดังมาจากสาวใช้วัยรุ่นที่เตือนเพื่อนของตน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะขบขันจากอีกฝั่ง

โฮปินหันมาทางบุตรีที่ยังยืนอยู่ข้างตน ถามยิ้มๆ “พร้อมหรือยังอาแช?”

“พร้อมเจ้าค่ะ…” เด็กสาวตอบพลางยกชายผ้าให้กระชับ ก่อนจะมองออกไปยังเส้นทางที่ทอดสู่ด้านตะวันออกของเมือง ที่ซึ่งวัดม้าขาวตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้อ่อนและบ้านเรือนของผู้คน

แม้เพียงแค่จะไปหา “ที่พัก” กับ “วัด” สำหรับคืนนี้…แต่หัวใจของใครบางคนในคณะนี้ ก็เริ่มเดินทางไปไกลกว่าลกเอี๋ยงเสียแล้ว

เหนือขึ้นไปจากพื้นดิน เหนือขึ้นไปจากมนุษยโลก…

ใครบางคนกำลังเฝ้ามองชีวิตของผู้มีชะตาผกผันทั้งสองท่ามกลางมวลหมู่มรรตัยชน จากแห่งหนตำบลใดที่พวกเรา ณ ตรงนี้ มิอาจรับรู้ได้เลย

เหนือกาล

เหนืออวกาศ

เหนือสติสัมปชัญญะแบบปุถุชนทั่วๆ ไป

ราวกับผู้ที่กำลังชมมหรสพอันละเอียดอ่อนที่เรียกว่า “ละครชีวิต” บทนี้ กำลังลุ้นระทึกและคาดเดาว่า…

ชะตาของเด็กทั้งสองนั้นจะดำเนินไปในหนทางแบบใดกันแน่?

แม้ว่าสายตาเหล่านั้นที่มองมาจากที่ใดที่หนึ่งอาจล่วงรู้แล้วว่า…

…เรื่องนี้มีปลายทางที่ถูกกำหนดด้วยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status