Masukไม่นานก็มาถึงที่เขตชุมชน...ซื่อหงรอให้ทุกคนลงจากรถก่อน จนเหลือเธอเป็นคนสุดท้ายถึงลงจากรถ รู้ว่ามีธุระสำคัญที่ต้องไปทำ ซื่อหงก็รีบสาวเท้าทันที วันนี้เป็นวันที่ชาวบ้านนำของมาขายที่เขต เห็นชาวบ้านกำลังต่อแถวกันอยู่ ไม่ได้คิดอะไรก็รีบแชงคิวตัดหน้าผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยังจำวันที่เจียวหมิงแต่งงานใหม่ ภาพของผู้หญิงคนนั้นยังติดตาเธออยู่ แต่ตอนนี้ซื่อหง กลับไม่เห็นโม่วหลีเลย เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าโม่วหลีไม่ได้มาทำงานหรือว่าโม่วหลีก็ได้ย้อนเวลากลับมาเหมือนกับเธอกันแน่
“เธอจะซื้อของอะไรไหม? ถ้าไม่ซื้อก็หลบไปทางอื่นให้คนอื่นต่อแถวเข้ามา” เห็นสีหน้าของพนักงานไม่ค่อยดี ซื่อหงก็รีบเอ่ยถาม
“วันนี้จูโม่วหลีไม่มาทำงานหรือ? ”
“ทำไมจะไม่มาทำงานล่ะ? โม่วหลีออกไปข้างนอกกับคนรักแล้ว ถ้าไม่ซื้ออะไรก็รีบ ๆ หลบไป”
ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รีบหลบทาง แม้ว่าเธอจะไม่ได้เจอโม่วหลี แต่พอได้ยินพนักงานขายบอกว่าวันนี้โม่วหลีมาทำงาน นั่นก็หมายความว่าโม่วหลียังทำงานอยู่ที่นี่ ซื่อหงถอนหายใจโล่ง อก ก่อนจะเดินออกมาอย่างอารมณ์ดี เธอเดินไปที่ร้านขายข้าว กำลังจะเดินไปหลบแดดอีกมุมหนึ่ง พอหันกลับไปถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
โม่วหลี่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแทรกแดง กำลังยืนคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่ง แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะยืนหันหลังให้เธออยู่ก็ตาม แต่เธอจำรูปร่างและเสื้อของเขาได้ดี คือชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้เมื่อตอนที่อยู่บนรถนั่งมาที่นี่ เมื่อชาติที่แล้ว...ซื่อหงจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าที่รู้ว่าตัวเองมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้และถูกแม่สามีบังคับให้หย่า
เธอไม่อยากจะสนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของตัวเอง ถึงไม่รู้ว่าเจียวหมิงกับโม่วหลีแอบไปคุยกันตอนไหน ยิ่งไม่รู้ว่าผู้ชายของโม่วหลีเป็นใคร ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของโม่วหลีเลย เธอไม่คิดเลยว่าเธอกลับต้องมาเจอกับมู่เหยียนในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่คิดว่าครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกันจะอึดอัดแบบนี้ เห็นว่ามู่เหยียนกำลังจะหันมาทางที่เธอยืนอยู่ เธอก็รีบหลบทันที
ซื่อหงเห็นมู่เหยียนและโม่วหลีดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนจะไม่มีอะไรผิดปกติ เขาคงยังไม่รู้สินะว่าโม่วหลีแอบนอกใจเขามาคุยกับสามีของเธอ แต่...เวลานี้เธอกลับรู้สึกเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก เธอควรจะบอกความจริงให้เขารู้ดีหรือไม่ว่าหญิงอันเป็นที่รักของเขากำลังสวมเขาให้เขาอยู่ แต่ถ้าเธอบอกความจริงให้เขารู้แล้ว เขาจะโกรธแล้วไปคิดบัญชีกับเจียวหมิงแน่ ๆ
ซื่อหงไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบถึงเรื่องหย่า คนเราใคร ๆ ก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น เธอไม่อยากให้เรื่องหย่าของเธอพบเจอกับอุปสรรค แต่...พอนึกคิดดูดี ๆ แล้ว เธอกับเขาต่างก็เจ็บปวดเหมือนกัน เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดี ซื่อหงลังเลอยู่สักพัก พอตัดสินใจได้แล้ว ก็หันกลับไป พวกเขาสองคนกลับหายไปแล้ว เมื่อคิดว่าเธอกับเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร
ตอนนี้ซื่อหงรู้แล้วว่าโม่วหลียังทำงานอยู่ที่นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเธอ ครอบครัวทางฝั่งสามีจะได้ไม่ต้องบังคับเธอหย่าทุกวันเหมือนชาติที่แล้วอีก เธอไม่รีบกลับไปที่บ้าน วันนี้ชาวบ้านนำของมาขายที่ตลาด ผู้คนพลุกพล่านไปมา บรรยากาศแลดูครึกครื้น แต่พอเดินผ่านร้านขายหนังสือ เธอกลับไม่เห็นใครเลย อีกไม่นานก็จะถึงวันสอบมัธยมปลายแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้
ซื่อหงเรียนจบแค่ประถม ถ้าปีนี้อยากจะลงชื่อสอบมัธยมปลายไม่อาจเป็นไปได้ แต่...พอเธอนึกถึงชาติที่แล้ว เธอถูกคนอื่นดูถูกว่าเอาแต่นอนไม่มีการศึกษา ไม่อยากจะคิดอะไรมาก เธอก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปในร้านหนังสือทันที ภายในร้านหนังสือไม่ได้ใหญ่มาก คนขายก็ไม่ได้สนใจเธอเอาแต่ก้มหน้าทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้
เธอเดินดูรอบ ๆ ร้าน สายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสือเรียนมัธยมต้น แต่...พอแตะที่ถุงผ้าของตัวเองดู ซื่อหงถึงรู้ว่าเธอมีเงินแค่ไม่กี่เหมาเอง มือเรียวลูบไล้หนังสือไปมา รอเธอหย่ากับเจียวหมิงก่อนเถอะ ได้เงินมาเธอจะนำมาซื้อของที่เธออยากได้ให้หมดเลย เดินออกมาจากร้านขายหนังสือเธอก็ได้ยินใครคนหนึ่งเอ่ยเรียก พอหันกลับไปดูก็เห็นว่าเป็นลู่ลี่เดินมาพร้อมกับอีกสองสามคน
เมื่อวานลู่ลี่ได้ยินซื่อหงบอกว่าที่เธอไม่สามารถมีลูกให้เจียวหมิงได้ไม่ได้เป็นเพราะเธอแต่เป็นเพราะเจียวหมิงเป็นหมัน ทำให้ลู่ลี่สงสัยอยากรู้อยากเห็นมาก แต่ตอนนั้นเธอเดินออกไปแล้วจึงไม่มีโอกาสได้ถาม แม่สามีคิดว่าเธอใส่ร้ายป้ายสีเจียวหมิง จะปล่อยเธอไปง่าย ๆ ได้อย่างไร? ลู่ลี่รีบเดินไปดักหน้าซื่อหงไว้ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ซื่อหง เมื่อไรหนูจะกลับไปที่บ้านเหอล่ะ? อย่าโกรธเฟยเทียนไปเลยนะ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครช่วยทำงาน เฟยเทียนเอาแต่บ่นอยู่ไม่หยุด น้าเริ่มจะทนกับเสียงบ่นของเฟยเทียนไม่ไหวแล้ว หนูรีบกลับไปที่บ้านเหอเถอะนะ”
ซื่อหงรู้ดีว่าเมื่อวานแม่สามีพูดอะไรเกี่ยวกับเธอบ้าง คงก่นด่าเธอไม่หยุดเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ เธอหันมองช้ายแลขวา ลู่ลี่เหมือนจะดูออกว่าเธอกำลังเป็นกังวลเรื่องอะไรอยู่ จึงรีบเอ่ยบอก
“หนูไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ วันนี้เฟยเทียนไม่ได้มาที่นี่”
“แม่สามีอยากจะพูดอยากจะต่อว่าอะไรก็ปล่อยไปเถอะค่ะ ต่อให้ฉันไม่อยู่ที่บ้าน แม่สามีก็ด่าฉันอยู่ดี รอพรุ่งนี้เจียวหมิง กลับมาฉันถึงจะกลับไปที่นั่น”
“แต่น้าได้ยินเฟยเทียนบอกว่าเย็นนี้เจียวหมิงจะกลับมานะ หรือว่าน้าฟังผิด? ”
ในความทรงจำของเธอ คืนนี้เจียวหมิงจะกลับมาจริง แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เจียวหมิงไม่ได้บอกว่าเมื่อไรจะกลับมา เอาเป็นว่าเมื่อไรที่เจียวหมิงกลับมาฉันถึงจะกลับไปที่นั่นค่ะ”
“แต่ว่า...ถ้าหนูรอเจียวหมิงกลับมาแล้วหนูค่อยกลับไปที่บ้านเหอ เฟยเทียนจะต้องโกรธมากแน่ ๆ รอดูนะ เฟยเทียนจะต้องนำเรื่องที่หนูมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้บังคับหนูหย่ากับเจียวหมิงแน่ ๆ ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันรู้ทุกอย่างแล้ว ฉันทนเป็นวัวเป็นควายรับใช้คนในบ้านเหอมานานแล้วค่ะ แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นค่า อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ จะหย่าตอนนี้หรือตอนไหนก็มีค่าเหมือนกันค่ะ”
“ถ้าหนูหย่าจริง ๆ ชาวบ้านจะต้องนินทาแน่ ๆ ซื่อหง อย่าหาว่าน้าอยากรู้อยากเห็นเลยนะ ที่หนูบอกว่าเจียวหมิงไม่อาจมีลูกได้ หนูหมายความว่าอะไรหรือ? ”
“ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรหรอกค่ะ น้าลู่ลี่น่าจะรู้นะคะว่าฉันหมายถึงอะไร”
ซื่อหงรู้ว่าลู่ลี่ไม่ได้เป็นห่วงเธอจริง ๆ หรอก เธออยากจะใช้ลู่ลี่เป็นเครื่องมือนำเรื่องของคนในบ้านเหอไปนินทา พวกเขาจะได้รู้สึกเสียบ้างว่าถูกคนอื่นนินทามันเป็นอย่างไร
“ยังไงฉันก็จะหย่ากับเจียวหมิงอยู่แล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังหรอกนะ คราก่อนที่ไปตรวจสุขภาพร่างกายที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าร่างกายฉันไม่มีปัญหาอะไร แต่พอหมอบอกให้เจียวหมิงเข้าไปตรวจร่างกายเขากลับไม่ยอมให้หมอตรวจค่ะ ฉันก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ ”
“เมื่อก่อนฉันคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้พอกลับไปคิดดูแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้กินยาคุมกำเนิด เวลาผ่านมานานแล้วฉันก็ไม่ท้องสักที ตรวจแล้วตรวจอีก หมอก็ยังยืนยันคำเดิมนะว่าร่างกายฉันไม่มีปัญหาอะไร นั่นก็หมายความว่าคนที่มีปัญหาก็คือเจียวหมิง ถ้าไม่อย่างนั้นทำไมเจียวหมิงถึงไม่ยอมให้หมอตรวจร่างกายล่ะ มันจะต้องมีอะไรแน่ ๆ ใช่ไหมคะ? ” ลู่ลี่กับเพื่อน ๆ มองหน้ากันไปมาไม่อยากจะเชื่อ
“เรื่องนี้...คือเรื่องจริงหรือ? ” ซื่อหงพยักเบา ๆ เม้มปากแน่นทำหน้าสงสารมองไปที่ลู่ลี่
“มีอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะพูดก็น่าอายเกินไป เจียวหมิงนกเขาไม่ขันน่ะ ฉันก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรแล้วจริง ๆ ”
ลู่ลี่เบิกตากว้าง ที่ซื่อหงบอกทำไมหล่อนจะไม่รู้ หล่อนกับเพื่อนต่างก็แต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว ย่อมรู้อยู่แล้วว่าซื่อหงหมายถึงอะไร ปัญหาอยู่ที่เจียวหมิงซื่อหงถึงมีลูกไม่ได้อย่างนั้นหรือ? เจียวหมิงอายุยังไม่มาก ใครจะไปคิดว่านกเขาเขาจะไม่ขัน ได้รู้ความลับเรื่องนี้แล้วพวกเขาก็ไม่แปลกใจที่ซื่อหงไม่กล้าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้
“เมื่อก่อนเพราะว่าหนูไม่บอกกับพวกเรา พวกเราถึงไม่รู้คิดว่าร่างกายหนูมีปัญหา”
“ถ้าปัญหาอยู่ที่เจียวหมิงจริง ๆ ละก็ คนในบ้านเหอไม่ควรทำแบบนั้นกับหนู พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“ซื่อหง หนูใจดีเกินไปแล้ว ตั้งใจปกปิดเรื่องนี้มานาน ทำไมหนูจะต้องทนทุกข์ทรมานแบบนั้นด้วยก็ไม่รู้”
“ถ้าจะให้พูดเรื่องนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าบอกให้คนอื่นรู้หรอก มันน่าอาย เจียวหมิงนี่ไม่ได้เรื่องเสียแล้ว”
“ใช่ ๆ แม่สามีก็อีกคน ลูกชายตัวเองมีปัญหาแท้ ๆ แต่กลับโทษลูกสะใภ้อย่างนู่นอย่างนี้”
ฐานะตระกูลเหอจัดว่าดี พวกเขาต่างคิดว่าตนนั้นอยู่เหนือคนอื่น เฟยเทียนเป็นผู้หญิงที่ปากร้าย ที่หมู่บ้านหนิงเจิ้งไม่มีใครชอบเฟยเทียนกันเลยสักคน ตอนนี้ลู่ลี่กับเพื่อน ๆ รู้เรื่องนี้แล้ว จะต้องปกป้องซื่อหงให้ถึงที่สุด เธอรู้ว่าลู่ลี่ไม่ได้อยากจะช่วยเธอจริง ๆ หรอก ก็แค่อยากจะเอาคืนแม่สามีก็เท่านั้น แต่สำหรับซื่อหงแล้วแค่นี้ก็พอแล้ว เธอจะได้ไม่ต้องลงมือเอง
“ลืมเรื่องนี้ไปเถอะนะคะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วฉันก็ไม่อยากจะพูดถึงมันอีก อย่างไรเสียฉันกับเจียวหมิงก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ ฉันอยากใช้ชีวิตสงบสุขก็แค่นั้นค่ะ ฉันไม่อยากให้เรื่องเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ น้าลู่ลี่อย่านำเรื่องนี้ไปบอกใครนะคะ”
“อืม หนูไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกนะ น้าจะไม่นำเรื่องนี้ไปพูดกับใคร”
เมื่อคราก่อนที่เจียวหมิงไม่อยากตรวจร่างกายเพราะเขาอาย ดูเหมือนเขาจะยังไม่รู้ว่าตัวเขาเองเป็นหมัน แต่มีบางเรื่องที่เธอไม่อยากบอกให้คนอื่นรู้ เธอเชื่อว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะต้องถึงหูคนในบ้านเหอแน่...
พูดคุยกับลู่ลี่เสร็จเธอก็เดินมาที่ร้านอาหาร ที่ร้านยังเหมือนเดิมทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เมื่อชาติที่แล้วเพราะว่าเธออยากจะเอาใจครอบครัวสามี ถึงได้มาทำงานที่ร้านอาหารนี้ หลังจากที่หย่ากับเจียวหมิง รู้ว่าครอบครัวของเธอเองก็เกลียดเธอ ซื่อหงก็ได้มาทำงานล้างจานที่นี่ไต่เต้าจนได้เป็นแม่ครัว ร้านอาหารนี้คือความทรงจำที่เธอไม่เคยลืม เธอถึงได้คุ้นชินกับที่นี่มากอย่างไรล่ะ รออีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากที่เธอจัดเรื่องหย่าเสร็จ เธอจะมาถามว่าที่นี่ยังต้องการคนงานอยู่หรือไม่
ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม
ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ
มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท
เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่
“ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ
เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็







