เข้าสู่ระบบหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงเสร็จ...ซื่อหงก็เดินออกมาจากร้าน ครู่นั้นเธอถึงรู้ว่าเงินในถุงที่มีอยู่ตอนนี้ไม่พอที่จะนั่งรถกลับไปที่บ้าน จากที่นี่ไปที่บ้านของเธอนังรถก็ประมาณ 1 ชั่วโมง เดินยิ่งใช้เวลานาน อย่างไรเสียเธอก็ได้ทานมื้อเที่ยงแล้ว ไม่อยากจะคิดอะไรมาก ซื่อหงตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้าน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงก็เดินมาถึงที่บ้าน
ฮุ่ยหนิงกำลังนั่งตากไม้ที่ลานบ้าน ทันทีที่เห็นซื่อหงเดินมาก็รีบวางไม้ในมือลงแล้วหันไปบอกกับเธอว่า
“ซื่อหงลูก แม่เดินผ่านที่ค่ายทหาร แม่สามีโทรมาบอกให้ลูกรีบกลับไปที่นั่นน่ะ เจียวหมิงกลับมาแล้ว”
ซื่อหงที่ได้ยินแม่บอกแบบนั้นถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าช่วงเวลาที่เจียวหมิงกลับมาที่บ้านจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับชาติที่แล้วไม่มีผิด ดูเหมือนเจียวหมิงไม่ได้ย้อนเวลากลับมาเหมือนกับเธอ ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร แม่ก็ได้พูดต่อว่า
“รอแม่ก่อนนะ แม่จะไปเอายาสมุนไพรมาให้ รีบเก็บของแล้วรีบกลับไปที่นั่นได้แล้ว เดี๋ยวแม่สามีก็โกรธลูกเอาได้หรอก ลูกไปเก็บของรอแม่นะ” ซุนเย่เดินออกมาจากห้องได้ยินสองแม่ลูกคุยกันก็เอ่ยแทรก
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ทานข้าวเสร็จค่อยกลับไปที่นั่นก็ได้”
“จะชักช้าทานข้าวทำไม? คุณไม่รู้หรือว่าเฟยเทียนเป็นคนอย่างไร? เอาแต่หลบตัวอยู่ที่นี่นาน ๆ กลับไปเฟยเทียนต้องโกรธลูกสาวเรามากแน่ ๆ คุณไม่สงสารลูกสาวของคุณหรือ? อีกอย่าง...ฟ้าก็มืดมากแล้ว ถ้าไม่กลับไปที่นั่นตอนนี้แล้วจะกลับไปตอนไหน? ”
แน่นอนว่าซื่อหงรู้ว่าทำไมแม่เธอถึงได้รีบร้อนอยากจะให้เธอกลับไปที่นั่นนัก แม่ก็แค่อยากจะปกป้องชื่อเสียงของลูกสะใภ้ตระกูลเหอก็แค่นั้นเอง แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ ไม่กินข้าวมื้อหนึ่งคงไม่ทำให้เธอขาดใจตายหรอก ครู่นั้น...ซื่อหลินก็ได้ถือหม้อใบใหญ่เดินออกมาจากในครัว
“พี่ซื่อหง ฉันทำอาหารเสร็จพอดี พี่มาช่วยฉันหน่อย เดี๋ยวฉันจะไปตามพี่ชายกลับมาทานข้าวค่ะ”
ฮุ่ยหนิงเห็นทุกคนเข้าข้างซื่อหงหมดก็โกรธมาก แต่ไม่รู้จะไประบายความโกรธกับใคร หล่อนกระทืบเท้าเดินเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้อง อยู่บนโต๊ะอาหาร ฮุ่ยหนิงเอาแต่จ้องซื่อหงไม่ละสายตา เห็นเธอทานข้าวช้า ๆ ดูเหมือนไม่รีบร้อนหรือกังวลใจอะไร ฮุ่ยหนิงก็รู้สึกแปลก ๆ ลูกสาวของหล่อนแปลกไปมากจริง ๆ แต่แปลกอย่างไรนั้นหล่อนก็ไม่รู้
ซื่อหงเห็นแม่เอาแต่จ้องตัวเองไม่ละสายตา เธอก็ไม่อยากจะพูดอะไร เธอเป็นคนที่ไม่ชอบพูดขณะที่ทานข้าว อีกอย่าง...เธอจะต้องกลับไปที่บ้านสามีอีก อยากจะเก็บแรงไว้สู้กับคนบ้านนั้น ทุกคนที่ทานข้าวอยู่บนโต๊ะก็ไม่มีใครพูดกับใคร ฮุ่ยหนิงเห็นซื่อหงทานข้าวใกล้เสร็จก็รีบเดินไปหยิบเอายาสมุนไพรมาให้เธอ
“ยานี่ลูกเก็บไว้ให้ดีนะ อย่าลืมกลับไปถึงที่นั่นแล้วลูกจะต้องรีบขอโทษแม่สามีเลยนะเข้าใจหรือไม่? จากนั้นลูกก็บอกกับแม่สามีว่าลูกกลับมาที่นี่เอายาสมุนไพร ถ้าแม่สามีของลูกเห็นห่อยานี้ แม่เชื่อว่าแม่สามีลูกจะไม่ว่าอะไรลูกแน่”
ซื่อหงทานข้าวคำสุดท้ายเสร็จก็วางตะเกียบในมือลง เธอในตอนนี้ไม่เหมือนซื่อหงในเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เธอจะไม่ก้มหัวขอโทษใครในตระกูลเหอทั้งนั้นและจะไม่ยอมให้คนบ้านนั้นเอารัดเอาเปรียบเธออีก ตอนนี้เธอจะต้องกลับไปที่นั่นหย่ากับเจียวหมิง เธออยากจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด แต่...ความคิดนี้แค่อยู่ในหัวเธอเท่านั้น ซื่อหงไม่คิดจะบอกให้แม่รู้เพราะพูดไปแม่ก็ไม่ฟัง
“ฉันรู้แล้วค่ะ ฉันจะรีบกลับไปที่นั่นเดี๋ยวนี้” พูดจบเธอก็เดินไปที่ห้อง ก่อนจะหยิบเอาจดหมายของเจียวหมิงและโม่วหลีออกมาอ่านดูอีกครั้ง จากนั้นเธอก็ถือไฟฉายเดินออกจากบ้านไป
เดินมาถึงที่บ้านเหอฟ้าก็มืดแล้ว ประตูหลักเปิดกว้างราวกับกำลังรอเธออยู่ยังไงยังงั้น ซื่อหงยังไม่ทันจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยซ้ำก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากข้างใน เธอหยุดเดินก่อนจะเปลี่ยนทิศเดินไปที่เรือนใหญ่แทน ภายในบ้านใต้ตะเกียงอยู่สองที่ อยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ มีนาฬิกาผนังอยู่ ถ้าเธอเดาไม่ผิดเจียวหมิงน่าจะเป็นคนซื้อกลับมา
‘เหอหนิงหลวน’ ที่เรียนอยู่ที่อำเภอก็ได้กลับมาที่บ้านด้วย ภาพที่อยู่ตรงหน้าแลดูอบอุ่นมาก ซื่อหงเหลือบไปมองเจียว หมิง เขาเหมือนชาติที่แล้วไม่เปลี่ยน ใบหน้าหล่อเหลา ยิ้มง่าย ดูยังไงก็เหมือนผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง ต่างก็แค่รูปร่างผอมแห้ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวดูดีไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่
เจียวหมิงมีงานที่มั่นคง รูปร่างหน้าตาใช่ว่าจะดูไม่ดี เพราะแบบนี้มีผู้หญิงหลายคนที่อยากจะแต่งงานกับเขา อีกอย่าง...เพราะว่ามีตัวเลือกเยอะ แต่เจียวหมิงกลับเลือกเธอ ทำให้แม่สามีไม่พอใจอย่างมาก ฐานะทางบ้านเธอไม่ได้ดีไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ แม่สามีถึงไม่ชอบเธออย่างไรล่ะ
ดูเหมือนคนในบ้านเหอจะไม่รู้ว่าซื่อหงได้กลับมาแล้ว เธอไม่คิดอะไรมากสาวเท้าเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนในบ้านเหอ อยู่ ๆ ก็เห็นเธอเดินเข้ามา ทุกคนแลดูตกใจกันมาก เฟยเทียนเห็นเธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็รีบหยิบของบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกว่า
“เธอยังกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกหรือ? ฉันก็นึกว่าเธอตายไปแล้วเสียอีก”
ซื่อหงไม่ได้พูดตอบอะไร เธอมองไปที่โต๊ะ มีนาฬิกา อาหารดี ๆ และข้าวของมากมาย เฟยเทียนนึกถึงทีท่าเมื่อวานของซื่อหงก็อดที่จะแซะไม่ได้
“เมื่อวานเธอยื่นคำขาดกับฉันไม่ใช่หรือ? แล้วกลับมาที่นี่ทำไม? ”
ได้ยินแบบนั้นซื่อหงก็เกือบจะหลุดขำออกมาแล้ว แม่สามีเป็นคนโทรตามให้เธอกลับมาที่นี่เองแท้ ๆ แต่กลับหาว่าเธอแบกหน้ากลับมาที่นี่แทน แต่...วันนี้ที่เธอกลับมาที่นี่เธอจะมาพูดถึงเรื่องหย่าไม่ได้อยากจะมาแสดงละครสวมบทบาทเป็นลูกสะใภ้ที่แสนดี เพราะแบบนี้เธอก็ไม่อยากจะอธิบายอะไรมาก
“ฉันกลับมาที่นี่เพราะอยากจะมาคุยเรื่องหย่ากับเจียวหมิง ไม่ได้อยากจะกลับมาขอโทษแม่เสียหน่อย”
คำพูดของเธอไม่ต่างจากกำลังตบเข้าที่ใบหน้าของแม่สามี ทุกคนต่างก็เลิ่กลั่กมองหน้ากันไปมา ไม่คิดว่าเธอจะกล้าพูดแบบนั้นกับแม่สามีได้ คนที่ดูตกใจมากที่สุดน่าจะเป็นหนิง หลวน ที่ผ่านมาคนที่ไม่อยากหย่าคือพี่สะใภ้ไม่ใช่พี่ชายของหล่อนเสียหน่อย ทุกคนในบ้านพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าไรก็ไม่ยอมหย่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงพูดถึงเรื่องหย่าได้
“พี่สะใภ้ พี่กำลังพูดอะไรของพี่? พี่กำลังขอหย่ากับพี่ชายฉันหรือ? ”
“ใช่ ฉันกำลังขอหย่ากับพี่ชายเธอน่ะ เธอฟังไม่ผิดหรอกนะ หนิงหลวน” เฟยเทียนไม่พูดไม่จาอะไร แต่กลับหันไปสะกิดผู้เป็นสามีแทน ‘เหอเจียวเจี๋ย’ เอ่ยถาม
“นี่ซื่อหงกำลังขอหย่ากับลูกชายเราหรือ? ” เมื่อวาน แม้ว่าเจียวเจี๋ยจะไม่อยู่บ้าน แต่เจียวเจี๋ยก็รู้เรื่องนี้ เจียวเจี๋ยไม่รู้ว่าลูกสะใภ้กำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดถึงเรื่องหย่าได้
“ใช่ นังนั่นกำลังขอหย่ากับลูกชายเราอยู่” เฟยเทียนหันไปมองหน้าซื่อหง ก่อนจะแผดเสียงดัง
“ก็รีบ ๆ หย่าซะสิ!! เธอคิดได้ก็ดีแล้ว จะยืดเยื้อทำไม? อีกอย่างนะ...ถ้าเธอกับลูกชายฉันหย่ากันจริง ๆ ฉันไม่ทำลายชื่อเธอหรอกนะ”
ก่อนหน้านั้นเฟยเทียนไม่ชอบหน้าซื่อหงอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากจะได้ลูกสะใภ้ยากจนอย่างซื่อหงกันหรอก ไม่รู้ว่าลูกชายหล่อนคิดอะไรอยู่ถึงได้เลือกผู้หญิงอย่างซื่อหงกันนะ เฟยเทียนเห็นว่าสะโพกซื่อหงใหญ่หรอกนะ คิดว่าน่าจะมีลูกง่ายถึงได้ยอมให้เจียวหมิงแต่งงานด้วย ใครจะไปคิดว่าสะโพกนั้นกลับไร้ประโยชน์
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา...เฟยเทียนทำทุกวิถีทางให้ซื่อหงยอมหย่ากับลูกชาย แต่ก็ไม่เป็นผล ถึงได้ยืดเยื้อมาถึงวันนี้ สองสามวันนี้เฟยเทียนก็คิดว่าซื่อหงกินยาลืมเขย่าขวดเสียอีกถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ไม่เหมือนซื่อหงคนเดิมเลยสักนิด เพิ่งจะหายป่วยก็มาแหย่ประสาทหล่อนหาว่าเจียวหมิงเป็นหมันแล้ววิ่งแจ้นกลับไปที่บ้านแม่ เฟยเทียนคิดว่าซื่อหงกลับมาที่บ้านวันนี้ คิดว่าซื่อหงจะมาขอโทษอ้อนวอนหล่อนเสียอีก ใครจะไปคิดว่ากลับมาครานี้กลับมาขอหย่า
“ถ้าจะหย่าก็รีบนำกระดาษออกมาหย่ากันสิ พรุ่งนี้ฉันจะพาพวกแกสองคนไปที่เขตประทับตรา” ซื่อหงไม่สนใจแม่สามีอีก ก่อนจะหันไปมองหน้าเจียวหมิงแทน
“เรื่องหย่าคุณไม่มีความคิดเห็นใด ๆ ใช่ไหม? ”
“คุณอยากจะหย่ากับผมจริง ๆ หรือ? คุณคิดดีแล้วใช่ไหม? ”
“ใช่ ฉันคิดดีแล้ว ฉันอยากจะหย่ากับคุณ ไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไปแล้ว”
ถ้าจะให้พูด...เมื่อก่อนเจียวหมิงเองชอบความสวยของซื่อหงถึงได้แต่งงานกับเธอ แต่งงานกันปีแรกดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนดูจะราบรื่นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่...พวกเขาสองคนรักกันดีแล้วอย่างไร ซื่อหงไม่อาจมีลูกให้เขาได้ ต่อให้เธอดีแค่ไหนก็ตาม เธอก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี อย่าว่าแต่ที่หมู่บ้นเล็ก ๆ แบบนี้เลย ต่อให้แต่งงานกับผู้หญิงที่มาจากเมืองใหญ่ ถ้ามีลูกให้เขาไม่ได้ก็ต้องหย่ากันอยู่ดี
เรื่องหย่าไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมาซื่อหงไม่ยอมหย่ากับเขาต่างหาก เจียวหมิงมีงานที่มั่นคง เขาไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบถึงงานที่เขาทำอยู่ในตอนนี้ เขาอยากหย่ากับเธอใจจะขาดแต่ไม่อาจหย่าได้ ตอนนี้เจียวหมิงไม่รู้ว่าซื่อหงเป็นอะไรถึงได้พูดคำนั้นออกมาได้
“ถ้าคุณอยากจะหย่าจริง ๆ ผมก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ คุณแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านเหอก็นานสามปีแล้ว แม้ว่าคุณจะมีลูกชายให้ผมไม่ได้ แต่อย่างไรเราก็คือสามีภรรยากันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันนานสามปี ผมจะไม่เอาเปรียบคุณ คุณอยากจะได้อะไรก็บอกผมมาได้”
ซื่อหงได้ยินเจียวหมิงบอกแบบนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง สามปีที่แต่งงานกันมาเธอขอเงินเขาแค่ 1 หยวนเขาก็ไม่ยอมให้ ทำไมตอนนี้เขาถึงได้ง่ายกับเธอได้ล่ะ? ได้ยินเขาบอกแบบนั้นซื่อหงก็ประหลาดใจไม่น้อย
“ถ้าคุณให้ในสิ่งที่ฉันต้องการได้ฉันก็ขอบคุณคุณมากนะ ฉันไม่อยากอ้อมค้อม ฉันอยากได้เงินเดือนทั้งหมดที่คุณหามาได้ตลอดสามปีที่ผ่านมา” คนในบ้านเหอได้ยินสิ่งที่เธอต้องการถึงกับเบิกตาโพลงอ้าปากค้างกลางอากาศ
“ฉันเข้ามาเป็นสะใภ้ในบ้านนี้ได้ 3 ปี ฉันจำได้ว่าตอนนั้นคุณเป็นคนขับรถขั้นห้า แต่ละเดือนคุณจะได้รับเงินเดือน 37 หยวน สองปีต่อมาคุณได้เลื่อนขั้น ได้เงินเดือนเดือนละ 45 หยวน 3 ปีก็เท่ากับ 36 เดือน”
ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม
ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ
มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท
เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่
“ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ
เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็







