Share

บทที่ 4 พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-27 12:07:37

วันแรกที่ซื่อหงได้ย้อนเวลากลับมา...เตียงนอนยังคงเป็นเตียงของเธอ อาจจะเป็นเพราะว่าเธอได้รู้ความจริงแล้วถึงได้รู้สึกดีมากขนาดนี้ ซื่อหลินนอนอยู่อีกเตียงหนึ่งพลิกกายไปมาข่มตานอนไม่หลับ มีเรื่องมากมายอยากจะถามพี่สาวแต่ก็ไม่กล้า พี่สาวไม่พูดให้ฟัง ซื่อหลินก็ไม่อยากจะเซ้าซี้

คืนนั้นซื่อหงหลับสบาย เช้าวันต่อมาเธอตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ เธอก็กลับเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะบอกกับแม่ว่าเธอจะไปที่เขตชุมชนสักหน่อย วันนี้เป็นวันที่ชาวบ้านนำของไปขายที่ตลาดพอดี มีรถโดยสารวิ่งผ่าน พอซื่อหงเดินออกมาที่หน้าหมู่บ้าน รถโดยสารเคลื่อนตัวไปแล้ว เธอรีบวิ่งตามรถโดยสารไป

วันนี้ซื่อหงตื่นเช้า ผู้คนที่อยู่บนรถไม่แออัดเหมือนทุก ๆ วัน แต่...ที่นั่งไม่มีที่ว่างให้เธอเลย ทว่าครู่นั้นก็มีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ซื่อหง หนูกลับมาที่บ้านแม่อีกแล้วหรือ? ” เสียงนี้คุ้น ๆ ดวงตากลมโตกวาดสายตามองดูรอบ ๆ เธอก็เห็นเป็น ‘หม่าเถียนฮวา’ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเธอ ซื่อหงรู้สึกไม่ดีแปลก ๆ

“กลับมาที่บ้านแม่บ่อยแบบนี้ แม่สามีไม่ว่าอะไรหรือ? ” ซื่อหงไม่อยากจะเสวนากับเถียนฮวาเลยสักนิด ไม่อยากจะให้เถียนฮวาพูดอะไรไปมากกว่านี้ เธอก็ได้เอ่ยตอบออกไปว่า

“กลับมาที่บ้านแม่ไม่ใช่เรื่องน่าอายนิ แม่สามีจะว่าฉันทำไม? ” ซื่อหงคิดว่าบอกออกไปแบบนั้นแล้วอีกฝ่ายจะปิดปากเงียบเสียอีก แต่เถียนฮวากลับไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ

“ก็จริงอย่างที่หนูบอก แล้ว...แม่สามีหนูยังบังคับหนูหย่ากับเจียวหมิงอยู่อีกไหม? ”

ทุกคนที่อยู่บนรถต่างก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเจียวหมิง ทั้งสองหมู่บ้านต่างก็รู้จักกัน ไม่แปลกใจที่เถียนฮวาจะรู้เรื่องนี้ แต่...เถียนฮวาไม่ได้คิดดีกับเธอตั้งแต่แรก คิ้วสวยเลิกสูง ใบหน้าเรียวสวยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซื่อหงไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวต่อหน้าคนอื่น

“แม่สามีไม่ได้บังคับอะไรฉัน ชีวิตคู่ของพวกเรามีความสุขดี” พูดจบซื่อหงอยากจะเดินเข้าไปข้างในอยู่ให้ห่างจากเถียนฮวา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ก็ได้เดินมาดักหน้าเธอไว้ เถียนฮวารู้ว่าซื่อหงอยากจะหลบหน้าตน ก็ตั้งใจเอ่ยเสียงดัง

“จะว่าไปเรื่องนี้จะโทษตระกูลเหอก็ไม่ได้ ร่างกายหนูไม่แข็งแรงเอง แต่งงานสามปีแล้วแต่กลับมีลูกไม่ได้ แม่สามีจะต้องไม่ชอบหนูแน่ ๆ มีเรื่องอะไรหนูก็ต้องรู้จักอดทนบ้างนะ ถ้าหนูหย่ากับเจียวหมิงจริง ๆ ขายขี้หน้าแย่”

รถโดยสารเล็ก ๆ แค่นี้ เถียนฮวาตั้งใจพูดเสียงดัง ผู้คนที่อยู่ในรถต่างก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับเถียนเฟยกันหมด สายตาที่ทุกคนมองมาที่เธอนั้นทำให้เธอไม่พอใจมาก สายตาที่มองมาส่วนใหญ่จะมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม เถียนฮวาเห็นสายตาของทุกคนที่มองที่ซื่อหงแล้วก็ยิ่งชอบใจ ตระกูลเหอฐานะดีก็จริง

แต่...พวกเขาตาไม่มีแวว ถ้าเลือกลูกสาวหล่อนตั้งแต่แรก ป่านนี้คงมีหลานชายให้เชยชมแล้ว ซื่อหงมีอะไรดี? สะโพกใหญ่ ใหญ่แล้วมีประโยชน์อะไร? ลูกคนเดียวก็ยังมีให้ไม่ได้ ไร้ประโยชน์กว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เสียอีก ตอนนี้ทุกคนที่อยู่บนรถรู้แล้วว่าซื่อหงไม่อาจมีลูกได้ พวกเขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าหย่ากับลูกชายตระกูลเหอไปแล้วจะเจอผู้ชายที่ดีอย่างเจียวหมิงหรือไม่? ซื่อหงไม่คิดว่าเถียนฮวาจะกัดไม่ปล่อยแบบนี้ เธอจ้องหน้าเถียนฮวาตาเขม็ง

“น้าเถียนฮวาคะ น้าพูดอะไรของน้า? ”

“หนูอย่าได้เข้าใจฉันผิดไป ฉันเป็นคนพูดไม่คิดแบบนี้แหละ เดี๋ยวไปถึงที่เขตชุมชนฉันจะตามหาหมอยาดี ๆ ให้เธอนะ รับรองว่าได้ลูกชายแน่นอน”

ซื่อหงรู้ว่าทำไมเถียนฮวาถึงพูดแบบนั้นกับเธอ เพราะก่อนหน้านี้ วันที่ดูตัวตระกูลเหอได้เลือกเธอไม่ได้เลือกลูกสาวของเถียนฮวา พอรู้ว่าแม่สามีของเธอบังคับเธอหย่ากับเจียวหมิงทุกวัน ถึงได้นำเรื่องนี้มาทำลายชื่อเสียงของเธออย่างไรล่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธออาจจะโกรธและรู้สึกอาย แต่ตอนนี้เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอไม่ชอบให้ใครมาว่าเธอต่อหน้าคนอื่นแบบนี้

“น้าเถียนฮวาคะ น้ารู้เรื่องสุนัขบ้าข้างเรือนน้าไปกัดลูกสาวคนโตบ้านต้วนไหมคะ? หลังจากนั้นสุนัขบ้าตัวนั้นก็ถูกตีจนตายน่ะ”

เถียนฮวานิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ ซื่อหงถึงได้พูดเรื่องนี้กับตน เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสองคนกำลังคุยกันอยู่นี่นา

“เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? ” ซื่อหงแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ สีหน้าและแววตาพลันเปลี่ยนไป

“แล้วฉันหย่าหรือไม่นั้นเกี่ยวอะไรกับน้าด้วย เรื่องที่ฉันมีลูกได้หรือไม่นั้นก็เหมือนกัน เกี่ยวอะไรกับน้า? ”

สิ้นประโยค เถียนฮวาก็เข้าใจได้ทันทีว่าซื่อหงสื่อถึงอะไร ซื่อหงกำลังหลอกด่าหาว่าตนเป็นสุนัขบ้าอย่างนั้นหรือ? ถูกด่าว่าเป็นสุนัขบ้าต่อหน้าทุกคน เถียนฮวาก็เดือดมาก

“หยางซื่อหง เธอว่าใครคือสุนัขบ้า?!!” หลายวันมานี้เธอต้องทนอะไรมามาก ไม่คิดว่าจะต้องมาทนกับคนแบบนี้ด้วย

“ใครเอ่ยตอบฉันก็คนนั้นแหละค่ะ น้าชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมไม่ตาย ๆ ไปซะ!”

ทันทีที่ซื่อหงพูดจบ ทุกคนที่อยู่บนรถก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น สายตาที่มองมาที่ซื่อหงก็เปลี่ยนไปมองที่เถียนฮวาแทน เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

“นังซื่อหง!!” เถียนฮวาโกรธมากพูดอะไรไม่ออกจึงผลักไหล่ซื่อหงอย่างแรง

“เธอนั่นแหละคือสุนัขบ้า ฉันหวังดีแต่เธอกลับคิดว่าฉันประสงค์ร้าย ไม่แปลกใจเลยที่เธอมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้ สมควรแล้วที่ถูกแม่สามีบังคับหย่า!!”

ซื่อหงเชไถลไปหลายก้าว บังเอิญล้มทับชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอได้ยินเสียงร้องเบา ๆ จากปากชายคนนั้น นอกจากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่เคยโดนตัวผู้ชายคนอื่นมาก่อน เธอรีบลุกพรวดจากตักของชายหนุ่มคนนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ร่างกายของเธอโดนส่วนนั้นของเขาหรือไม่นะ เห็นอีกฝ่ายสีหน้าเรียบนิ่ง ซื่อหงก็ทำตัวไม่ถูก

“ฉะ...ฉันขอโทษค่ะ” เห็นใบหน้าเรียวสวยแดงระเรื่อ ‘หลี่มู่เหยียน’ ก็ผลิยิ้มอย่างอ่อนโยนเอ่ยตอบ

“ไม่เป็นไรครับ” รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโหยกเหยกไปมา มู่เหยียนเห็นซื่อหงเหมือนจะสูญเสียการทรงตัวอีกครั้งเขาก็รีบคว้าร่างบางเธอไว้

“ระวังครับ” เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก เขาเองก็ไม่ทันจะได้คิดอะไร เขาแค่อยากจะคว้าแขนเรียวเธอไว้ แต่มือหนาของเขาดันไปสัมผัสตรงที่หน้าอกอวบเข้าพอดี

ซื่อหงรู้ว่าร่างกายของเธอแตกต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้าน หน้าอกและสะโพกใหญ่เกินตัว ชายหนุ่มคนอื่น ๆ มักจะมองมาที่เธอด้วยสายตาที่หื่นกระหาย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อยู่ต่อหน้าผู้คนแบบนี้ ซื่อหงก็รู้สึกอึดอัดไม่พอใจ รีบผลักชายหนุ่มให้ออกห่าง มู่เหยียนอยากจะช่วยพยุง แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว เขาก็รีบชักมือกลับ

“คุณไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับ? เท้าล่ะ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่? ถ้าคุณอยากจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจผมเป็นพยานให้คุณได้นะครับ” ซื่อหงโกรธเถียนฮวามากที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้

“ไปค่ะ แขนฉันเจ็บ เท้าก็เจ็บเหมือนกัน อยากจะไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกันว่าตั้งใจผลักคนอื่นแบบนี้จะต้องโทษอะไรบ้าง? ” เถียนฮวาใช่ว่าจะเชื่อคำพูดอีกฝ่ายง่าย ๆ ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น

“หึ ~ แจ้งความอย่างนั้นหรือ? ฉันอายุปูนนี้แล้วอย่าคิดมาขู่ฉันให้ยาก เธอไม่ระวังเอง ฉันไม่เห็นเธอจะได้รับบาดเจ็บตรงไหน? ”

“ขู่อย่างนั้นหรือ? เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่รับคำขอโทษจากน้า น้าจะถูกจับขังไม่ต่ำกว่า 10 วัน” พูดจบ มู่เหยียนก็รีบล้วงเอาหนังสือยืนยันตัวตนออกมาให้เถียนฮวาดู

“นี่คือหนังสือยืนยันตัวตนของผม ถึงที่เขตชุมชนแล้ว น้าไม่ยอมให้ความร่วมมือ ผมก็จะลากน้าไปที่สถานีตำรวจให้ได้ครับ”

ซื่อหงปรายตามองก็เห็นอักษรเขียนว่า ‘หลี่มู่เหยียน’ คือชื่อของเขา ผู้คนที่อยู่บนรถประหลาดใจอ้าปากค้าง

“คือพนักงานรัฐหรือ? ”

“เป็นถึงพลเอกเลยหรือ? ”

“เขาไม่ได้โกหกเรา” สีหน้าของเถียนฮวาเปลี่ยนไป

“ฉัน...ฉันก็แค่พูดไม่คิดน่ะ เรื่องไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นเสียหน่อย”

พูดจบ เถียนฮวาก็หมุนตัวกำลังจะเดินไปที่อื่น แต่มู่เหยียนกลับไม่ปล่อยไปง่าย ๆ คว้าไหล่เถียนฮวาไว้

“จะไปไหน ขอโทษผู้หญิงคนนี้ซะ ถ้าไม่ขอโทษก็ไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ เลือกเอาเองก็แล้วกันนะครับ”

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมทุกคนจะไม่รู้ว่าเถียนฮวามีจุดประสงค์อะไร อยากจะพูดอะไรก็พูดไป ทำไมจะต้องผลักคนอื่นแบบนี้ก็ไม่รู้ ตั้งใจหาเรื่องคนอื่นชัด ๆ

“ผู้หญิงคนนี้จะหย่าหรือไม่นั้นเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยเถียนฮวา เธอเองนั่นแหละที่อยากจะทำร้ายคนอื่น”

“ใช่ ๆ เธอกำลังกล่าวร้ายคนอื่นอยู่นะ พอซื่อหงพูดความจริงเธอกลับรับไม่ได้ หน้าไม่อายกล้าบอกว่าตัวเองหวังดี”

“รีบ ๆ ขอโทษซื่อหงซะสิ ถ้าเธอไม่ขอโทษซื่อหงนะ พวกเราจะลากเธอไปที่สถานีตำรวจ”

ไม่มีใครเข้าข้างเถียนฮวาเลยสักคน ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซื่อหงเป็นถึงนายทหารตำแหน่งสูงก็อยู่ข้างซื่อหง ทำให้เถียน ฮวาแอบกลัวอยู่ อยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว หล่อนไม่เคยรู้สึกอับอายขายขี้หน้าแบบนี้มาก่อน ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ เถียนฮวาจำใจต้องขอโทษซื่อหง ก่อนจะเดินหายไปนั่งอยู่ข้างหน้ารถ

เรื่องวุ่น ๆ ได้จบลงแล้ว ซื่อหงก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เธอแอบคิด ถ้าไม่ได้เขายื่นมือเข้ามาช่วย เธอเกรงว่าเรื่องคงไม่จบแค่นี้แน่ กำลังจะหันไปขอบคุณอีกฝ่าย อยู่ ๆ คนขับก็หักเลี้ยวอย่างกะทันหัน เธอเกือบจะล้มทับเขาเป็นครั้งที่สามแล้ว โชคดีที่มีถุงใบใหญ่รองรับเธอไว้อยู่

“ขะ...ขอบคุณนะคะสำหรับเรื่องเมื่อครู่นี้”

“เรื่องเล็กแค่นี้เอง คุณไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ? ”

“ค่ะ ฉันไม่เป็นไร” ซื่อหงรีบขยับห่างจากเขา มู่เหยียนอยากจะอธิบายให้เธอได้เข้าใจว่าเมื่อกี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปโดนส่วนนั้น แต่พอเห็นกิริยาทีท่าของเธอแล้ว เขาเลือกที่จะพูดอะไรดีกว่า

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 15 พี่สะใภ้ผู้โลภมาก

    ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 14 ไม่สนอะไรทั้งนั้น

    ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 13 เข้าใจกันและกัน

    มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 12 ขอร้องอีกฝ่าย

    เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 11 นี่เพิ่งจะเริ่มต้น

    “ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ

  • ยุค 70 ไม่เป็นแล้วนางเอกขอเป็นนางร้ายแทน   บทที่ 10 มันคือพรมลิขิต

    เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status