Mag-log inวันแรกที่ซื่อหงได้ย้อนเวลากลับมา...เตียงนอนยังคงเป็นเตียงของเธอ อาจจะเป็นเพราะว่าเธอได้รู้ความจริงแล้วถึงได้รู้สึกดีมากขนาดนี้ ซื่อหลินนอนอยู่อีกเตียงหนึ่งพลิกกายไปมาข่มตานอนไม่หลับ มีเรื่องมากมายอยากจะถามพี่สาวแต่ก็ไม่กล้า พี่สาวไม่พูดให้ฟัง ซื่อหลินก็ไม่อยากจะเซ้าซี้
คืนนั้นซื่อหงหลับสบาย เช้าวันต่อมาเธอตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จ เธอก็กลับเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะบอกกับแม่ว่าเธอจะไปที่เขตชุมชนสักหน่อย วันนี้เป็นวันที่ชาวบ้านนำของไปขายที่ตลาดพอดี มีรถโดยสารวิ่งผ่าน พอซื่อหงเดินออกมาที่หน้าหมู่บ้าน รถโดยสารเคลื่อนตัวไปแล้ว เธอรีบวิ่งตามรถโดยสารไป
วันนี้ซื่อหงตื่นเช้า ผู้คนที่อยู่บนรถไม่แออัดเหมือนทุก ๆ วัน แต่...ที่นั่งไม่มีที่ว่างให้เธอเลย ทว่าครู่นั้นก็มีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ซื่อหง หนูกลับมาที่บ้านแม่อีกแล้วหรือ? ” เสียงนี้คุ้น ๆ ดวงตากลมโตกวาดสายตามองดูรอบ ๆ เธอก็เห็นเป็น ‘หม่าเถียนฮวา’ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเธอ ซื่อหงรู้สึกไม่ดีแปลก ๆ
“กลับมาที่บ้านแม่บ่อยแบบนี้ แม่สามีไม่ว่าอะไรหรือ? ” ซื่อหงไม่อยากจะเสวนากับเถียนฮวาเลยสักนิด ไม่อยากจะให้เถียนฮวาพูดอะไรไปมากกว่านี้ เธอก็ได้เอ่ยตอบออกไปว่า
“กลับมาที่บ้านแม่ไม่ใช่เรื่องน่าอายนิ แม่สามีจะว่าฉันทำไม? ” ซื่อหงคิดว่าบอกออกไปแบบนั้นแล้วอีกฝ่ายจะปิดปากเงียบเสียอีก แต่เถียนฮวากลับไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ
“ก็จริงอย่างที่หนูบอก แล้ว...แม่สามีหนูยังบังคับหนูหย่ากับเจียวหมิงอยู่อีกไหม? ”
ทุกคนที่อยู่บนรถต่างก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเจียวหมิง ทั้งสองหมู่บ้านต่างก็รู้จักกัน ไม่แปลกใจที่เถียนฮวาจะรู้เรื่องนี้ แต่...เถียนฮวาไม่ได้คิดดีกับเธอตั้งแต่แรก คิ้วสวยเลิกสูง ใบหน้าเรียวสวยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซื่อหงไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวต่อหน้าคนอื่น
“แม่สามีไม่ได้บังคับอะไรฉัน ชีวิตคู่ของพวกเรามีความสุขดี” พูดจบซื่อหงอยากจะเดินเข้าไปข้างในอยู่ให้ห่างจากเถียนฮวา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ก็ได้เดินมาดักหน้าเธอไว้ เถียนฮวารู้ว่าซื่อหงอยากจะหลบหน้าตน ก็ตั้งใจเอ่ยเสียงดัง
“จะว่าไปเรื่องนี้จะโทษตระกูลเหอก็ไม่ได้ ร่างกายหนูไม่แข็งแรงเอง แต่งงานสามปีแล้วแต่กลับมีลูกไม่ได้ แม่สามีจะต้องไม่ชอบหนูแน่ ๆ มีเรื่องอะไรหนูก็ต้องรู้จักอดทนบ้างนะ ถ้าหนูหย่ากับเจียวหมิงจริง ๆ ขายขี้หน้าแย่”
รถโดยสารเล็ก ๆ แค่นี้ เถียนฮวาตั้งใจพูดเสียงดัง ผู้คนที่อยู่ในรถต่างก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับเถียนเฟยกันหมด สายตาที่ทุกคนมองมาที่เธอนั้นทำให้เธอไม่พอใจมาก สายตาที่มองมาส่วนใหญ่จะมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม เถียนฮวาเห็นสายตาของทุกคนที่มองที่ซื่อหงแล้วก็ยิ่งชอบใจ ตระกูลเหอฐานะดีก็จริง
แต่...พวกเขาตาไม่มีแวว ถ้าเลือกลูกสาวหล่อนตั้งแต่แรก ป่านนี้คงมีหลานชายให้เชยชมแล้ว ซื่อหงมีอะไรดี? สะโพกใหญ่ ใหญ่แล้วมีประโยชน์อะไร? ลูกคนเดียวก็ยังมีให้ไม่ได้ ไร้ประโยชน์กว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เสียอีก ตอนนี้ทุกคนที่อยู่บนรถรู้แล้วว่าซื่อหงไม่อาจมีลูกได้ พวกเขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าหย่ากับลูกชายตระกูลเหอไปแล้วจะเจอผู้ชายที่ดีอย่างเจียวหมิงหรือไม่? ซื่อหงไม่คิดว่าเถียนฮวาจะกัดไม่ปล่อยแบบนี้ เธอจ้องหน้าเถียนฮวาตาเขม็ง
“น้าเถียนฮวาคะ น้าพูดอะไรของน้า? ”
“หนูอย่าได้เข้าใจฉันผิดไป ฉันเป็นคนพูดไม่คิดแบบนี้แหละ เดี๋ยวไปถึงที่เขตชุมชนฉันจะตามหาหมอยาดี ๆ ให้เธอนะ รับรองว่าได้ลูกชายแน่นอน”
ซื่อหงรู้ว่าทำไมเถียนฮวาถึงพูดแบบนั้นกับเธอ เพราะก่อนหน้านี้ วันที่ดูตัวตระกูลเหอได้เลือกเธอไม่ได้เลือกลูกสาวของเถียนฮวา พอรู้ว่าแม่สามีของเธอบังคับเธอหย่ากับเจียวหมิงทุกวัน ถึงได้นำเรื่องนี้มาทำลายชื่อเสียงของเธออย่างไรล่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธออาจจะโกรธและรู้สึกอาย แต่ตอนนี้เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอไม่ชอบให้ใครมาว่าเธอต่อหน้าคนอื่นแบบนี้
“น้าเถียนฮวาคะ น้ารู้เรื่องสุนัขบ้าข้างเรือนน้าไปกัดลูกสาวคนโตบ้านต้วนไหมคะ? หลังจากนั้นสุนัขบ้าตัวนั้นก็ถูกตีจนตายน่ะ”
เถียนฮวานิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ ซื่อหงถึงได้พูดเรื่องนี้กับตน เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสองคนกำลังคุยกันอยู่นี่นา
“เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? ” ซื่อหงแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ สีหน้าและแววตาพลันเปลี่ยนไป
“แล้วฉันหย่าหรือไม่นั้นเกี่ยวอะไรกับน้าด้วย เรื่องที่ฉันมีลูกได้หรือไม่นั้นก็เหมือนกัน เกี่ยวอะไรกับน้า? ”
สิ้นประโยค เถียนฮวาก็เข้าใจได้ทันทีว่าซื่อหงสื่อถึงอะไร ซื่อหงกำลังหลอกด่าหาว่าตนเป็นสุนัขบ้าอย่างนั้นหรือ? ถูกด่าว่าเป็นสุนัขบ้าต่อหน้าทุกคน เถียนฮวาก็เดือดมาก
“หยางซื่อหง เธอว่าใครคือสุนัขบ้า?!!” หลายวันมานี้เธอต้องทนอะไรมามาก ไม่คิดว่าจะต้องมาทนกับคนแบบนี้ด้วย
“ใครเอ่ยตอบฉันก็คนนั้นแหละค่ะ น้าชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมไม่ตาย ๆ ไปซะ!”
ทันทีที่ซื่อหงพูดจบ ทุกคนที่อยู่บนรถก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น สายตาที่มองมาที่ซื่อหงก็เปลี่ยนไปมองที่เถียนฮวาแทน เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
“นังซื่อหง!!” เถียนฮวาโกรธมากพูดอะไรไม่ออกจึงผลักไหล่ซื่อหงอย่างแรง
“เธอนั่นแหละคือสุนัขบ้า ฉันหวังดีแต่เธอกลับคิดว่าฉันประสงค์ร้าย ไม่แปลกใจเลยที่เธอมีลูกให้เจียวหมิงไม่ได้ สมควรแล้วที่ถูกแม่สามีบังคับหย่า!!”
ซื่อหงเชไถลไปหลายก้าว บังเอิญล้มทับชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอได้ยินเสียงร้องเบา ๆ จากปากชายคนนั้น นอกจากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่เคยโดนตัวผู้ชายคนอื่นมาก่อน เธอรีบลุกพรวดจากตักของชายหนุ่มคนนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ร่างกายของเธอโดนส่วนนั้นของเขาหรือไม่นะ เห็นอีกฝ่ายสีหน้าเรียบนิ่ง ซื่อหงก็ทำตัวไม่ถูก
“ฉะ...ฉันขอโทษค่ะ” เห็นใบหน้าเรียวสวยแดงระเรื่อ ‘หลี่มู่เหยียน’ ก็ผลิยิ้มอย่างอ่อนโยนเอ่ยตอบ
“ไม่เป็นไรครับ” รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโหยกเหยกไปมา มู่เหยียนเห็นซื่อหงเหมือนจะสูญเสียการทรงตัวอีกครั้งเขาก็รีบคว้าร่างบางเธอไว้
“ระวังครับ” เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก เขาเองก็ไม่ทันจะได้คิดอะไร เขาแค่อยากจะคว้าแขนเรียวเธอไว้ แต่มือหนาของเขาดันไปสัมผัสตรงที่หน้าอกอวบเข้าพอดี
ซื่อหงรู้ว่าร่างกายของเธอแตกต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้าน หน้าอกและสะโพกใหญ่เกินตัว ชายหนุ่มคนอื่น ๆ มักจะมองมาที่เธอด้วยสายตาที่หื่นกระหาย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อยู่ต่อหน้าผู้คนแบบนี้ ซื่อหงก็รู้สึกอึดอัดไม่พอใจ รีบผลักชายหนุ่มให้ออกห่าง มู่เหยียนอยากจะช่วยพยุง แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว เขาก็รีบชักมือกลับ
“คุณไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับ? เท้าล่ะ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่? ถ้าคุณอยากจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจผมเป็นพยานให้คุณได้นะครับ” ซื่อหงโกรธเถียนฮวามากที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้
“ไปค่ะ แขนฉันเจ็บ เท้าก็เจ็บเหมือนกัน อยากจะไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกันว่าตั้งใจผลักคนอื่นแบบนี้จะต้องโทษอะไรบ้าง? ” เถียนฮวาใช่ว่าจะเชื่อคำพูดอีกฝ่ายง่าย ๆ ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น
“หึ ~ แจ้งความอย่างนั้นหรือ? ฉันอายุปูนนี้แล้วอย่าคิดมาขู่ฉันให้ยาก เธอไม่ระวังเอง ฉันไม่เห็นเธอจะได้รับบาดเจ็บตรงไหน? ”
“ขู่อย่างนั้นหรือ? เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่รับคำขอโทษจากน้า น้าจะถูกจับขังไม่ต่ำกว่า 10 วัน” พูดจบ มู่เหยียนก็รีบล้วงเอาหนังสือยืนยันตัวตนออกมาให้เถียนฮวาดู
“นี่คือหนังสือยืนยันตัวตนของผม ถึงที่เขตชุมชนแล้ว น้าไม่ยอมให้ความร่วมมือ ผมก็จะลากน้าไปที่สถานีตำรวจให้ได้ครับ”
ซื่อหงปรายตามองก็เห็นอักษรเขียนว่า ‘หลี่มู่เหยียน’ คือชื่อของเขา ผู้คนที่อยู่บนรถประหลาดใจอ้าปากค้าง
“คือพนักงานรัฐหรือ? ”
“เป็นถึงพลเอกเลยหรือ? ”
“เขาไม่ได้โกหกเรา” สีหน้าของเถียนฮวาเปลี่ยนไป
“ฉัน...ฉันก็แค่พูดไม่คิดน่ะ เรื่องไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นเสียหน่อย”
พูดจบ เถียนฮวาก็หมุนตัวกำลังจะเดินไปที่อื่น แต่มู่เหยียนกลับไม่ปล่อยไปง่าย ๆ คว้าไหล่เถียนฮวาไว้
“จะไปไหน ขอโทษผู้หญิงคนนี้ซะ ถ้าไม่ขอโทษก็ไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ เลือกเอาเองก็แล้วกันนะครับ”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมทุกคนจะไม่รู้ว่าเถียนฮวามีจุดประสงค์อะไร อยากจะพูดอะไรก็พูดไป ทำไมจะต้องผลักคนอื่นแบบนี้ก็ไม่รู้ ตั้งใจหาเรื่องคนอื่นชัด ๆ
“ผู้หญิงคนนี้จะหย่าหรือไม่นั้นเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยเถียนฮวา เธอเองนั่นแหละที่อยากจะทำร้ายคนอื่น”
“ใช่ ๆ เธอกำลังกล่าวร้ายคนอื่นอยู่นะ พอซื่อหงพูดความจริงเธอกลับรับไม่ได้ หน้าไม่อายกล้าบอกว่าตัวเองหวังดี”
“รีบ ๆ ขอโทษซื่อหงซะสิ ถ้าเธอไม่ขอโทษซื่อหงนะ พวกเราจะลากเธอไปที่สถานีตำรวจ”
ไม่มีใครเข้าข้างเถียนฮวาเลยสักคน ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซื่อหงเป็นถึงนายทหารตำแหน่งสูงก็อยู่ข้างซื่อหง ทำให้เถียน ฮวาแอบกลัวอยู่ อยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว หล่อนไม่เคยรู้สึกอับอายขายขี้หน้าแบบนี้มาก่อน ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ เถียนฮวาจำใจต้องขอโทษซื่อหง ก่อนจะเดินหายไปนั่งอยู่ข้างหน้ารถ
เรื่องวุ่น ๆ ได้จบลงแล้ว ซื่อหงก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เธอแอบคิด ถ้าไม่ได้เขายื่นมือเข้ามาช่วย เธอเกรงว่าเรื่องคงไม่จบแค่นี้แน่ กำลังจะหันไปขอบคุณอีกฝ่าย อยู่ ๆ คนขับก็หักเลี้ยวอย่างกะทันหัน เธอเกือบจะล้มทับเขาเป็นครั้งที่สามแล้ว โชคดีที่มีถุงใบใหญ่รองรับเธอไว้อยู่
“ขะ...ขอบคุณนะคะสำหรับเรื่องเมื่อครู่นี้”
“เรื่องเล็กแค่นี้เอง คุณไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ? ”
“ค่ะ ฉันไม่เป็นไร” ซื่อหงรีบขยับห่างจากเขา มู่เหยียนอยากจะอธิบายให้เธอได้เข้าใจว่าเมื่อกี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปโดนส่วนนั้น แต่พอเห็นกิริยาทีท่าของเธอแล้ว เขาเลือกที่จะพูดอะไรดีกว่า
15 ปีต่อมา“พ่อครับ แม่ครับ ผมสอบติดแล้วครับ ผมจะได้ไปเรียนที่ปักกิ่งแล้ว ~ ”จางหมิ่นเด็กชายอ้วนท้วนในตอนนั้นกลายเป็นหนุ่มเต็มวัยในวัย 20 เขาวิ่งเข้ามาในร้านพร้อมกับกระดาษใบหนึ่ง“พี่จางหมิ่น พี่สอบติดมหาลัยชื่อดังจริง ๆ เหรอคะ ? ” ซูฮวากำลังตรวจสมุดรายได้อยู่ ได้ยินพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอบอกว่าตนสอบติดมหาลัยชื่อดังได้ก็ดีใจมาก เธอรีบวางปากกาในมือลง ก่อนจะวิ่งไปแย่งเอากระดาษในมือของพี่ชายมาดู“พี่สอบติดมหาลัยจริง ๆ ด้วย สอบได้ตั้ง 475 คะแนนแน่ะ สอบได้คะแนนเยอะกว่าแม่ซะอีก”“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะพี่เก่งไง เธอว่าพี่เก่งใช่ไหม ?”“พี่ชายของฉันเก่งและใจดีที่สุดเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะพี่จางหมิ่น เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้พี่ทานนะคะ”“พ่อกับแม่ล่ะอยู่ไหน ?” จางหมิ่นกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ร้านก็ไม่เห็นใคร“พ่อกับแม่ตรวจงานอยู่ในครัวน่ะ พี่รีบไปหาพ่อกับแม่สิ”“เสียงดังอะไรกัน ? ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ ?” มู่เหยียนเดินออกมาจากในครัวด้วยสีหน้าที่นิ่งขรึม จางหมิ่นเห็นพ่อกับแม่เดินมาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“พ่อครับ ผมสอบติดมหาลัยชื่อดังแล้ว”“อืม แล้วยังไง ?”“พ่อไม่ดีใจเหรอครับ ?” จางหมิ่นทำหน้างุนง
“พ่อคะ แม่คะ พี่ซื่อหงเขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ตามไปวอแวพี่เขาอีก พ่อกับแม่รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าได้ไปเจอพี่เขาเลยนะ ปล่อยให้พี่เขาได้ใช้ชีวิตตามที่พี่เขาต้องการเถอะค่ะ พี่เขาลำบากมามากแล้ว ให้พี่เขาได้มีความสุขบ้าง”“แกคิดว่าฉันไม่ลำบากเลยหรือ ?ฉันลำบากมากกว่าจะเลี้ยงดูแกกับพี่สาวแกโตได้ แกสองคนกลับไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณฉันกับพ่อแก พวกแกหายหน้าหายตาไปนานหลายปี ไม่คิดที่จะกลับมาเหยียบที่นี่เลย เงินสักหยวนก็ไม่ส่งกลับมา แกรู้บ้างไหมว่าฉันกับพ่อแกลำบากแค่ไหน อดมื้อกินมื้อบางวันก็ไม่มีข้าวให้กิน ดูชีวิตของพวกแกสองคนตอนนี้สิกลับสุขสบาย มีเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ใส่ แกเคยย้อนกลับมามองดูพ่อกับแม่ของตัวเองบ้างไหม ซื่อหลิน !!”ฮุ่ยหนิงต่อว่าลูกสาวคนเล็กด้วยความอัดอั้นใจ หลายปีที่ผ่านมาตนพยายามที่จะหาที่อยู่ หมายเลขโทรศัทพ์เพื่อติดต่อหาพวกเขา แต่...ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครรู้หนังสือ ถามไปก็ไม่ได้ข่าวอะไร หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้มา ตนโทรไปแค่ครั้งเดียว ซื่อหงก็ไม่ยอมรับสาย พอรู้ว่าเป็นตนโทรไป ซื่อหงก็วางสายใส่ไม่ยอมคุยด้วยซื่อหลินกลับมาคราวนี้กลับอยากจะได้ทะเบียนบ้านไป ลูกสาวทั้งสองที่ตนหวังจะฝากชีวิตไว้กลับท
ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าอดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบเช่นนี้ พอย้อนกลับไปคิดดู...เธอก็ไม่แปลกใจที่อดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบแบบนั้น อดีตแม่สามีเคยทำอะไรไว้กับทุกคนบ้างเธอรู้ดีกว่าใคร แต่...การจากไปของอดีตแม่สามี ทำให้เธอหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่วันที่เจียวหมิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไป บ้านเหอตกต่ำลงทุกวันเมื่อปีก่อน...เธอได้ยินซื่อหลินบอกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวเจียวหมิงไปทำงานที่เหมือง ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับออกมา นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อดีตแม่สามีของเธอล้มป่วย เฟยเทียนรับความจริงนี้ไม่ได้ ไม่ยอมทานข้าวทานปลา คิดว่าตนทำแบบนี้แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสงสารปล่อยตัวเจียวหมิงให้ออกมาดูแลตนแต่...ความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สนใจเลยว่าเฟยเทียนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก่อนที่เฟยเทียนจะสิ้นใจตาย เฟยเทียนยังสาปแซ่งให้ซื่อหงทำมาหากินไม่ขึ้น ชีวิตพังพินาศเหมือนกับพวกเขา แต่...ดูเหมือนคำสาปแซ่งจะย้อนกลับเข้าตัวเฟยเทียน เพราะวันที่เฟยเทียนจากโลกนี้ไป ไม่มีชาวบ้านคนไหนแวะมาที่บ้านเหอเลยสักคนชาวบ้านตีตัวออกห่าง ต่างก็สาปส่งเฟยเทียนกันหมด ถ้าเฟยเทียนไม่เอารั
หลายปีต่อมา...เจ้าแฝดหน้าหงิกหน้างอหลบอยู่ในมุมห้อง ซื่อหงพยายามเรียกแค่ไหนเจ้าแฝดก็ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา วันนี้เป็นวันแรกที่เจ้าแฝดต้องไปเรียน แต่...เจ้าแฝดกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ เอาแต่หลบอยู่ในห้อง ใครเข้าไปเกลี้ยกล่อมก็ไม่ยอมเดินออกมาจากห้อง เพราะเจ้าแฝดกลัวว่าพ่อกับแม่จะทิ้งพวกเขาที่โรงเรียน“ผมไม่อยากไปเรียนฮะ ที่โรงเรียนไม่มีของอร่อยให้ผมกับน้องกิน พ่อกับแม่ไม่รักพวกเราแล้ว”“หนูก็ไม่อยากไปเรียนค่ะแม่ หนูอยากอยู่ที่บ้านกับย่า” ให้ตายยังไงเจ้าแฝดก็ไม่ยอมไปโรงเรียนซื่อหงได้ยินแบบนั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความจนใจ ปีนี้เจ้าแฝดอายุได้ 5 ขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องไปเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขา โรงเรียนที่เด็ก ๆ จะต้องไปเรียนอยู่ใกล้ ๆ กับที่เธออยู่พอดี เมื่อวานเจ้าแฝดรู้ว่าพ่อกับแม่จะให้พวกเขาไปเรียน เจ้าแฝดงอแงไม่ยอมนอน ต้องพามานอนด้วยเจ้าแฝดถึงยอมนอนแต่โดยดี“ที่โรงเรียนมีของอร่อย มีเพื่อนใหม่ มีของเล่นด้วยนะคะ แม่รู้ว่าพวกหนูกลัวอะไร แม่สัญญาว่าพอถึงเวลาเลิกเรียนแม่กับพ่อจะไปรับนะคะ”“ไม่เอา ผมไม่ไป ผมจะอยู่ที่บ้านกับย่า ฮือ ๆ~ ” เจ้าจางหมิ่นแฝดพี่ร้องไห้เสียงดังไม่ยอมออกมาจากห้อง ผู้เ
ซื่อหงได้ยินสิ่งที่แม่สามีเล่า เธอก็แปลกใจไม่น้อย แต่...เธอก็ไม่ได้สนใจ เพราะสิ่งที่บ้านหยางต้องเจอเป็นผลของการกระทำของพวกเขาเอง สิ่งที่เธอให้ความสำคัญในตอนนี้มีแค่เรื่องกิจการแล้วก็ลูก ๆ เท่านั้น ซื่อหงไม่ได้ถามอะไรมาก เปลี่ยนเรื่องคุยแทน“แล้ว...เรื่องร้านเป็นอย่างไรบ้างคะ ?พี่มู่หยางบอกไหมคะว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะซ่อมแซมร้านเสร็จ ?”“ร้านเราหาได้แล้ว มู่หยางบอกว่าซ่อมแซมร้านไม่เกิน 7 วัน หนูอย่าเป็นกังวลไปเลยนะ ระยะเวลาที่รอมู่หยางซ่อมแซมร้าน แม่จะช่วยสอนงานหนิงซวนเอง”“ค่ะแม่ ฝากแม่ดูแลร้านทางนู่นแทนฉันด้วยนะคะ ต้องการเงินเท่าไรให้รีบโทรมาบอกฉัน”หลังจากที่วางสาย...รั่วซีก็รีบกลับไปที่บ้านเตรียมตัวสอนงานให้กับหนิงซวน ทางด้านซื่อหง...หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จ เธอก็รีบพาเจ้าแฝดไปที่ร้าน เห็นลูกค้าภายในร้านแวะเวียนมากินบะหมี่ที่ร้านแล้ว เธอก็รู้สึกดีไม่น้อย ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว ผู้คนแถวนี้เริ่มรู้จักร้านบะหมี่เธอมากขึ้น ทางสื่อเองก็เริ่มให้ความสนใจกับกิจการของเธอซื่อหงคิดว่า...เธอจะไม่มีทางหยุดอยู่แค่นี้ เธออยากจะเปิดร้านอาหารเพิ่ม อยากจะปูทางให้ลูก ๆ ได้สานต่อกิจ
เด็ก ๆ พอรู้ว่าซือซือจะกลับไปที่บ้านหลิว พวกเขาก็ไม่อยากจะตามหล่อนกลับไปที่นั่นอีก รั่วซีเห็นซือซือเดินออกจากบ้านไป ก็ลอบถอนหายใจแรง ตนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปีใหม่ปีนี้พวกเขาจะได้มีความสุขด้วยกันจริง ๆ สักที แม้ว่าเด็ก ๆ จะไม่มีแม่คอยอยู่ข้าง ๆ แต่...อย่างน้อย เด็ก ๆ ก็ไม่ต้องไปทนลำบากที่บ้านหลิวหนิงซวนกับซือซือแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลี่มานานหลายปี หนิงซวนไม่อยากจะเชื่อว่าซือซือจะเป็นคนแบบนั้น ไม่รู้ว่าความคิดนั้นเข้ามาครอบงำซือซือตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าเป็นเพราะข่าวลือของซื่อหง ถึงได้ทำให้ซือซือเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พอนึกถึงซื่อหงแล้ว หนิงซวนพลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา“แม่คะ เราควรจะบอกให้ซื่อหงรู้ดีไหมคะ ?ให้ซื่อหงมาเปิดร้านบะหมี่ที่นี่ดีไหมคะแม่ ? ฉันกับมู่หยางจะเป็นคนงานให้กับซื่อหงเองค่ะ”ตอนนี้...ทางรัฐได้จัดสรรแบ่งที่ดินให้ชาวนาอย่างพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ต้องลำบากไปงานหนักที่ทุ่งอีก ขอแค่แต่ละปีพวกเขาปลูกข้าวตามจำนวนที่รัฐกำหนดไว้ก็พอ ผู้คนที่นี่เริ่มออกไปทำงานหาเงินที่เมืองหยางเฉิงกันแล้ว แต่...พวกเขากลับไม่ได้ออกไปไหนเลย เอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในหมู่บ้านนี้ หนิงซวนเห็นชาวบ้านเริ







