Mag-log inฉีอิงถือโอกาสสำรวจบ้านหลังใหม่ของเธอ สองนายบ่าวเดินเล่นไปทั่วสวนอันกว้างใหญ่ จนไปหยุดอยู่ประตูทางเข้าลานฝึก ฉีอิงจำได้ว่าเมื่อชีวิตเก่า เธอเคยถูกรับเชิญไปร่วมแสดง ในหนังแนวย้อนยุค เธออยากจะรู้ว่าของจริง กับฉากในหนังนั้น มันจะเหมือนกันรึเปล่า
เท้าบางกำลังจะก้าวตรงไปยังประตู เพื่อที่จะเข้าไปด้านใน ทว่าแขนกลมกลึงกลับถูกรั้งเอาไว้ ฉีอิงมองตามมือไป จนสบเข้ากับตาเสี่ยวเจี้ยน ก่อนจะเห็นใบหน้าซีดเซียวของสาวใช้ พร้อมกับอาการส่ายหน้าน้อย ๆ ของเสี่ยวเจี้ยน
“ทำไม ข้าจำได้ว่าไม่มีกฎห้ามเข้า หรือช่วงที่ข้าเจ็บป่วยมีการตั้งมันขึ้นมาใหม่” ฉีอิงถามด้วยความสงสัย ทว่าน้ำเสียงนั้นเหมือนกำลังพยายามกดดัน ให้เสี่ยวเจี้ยนยอมจำนน
“มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินเคยบอกว่า...ไม่ชอบลานฝึกนี่เจ้าค่ะ” เสี่ยวเจี้ยนตอบด้วยน้ำเสียงติดขัด ยิ่งเป็นการเพิ่มความอยากรู้ให้แก่ฉีอิง
“ใช่! ข้ามิชอบ แต่วันนี้ ข้าแค่อยากออกกำลังสักหน่อย ไปกันเถอะ”
แม้ว่าฉีอิงจะเห็นภาพเกี่ยวกับเจ้าของร่าง แต่ก็ใช่ว่าจะทั้งหมดเสียเมื่อไหร่กัน เธอไม่รู้ว่าทำไมเสี่ยวเจี้ยน จึงดูหวาดกลัวลานฝึกขนาดนั้น แต่ก็นะสามีของเธอในตอนนี้คือแม่ทัพ เขามักจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวอยู่เป็นประจำ ก็ไม่แปลกอันใด หากเสี่ยวเจี้ยนที่เป็นคนของภรรยา ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ได้รัก จะเกรงกลัวชายผู้นั้น
ฉีอิงก้าวเข้าไปอย่างใจเย็น พร้อมคิดหาหนทาง ว่าต่อไปนี้เพื่อไม่ให้เผลอแสดงความเป็นตัวเองออกมา แม้แต่ความคิดก็ต้องเปลี่ยน ไม่เช่นนั้น สักวันอาจเผลอหลุดออกมาแน่นอน และมันย่อมจะตามมาด้วยปัญหาอีกมากมาย
หญิงสาวหยุดมองลานฝึกอันกว้างขวาง ‘อืมคนสมัยก่อนต้องรวยขนาดไหนกัน จึงสามารถมีบ้านหลังใหญ่ ที่ดินกว้างขวางได้ขนาดนี้’ เสียงพูดคุยกันเบา ๆ ดังขึ้นยังส่วนที่อยู่หลังต้นไม้ ฉีอิงจดจำเสียงนั้นได้ดี แม้ว่าจะเคยได้ยินเพียงครั้งเดียว
‘เสียงผู้หญิงอย่างนั้นรึ อ่าฉันคิดแบบเธอได้แล้วหลี่ฉีอิง ต่อไปฉันจะคิดแบบคนในโลกนี้’ ฉีอิงหันไปพยักหน้าให้แก่สาวใช้ ที่ตอนนี้ใบหน้าแทบไร้สีเลือด นางไม่เข้าใจเลยว่าเสี่ยวเจี้ยนกลัวอะไร
ตึก! ตึก! เสียงฝีเท้าของใครบางคน ทำให้จ้านซือถงชะงักค้าง ก่อนจะยืนนิ่งมองไปยังทิศทางของเสียง โดยมีหญิงสาวที่กำลังสนทนาอยู่กับชายหนุ่ม มองตามไปเช่นเดียวกัน
ฉีอิงก้าวเข้าไปหยุดยืนมองชายหญิง ที่กำลังจ้องมาที่นางด้วยแววตาอันหลากหลาย หญิงสาวคลี่ยิ้มกว้างอย่างเข้าใจ ในแบบของคนจากยุคที่เรียกว่าอนาคต นางไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของสามี และหญิงสาวข้างกายเขา แต่ใจที่กระตุกวูบเมื่อครู่ บอกได้เป็นอย่างดี ว่าเจ้าของร่างต้องรู้สิ่งใดมาอย่างแน่นอน
“ฉีอิง เจ้าหายดีแล้วรึ”
หญิงสาวหน้าตางดงาม เอ่ยถามภรรยาเจ้าของจวน ก่อนจะลอบสบตากับชายหนุ่ม
โอ๊ะ! ฉีอิงรู้สึกปวดหัวอย่างแรง ก่อนจะหลับตาลงครู่หนึ่ง ภาพบางอย่างก็ฉายเข้ามาในหัว ‘อ่า! พี่สะใภ้กับน้องสามีสินะ’
“เจ้าค่ะ ฉีอิงรู้สึกอุดอู้เลยออกมาเดินรับลม เพื่อให้สดชื่นขึ้นบ้างเจ้าค่ะ พี่สะใภ้”
คำเรียกขานของฉีอิง ทำให้หลิวหลิงหน้าม่านไปชั่วขณะ เป็นที่รู้กันดีว่านางคือภรรยาพี่ชายของแม่ทัพหนุ่ม ที่รั้งตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก
“หายก็ดีแล้ว ซือถงจะได้มีคนดูแล” หลิวหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากทว่าคนฟัง มิได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าค่ะ อันที่จริงท่านพี่ก็โตแล้ว ทั้งยังเป็นถึงแม่ทัพ ย่อมสามารถดูแลตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำกระมังเจ้าคะ”
หลิวหลิง ทำได้เพียงยิ้มเจื่อน ๆ เมื่อมองดูบนโต๊ะน้ำชา ซึ่งในตอนนี้ มีอาหารหลายอย่างวางอยู่ ฉีอิงเดาได้ไม่อยาก ว่าอาการเจ็บป่วยของนาง คือข้ออ้างให้พี่สะใภ้ คอยมาเยี่ยมเยียนดูแล แต่มิใช่นาง ทว่าเป็นสามีของนางต่างหากเล่า ที่พี่สะใภ้คนงามมาดูแล
“ฉีอิง ไยจึงออกมาเดินเล่นไกลถึงที่นี่ เจ้าควรพักผ่อนให้มาก หากเกิดล้มเจ็บมาอีก ผู้คนจะมองข้าเช่นไร คิดให้มากสักหน่อยก็ดี”
ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็หาคำพูดของตนเองเจอ ด้วยคราแรกนั้น เขายังรู้สึกตกใจ ที่อยู่ ๆ ภรรยาก็เข้ามายังลานฝึก ซึ่งเขาจำได้ดีว่าเมื่อเช้าได้เดินไปดูนางยังเรือน ฉีอิงยังไร้ซึ่งสติอยู่เลย
‘แพศยา! แสร้งเจ็บป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจ’ หลิวหลิงได้แต่คิดอยู่ภายในใจ ไม่กล้าที่จะเอ่ยออกมา นอกจากยิ้มละมุนส่งให้แก่ภรรยาของแม่ทัพหนุ่ม
“ท่านพี่โปรดวางใจ หากข้าเจ็บป่วยลงอีกครั้งนี้ รับรองจะไม่มีคนนอกรับรู้มันอีกเป็นอันขาด ท่านพี่จะได้มิต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ว่าภรรยาเช่นข้า...บกพร่องต่อหน้าที่ จนทำให้สามีลำบากไร้คนดูแล”
ฉีอิงเว้นคำเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียง เอื่อยเฉื่อยต่อท้าย พร้อมส่งสายตาอย่างมีจริตให้แก่สามี ที่เวลานี้ยืนทำหน้านิ่ง เหมือนน้ำแข็งในฤดูหนาวอยู่ข้างพี่สะใภ้คนงามของเขา
“ก็ดี...ที่เจ้าคิดได้ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรกระทำ”
ชายหนุ่มเอ่ยได้ไม่เต็มคำนัก ด้วยยังตั้งรับกับการยอกย้อนของภรรยามิทัน ซึ่งปกติแล้วฉีอิงจะไม่มีทางพูดเช่นนี้กับเขาหรือผู้ใด
“เจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าสิ่งใดควรและมิควรกระทำ ข้าขอตัวนะเจ้าคะ”
ฉีอิงไม่รั้งรอคำตอบจากสามี หญิงสาวหมุนกายจากมา ด้วยท่วงท่าประหนึ่งนางพญา เห็นทีนางต้องทำให้เจ้าของร่างสมหวังเสียแล้ว
นี่คือชีวิตจริงมิใช่ในละครหรือนิยาย ที่นางเอกเก่งกาจหย่าสามีแล้วสร้างตัวจนร่ำรวย ทว่านี่คือเรื่องจริง และเป็นยุคแห่งการแย่งชิง ผู้ใดมีอำนาจย่อมกำชัยไว้ในมือ มิว่าบุรุษหรือสตรี
อำนาจในมือของสตรีคือการครองเรือน โดยไม่ทำให้มันลุกเป็นไฟ ส่วนบุรุษนั้น อำนาจคือเงินตราและชื่อเสียง
ฉีอิงเดินไปเรื่อยเปื่อย โดยสมองน้อย ๆ ของนาง กำลังคิดหาวิธีสร้างทางรอดให้แก่ตนเอง ทุกอย่างต้องมีแผนสำรองเสมอ หากวันใดสิ้นคำว่าสามีภรรยาขึ้นมา นางต้องไม่ลำบากจนเกินไป หรือถ้ายังต้องอยู่กับตำแหน่งนี้ต่อไป นางก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีผู้หญิงอื่น มาสอดแทรกทำลายมันลงเช่นกัน
“ฮูหยินเจ้าคะ” เสี่ยวเจี้ยนเรียกผู้เป็นนาย เมื่อเห็นว่าเวลานี้ ใกล้จะมืดแล้ว ทว่าผู้นายไม่มีท่าทีจะกลับเรือน นางจึงได้เอ่ยท้วงขึ้น
“หือ! มีอะไรรึเสี่ยวเจี้ยน”
ฉีอิงตื่นจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงสาวใช้เรียกจากทางด้านหลัง หญิงสาวจำต้องหยุดความคิดทั้งหมดลง
“พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้วนะเจ้าคะ บ่าวคิดว่าฮูหยินอาจจะอยากกลับไปพักผ่อนเจ้าคะ” เสี่ยวเจี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทว่าก็เกรงผู้เป็นนาย จะคิดว่านางวุ่นวายจนเกินไปด้วยเช่นกัน
“อืม...ไปสิ ข้าก็รู้สึกเมื่อยขาแล้ว”
สองนายบ่าวกับสู่เรือน โดยแสร้งเป็นมองไม่เห็นแม่ทัพหนุ่ม ที่กำลังเดินไปส่งแขกของบ้าน ฉีอิงหาได้ใส่ใจสามีของนางไม่ ด้วยเวลานี้สมองของนาง มีเพียงเรื่องการเอาชีวิตรอด ในบ้านเมืองที่ร้อนประหนึ่งไฟนรก ภายนอกงดงาม แต่นี่คือยุคแห่งการฆ่าฟัน นางที่มาจากยุคที่ล้ำหน้า ย่อมต้องคิดให้มากสักหน่อย
ระหว่างทางเดินไปสวนดอกไม้ “ฮูหยิน แบบนี้ดีแล้วหรือเจ้าคะ” “สาวน้อยช่างถามนี่! ไยมักสงสัยในสิ่งที่ข้าทำนักนะ แบบนี้ดีแล้ว! การให้โอกาสมิใช่จะทำได้ทุกคนนะ พระชายารองเคยทำผิดแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ใดถึงตาย ฉะนั้นนางสมควรได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ หรือเจ้าคิดว่าข้าทำผิดเช่นนั้นรึ” “บ่าวไม่กล้าตำหนิความคิดของฮูหยินหรอกเจ้าค่ะ แต่เราจะเชื่อใจพระชายารองได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ก็ในเมื่อนางทำให้ฮูหยินต้องถูกรังแก” ไป่ไป่พูดตามสิ่งที่เห็นมาตลอด นางเป็นสาวใช้ของท่านหญิงมาตั้งแต่ยังเล็ก มีหรือจะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งนางในฐานะสาวใช้ข้างกาย ก็รับผลนั้นพร้อมกับผู้เป็นนายมาโดยตลอด “นี่ล่ะเขาเรียกตำหนิ เด็กคนนี้นี่ช่างน่าตีนัก จำไว้นะไป่ไป่ความเชื่อใจไม่อาจเห็นได้ในวันเดียว ทุกอย่างย่อมต้องใช้เวลา นับจากนี้ไม่ใช่เราที่ต้องพิสูจน์ แต่เป็นนางที่ต้องกระทำมันให้เราเห็น” “บ่าวจะพยายามเข้าใจเจ้าค่ะ” “ฮ่า ๆ เด็กน้อยนี่น่าชังนัก” กั๋วเจี่ยจวิ๋นหัวเราะร่า เมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ ไป่ไป่ต้องเรียนรู้ชีวิตอีกมาก เร่งรัดสอนไป
“ท่านพ่อ” กั๋วอ๋องชะงักเท้าทันที ใบหน้าที่ทะมึนตึงในคราแรก พลันแย้มยิ้มอย่างยินดี เมื่อเห็นใบหน้าที่เขาสุดแสนจะคิดถึง “จวิ๋นเอ๋อร์ มาแล้วรึลูกพ่อ” “จวิ๋นเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่รอง” กั๋วเจี่ยจวิ๋นยังคงไม่ลืมมารยาทอันดี หญิงสาวย่อกายอย่างงดงาม ให้กับบิดาและมารดาเลี้ยง นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางได้พบหน้าพระชายารอง เพราะปกติแล้วบิดาจะไม่เคยให้มารดาเลี้ยง ได้ย่างกรายไปให้นางพบเห็น ในยามที่นางมาเยี่ยมเยียน พอนางได้ยินว่าบิดาอยู่ที่เรือนนี้ นางจึงฉวยโอกาสนี้ ดำเนินตามความตั้งใจหญิงสาวมองสำรวจมารดาเลี้ยงเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ดูหน้าเกลียดจนเกินไปนัก นี่หรือ! สตรีผู้อาจหาญวางยาบุรุษ เพื่อแต่งเข้ามาเป็นภรรยาน้อยรอวันช่วงชิงตำแหน่งเมียเอกแม้ว่าอีกฝ่ายจะสามารถก้าวเข้าจวนมาได้ แต่ความหวังที่รอมานานก็ไม่เคยเป็นจริง จะว่าไปนางก็นับถือความรักของบิดาที่มีต่อมารดา อีกความรู้สึกหนึ่ง นางก็นับถือน้ำใจของมารดาเลี้ยงอยู่ไม่น้อย ที่ใช้เพียงมารยาของสตรีเพื่อเอาชนะใจบิดา แต่มิได้ลงมือทำร้ายมารดาของนางจนถึงชีวิต เช่นภรรยาน้อยบ้านอื่น ถึงกระนั้นก็
ยามบ่าย ณ จวนกั๋วอ๋อง สายตาดุดันของกั๋วอ๋อง กำลังมองคาดโทษภรรยาด้วยอารมณ์ ที่เต็มไปด้วยโทสะ เขากลับจากวังหลวงมิทันนั่งให้หายเหนื่อย ก็ต้องมาอยู่ตรงนี้เพื่อชำระความกับนางเสียก่อน “กี่ครั้งแล้วฟ่านหลิน กับเรื่องที่เจ้าทำโดยไร้การไตร่ตรอง” กั๋วอ๋องเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ข่มกลั้นโทสะเอาไว้อย่างที่สุด เขาไม่เคยอยากมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยมีสตรีไร้จิตสำนึกเช่นนาง มาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้เขารับฟัง ตลอดหลายปีที่เขาทนนิ่งเฉยกับการมีอยู่ของนาง มันก็มากจนเกินพอแล้ว แต่เขาไม่คิดว่าวันนี้ฟ่านหลินจะล้ำเส้นเขา ถึงขั้นเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับสิ่งของในเรือนของบุตรสาว “ข้าทำสิ่งใดผิดไปเจ้าคะ ไยท่านอ๋องต้องโกรธกริ้วถึงเพียงนี้ด้วยเล่าเจ้าคะ” “เจ้ายังมีหน้ามาย้อนถามข้า อีกเช่นนั้นรึ!” “ก็ข้ามิรู้นี่เจ้าคะ” “เก็บมารยาของเจ้ากลับไปใช้ที่อื่น ข้ามิใช่หมูที่จะเชื่อภาพลวงของคนเช่นเจ้า จะเสแสร้งต่อหน้าใครก็ได้แต่มิใช่ข้า” “ท่านอ๋อง! ข้าเป็นชายาของท่านนะเจ้าคะ ไยจึงได้พูดจาไร้ไม่ตรีกับข้าถึงเพียงนี้ด้วยเ
“ฮูหยินเจ้าคะ”ไป่ไป่เรียกเบา ๆ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนความคิดของผู้เป็นนาย หญิงสาวค่อย ๆ วางชาดอกเหมย ที่มีก้อนน้ำแข็งวางเรียงอยู่รอบถ้วยชา เพื่อเพิ่มความเย็นจากด้านนอก แทนการใส่ในถ้วยชาโดยตรง จะได้ไม่ทำให้เสียรสชาติ“มาแล้วรึ! ขอบใจเจ้ามากไป่ไป่”กั๋วเจี่ยจวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นดื่ม หญิงสาวรู้สึกว่าทุกสิ่งที่นางได้สัมผัสมาตลอดหลายเดือน มันให้ความคลาสสิกไปอีกแบบ ขนาดน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ พวกนี้ หากมิร่ำรวยจริงหรืออาศัยในแถบหิมะ ยากนักจะได้ลิ้มลองมันสักก้อนนางไม่ได้สุขล้นหรือทุกข์จนทนไม่ไหว กับชีวิตใหม่ที่นางไม่คิดมาก่อนว่าจะได้สัมผัส แม้แต่การร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ในยุคนี้ ซึ่งนางได้เรียนรู้โดยบังเอิญ แม้จะไม่ได้ชื่นชอบ แต่นางต้องฝึกฝนเพื่อเอาไว้ป้องกันตัวยิ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง นางยิ่งต้องผลักดันตนเองให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าศัตรูเท่านั้น จึงจะอยู่รอดในสภวะเช่นนี้ ทุกอย่างรอบตัวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ กับการมีชีวิตให้สงบได้ในแต่ละวัน“ฮูหยิน ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่เจ้าคะ”“ไปอุ่นน้ำแกงที่จะนำไปจวนอ๋องเถอะ ข้าจะไปอาน้ำสักหน่อย”“เช่นนั้นบ่าวจะไปเตรียมน้ำร้อนให้นะเจ้าคะ”
มิติคู่ขนาน “หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ห้ามพบนาง” ร่างสูงก้าวออกจากห้องบรรพชนไปในทันที ปล่อยกั๋วเจี่ยจวิ๋นยืนอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวทำได้เพียงนั่งคุกเข่าหน้าป้ายบรรพชน ตามคำสั่งของสามี ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ทำไมนางต้องรับมันไว้คนเดียวตลอดด้วยเล่า หญิงสาวมองไปยังแผ่นป้ายของบรรพชนสกุลหยวน หากนางไร้ลมหายใจก็ไม่อยากถูกรวมชื่อไว้ที่นี่เลยสักนิด ไม่รักนางมิถือสา แต่ทำไมเขาต้องลงโทษทั้งที่ไม่สืบหาความกระจ่างเสียก่อนเล่า “แค่ก ๆ” กั๋วเจี่ยจวิ๋นไอถี่ เมื่ออยู่ ๆ นางก็รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา ทั้งที่ทั่วทั้งห้องก็ไม่มีควัน หรือฝุ่นที่เป็นต้นเหตุให้ละคายเคืองสักนิด จะมีก็แค่ธูปหอมที่มีเพียงกลิ่นหอมจาง ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่นางคุ้นชินดีอยู่แล้วดวงตาที่เคยมองทุกอย่างชัดเจน บัดนี้เริ่มพล่ามัวลงทุกขณะ สิ่งของโดยรอบดูบิดเบี้ยวอย่างไรไม่รู้ หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นยืน เพียงสองก้าวเท่านั้นร่างบางกลับทรุดฮวบลงกับพื้น กั๋วเจี่ยจวิ๋นพยายามที่จะพาร่างที่เริ่มสิ้นเรี่ยวแรง ไปที่ประตูเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากคนด้านนอกทว่าความพยายามของนาง หาได้เป็นอย่างที่ต
‘เจ้ายังแสดงได้ไม่ดีพอ หยวนปิงเชี่ย คนอย่างข้าถ้ากล้าเปิดประตูออก ย่อมต้องรู้แน่ชัดว่าคนด้านนอกคือผู้ใด’ กั๋วเจี่ยจวิ๋นรู้สึกเบื่อหน่ายในบางครั้ง กับการที่นางรู้หลายอย่าง แต่แสร้งเป็นคนโง่ที่ไม่รู้สิ่งใดเลย นางคือผู้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม และนางจะไม่สอดมือยุ่งเรื่องของใครทั้งนั้น งานและเงินคือสิ่งที่นางต้องรักษายิ่งชีพ หญิงสาวถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเดินออกไปที่สวนดอกไม้ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย เพราะนับจากวินาทีนี้ไป ทุกอย่างคงคุกรุ่นไปด้วยสงครามของสตรี และศึกลับ ๆ ของเหล่าผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายกั๋วเจี่ยจวิ๋นเดินไปนั่งยังโต๊ะหินกลางสวน ก่อนจะมองดูความงามของดอกไม้หลากสี ที่กำลังแข่งกันเบ่งบาน เพื่ออวดโฉมให้ผู้คนได้ชื่นชม ทำให้ภาพในอีกชีวิตของนาง ซ้อนทับเข้ามาให้ห้วงความทรงจำอย่างช้า ๆ “สวยมากเลยเจี่ยอี้” หญิงสาวในชุดเดรสสีหวาน เอ่ยชมเพื่อนสนิท ที่กำลังยืนโพสต์ท่าอยู่ท่ามกลางสวนดอกกุหลาบนับสิบไร่ จางเจี่ยอี้นักธุรกิจสาวไฟแรง ที่ควบตำแหน่งเจ้าของฟาร์มม้าแข่ง ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย กำลังส่งยิ้มหวานกลับมาให้หลิวลี่ถิง ความ







